“สวัสดีค่ะ โบนิตาพูดค่ะ”
(“ยายส้ม นี่ฉันเอง”) เสียงแปร๋นๆ ของเพื่อนคนหนึ่งดังขึ้นมา โบนิตานั่งคิดอยู่แป๊บหนึ่ง ก่อนจะตะโกนขึ้นมาด้วยความดีใจ
“ว้าย...ยายเอม นั่นแกใช่ไหม แกจริงๆ หรือ”
(“อ้าว... ก็ใช่น่ะสิจ๊ะเพื่อนรัก รู้ไหมว่ามันยากแค่ไหนกว่าจะได้เบอร์ออฟฟิศของแกมาน่ะ ทำไมเลิกเล่นโซเชียลไปเฉยๆ เลย ไม่อัพเดตเรื่องราวต่างๆ ให้เพื่อนรู้บ้าง รู้ไหมฉันคิดถึงแกใจแทบขาด”)
โบนิตายิ้มแห้งๆ เรื่องราวของเธอมันผ่านอะไรมาเยอะแยะ มากจนบางครั้งไม่อยากจะไปนึกถึงมัน
(“แม่แกเป็นยังไงบ้าง”) เอมมาลินถาม
“เสียแล้ว” คำตอบของเพื่อนช่างแสนเศร้าจนคนปลายสายรู้สึกผิด
(“ขอโทษนะส้ม ฉันเอ่อ... ฉันไม่รู้เลย ฉันไม่น่าจะถามแกเลยว่ะ”)
“บ้าน่าเอม... คิดอะไรเยอะแยะ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เรา ว่าแต่แกเหอะอยู่ที่มุมไหนของโลก รู้ไหมฉันคิดถึงแกมาก”
(“ฉันก็คิดถึงแกเหมือนกัน ตอนนี้ฉันอยู่กรุงเทพฯ”) น้ำเสียงทั้งดีใจและตื่นเต้น
“ว้าว... ว้าว งั้นฉันกับแกเราก็ต้องได้เจอกันน่ะสิ ใช่ไหมยายเอม”
(“แหงอ่ะดิ แน่นอนอยู่แล้วจ้า และตอนนี้ฉันอยู่ที่หน้าออฟฟิศแกแล้ว ยายส้ม...”)
เอมมาลินยืนโบกไม้โบกมือให้กับเพื่อน หน้าตาแช่มชื่นดีใจที่สุดในสามโลก
“หา! แกพูดเล่นหรือพูดจริงนี่”
เพื่อนสาวทำหน้าเหลอหลา โบนิตาดีใจใหญ่ รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ มองออกไปด้านนอกทะลุกระจกที่ห้อมล้อมทำเป็นห้องทำงานของเธอ เห็นเอมมาลินแต่งตัวสวยยืนโบกมือหย็อยๆ อยู่ที่หน้าห้อง
โบนิตาน้ำตาแทบไหล เธอรีบวางหูโทรศัพท์ลงตรงดิ่งไปที่ประตูห้องทำงานทันที ประตูบานนั้นถูกผลักออกไป เพื่อนสาวสองคนโผเข้ากอดกันกลมรัดแน่นเต็มอ้อมแขน
“แก” ทั้งสองคนน้ำตาไหล กอดกันด้วยความรักและคิดถึง
“ดีใจที่สุดเลยแก ที่ได้เจอแกอีก” โบนิตารีบพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเต็มหน่วย
“บ้า ร้องไห้ทำไม” เอมมาลินก็เสียงสั่น ผละตัวออกจากเพื่อนใบหน้าของเธอก็เปื้อนน้ำตาอยู่เหมือนกัน ทั้งสองคนต่างหัวเราะ
“ยังไงแกมาเที่ยวนี้ แกต้องอยู่กับฉันนานๆ นะ เข้ามาก่อนสิ ส้มใกล้จะเลิกงานแล้ว” โบนิตาชวนเพื่อน จับมือเอมมาลินเอาไว้แน่น
“พ่อแม่แกล่ะมาเที่ยวด้วยกันไหม”
“ฮึ... ฉันมาคนเดียว พ่อกับแม่สบายดีจ้ะ โดยเฉพาะแม่อ่ะนะ แม่สบายมาก แม่น่ะอ้วนจะเท่าป๊าแล้ว” น้ำเสียงปนหัวเราะ
“จริงหรือ”
“จริงสิ เฮ้อ... ส้มแกคงจะลำบากมากสินะ อยู่ตัวคนเดียว” เอมมาลินมองหน้าของเพื่อนด้วยความสงสาร
“เฮ้อ... ลำบากตัวไม่เท่าไหร่หรอก แต่หัวใจนี่สิลำบาก นั่งก่อนสิ... เดี๋ยวฉันหาน้ำให้แกกิน” สีหน้าเริ่มเซ็ง แต่ก็หันมายิ้มให้กับเพื่อนรัก
“ไม่ต้องหรอกน่า แกก็มานั่งลงตรงนี้เลย ส้มเล่าให้ฉันฟังสิ เรื่องราวของแกเป็นยังไงบ้างตอนที่ฉันไม่ได้อยู่กับแก”
“จะฟังจริงๆ หรือเอม เรื่องมันยาวนะ” โบนิตาช้อนสายตาถาม
เอมมาลินหัวเราะ
“แกก็ยังขี้เล่นเหมือนเดิมนะ คิดถึงวันเก่าๆ เนอะ” แววตาของเอมมาลินเป็นประกาย
