สนามบินสุวรรณภูมิ
เริงฤดี เลอวาณิชกุล สาวน้อยร่างสูงโปร่ง ผิวขาวอมชมพูใบหน้าโฉบเฉี่ยวได้รูปถูกปิดบังไว้ครึ่งใบหน้าจากหมวกใบหนึ่งที่สวมพรางสายตาของผู้คน แว่นกลมโตสีชาคล้องสายห้อยอยู่ที่ลำคอระหง จังหวะก้าวเดินด้วยรองเท้าส้นเข็มสูง ๒ นิ้วราวกับนางแบบบนแคทวอร์ค ผิดก็เพียงแต่ในมือของเธอไสรถเข็นเพื่อจะมารับกระเป๋าเดินทาง เธอหยุดรอกระเป๋าใบโตที่สายพานลำเลียงกระเป๋าของสนามบิน ด้ามพัดจิ๋วในมือถูกคลี่ออกแล้วโบกเบา ๆ
“เดาว่าคุณคงกลับมาจากเมืองหนาว มาถึงเมืองไทย เปิดแอร์ขนาดนี้คุณยังร้อน”
เสียงร้องทักจากเบื้องหลังเป็นเสียงของชายหนุ่ม แต่เธอไม่เสียสายตาหันกลับไปมองแม้เพียงนิด ออกอาการเพียงแค่ขยับตัวไปข้างหน้า เป็นการแสดงว่าไม่ประสงค์จะพูดคุย เสียงหัวเราะหึๆ แว่วผ่านเข้ามาแล้วเดินจากไป เธอแค่นยิ้มแล้วพึมพำออกมาอย่างลำพองตัว
“เห็นคนสวยเป็นไม่ได้ ระริกระรี้เข้ามาเชียว ผู้ชายก็ยังงี้แหละ”
เริงฤดี ขยับตัวยกกระเป๋าใบใหญ่ ๒ ใบ ออกจากสายพานลำเลียงขึ้นรถเข็นด้วยตัวเอง แม้จะมีชายหนุ่มที่ขยับจะมาช่วย แต่ไม่ทันกับความว่องไวของเธอที่คุ้นชินกับการช่วยเหลือตัวเองมาตลอด
“สวย แต่ดูหยิ่งชะมัด”
เสียงพูดคุยเบาๆ ห่างออกไปจากชายหนุ่มที่หาญกล้าไปทักเธอก่อน
“หยิ่ง?"
ชายหนุ่มหน้าคมมีสีหน้าสงสัย เขาเพิ่งกลับมาจากดูงานในประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้เครื่องดีเลย์ ทำให้กลับมาช้ากว่ากำหนดเดิม อารมณ์จึงค่อนข้างหงุดหงิดอยู่พอสมควร
“ฉันลองเข้าไปทักดู จะหันมามองหนุ่มหล่ออย่างฉันสักนิดก็ไม่มี หึ หึ”
“อ้อ พอไม่หันมามองนาย เลยว่าหยิ่ง ความหล่อของนายก็ช่วยอะไรไม่ได้”
“กริช คนทักกันอย่างน้อยต้องหันมามองกันบ้าง นี่อะไร ไม่หันมามอง แถมขยับตัวหนี ทำยังกะเราเป็นพวกโรคจิต สักวันเถอะจะเจอดี”
เสียงคนพูดราวคับแค้น ยิ่งฟังคำพูดเรื่อยๆ ของคนเป็นเพื่อนยิ่งทำให้ดูเหมือนถูกดูแคลน
“นายจะพาลให้มันได้อะไรขึ้นมา แค่เขาไม่สนใจก็ปล่อยเขา ผู้หญิงในฮาเร็มนายมีตั้งมาก จะมาอะไรกับผู้หญิงคนนั้น”
คมกริช อัครโอภาส ส่ายหน้าระอานิสัยของเพื่อน เบื่อหน่ายที่จะพูดคุยเรื่องผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าในแต่ละวัน แต่เพราะรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน แถมยังเป็นคู่ค้าทางธุรกิจจึงต้องคบหากันเรื่อยมา ดุบ้าง ด่าบ้าง ทะเลาะกันบ้าง แต่ก็กลับมาสนิทกันเหมือนเดิม
“ยากๆ อย่างนี้ ฉันชอบ”
คมกริช มองตามร่างโปร่งที่ขยับย้ายสะโพกกลมกลึงไปกับย่างก้าวที่เดินออกไปทางประตูแล้วถอนใจ เสี้ยวหน้าที่เขาเห็นเพียงแวบเดียวนั้น บอกให้รู้ว่าเธอสวยมาก แต่ในกรุงเทพมหานคร มันไม่ได้เล็กๆ ที่เราจะเจอกันอีก
