บทที่ 0
ตอนที่ 0 โชคที่ดีที่สุดในชาตินี้
“เฉี่ยนเฉียน เธอเหนื่อยเกินไปแล้วนะ พักผ่อนดี ๆ เถอะนะ”
ความคิดในใจของเธอไม่สามารถหลีกหนีจากดวงตาของเหยียนสือเซี่ยได้ไปโดยปริยาย ช่วงเวลานี้เฉี่ยนเฉียนแทบจะไม่ได้นอนหลับอย่างดีเลย สองแก้มที่เคยอวบอิ่มนั้นก็ยุบลงไป ทำให้ดูน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง
“ไม่ต้องห่วง ฉันทนไหว”
เธอฉีกรอยยิ้มอันเข้มแข็งออกมา เรื่องของจิ่งเหยียนทำให้เธอเข้าใจหลักการหนึ่งขึ้นมาได้ในทันที นั่นก็คือตอนนี้เธอคือทุกสิ่งทุกอย่างของจิ่งเหยียน ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เธอจะต้องทนให้ไหว
“จำไว้นะ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรฉันอยู่แบ่งเบาไปพร้อมกับเธอ ต่อให้ต้องต่อสู้เราสองคนเพื่อนรักก็จะต่อสู้ไปพร้อมกัน เธออย่ารับมืออยู่คนเดียวโง่ ๆ เลย”
เหยียนสือเซี่ยโอบเธอเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด ยากมากกว่าที่จะได้เผยความในใจออกมาเช่นนี้แม้แต่ตนเองก็ยังรู้สึกว่าแปลก ๆ
“ขอบใจเธอนะสือเซี่ย ฉันโชคดีที่มีเธอจริง ๆ”
สองแขนโอบเธอกลับ การที่มีเพื่อนอย่างสือเซี่ยเป็นโชคที่ดีที่สุดในชาตินี้ของเธอ
“ถือโอกาสจากนี้ไปฉันจะไม่หาผู้ชายแล้ว เธอก็อย่าหา พวกเรามาเลี้ยงลูกชายให้โตไปพร้อมกันเถอะ”
ระหว่างที่พูด ตนเองก็ยังรู้สึกขำในความคิดของตนเอง ถ้าหากยังไม่หาผู้ชายอีก เธอคงเริ่มสงสัยปัญหาการเลือกของตนเองแล้ว
บนใบหน้าของเฉียวชูเฉี่ยนก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นมา “ฉันคิดว่าเธอกับถังอี้เหมาะสมกันดีออกนะ”
ครั้งนี้ถังอี้ช่วยเหลือไว้เยอะมาก น่าจะไม่ใช่เห็นแก่หน้าตาของเฉินเป่ยชวน น่าจะเกี่ยวข้องกับสือเซี่ย
“อย่าพูดถึงไอ้คนชั่วมาทำลายบรรยากาศได้ไหม ? ที่รัก ฉันจะไปทำกับข้าวให้เธอกินก่อนนะ”
เมื่อถูกหยิบยกชื่อของใครบางคนขึ้นมา เหยียนสือเซี่ยจึงเอือมละอาและอับจนหนทาง ทำได้เพียงเดินหนีไป
……
หลินเฟยเอ๋อร์ถูกนำตัวออกจากห้องสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบสอบสวนเธอส่ายหน้าอย่างเอือมละอา ผู้หญิงคนนี้ไม่ยอมรับอะไรเลย การสอบสวนแบบนี้ต่อให้ทำวันละหนึ่งครั้งก็ไร้ซึ่งความหมาย
“คุณหลินครับ ตอนนี้หลักฐานที่พวกเรามียืนยันตัวคุณทั้งนั้น ต่อให้คุณไม่ยอมรับ สุดท้ายทางศาลก็จะตัดสินโทษของคุณอยู่ดี ผมขอแนะนำว่าให้คุณให้ความร่วมมือเราดี ๆ ไม่แน่ว่าจะสามารถลดหย่อนโทษได้บ้างนะครับ”
“ฉันไม่ได้ทำผิด ทำไมฉันต้องพูดด้วย ทำไมฉันต้องให้ความร่วมมือพวกคุณด้วย”
นัยน์ตาของหลินเฟยเอ๋อร์มีความสับสนวุ่นวาย เธอใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว ครั้นภายในใจชัดเจนดีกว่าเมื่อตนเองยอมรับแล้ว ชีวิตทั้งชาตินี้ของเธอก็ต้องพังทลายลงทันที