“จะให้เปลี่ยนได้ยังไงนิสัยของคน เคยเป็นยังไงก็ต้องเป็นยังงั้นแหละ เขาเรียกว่าสันดาน”
“พูดมากไป ไหนแกเล่ามาซิ เรื่องของแกเป็นยังไง ฉันอยากรู้” เพื่อนทำท่าตั้งตาฟัง
“หลังจากที่แม่ของฉันป่วยเป็นมะเร็งตาย ไอ้พ่อเลี้ยงฉันมันก็ต้องออกจากบ้านของเราไป ยายไม่ได้ออกปากไล่มันนะ แต่มันคงคิดได้เองมั้ง วันๆ ไม่ทำงานทำการ ก่อนจะหายหัวไป มันยังมีหน้าขโมยเอาทองที่ยายสะสมเอาไว้ไปด้วยอีกสี่บาท ยายก็ตรอมใจน่ะสิ ตอนนั้นฉันรู้สึกสงสารยายมาก ได้แต่ปลอบใจยาย ฉันก็บอกแกนะว่าจะหาเงินไปซื้อใหม่ให้ ยายก็ไม่รอกันเลย อยู่ไม่ถึงสองปี ก็มาตายตามแม่ไปอีกคน”
“เสียใจด้วยนะส้ม” เอมมาลินเห็นใจเพื่อนสาวจริงๆ
“ตอนนี้บ้านหลังนั้นฉันก็ขายแล้วนะ ได้เงินไม่กี่ตังค์หรอก ฉันก็เลยรวบรวมเงินเอามาซื้อคอนโดฯ อยู่นี่แหละ ตัวคนเดียวอ่ะแก เอาอะไรมากแกว่าไหม” โบนิตาสบตากับเพื่อน รู้ซึ้งเรื่องการใช้ชีวิตที่ลำบากตัวคนเดียวมาพอสมควร
“มิน่า เพื่อนๆ ไม่มีใครติดต่อแกได้สักคน”
“ก็มันเบื่อนี่นา ที่จะต้องมานั่งตอบคำถามของใครๆ พอดีฉันได้งานทำที่นี่ เลยย้ายออกมาจากตรงนั้นไม่ได้บอกใครเลยสักคน”
“แล้วแกก็เลิกเล่นโซเชียลไปด้วย”
“ก็มันไร้สาระนี่เอม มีแต่คนคุยกันเรื่องอะไรไม่รู้ เหมือนคนป่วย”
“ย่ะ แม่คุณ ที่จริงๆ เราเอาไว้ทำประโยชน์อย่างอื่นก็ได้อีกมากมาย”
“ฉันก็มีอยู่ ทำเอาไว้คุยแต่เรื่องงาน ว่าแต่แกเหอะ กลับมาเที่ยวนี้มาทำอะไร กี่ปีแล้วนะที่เราสองคนไม่ได้เจอกัน”
“จะให้นับจริงๆ หรือ ก็ตั้งแต่จบมอหก ตอนนี้พวกเราอายุ 28 ปี ก็ 10 ปีแล้วมั้ง”
“โอ้โห แต่ทำไมแกไม่แก่วะยายเอม แกเป็นแวมไพร์หรือไง” เอมมาลินหัวเราะ
“ฉันกำลังจะแต่งงาน” หน้าตาที่สดใสสุดๆ ฉายออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ฉาบเต็มใบหน้า
“จริงดิ กับใคร”
“พี่เขาชื่อไกด์ การันต์ เกียรติรัตนโยธิน”
“โอ้โห แฟนแกรวยอ่ะ เจ้าของห้างฯ โคโคบัสเชียวนะตระกูลนี้”
“ฉันก็เพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี่เองว่าพี่เขาเป็นลูกหลานของใคร ก็ตอนที่พี่ไกด์เขาไปเรียนที่นั่น เขาติดดินมากนะแก ทำงานพิเศษไปด้วย ฉันก็นึกว่าเขาก็เป็นคนธรรมดา ไม่คิดว่าจะรวยขนาดนี้” เอมมาลินหัวเราะในความเปิ่นเป๋อของตัวเอง
“ก็สมกันแล้วละ พ่อของแกก็มีเงิน มันต่อยอดกันได้ ดีใจด้วยนะเอม พี่เขาคงรักแกมากจนขอแกแต่งงาน”
“ไหนส้มบอกว่าไม่รู้จักใคร ไม่ยุ่งกับใคร ทำไมถึงรู้จักพี่ไกด์ได้”
“โธ่เอ๊ยยายเอม มีสาวๆ ในเมืองไทยคนไหนที่ไม่รู้จักเขาบ้างล่ะแก ถ้าไม่รู้จักก็เชยเต็มทนแล้ว หล่อครบเครื่องแบบนั้น”
เอมมาลินยิ้มแก้มปริที่ได้ยินส้มชมว่าที่สามีเปาะ
“ว่าแต่แกจะมาอยู่ที่นี่นานไหม”
“เที่ยวนี้หรือ”
“อือ...” ส้มทำหน้ารอคอย
“สามเดือนหรือไม่ก็ตลอดไป”
คนที่ได้ยินแทบกระโดดตัวลอย จับมือของเอมมาลินเขย่าๆ
“ว้าย! ดีใจว่ะแก ต่อไปฉันก็ไม่เหงาแล้วสินะ ฉันจะมีเพื่อนแล้ว ดีใจที่สุด ขอบคุณนะคะฟ้าที่ประทานยายเอมเพื่อนรักของหนูให้กับหนูอีกครั้ง”
เอมมาลินหัวเราะในท่าทีตลกๆ ของเพื่อน