“ขอให้โชคดี เจอเขาอีกครั้งก็แล้วกัน”
คมกริชบอกเพื่อนอย่างไม่ใส่ใจ ก้าวนำไปรอกระเป๋าเดินทาง ซึ่งเริ่มลำเลียงเข้ามาแล้ว
“แล้วนายจะรู้ ฉันน่ะดมกลิ่นสาวๆ สวยๆ ไวเสมอ อยากรู้นักว่า ถ้าเจอหน้าหล่อๆ อย่างฉันจังๆ ยังจะกล้าเชิดใส่ฉันไหม”
“วุธ จะทำอะไรให้คิดถึงคู่หมั้นของนายไว้ให้ดี แค่สาวๆ ที่นายสับหลีกอย่างกับนายช่างรถไฟ คุณนุชเขาก็ปวดหัวจะแย่แล้ว”
อาวุธ พินิจนันท์ หัวเราะอย่างไม่ยี่หระ นงนุชเขาก็รัก แต่จะให้เขาเลิกกับสาวสวยรายอื่นๆ รอไปก่อน เพราะยังไง เขาก็ยังไม่แต่งงาน ฉะนั้นอย่ามาหึงหวงมากมาย เขาไม่ชอบ
กระเป๋าถูกลำเลียงมาจนถึงคิวของชายหนุ่ม ทั้งคู่จึงไสรถเข็นออกไปด้านนอก ตรงไปยังลานจอดรถที่จอดไว้ข้ามวันข้ามคืน คมกริชไม่ยอมนั่งแท็กซี่ แต่ยินดีที่จะขับรถมาเองโดยเสียค่าเช่าจอดรถดีกว่า แม้ว่าอาวุธจะบ่นพึมว่ากลับมาเหนื่อยๆ ยังจะต้องมาขับรถกลับบ้าน แถมยังต้องเสียเงินที่ไม่ควรจะเสียอีก
“เราแยกกันตรงนี้ ฉันนัดกับนุชเขาไว้ คืนนี้กลับมาจะฉลองกันหน่อย”
อาวุธบอกอย่างเจ้าเล่ห์ อารมณ์ดี คมกริชเข็นรถไปเพียงลำพัง มุมเลี้ยวที่เขาต้องไสรถเข็นไปนั้นสะดุดกับกระเป๋าใบใหญ่ที่วางนอนอยู่บนรถเข็นหน้าประตู ทำให้เขาชะงักแล้วหันกลับไปก้มหัว ขอโทษกับเจ้าของกระเป๋า
“ขอโทษครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณไม่ได้ตั้งใจ”
เสียงหวานใสนั้นตอบกลับมาทันที คมกริชเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงอย่างสนใจ ผู้หญิงคนนั้นเอง ยามนี้เธอถอดหมวกใบโตออกแล้วสวมแว่นไว้เสียครึ่งหน้า แต่ก็ปิดบังความสวยงามของใบหน้าคมเฉี่ยวไว้ไม่ได้ คมกริชปรายตามองกระเป๋าใบโตสองใบและเครื่องแต่งกายที่หล่อนสวมอยู่ปราดเดียวก็พอประเมินว่าเธอกลับมาจากประเทศเมืองหนาวและรอคนมารับ เพราะในมือถือโทรศัพท์ไว้ คมกริชยิ้มให้เล็กน้อยขยับที่จะเดินต่อ
“ฉันจะไปรอแท็กซี่ได้ที่ไหนคะ”
เสียงนั้นคล้ายลังเล ไม่แน่ใจว่าจะถามเขาดีหรือไม่ แต่ก็ถามออกไปอย่างเก้อๆ เขินๆคมกริชชะงัก หันมามองหญิงสาวเต็มตา ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“ด้านล่างนะครับ แต่คงต้องรอนานหน่อย และผมว่าค่อนข้างอันตรายกับผู้หญิงสวยอย่างคุณในเวลานี้”
คมกริชเปิดช่องให้ตัวเอง เสือซุ่มอย่างเขา อาวุธยังตามไม่ทัน
“ฉันโทรหาคนที่บ้าน ไม่มีคนรับ ยังไงก็ต้องไปแท็กซี่ค่ะ ขอบคุณนะคะที่บอก”
เริงฤดีหันตัวกลับจะเข้าไปในอาคารอีกครั้ง
“เดี๋ยวซิคุณ ถ้าคุณไม่รังเกียจ ผมไปส่งให้ก็ได้นะครับ”
“คุณจะไปส่งฉันหรือคะ แล้วคุณปลอดภัยกว่าแท็กซี่?”