“แค่ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าฉันมีโทษ ฉันก็มีสิทธิ์ที่จะเรียกทนาย มีอิสระส่วนบุคคลขั้นพื้นฐาน ฉันจะโทรศัพท์ พวกคุณเอาโทรศัพท์คืนมาให้ฉัน”
เธอขับแขนของตำรวจเอาไว้ด้วยความกระวนกระวาย ขอแค่เธอได้โทรหาชายผู้นั้น และหากเขาต้องการที่จะปกป้องตนเอง ไม่มีทางเสียหรอก
เจ้าหน้าที่ตำรวจขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างลำบากใจ หลินเฟยเอ๋อร์พูดถูก ตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้คาดโทษเธอในตอนนี้ เธอก็มีสิทธิ์ที่จะโทรศัพท์ได้ ดังนั้นเขาจึงยื่นโทรศัพท์ไปให้ด้วยความจำยอม
หลินเฟยเอ๋อร์รับโทรศัพท์มา ภายในแววตามีความหวังขึ้นมาทันควัน จากนั้นก็โทรหาเบอร์นั้น ครั้นฝ่ายนั้นกลับปิดเครื่อง
ทว่าเธอยังคงไม่ยอมแพ้ โทรเข้าไปใหม่เรื่อย ๆ ในที่สุดก็มีคนรับโทรศัพท์เสียที
“ฮัลโหล ฉันเอง คุณต้องช่วยฉันนะ ถ้าคุณไม่ช่วยฉันฉันไม่มีวันให้คุณได้อยู่สุขแน่”
เธอหันหลังให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกดเสียงต่ำข่มขู่ฝ่ายนั้น ความหวังทั้งหมดที่เธอมีในตอนนี้ล้วนอยู่ในตัวของชายผู้นั้นแล้ว นอกจากเขาก็ไม่มีบุคคลที่สองที่จะมาช่วยเหลือเธอได้อีกแล้ว
“คุณแน่ใจนะว่าจะให้ผมช่วยคุณ ?”
น้ำเสียงปลายสายที่ลึกลับดังขึ้นมา ทำให้ภายในใจของหลินเฟยเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกหวาดกลัวจนขนหัวลุกขึ้นมา ครั้นนี่คือคนเดียวที่จะช่วยชีวิตเธอได้ จะต้องคว้าไว้ถึงจะถูกต้อง
“ขอร้องละช่วยฉันด้วยนะ ฉันไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในคุกครึ่งชีวิตหรอกนะ”
น้ำเสียงที่ข่มขู่เมื่อสักครู่นี้กลายเป็นอ้อนวอนเพียงชั่วพริบตาเดียว เธอยังมีอนาคตที่ยาวไกล จะมาอยู่ในคุกตลอดชีวิตไม่ได้
ทันใดนั้นปลายสายก็เงียบไป หลินเฟยเอ๋อร์จึงกระวนกระวายขึ้นมาทันควัน “คุณพูดอะไรหน่อยสิ ขอร้องละ ช่วยฉันด้วย ขอแค่ฉันออกไปได้ ฉันรับปากว่าจะไม่ติดต่อคุณอีกตลอดไป”
“ได้ ผมจะช่วยคุณ ผมจะหาเวลาไปเจอคุณที่ห้องขังสักครั้ง”
กล่าวจบก็มีเสียงตัดสายดังขึ้นมา ตู้ด ตู้ด
หลินเฟยเอ๋อร์ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือว่าควรกระวนกระวายใจดี คิดไม่ถึงว่าผู้ชายที่ลึกลับคนนั้นจะมาเจอหน้าตน เธอจะต้องถูกช่วยเหลือออกไปได้แน่ จะต้องได้แน่
ภายในคฤหาสน์หลังเก่าตระกูลเฉิน เฉินจิ้นถงเดินลงจากห้องชั้นบน ท่านผู้หญิงกำลังดูข่าวที่ถ่ายทอดในโทรทัศน์ห้องรับแขก ซึ่งส่วนมากเกี่ยวกับหลินเฟยเอ๋อร์ทั้งนั้น
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าผู้หญิงคนนี้ไม่เหมาะกับเป่ยชวนเลย ไม่เหมาะกับตระกูลเฉินเราด้วย ดูสิ คิดไม่ถึงว่าจะฆาตกรรมคนอื่น !”