“ฉันก็จะอยู่เตรียมงานแต่งที่เมืองไทยเลย พ่อกับแม่ของพี่ไกด์ท่านบอกไม่ให้ฉันกลับไปที่โน่นอีกแล้ว”
“ดีที่สุด ฉันดีใจมากเลยรู้ไหม ดีใจกว่าถูกหวยอีก มะ...ยายเอม มาให้ฉันกอดหน่อย กอดให้หายคิดถึงกันไปเลย กอดแน่นๆ นะ” สองคนกอดกันกลม
“โอกาสหน้า ถ้าฉันเจอพี่ไกด์ของแก ฉันจะกอดให้กลมแบบนี้เหมือนกันเลย จะขอบคุณพี่ไกด์ดังๆ ที่พาแกกลับมาหาฉัน” ยังคงมีน้ำเสียงดีใจสุดๆ
“ฉันเล่าเรื่องแกให้พี่ไกด์ฟังหมดแล้ว ว่าเราสองคนรักกันยังไง”
“เหรอ อยากเจอพี่ไกด์ไวๆ จะได้ขอบคุณคำใหญ่ๆ”
เอมมาลินหัวเราะ จ้องมองหน้าของเพื่อน
“ไอ้ส้ม วันนี้วันอะไร” เอมมาลินช้อนสายตาถามเพื่อน
“ก็วันศุกร์ไง” ตอบโดยไม่ต้องคิด
“มันก็ถูกอ่ะนะ แต่ฉันให้โอกาสแกตอบใหม่ส้ม วันนี้วันอะไร” เอมมาลินส่ายหน้า มองเพื่อนแบบให้โบนิตาตอบคำถามอีกครั้ง
“แกยังไม่ลืมเหรอ” โบนิตาทำน้ำตาคลอ
“ใครจะลืมวันเกิดเพื่อนรักได้ล่ะคะ แกยังจำได้ไหม ตอนวันเกิดแกครั้งล่าสุด ที่เราสองคนแอบไปเที่ยวผับแล้วเมาแอ๋กลับบ้านแทบไม่ถูก สุดท้ายต้องโทร.ให้พี่ชายฉันไปรับ ฉันยังถูกแม่ตีด้วย ขาลายหมดเลย ฮา...”
เอมมาลินหัวเราะแบบมีความสุขเมื่อได้นึกถึงความหลัง
“ฉันก็ถูกยายฟาดเสียจนตูดบวมเลย นั่งแทบไม่ได้”
“แล้ววันนี้ล่ะ เราสองคนจะเอายังไง”
โบนิตามองหน้าเพื่อนทำใบหน้าแบบตื่นเต้นๆ
“ก็ไปเมากันอีกสิวะ ไม่เจอกันตั้งนาน เมาเอาแบบให้เต็มที่ไปเลย”
“เย้ๆ...” สองสาวคุยกันเสียงดังอย่างสนุกอยู่ในห้องทำงานของโบนิตา
ณ ผับย่านรัชดา
เสียงเพลงที่ดังสนั่น สองสาวดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในตัวหลายแก้ว ไม่ได้เจอกันมานานหลายปี เรื่องเล่าเรื่องถามมีเยอะคุยเท่าไหร่ก็ไม่หมด
“บอกให้กลับไปแต่งตัวมาใหม่ก็ไม่ยอม ดูสิ คนมองแกกันทั้งนั้น”
โบนิตาก้มลงไปมองเสื้อผ้าของตัวเอง กระโปรงสอบแคบเหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วๆ ไป แล้วก็เสื้อเชิ้ตผ่าหน้าคอบัว ยังดีหน่อยที่มีลวดลายของลูกไม้ที่ประดับมีเลื่อมปักทำให้สะท้อนแสงแวววับ
“ไอ้ส้ม เอาป้ายบริษัทของแกที่ห้อยคอออกซะก่อนเหอะน่า”
โบนิตายิ้มแป้น ค่อยๆ เอามันออกจากคอแล้วเก็บเข้าไปในกระเป๋า
“ก็ฉันไม่อยากเสียเวลานี่ แกเชื่อไหม ตั้งแต่วันนั้น ฉันไม่เคยได้ดื่มได้เที่ยวอะไรแบบนี้อีกเลย”
“เชื่อสิ รู้หรอกน่าว่าส้มเป็นคนยังไง”
“เอ้า...ชน ขอให้เอมเพื่อนรักของส้มมีความสุขกับชีวิตคู่นะคะ” โบนิตาอวยพร
“ว่าแต่ถามจริงๆ เหอะส้ม แกก็ไม่ได้ขี้เหร่นะ ไม่มีคนมาจีบหรือ”
ส้มส่ายหน้าระรัว
“ไม่มีใครตรงสเปกสักคน”
“แกเลือกเยอะอ่ะสิ”
“โถ... เอมแกไปอยู่เมืองนอกซะนานจะไปรู้อะไร เดี๋ยวนี้ผู้ชายมันฉลาดโว้ย”
“ยังไงวะ”
“มันหันไปกินพวกเดียวกัน หรือไม่ก็ เอ่อ... แบบไม่มีใครมานั่งกัดก้อนเกลือกินกันหรอก ผู้ชายเขาก็มองหาผู้หญิงที่เพอร์เฟคแล้วก็รวยๆ ย่ะ”
“มีแบบนี้ด้วยหรือวะ ใส่ร้ายผู้ชายนะเนี่ย อย่าเอาอดีตที่แกเคยเจอผู้ชายร้ายๆ มาทำลายอนาคตนะโว้ย ฉันไม่อยากเห็นแกอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต”