เริงฤดีแค่นยิ้ม ผู้ชายก็เหมือนกันทุกคน
“นี่ครับนามบัตรผม เผื่อคุณจะไว้ใจ”
คมกริชยื่นนามบัตรให้ ตำแหน่งในนามบัตรระบุถึงตัวตนของเขา เริงฤดีนิ่งคิด ชายหนุ่มคนนี้หน้าตาคมคาย จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปางบางเล็ก ไรหนวดเหนือริมฝีปากนั้นเย้ายวน ......บ้า เธอคิดอะไรนี่ เริงฤดีรีบสลัดความคิดของเธอออก บอกตัวเองว่าอย่าสนใจชายหนุ่มคนนี้
“เชิญเถอะครับ รถผมจอดอยู่ทางนี้”
คมกริชเดินนำหน้า โดยไม่ได้รีรอว่าเธอจะปฏิเสธหรือตอบรับ เริงฤดีนิ่งคิดชั่วครู่ ก่อนเข็นรถตามออกไป
“บ้านคุณอยู่แถวไหนครับ”
คมกฤชถามเรียบๆ ไม่ได้มีอาการสนใจเป็นพิเศษ แม้ในใจจะกระชุ่มกระชวยกับสาวสวยที่นั่งอยู่ข้างๆ เริงฤดีบอกย่านที่อยู่ให้คมกริชรู้ เป็นย่านที่ไม่ไกลจากเขามากนัก
“ก่อนจะถึงบ้านคุณเริงฤดี มีร้านอาหารหลายร้าน คุณจะแวะทานอาหารก่อนเข้าบ้านไหมครับ”
เสียงท้องร้องประท้วงเธอมาตั้งแต่อยู่สนามบิน เมื่อเขาเอ่ยชวนจึงสองจิตสองใจ ที่บ้านไม่มีใครติดต่อมาที่เธอเลย ทั้งที่บอกว่าเธอจะกลับวันนี้ เวลาเที่ยงคืน
“ก็ดีค่ะ”
เริงฤดีตอบสั้น ไหนๆ ก็ขึ้นรถมาพร้อมกับเขาแล้ว จะนั่งกินข้าวกันสักมื้อจะเป็นไรไป คมกริชยิ้มที่เธอต้อนรับไมตรีของเขา แต่เดิมเขาตั้งใจจะพาเธอไปส่งที่รถ เพราะเขาเองก็เพลียจากการเดินทางอยากจะกลับคอนโดของตัวเองเพื่อพักผ่อน แต่เมื่อผู้หญิงคนนี้แนะนำตัว นามสกุลของเธอนั่นเองที่ทำให้เขาเปลี่ยนแผนอย่างกะทันหัน
รถสปอร์ตแล่นด้วยความเร็วสูงไม่นานก็ถึงย่านอาหารและผับเรียงรายอยู่ริมถนน คมกริชเลือกร้านทีมีบรรยากาศเบาๆ สบายๆ เหมาะสำหรับทานอาหารร้านหนึ่ง ด้านในเป็นผับที่มีดนตรีอึกทึก แต่ด้านนอกเป็นดนตรีจากแผ่นที่เปิดฟังเบาๆ มีเทอเรสสำหรับทานอาหารง่ายๆ เริงฤดีถอดเสื้อคลุมและเสื้อตัวในออก เหลือเพียงเสื้อเกาะอก มีสายสปาเก็ตตี้รั้งบางๆ และกางเกงเข้ารูป ดูเซ็กซี่และเข้ากับบรรยากาศของการมาเที่ยวไปอย่างไม่น่าเชื่อ
“ที่นี่บรรยากาศดีนะคะ”
“ครับ ผมมาบ่อยๆ กับเพื่อน ทั้งบรรยากาศดีและอาหารอร่อย”
“ชื่อคุณคมกริชเขียนแปลกนะคะ”
เธอเริ่มชวนคุย
“ครับ กริชคือมีด ความหมายของชื่อผม คือคมจากมีดที่เรียกกันว่ากริช จริงๆ ความหมายก็ไม่ต่างจาก คำว่า กฤชที่เขียนด้วย รอ ฤ แต่เขียนอย่างนี้คุณแม่ผมชอบมากกว่า”