ถ้าหากไม่เป็นเพราะข่าวนี้แพร่ออกมา คนที่เป็นย่าอย่างเธอคงไม่ทราบว่าเหลนคนโตสุดที่รักของเธอเกือบจะถูกคนพรากชีวิต
“คุณแม่คะ ตำรวจยังไม่บอกว่าเธอเป็นฆาตกรเลยนะคะ”
เว่ยชูหรงที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ ภายในใจกลับรู้สึกว่าโล่งอก เฉินเป่ยชวนแต่งงานกับดาราสาวที่เป็นฆาตกร ทำให้ตระกูลเฉินขายหน้าผู้หลักผู้ใหญ่เป็นอย่างยิ่ง จิ้นถงของเธอดีกว่าไม่ใช่น้อยเลย
“ผู้หญิงแบบนี้ฉันอยากจะสับให้เป็นหมื่นท่อนไปเลย”
ท่านผู้หญิงมีความเดือนดาล จากนั้นจึงได้เอามือกุมหน้าอกเอาไว้ สีหน้าก็ดูย่ำแย่ขึ้นมา
“คุณย่าครับ คุณย่าอย่าทำให้ร่างกายย่ำแย่เพราะโมโหคนอื่นเลยนะครับ จริงสิ พี่ใหญ่ไปทำงานต่างถิ่นได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว ตอนนี้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น น่าจะกลับมาจัดการสักหน่อย”
เฉินจิ้นถงเอ่ยปลอบประโยนไปพร้อมยื่นแก้วน้ำอุ่นไปให้ ดวงตาหลังแว่นตานั้นมีแสงแห่งความไม่มีพิษภัยผุดขึ้นมา
“เขาไม่กลับมาก็ดีเหมือนกัน ผู้หญิงแบบนี้มีอะไรให้จัดการเหรอ ให้กฎหมายลงโทษหล่อนก็พอแล้ว”
ฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต ต่อให้ไม่ต้องชดใช้ด้วยชีวิตก็จะต้องถูกขังอยู่ในคุกตลอดชีวิต
“คุณย่า แต่ว่าถึงยังไงตอนนี้เธอก็เป็นสามีภรรยากับพี่ใหญ่นะครับ คนทั้งซั่นเป่ยรู้กันไปทั่ว”
คำพูดของเฉินจิ้นถงทำให้ท่านผู้หญิงขมวดคิ้วขึ้นมา จากนั้นอยู่ ๆ นัยน์ตาก็ผุดแสงสว่างวาบขึ้นมา “นึกออกแล้ว จิ้นถง เธอให้ทนายทำใบสำคัญการหย่าขึ้นมาเดี๋ยวนี้ แล้วเอาไปให้หลินเฟยเอ๋อร์ ย่าจะให้หล่อนหย่ากับเป่ยชวน !”
ภรรยาของหลานชายเธอจะต้องไม่ใช่ผู้หญิงแบบนี้ วันที่แต่งงานก็คิดจะฆ่าเหลนของเธอเสียแล้ว
“คุณย่าครับ ทำอย่างนี้มันจะดีเหรอครับ ?”
เฉินจิ้นถงทำสีหน้าลังเลเล็กน้อย ครั้นหางตาที่ถูกแว่นปกปิดอยู่กลับมีรอยยิ้มแก้แค้นขึ้นมา
“มีอะไรไม่ดีเหรอ ย่าจะให้ชื่อเสียงของตระกูลเฉินสกปรกเพราะผู้หญิงจิตใจชั่วช้าแบบนี้ไม่ได้”
ท่านผู้หญิงเฉินไร้ซึ่งความเมตตาที่มีอยู่ น้ำเสียงมีความดุดัน ถ้าหากครั้งนี้เป่ยชวนยังดื้อรั้นอยู่ มองไม่ออกว่าใครกันแน่ที่เหมาะสมกับเขามากที่สุด ก็รอความเสียใจภายหลังในอนาคตเสียเถอะ
“คุณย่าครับ ผมจะทำตามที่คุณย่าบอกครับ”
มุมปากของเฉินจิ้นถงโค้งขึ้นมาเล็กน้อย ในแววตามีความรู้สึกเคียดแค้นขึ้นมา
ภายในห้องขัง เพิ่งจะผ่านไปได้สองวัน หลินเฟยเอ๋อร์ก็รู้สึกซูบผอมจนดูไม่ได้แล้ว ไม่มีท่าทีของดาราสาวชื่อดังเหมือนอย่างเมื่อก่อนเลยสักนิด แววตาที่สับสนวุ่นวายนั้นพยายามแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ครั้นสองขาที่เดินไปมาไม่หยุดได้เปิดเผยความหวาดกลัว ความผวาที่อยู่ในใจของเธอ
ตำรวจเหล่านี้จะต้องมีหลักฐานที่แน่ชัดแล้ว ไม่รู้ว่าคนคนนั้นจะมาเจอหน้าเธอได้เมื่อไร ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป เธอจะต้องเป็นบ้าไปแล้วจริง ๆ แน่
“หลินเฟยเอ๋อร์ มีคนมาพบคุณ”
ทันใดนั้นเสียงของผู้คุมก็ดังเข้ามาจากข้างนอก แววตาอันกระส่ายกระสับของเธอจึงมีความตื่นเต้นผุดขึ้นมาทันควัน คนผู้นั้นมาจริง ๆ ด้วย !