โบนิตายกเครื่องดื่มที่อยู่ในมือกระดกขึ้นเหมือนกับว่ามันอร่อยนักหนา
“ไอ้ส้ม เดี๋ยวก็เมาหรอก ไม่ใช่น้ำผลไม้นะเว้ย”
“เอ่อ... นี่ ฉันนะนั่งคิดนอนนะ ว่าฉันจะอยู่เป็นโสดแบบนี้ไปจนตาย”
“แห้งเหี่ยวแย่”
“อย่าว่าแต่แห้งเลยนะเอม สงสัยจะตันแล้ว”
“ไอ้บ้า ไอ้ส้มพูดอะไร”
“อ้าว ก็เรื่องจริง” สองสาวพากันหัวเราะ
“ว่าแต่แกกับพี่ไกด์ จึ้กๆ จั้กๆ กันหรือยัง”
เอมมาลินนั่งหน้าแดง เพื่อนสาวเอื้อมมือไปหยิกที่แก้ม
“ครั้ง สองครั้ง หรือสามครั้ง”
เอมมาลินหัวเราะ ก่อนจะตอบ
“น้อยไปสิ”
“หา! บ่อยเหรอ อิอิ” ส้มหัวเราะอย่างสนุก
“เฮ้อ... จริงๆ อยู่คนเดียวมันก็เหงามากนะวุ้ย แต่ทำไงได้ ฉันก็พยายามขุดหลุมอยู่นะ ให้ผู้ชายดีๆ หล่นลงไปสักตุบ แต่ไม่ยักกะมี”
“แล้วแกชอบผู้ชายแบบไหนล่ะ” เอมมาลินถาม แล้วก็ค่อยๆ หันหน้าไปมองผู้ชายที่นั่งอยู่ในร้าน เธอไปสะดุดตากับผู้ชายคนหนึ่ง เขาทั้งขาวดูสะอาดสะอ้าน แต่มองไม่ค่อยเห็นชัดเพราะในร้านค่อนข้างมีแสงน้อย
“คนนั้นเป็นไง” เอมมาลินกระซิบกระซาบ พลางชี้มือไปยังผู้ชายคนนั้น
“ไหน” โบนิตาพยายามเพ่งมอง
“ฮึ...” เธอสั่นหน้าระรัว
“หล่อระดับนั้น ฟันธง เกย์!”
“จริงดิ”
“เออ... สายตาของฉันไม่เคยพลาดหรอก”
“เหรอ แล้วคนนั้นแกว่าเป็นยังไง”
“ไหน...” ส้มหันไปมองตามเพื่อน
ดีเจที่กำลังเปิดเพลงให้กับทุกคนโยก ขยับหัวแทบจะโขกไปกับเคาน์เตอร์ โบนิตาถึงกับหัวเราะลั่นออกมา
“โอย... หน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่ฉันไม่พร้อมจะมาลุยกลางคืนแย่งสาวๆ แกเห็นไหมสก๊อยปากแดงนั่งคอยท่าพ่อดีเจกันเต็มไปหมด”
“ค่ะ แม่คนช่างเลือก ดื่มๆ ทำไมคอแห้งจัง”
“เดี๋ยวก็เมาหรอก”
“ไม่เป็นไร ฉันบอกพี่ไกด์ให้มารับแล้ว แต่บอกว่าให้มาดึกๆ นะ รอเราสองคนเมาปลิ้นกันก่อน”
“โธ่... เอมทำไมแกทำแบบนี้ล่ะ พี่ไกด์มาเห็นสภาพที่ฉันย่ำแย่ขนาดนั้น ฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“ดีออก เห็นกันตอนนี้แหละ จะได้รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของฉันกับแกเป็นยังไง”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันไหมเอม”
“ไม่เกี่ยว ฮา...” ทั้งสองคุยกันอย่างสนุกสนาน โยกย้ายตามจังหวะเสียงเพลงไปบ้าง
“นี่เอมแกรู้ไหม ยายฉันบอกฉันก่อนตายว่ายังไง”
เอมมาลินสบตา ทำหน้าเศร้า
“ก็บอกให้ส้มดูแลตัวเองดีๆ ไง ใช่ไหมเพื่อน”
“เปล่า ไม่ใช่เรื่องนั้น ยายบอกว่าถ้าฉันไม่ได้แต่งงานก่อนอายุ 29 ปี ฉันจะต้องอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต”
“อั้ยย่ะ ยายแกดูดวงแม่นซะด้วยสิ จำได้ไหมที่บอกว่า แม่ฉันจะเจอกับป๊า แล้วจะได้ไปอยู่สุขสบายที่เมืองนอก ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยังขายอาหารตามสั่งต๊อกๆ แต๊กๆ อยู่เลย ยายแกโคตรแม่นนะ แล้วยังบอกฉันอีกว่า ไม่ต้องกลัวลำบาก อีกหน่อยฉันจะได้ผัวรวย”
โบนิตานั่งทำปากแบน ถอนหายใจออกมาดัง
“ยายนะยาย ทำไมมาพูดแบบนี้ก็ไม่รู้ ทำให้คิด” เธอยกแก้วเหล้าเข้าปากดังบึบ...