“ค่ะ ดูไม่เหมือนใครดี”
หญิงสาวหัวเราะร่วน ยามเธอยิ้มนั้น ดวงหน้าคมเฉี่ยวสว่างไสว ดูแล้วเพลินจนเขาแทบจะถอนสายตาไม่ได้
“คุณคมกริช สั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้นะคะ ฉันรู้ว่าคุณเหนื่อย ผู้ชายบางคนชอบดื่มเบียร์ เวลาเหนื่อยๆ“
เริงฤดีบอกกับเขา เพราะเธอสังเกตเห็นว่าเขาสั่งน้ำเปล่า คงเพราะเกรงใจเธอ
“ถ้าผมสั่ง คุณดื่มกับผมด้วยนะครับ”
คมกริชลองถามดู ถึงเธอไม่ดื่ม เขาก็ว่าจะสั่งบริกรอยู่เหมือนกัน ดีที่เธอไม่รังเกียจ
“ก็ได้ค่ะ ฉันดื่มเป็นเพื่อนคุณ”
ตีสอง เริงฤดียังชนแก้วกับคมกริชไม่เลิก จนคมกริชต้องขอร้องให้เธอพอก่อนและชวนกลับบ้าน เพราะร้านอาหารปิดแล้ว
“ทำไมไม่เปิดถึงเช้า ฉันเคยกินถึงเช้าด้วยซ้ำ”
เสียงเริงฤดีอ้อแอ้ ตาหวานฉ่ำ เมื่อเธอเมา เธอคุยสนุก ร่าเริง แปลกที่ยามเธอมีสติดีๆ เจ้าอาวุธกลับมองว่าเธอหยิ่ง
“ที่นี่เมืองไทยครับ ไม่ใช่เมืองนอก กลับเถอะครับ”
คมกริชพยายามรั้งแขนเธอให้ลุกจากเก้าอี้ เริงฤดีซวนเซจนปะทะเข้ากับอกอุ่น คมกริชกอดไว้เพราะกลัวล้ม หากแต่สัมผัสนั้นทำให้เขาตระหนกกับความรู้สึกตัวเอง ใบหน้าของเริงฤดีซบอยู่ที่ซอกคอ ลมหายใจนั้นรดลงตรงแอ่งชีพจรของเขาจนอยากอยากจะรั้งเธอมาบดขยี้ริมฝีปากที่ช่างเจรจานั้นเสียให้หายอยาก แต่สิ่งที่เขาทำได้คือ พยายามประคับประคองเริงฤดีเดินมาที่รถอย่างทุลักทุเล
เริงฤดีพยายามคืนสติ แล้วบอกที่อยู่ของเธอให้เขารู้ กระเป๋าใบเล็กมีนามบัตรของคนเป็นแม่อยู่ เธอยื่นให้เขา ก่อนจะขยับตัวปรับเบาะนอน คมกริชหันมามองแล้วหัวเราะกับตัวเอง
“ผู้หญิงต่อให้ระวังตัวยังไง เมื่อหล่อนเมาก็มีสภาพไม่ต่างกันเลย”
สายตาของคมกริชไล่เรื่อยมาจากใบหน้างามที่ยามนี้ผมยาวรุ่ยร่ายยุ่งเหยิง เขาเอื้อมมือไปเกลี่ยเส้นผมให้พ้นไปจากใบหน้างาม มือเรียวยาวสัมผัสใบหน้านุ่ม แล้วค่อยๆ เลื่อนไปที่ลำคอระหง ก่อนไล่ต่ำลงมาทาบทับกับเนินอกอวบหยุ่น ปลายนิ้วของคมกริชขยับไหวสอดเข้าไปในปลายเสื้อเกาะอกสีสด ใจของเขาเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้น คมกริชค่อยๆ โน้มใบหน้าเข้าหาริมฝีบางเต็มอิ่มที่แม้ยามไม่ได้สติก็ดูเย้ายวนจนอยากจะลากไล้ริมฝีปากชุ่มชื้นนั้นด้วยลิ้นของเขา
“กริ๊งงงงงงง..........”