“วันนี้แกอายุครบ 28 ปี ใช่ไหม แกมีเวลาอีกตั้งปีหนึ่งหาผัวเลยนะส้ม อย่าเพิ่งท้อใจ”
“คนหาเจอแล้วก็พูดง่ายเนอะ แล้วฉันจะไปหาแถวไหน ผู้ชายดีๆ ไม่ใช่แมลงวันนะจะได้คุ้ยหาได้ตามกองขยะ”
“เฮ้... เปรียบผู้ชายเป็นแบบนี้น่ะสิ แกถึงได้ไม่เจอผู้ชายดีๆ สักที”
กริ๊ง... สองสาวชนแก้ว
“ขอประทานโทษนะครับ กระเป๋านี่ของคุณไหมครับ พอดีมันหล่นลงไปข้างล่าง” เสียงทุ้มน่าฟังมากๆ
สองสาวรีบหันหน้าไปมองหน้าเขาเอมมาลินหรี่ตา เธอรู้สึกเหมือนกับว่าเคยเห็นผู้ชายคนนี้มาก่อน แต่โบนิตากลับคว้าเอากระเป๋าจากมือของชายหนุ่มมาถือเอาไว้ทันที
“ขอบคุณค่ะ ของฉันเอง” น้ำเสียงแสนห้วน
‘ผู้ชายคนนั้นทำหน้าเหลอหลา’ นึกในใจ
‘เมื่อกี้ได้ยินว่าเกลียดผู้ชาย ไม่มีคนมาจีบ แต่แม่เอ๊ย... พฤติกรรมแบบนี้น่ะสิ ถึงได้ไม่มีใครมาจีบ’ เขายิ้มมุมปาก
“ไม่เป็นไรครับ” แล้วเขาก็เดินไป
เอมมาลินอ้าปากค้าง โบนิตารีบพัดมืออยู่ที่ข้างหน้าเธอ
“แหม... เห็นผู้ชายหล่อๆ เป็นไม่ได้ อ้าปากค้าง เดี๋ยวเหอะ ผัวแกมาฉันจะฟ้อง” โบนิตาหมายถึงพี่ไกด์
“ไอ้ส้ม ฉันเปล่าคิดแบบนั้นสักหน่อย แต่ฉันเหมือนกับเคยเจอเขา”
“อื้อหือ... คนสมัยนี้หน้าโหลจะตายไป ร้านหมอศัลยกรรมเต็มเมือง จะมีทุกมุมอ่ะมั้ง”
“เขาหล่อจริงๆ นะแก ไม่ลองอ่อยดู”
“ยี้...” ทำเสียงแบบรังเกียจ
“หึ... ฉันเชื่อยายแก ไม่ต้องสงสัย ยายส้มได้อยู่เป็นโสดจนตายแน่ๆ”
เอมมาลินทำเสียง
“เฮ้ย... อย่าพูดแบบนี้ดิ ไม่เอา ของฉันมี ฉันก็อยากลองใช้ดูสักครั้ง”
เอมมาลินหัวเราะ
“โธ่... ไม่ใช้ก็ไม่เป็นไรมั้ง”
“แล้วแกเห็นไหมว่าเขาเดินไปทางไหน” โบนิตาถามเพื่อน
“ฮั่นแน่... เขาหล่อเนอะ โน่นไง” เธอชี้ให้เพื่อนดู
โบนิตาหันไปยิ้มให้กับเขา แล้วยักคอให้ ทำหน้าตาแบบว่า ฉันสวย กำลังทำท่าอ่อยๆ เขาอยู่
ผู้ชายคนนั้นส่งยิ้มมาให้ แต่จริงๆ เขากำลังหัวเราะในพฤติกรรมของเธอต่างหาก
‘หน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่ทั้งเฉิ่มๆ เชยๆ เพื่อนยังดูสวยกว่า เอ...ผู้หญิงคนนั้นเหมือนแฟนพี่ไกด์เลยว่ะ’
เขานึกพลางหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดดูอินสตราแกรมของไกด์ลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง
‘โป๊ะเชะ...ว่าแล้วทำไมคุ้น แต่ว่าเพิ่งกลับมาวันนี้ มาโผล่อยู่ที่นี่เลยหรือ แล้วยายเพื่อนนั่น…’
เขารีบกดส่งข้อความไปหาพี่ชาย
(ผมเจอคู่หมั้นพี่ที่ผับของผม)
(อ๋อ... ฉันแนะนำให้ไปเที่ยวที่นั่นเองแหละ กำลังจะไปรับอยู่ด้วย)
(พี่จะมาหรือครับ)
(ก็เอมเขาบอกว่าจะพาเพื่อนเที่ยวผับ ฉันว่าเที่ยวที่นี่ปลอดภัยที่สุด แกจะได้เป็นหูเป็นตาให้ฉันด้วยไง)
(ไม่มีใครมาเกาะแกะกับแฟนพี่หรอกครับ เห็นนั่งเอาหัวพิงกันกับเพื่อนสนิทมั้ง นึกว่าเป็นคู่เลสเบี้ยน)
(ปากแกนี่มันก็ยังร้ายเหมือนเดิมนะ เพื่อนสนิทสมัยมัธยมของเอม เดี๋ยวเจอกัน)
(ครับผม)
หิรัญเดินไปที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์
“นี่บัตรเครดิตของโต๊ะไหน ทำไมไม่คืนลูกค้าไป”
“อุ๊ยตายละ ขอโทษค่ะคุณกาย ลูกค้าคงทำร่วงเอาไว้น่ะค่ะ เมื่อกี้หนูคืนไปแล้วนะคะ” หน้าตารู้สึกผิด เพราะดวงตากลมโตของเขาที่จ้องมองเหมือนว่าเธอทำความผิด
“แล้วของโต๊ะไหนจำได้ไหม”
“เอ่อ... ของพี่ผู้ชายกลุ่มนั้นค่ะ” พนักงานสาวชี้ให้เขาดูไปโต๊ะเป้าหมาย
“วันหลังต้องดูดีๆ แล้วตรงนี้ทำไมปล่อยให้รกแบบนี้ รู้ใช่ไหมว่าฉันไม่ชอบ”
“ค่ะ ทราบค่ะ เดี๋ยวหนูจัดการเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” เธอรีบหาผ้ามาเช็ดโต๊ะ แล้วเริ่มเก็บของที่รกรุงรัง
เจ้านายหนุ่มเดินเอาบัตรเครดิตไปคืนให้กับเจ้าของบัตร
ตอนที่เขาหันหลังกลับเขาต้องหยุดฝีเท้ายืนฟัง
“มึงดูยายเฉิ่มนั่นดิ น่าฟัดเหมือนกันนะ นมตูมๆ เชียว”
ชายหนุ่มที่อยู่ในกลุ่มพากันหัวเราะ
“กูก็มองอยู่เหมือนกัน แม่งเอ๊ยคิดเหมือนกันเลย พามาขัดสีฉวีวรรณนะ กูว่า เอามัน”
“ไอ้เชี่ย ถ้าจะเอามัน เสื้อผ้าไม่เกี่ยวดีกว่าไหม”
หิรัญไม่ชอบเลยที่พวกผู้ชายพวกนี้พูดแบบนี้ ชายหนุ่มหันมองไปยังโต๊ะที่พวกนี้เอ่ยถึง เขารู้สึกหัวเสีย ผู้หญิงที่เอ่ยถึงก็คือเพื่อนของเอมมาลินคู่หมั้นของพี่ชาย
เอมมาลินกับโบนิตากำลังคุยกันอย่างออกรส และกำลังพูดถึงผู้ชายในกลุ่มนี้อยู่
“แกว่าคนไหนหล่ออ่ะส้ม”
“เสื้อสีฟ้า” เธอบอกเพื่อนพลางส่งสายตาหวานหยดย้อยมาทางหนุ่มๆ
“ดูสิ แม่งส่งซิกน์ว่ะ สงสัยชอบ เห็นติ๋มๆ นะมึง อาจจะเซ็กซ์ดีก็ได้”
“กูก็ว่า สมัยนี้ผู้หญิงทำงานออฟฟิศเก็บกดจะตาย ในเว็บฯ ยังบอกผู้หญิงแบบนี้เซ็กซ์จัด”
“กูจอง”
“เชี่ย ใครดีใครได้สิวะ”
“มาเป่ายิงฉุบใครแพ้ถอย”
“เป่ายิงฉุบ” กลุ่มนั้นส่งเสียงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
หิรัญหน้าเครียด ฟังคำพูดแบบนี้แล้วขัดหูพิกล แต่ยังไม่ทันทำอะไร ก็มีชายคนหนึ่งในกลุ่มที่เป่ายิงฉุบชนะเดินเข้าไปหาทั้งสองสาว
“สวัสดีครับ ผมชอบคุณ” ผู้ชายคนนั้นพูดตรงๆ
ทั้งเอมมาลินและโบนิตาสบตากัน นึกขำ แต่ก็อดอมยิ้มไม่ได้
“ขอเบอร์โทร.คุณได้ไหมครับ หรือว่าวันนี้คุณมายังไง ขากลับบ้านผมขออาสาไปส่งได้ไหมครับ” เขาจู่โจม
โบนิตายิ้มให้ ตอนนี้สองสาวคงจะกรึ่มๆ กันเต็มที่แล้ว เพราะไม่ใช่ขาดื่ม ใบหน้าออกแดงระเรื่อกันทั้งคู่
“ส้ม โบนิตาค่ะ”
“ไวท์ สันชัยครับ นี่นามบัตรของผม” เขาหยิบนามบัตรออกมาจากกระเป๋า
โบนิตารับมันมาถือ ก่อนจะอ่าน ทั้งชื่อและตำแหน่ง วิศกรอยู่ที่รถไฟฟ้าแห่งหนึ่ง
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ นี่เพื่อนฉัน”
“เอมมี่ค่ะ” เอมมาลินยื่นมือไปจับตามธรรมเนียมฝรั่ง
“ผมชอบเพื่อนของคุณเอมมี่นะครับ พวกคุณพอจะเชื่อเรื่องรักแรกพบอะไรแบบนี้ไหมครับ”
ทั้งสองสาวยิ้ม และหัวเราะในความขี้เล่นของเขา
“จะรังเกียจไหมถ้าวันนี้คุณเอมมี่ต้องกลับคนเดียว แต่ผมจะขออาสาไปส่งคุณส้มที่บ้าน”
“ส้มอยู่คอนโดฯ ค่ะ” โบนิตาบอก
“ผมก็อยู่คอนโดฯ เหมือนกันครับ ผมเป็นคนเชียงใหม่ มาทำงานที่นี่”
“จริงหรือคะ เชียงใหม่น่าอยู่จะตาย”
“ใช่ๆ อยากไปเที่ยวจัง”
“มารักกับผมสิครับ ได้ไปเที่ยวเชียงใหม่บ่อยๆ แน่”
โบนิตาหัวเราะ
“คุณเป็นคนน่ารักอัธยาศัยดีแบบนี้ตลอดหรือคะ”
“ครับผม เอ่อ... เดี๋ยวผมขอกลับไปดื่มกับเพื่อนๆ อีกนิดนะครับ แต่อย่าลืม คืนนี้คุณส้มต้องกลับกับผม” เขาทิ้งทวน โปรยรอยยิ้มแบบหนุ่มหล่อหว่านเสน่ห์ให้กับโบนิตาสุดกำลัง
พอเขาเดินพ้นไป
“ขำว่ะแก” โบนิตาพูดขึ้นมาและหัวเราะ
“เฮ้ย แต่เขาก็ดูเหมือนจริงว่ะ คนไทยเดี๋ยวนี้เขาจู่โจมกันแบบนี้แล้วเหรอ”
“ยายเอมแกหันไปมองรอบๆ ดิ ในนี้มีแต่ผู้ชาย แล้วแกดูดิมีผู้หญิงมากี่โต๊ะ”
เอมมาลินหันไปมองรอบๆ ก็จริงอย่างที่โบนิตาบอก ในนี้แทบจะไม่มีผู้หญิงเลย
“เอ๊ะ... ผับของพวกเกย์เหรอ”
“หื้อ... คิดไปได้ ไม่ใช่หรอก ผู้หญิงมีน้อย ผู้ชายมีมาก สงสัยตาถั่วมาบอกว่าปิ๊งฉัน แทนที่จะเป็นแก”
“ก็เมื่อกี้แกไปส่งตาหวานให้เขาทำไม”
“ไหน ตาแบบไหนวะที่เรียกว่าตาหวาน แบบนี้เหรอ” เธอหลิ่วตาทำตาเล็กตาน้อย เอมมาลินหัวเราะร่วน
“อยากมีผัว” เธอกระซิบบอกเพื่อน
“อะไรนะ” เอมมาลินเอียงหูเข้าหาหัวเราะกิ๊กกั๊ก
“ดูสิ นามบัตรบอกว่าผู้ชายคนเมื่อกี้เขาเป็นวิศกร น้องจิมิของฉันยังไม่ได้ใช้ แกว่าถ้าฉันยอมไปกับเขาคืนนี้จะดีไหม แบบว่าทดลองดูก่อน แต่ถ้าไม่ใช่ก็เลิก”
“เฮ้ย...สมงสมองไปแล้ว ไม่ได้รักไม่ได้ชอบจะไปยอมมีอะไรด้วยทำไม” เอมมาลินจิ้มนิ้วไปที่หน้าของเพื่อน
“อ้าว... เมื่อกี้แกก็ยังลุ้นฉันอยู่เลย” โบนิตาทำหน้าจ๋อย
“สงสัยน้องจิมิของฉันไม่ต้องใช้ปูนโปกทับมันก็คงตันปิดสนิทแล้วมั้ง”
ฮา... สองสาวหัวเราะกันอย่างสนุก
“แหม ก๋ากั่นกว่าที่คิดเอาไว้แฮะ” หิรัญส่ายหน้า ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้องทำงาน
ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด...