เสียงโทรศัพท์สัญญาณโบราณดังขึ้นจากกระเป๋าสะพายใบเล็ก เป็นเสียงโบราณที่ทำให้เขาถึงกับสะดุ้ง
“คุณทำอะไร”
เริงฤดีตื่นขึ้นมาพอดี พบว่าใบหน้าของเธอกับเขา แทบจะชิดกัน คมกริชผละออก บอกบอกด้วยเสียงปกติว่าเขากำลังจะเอื้อมไปรับโทรศัพท์ให้เธอ
“มีคนโทรมาหรือ? เหมือนฉันก็ได้ยิน”
“ครับ มีสายเข้า เสียงโทรศัพท์คุณโบราณมาก”
เริงฤดีหัวเราะ
“ฉันว่ามันคลาสิคดี”
…..๑ สายไม่ได้รับ
“โจอี้ค่ะ คงโทรมาว่าฉันถึงบ้านหรือยัง”
เริงฤดีเอนกายพิงเบาะ บอกกับเขาว่าจะพักสายตา แต่ก็หลับไปจริงๆ อีกครั้ง โจอี้... ใครกัน คมกริชสงสัยแต่ไม่ได้ถาม เขาเคลื่อนรถออกจากร้านอาหารตรงไปยังบ้านของเธอ นึกขอบคุณเสียงโทรศัพท์อยู่บ้าง ที่ทำให้เขามีสติ รู้ว่าสิ่งที่กำลังจะทำนั้น ไม่สมควร เกือบไปแล้วไหมล่ะ
ไม่ถึงยี่สิบนาที รถสปอร์ตก็มาจอดไว้ที่บ้านหลังใหญ่แห่งหนึ่ง รถยนต์หลายคันจอดเรียงรายอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีใครไปรับเธอ
“คุณเริงฤดีครับ”
คมกริชเขย่าปลุก ครั้งนี้ เขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอมากไปกว่าปลุกให้ตื่น
“คะ ถึงแล้วหรือคะ”
เสียงงัวเงียนั้นตอบกลับ ก่อนที่จะยกมือลูบหน้าตนเอง เพื่อคืนสติ เริงฤดีหันมายิ้มในความสลัวรางบนรถกับคมกริช
“ขอบคุณนะคะ คุณเก่งมากที่เจอบ้านฉันได้”
“หาไม่อยากหรอกครับ บ้านเลอวาณิชกุล คนดังแถบนี้”
คมกริชบอกยิ้มๆ แววตาฉายเลศนัยบางอย่าง เขากำลังจะก้าวไปเปิดประตูรถให้ตามมารยาทของสุภาพบุรุษ แต่ถูกดึงรั้งไว้ด้วยมืออีกฝ่าย
“คุณอยากจูบฉัน ตั้งแต่ตอนนั้น”
สิ้นคำ ริมฝีปากเย้ายวนนั้นก็แนบเข้ากับริมฝีปากของคมกริช ก่อนจะถอนออกอย่างรวดเร็ว เริงฤดีเปิดประตูออกมาจากรถ รอให้เขาขนกระเป๋าจากท้ายรถให้
“ฉันขอบคุณมากนะคะ คุณกริช”
“ไม่เป็นไรครับ”
คมกริชลากกระเป๋าใบโตมาชิดประตูบานเล็ก เริงฤดีควานหากุญแจของเธอ
“เจอแล้ว..... ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”
คมกริชยิ้ม แล้วร่างกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามของคมกริชเคลื่อนเร็วจนชิดกับร่างของเริงฤดี ก่อนผลักร่างของเธอชิดขอบประตู ตรึงเธอด้วยร่างของเขา ฉกริมฝีปากสัมผัสบดเบียดริมฝีปากที่หวานชุ่มนั้น ลิ้นร้อนผ่าวสอดรับดูดดุนกันด้วยอารมณ์ใคร่ มือเรียวยาวยุ่มย่ามเปะปะไปตามลำตัวของหญิงสาว
ก่อนจะลากเลื้อยสอดเข้ามาที่ปลายเสื้อขยับขึ้นมาถึงเนินอกนุ่ม ขยับขยำเสียจนเจ้าของร่างร้องครางในลำคอด้วยความพอใจ อารมณ์ของคมกริชเพริศไปกับกลิ่นเนื้อสาวอันหอมกรุ่น จนเขาอยากจะลากเธอเข้าไปในรถอีกครั้ง
“ปริ๊น.......”