(“ฮัลโหล”)
“กายไหนแกบอกจะดูแลแฟนพี่ แกออกมาดูเร็ว เอมเมาอ้วกเต็มร้านแกไปหมดแล้ว”
(“เหรอครับ เดี๋ยวผมออกไป”)
หิรัญก้าวขายาวๆ ออกมาจากห้อง ตรงดิ่งไปที่โต๊ะของสองสาวทันที
ไกด์กำลังประคองคนรักอยู่ โดยที่มีโบนิตาคอยช่วยอยู่ข้างๆ มีพนักงานมาช่วยอีกสองคน
“เอายังไงดีคะ” โบนิตาถามพี่ไกด์
“พี่ว่าต้องพาเอมกลับบ้านแล้วละ สภาพแบบนี้ ดูไม่จืดเลย”
“ค่ะ” เธอหน้าจ๋อย ยิ้มแหยๆ มองหน้าการันต์แบบรู้ตัวว่าตัวเองก็มีส่วนผิดที่ทำให้ เอมมาลินเป็นแบบนี้
“เมามากนะเนี่ย ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เอม เอม” เขาเรียกชื่อคนรัก
“ขอโทษนะคะพี่ไกด์ ไม่คิดว่าเอมจะคออ่อน ส้มขอโทษจริงๆ ค่ะ” เธอยกมือไหว้การันต์ปลกๆ
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ใครว่าฉันเมา ฉันเมาที่ไหน หึ... เอิ้ก...” เอมมาลินยังส่งเสียงดังออกมาจากปาก หันไปจับหน้าพี่ไกด์แล้วยิ้ม
“ขอบคุณนะคะที่รักที่มารับเอมกลับบ้าน รักพี่ไกด์ที่สุดในโลกเลย” น้ำเสียงที่อ้อแอ้เต็มที
โบนิตาไม่รู้จะทำยังไงได้แต่โค้งตัวขอโทษพี่ไกด์และยกมือของตัวเองไปเกาอยู่ที่คอแบบเก้อๆ
“แล้วส้มจะกลับบ้านยังไง”
“โอ๊ย... ไม่เป็นไรค่ะ พี่ไกด์ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ เดี๋ยวส้มโบกแท็กซี่กลับเอง ไปจากตรงนี้นิดเดียว ใกล้มาก แต่ถ้าไม่มีแท็กซี่ ส้มยังเดินกลับเองไหวเลย ใกล้ๆ” เธอปดเขา ทั้งๆ ที่คอนโดฯ ของตัวเองไปจากนี่ไกลพอสมควร
“แกก็กลับกับฉันสิ” เอมมาลินห่วงเพื่อน
“เฮ้ย... ไปคนละทาง ขืนไปส่งก็เสียเวลาเปล่า แล้วสภาพแกตอนนี้ ฉันว่าเอมกลับบ้านกับพี่ไกด์เหอะ ไม่เป็นไร ฉันเอาตัวรอดได้” เธอรีบบอกเพื่อน พลางขยับมือเข้าไปช่วยไกด์จับเอมมาลินเอาไว้
“ให้ผมช่วยดีกว่าครับ” กายอาสาเข้ามา เขามองหน้าพี่ไกด์แล้วยิ้มให้ พี่ไกด์ไม่พูดอะไร
โบนิตาหันไปมองหน้า
“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันช่วยเอง” เธอปัดมือของกายออกเพราะเป็นผู้ชายแปลกหน้า
และอีกมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบแบงก์ยี่สิบประมานสี่ห้าใบออกมายื่นให้
“ช่วยค่าทำความสะอาดร้านก็แล้วกันนะ” ตาก็ปรือมองไม่ออกแล้วว่าใครเป็นใคร ตาลายไปหมด แต่ก็พยายามจะครองสติของตัวเองให้ได้
ไกด์หันไปพยักหน้าให้น้องชาย
“ขอโทษนะที่ทำเลอะครับ”
“ไม่เป็นไรครับ”
กายยังเดินออกมาส่งทั้งสามคนด้วย เขาดูจนการันต์พาเอมมาลินขึ้นรถ
“บ๊ายบายนะเอม แล้วฉันจะโทร.หา”
แม่สาวหน้าจืดยืนโบกมือลาเพื่อนรัก และตะโกนตามหลังเหมือนว่าเอมมาลินจะได้ยิน เธอมองรถของไกด์จนลับตา
โบนิตาทำท่าจะเมาออกมาแล้วตอนนี้
“เออะ...” เสียงเรอดังออกมาจากลำคอ ยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ทำท่าจะอ้วกแต่ก็กลืนมันลงไป ยกมือของตัวเองขึ้นคลำหากระเป๋า แล้วก็เจอว่าตัวเองสะพายอยู่ แต่มันไพล่พาดไปอยู่ข้างหลัง
“แน่ะๆๆ แน่ นึกว่าหายไปไหน” เธอกำลังคุยกับกระเป๋าเหมือนมันมีชีวิต ก่อนจะทิ้งมันลงไปข้างตัวเหมือนเดิม
หิรัญยังคงยืนมองเธอไม่วางตา จะคอยดูซิ ว่าแม่ผู้หญิงคนนี้จะทำอะไร เขาได้แต่ยืนมองส่ายหน้าแล้วหัวเราะ
‘ยายรั่ว’
แทนที่โบนิตาจะเดินออกไปเรียกรถตามที่เธอบอกกับการันต์ แต่เธอกลับเดินเข้าไปในผับ
“อ้าว... ยายคนนี้ เมาแล้วไม่รู้จักกลับบ้านกลับช่อง” หิรัญแทบถลาเดินตาม เพราะท่าเซตุปัดตุเป๋เอาตัวไม่รอดของหญิงสาว อีกอย่างเขากลัวเธอจะไปทำเลอะเทอะอยู่ข้างในเหมือนกับเอมมาลินอีก
หญิงสาวตรงไปที่ห้องน้ำ
“ทำไมปวดฉี่แบบนี้ จะราดแล้ว” เธอพึมๆ พำๆ อยู่คนเดียว เดินเข้าไปข้างในใช้มือผลักบานประตูเกือบทุกบาน
มันปิดมีคนอยู่ ยกมือขึ้นกุมไปที่หน้าท้องเพราะปวดชิ้งฉ่องหนักมาก
“โอ๊ย อะไรกันเนี่ย” เธอบ่น จนเดินไปถึงห้องสุดท้าย ยอมรับกับตัวเองเลยว่ามันปวดมากๆ
“ไม่ไหวแล้ว” ถ้าใครมาเห็นท่าเดินของเธอตอนนี้คงจะหัวเราะน่าดู
โบนิตารีบเดินเข้าไปในห้องน้ำ แต่มันก็ไม่ทันการซะแล้ว เธอนั่งลงไปทั้งๆ ที่ไม่ได้ถอดกางเกงใน ทำหน้าแบบฟินสุดๆ ที่ได้ปลดปล่อยของเสียออกไป โบนิตาก็นั่งฉี่จนเสร็จ
“อึก...” โบนิตายกมือปิดปากตัวเอง
‘ตายห่า แม่เอ๊ย อะไรกันนี่ ทำไม...!!! ทำไงดี’ กางเกงในเปียกหมดแล้ว
“เฮ้อ...” เธอถอนหายใจออกมา ก่อนที่จะเริ่มทำความสะอาดโดยการถอดกางเกงในออกมาซัก
‘แหม...กระโปรงก็สั้น ลมมันจะเย็นไหมเนี่ย’ เธอคิด ค่อยๆ ปลดกลอนเปิดออกมาดู ดูซ้ายดูขวาโชคดีไม่มีคนอยู่ในนั้น
โบนิตาวิ่งปรู๊ดไปที่ซิงก์น้ำจัดการซักกางเกงในเปื้อนฉี่ของตัวเอง ไม่วายยังกดเอาสบู่ล้างมือออกมาเพื่อให้กลิ่นหอมและสะอาดยิ่งขึ้น
‘ไม่ทิ้งเหรอ’
‘ทิ้งได้ไง ตัวแค่นิดเดียว เกือบสามร้อย ทิ้งก็บ้าน่ะสิ เพิ่งได้มาใหม่ด้วย’
‘รีบๆ เข้าเดี๋ยวมีคนมา’
ขณะที่กำลังบิดกางเกงในให้แห้งนั้นก็มีคนเปิดประตูห้องน้ำเข้ามา โบนิตาจึงรีบยัดกางเกงในที่เปียกหมาดๆ เข้าไปไว้ในกระเป๋าสะพาย
‘เอกสารที่จะเอาไปส่งให้กับบริษัทคนหล่อไม่เลอะหมดเหรอ’ เธอหมายถึงเจ้าของบริษัทที่เคยไปเจอครั้งหนึ่งหล่อสุดๆ
‘ไม่เป็นไร ค่อยไปปริ๊นต์ออกมาใหม่วันอาทิตย์’
เธอยืดอก พยายามยืนตรงๆ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ในหัวเริ่มตีรวน ทั้งเบียร์ ทั้งเหล้า ทั้งค็อกเทลปะปนกันอยู่ในท้อง แล้วพวกมันก็คงถูกส่งเข้าไปในเส้นเลือด
‘ฉันอยากจะบ้าตาย วันอาทิตย์วันหยุด ฉันต้องถ่อสังขารไปออฟฟิศอีกเหรอ ฉันอยากนอน’
‘เหอะน่า ยังไงก็คุ้ม เพื่อยายเอมเพื่อนรัก วันนี้ควรเป็นวันที่เรามีความสุขที่สุดในโลก’
‘ใช่ๆ ฉันมีความสุขที่สุด’ สองแขนสู่ขึ้นสูงทำหน้าตาว่ากำลังมีความสุข
‘ป่านนี้ เอมจะเป็นไงบ้างนะ’
โบนิตาเริ่มเดินหน้าออกจากผับ และก็คิดเป็นห่วงเพื่อน