ร่างในเงามืดผละออกจากกันอย่างได้สติ ก่อนที่ไฟหน้ารถจะสาดเข้ามากระทบ เครื่องยนต์ยังไม่ดับ ประตูรั้วบานใหญ่เปิดออกด้วยกลไกของรีโมทคอนโทรล คนในรถออกออกมาจากรถด้วยความหงุดหงิด
“นั่นพี่เริงใช่ไหม”
เสียงบางเล็กมีเสน่ห์ของหญิงสาวผู้อ่อนเยาว์กว่าร้องขึ้น
“ลดาหรือ”
เสียงแหบพร่าตอบออกมา ก่อนก้าวมาอยู่ตรงหน้าชายหนุ่ม โดยมีบุรุษแปลกหน้ายืนอยู่ด้านหลัง
“ทำไมไม่รอที่สนามบิน”
เสียงคนเป็นน้องตำหนิอย่างหงุดหงิด เธออุตส่าห์ขับรถไปรับ ตั้งแต่สามทุ่มเศษ รอจนกระทั่งเที่ยงคืนตี ๑ กลับมาถึงบ้านก็ยังไม่เห็นพี่สาว ขับรถออกไปอีกครั้งก็ยังไม่มีวี่แวว
“ฉันโทร.เข้ามาที่บ้านก็ไม่เห็นมีใครรับ”
“เขาไม่อยู่หรอกรายนั้น ก็แล้วทำไมไม่โทรเข้าเบอร์ลดา”
เสียงคนเป็นน้องยังหงุดหงิด
“ฉันไม่รู้เบอร์เธอ แล้วเธอทำไมไม่โทร.หาฉันล่ะ”
เริงฤดีร้องถามเอากับลดารัตน์ น้องสาวที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนิทกันนัก
“คุณแม่เขาไม่ได้ให้ไว้นี่ เขาไม่เคยให้เบอร์พี่เริงกับลดาหรอก เขาบอกแค่พี่เริงว่าจะมาเวลานี้ แล้วให้ลดาไปรับ”
น้องสาวบอกเมินๆ
“แล้วนั่น พี่เริงมากับใคร”
ลดารัตน์ เปลี่ยนเรื่องเมื่อนึกขึ้นได้ว่าไม่ได้อยู่เพียงลำพังพี่น้อง
“อ้อ พี่ลืมแนะนำไป นี่คุณคมกฤชจ้ะ เขาอาสาพาพี่มาส่ง เราเจอกันที่สนามบิน”
“เครื่องลงเที่ยงคืนไม่ใช่เหรอ ทำไมกลับเอาป่านนี้”
ลดารัตน์มองอย่างจับผิด เริงฤดีมีสีหน้าเจื่อนไป อึกอักในลำคอ
“ต้องขอโทษนะครับที่พามาส่งช้า ผมพาพี่สาวของคุณไปทานข้าวมานะครับ แล้วก็เลยติดลม จริงๆ ผมควรจะพามาส่งโดยเร็ว เรื่องนี้ผมขอรับผิดเองนะครับ”
ลดารัตน์พยักหน้าเชิงรับรู้ ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เดินผ่านหน้าคมกฤชไปลากกระเป๋าใบโตของพี่สาวมาที่รถตัวเอง เริงฤดีมองคมกฤชแล้วยิ้มให้แบบไม่รู้จะทำอย่างไรดี คมกฤชยิ้มปลอบใจ ถึงเวลาที่เขาจะกลับบ้านเสียที อย่างไรเสียหญิงสาวคนนี้ก็ถึงบ้านของเธอแล้ว
“ผมเห็นจะต้องลากลับก่อนนะครับ ไว้สานต่อนะครับ”
ประโยคหลังคมกฤชก้มลงกระซิบที่ข้างหู
“อะไรนะคะ”
เริงฤดีตาโต ย้ำคำอีกครั้ง
“ไว้เจอกันนะครับ ฝันดีนะครับ เพื่อนใหม่ของผม”
คมกฤชโบกมือลา ก่อนหันไปลาลดารัตน์ที่รออยู่แล้วที่รถ เริงฤดีหน้าร้อนผะผ่าว ยิ้มเขินก่อนจะโบกมือตอบ พึมพำเบาๆ กับตัวเอง
“คนบ้าอะไรก็ไม่รู้”
.........................
“ลดา มีพาราไหม พี่ขอสักสองเม็ดซิ”
เสียงแหบเครือเหมือนคนที่เพิ่งตื่นเดินโซซัดโซเซออกมาจากห้อง เมื่อเห็นคนเป็นน้องนั่งอยู่ห้องอาหารก็เสือกตัวเข้าไปนั่งข้างอย่างหมดแรง
“เหล้าไทยนี่ไม่ไหวเลย มึนหัวชะมัด”
ลดารัตน์ปรายตามองพี่สาวอย่างระอา นี่ก็ใกล้เที่ยงอยู่แล้ว นอนกินบ้านกินเมืองขนาดนี้ ตื่นขึ้นมาก็ร้องหายาพาราเซตามอล คงดื่มเข้าไปหนัก ชายหนุ่มเมื่อคืนนั่นเธอไม่เชื่อหรอกว่าจะเลี้ยงเหล้าไทยให้กับพี่สาวหัวสูงอย่างเริงฤดี นี่คงหาข้อแก้ตัวไปวันๆ ของคนเป็นพี่
“แม่ทิพย์คะ ช่วยหยิบยาพาราให้เขาหน่อยเถอะค่ะ”
แม่ทิพย์แม่บ้านของบ้านหลังใหญ่แห่งนี้ บ้านที่มีแต่ความอ้างว้าง คนเป็นนายอยู่บ้างไม่อยู่บ้าง คนอยู่ประจำคือแม่บ้านกับคนใช้ สร้างบ้านให้คนรับใช้อยู่
“จะเที่ยงแล้ว เธอไม่ไปทำงานหรือ?”
คนเป็นพี่เสยผมที่รุ่ยร่ายออกจากเรียวหน้า แหงนมองเพดานแล้วใช้มือนวดขมับตัวเองเบาๆ
“อ้อ ฉันลืมไปว่าเธอทำงานที่บริษัทของคุณพ่อนี่นะ อย่างไรเสียเขาก็ไม่ไล่เธอออก”
เมื่อเห็นคนเป็นน้องนิ่งเงียบ เริงฤดีก็ตอบเสียเอง พ่อหย่ากับแม่ตั้งแต่เธอไปเรียนเมืองนอกใหม่ๆ เธอไม่ได้รู้สึกตกใจอะไรมาก เพราะความระหองระแหงของคนทั้งคู่มีมาตลอดเวลา พ่อเห็นว่าแม่ของเธอใช้เงินเหมือนเป็นแหล่งผลิตแบงค์ แต่จะว่าแม่ก็ไม่ได้หรอก เพราะความสุขของแม่คือพ่อ เมื่อพ่อไม่เคยให้ความสุขกับแม่ แม่ก็ต้องหาทางความสุขทางอื่น ดีเท่าไหร่แล้วที่แม่ไม่มีผัวน้อย เช่นที่พ่อมีเมียน้อย
“พ่อให้ฉันมาคุยกับพี่ พ่อมีตำแหน่งให้พี่ที่บริษัท อยากให้พี่เข้าไปคุยกับพ่อ พี่จะว่างเมื่อไหร่”
ลดารัตน์กล่าวเสียงเรียบ ไม่สนใจน้ำเสียงประชดประชันของพี่สาว
“คงไม่ใช่วันนี้”
“พรุ่งนี้”
“พรุ่งนี้เหรอ รอดูก่อนแล้วกัน นี่ลดา ฉันเพิ่งกลับมานะ อะไรจะให้ฉันไปทำงานเสียแล้ว ฉันก็อยากจะพักผ่อนของฉันบ้างซิ”
เริงฤดีแหวใส่น้องสาวอย่างหงุดหงิด แค่น้องสาวแต่ทำตัวจะเป็นแม่
“ฉันก็ไม่ได้เร่งรัดพี่ให้ไปทำงาน แค่อยากให้พี่ไปคุยกับพ่อ ส่วนพี่จะทำงานวันไหน นั่นก็แล้วแต่พี่ แล้วก็คุณพ่อที่จะคิดเห็นอย่างไร”
ลดารัตน์ตอบเร็ว เธออยากให้การสนทนานี้จบโดยเร็ว บ่ายนี้จะได้เข้าไปเคลียร์งานเสียที
“เอาเถอะ ฉันจะรีบเข้าไป”
“นี่นามบัตรของคุณพ่อ ลดารู้ว่าพี่มีอยู่ แต่อาจหาไม่เจอ”