หลินเฟยเอ๋อร์กักเก็บความตื่นเต้นในใจเอาไว้ ให้ตนเองมองดูสงบนิ่งสุขุม การที่คนผู้นั้นมาก็แสดงว่าในใจเขากลัวว่าเธอจะพูดเรื่องเขาออกมา เพราะฉะนั้นยิ่งตนเองสงบนิ่งมากเท่าไร เขาจึงจะช่วยเหลือตนให้ออกจากที่นี่โดยเร็วเท่านั้น
เธอเดินตามหลังผู้คุมเข้าไปยังห้องเยี่ยม แขนเสื้อปกคลุมกุญแจมืออันเย็นเฉียบบริเวณข้อมือเธอเอาไว้ เธอเป็นดาราสาวชื่อดัง เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเฉินเป่ยชวน จะยอมให้ผู้อื่นคิดว่าตนเป็นนักโทษประหารที่อยู่ในคุกไม่ได้
บทที่ 1
ตอนที่ 1 แล้วพบกันอีกครา อดีตสามี
“อ้า!”
เวลาเที่ยงคืนของประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีเสียงกรีดร้องเสียดแทงหัวใจดังออกมาจากโรงพยาบาลสุขภาพแม่และเด็ก
“คุณเฉียว ออกแรง ออกแรงหน่อยค่ะ!”
การคลอดในครั้งนี้กินเวลาติดต่อกันนานสิบสามชั่วโมงแล้ว เฉียวชูเฉี่ยนนอนอยู่บนเตียงนอนผู้ป่วย เธอมีสภาพอ่อนล้าเสียจนลมหายใจแทบจะขาดช่วง เส้นผมเปียกชื้นเหงื่อแนบลู่อยู่ข้างแก้ม บริเวณหางตามีหยดน้ำตาไหลทะลักออกมาเป็นสาย
เธอไม่มีแรงเหลือแล้วจริงๆ
“คุณเฉียว ออกแรงหน่อยครับ! กลั้นหายใจออกแรงขึ้นอีก เจ้าตัวน้อยจะรอไม่ไหวแล้วนะครับ!” สูตินรีแพทย์ร้อนใจจนตาแดงกล่ำ เพราะหากล่าช้าไปมากกว่านี้ เกรงว่าจะกลายเป็นหนึ่งศพสองชีวิตได้
เฉียวชูเฉี่ยนหลับตาปี๋ จับผ้าปูที่นอนให้แน่นขึ้น เธอสูดลมหายใจเข้า จากนั้นก็ออกแรงเบ่งสุดกำลัง——
“อ้า!”
ลูกน้อย ลูกจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ!
……
เจ็ดปีต่อมา ในเมืองซั่นเป่ย สนามบิน——
เด็กน้อยวัยเจ็ดขวบที่มีผิวขาวเนียนละเอียดราวกับหยกขัดเงาชิ้นหนึ่งกำลังยืนอยู่กลางล๊อบบี้ของสนามบิน เขาโบกมือไปมาไม่หยุดให้กับหญิงสาวที่กำลังดันกระเป๋าสัมภาระอยู่ข้างหลังเขา แต่ดูเหมือนเขาจะทนไม่ไหวแล้ว จึงวิ่งกลับไปแย่งกระเป๋าสัมภาระจากมือของหญิงสาวคนนั้นราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อยคนหนึ่ง จากนั้นก็ออกแรงผลักกระเป๋าไปข้างหน้า
“หม่ามี๊! หม่ามี๊เดินเร็วๆ หน่อยสิครับ เรามีนัดไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกันกับคุณอาลู่ฉีไม่ใช่หรือครับ?” ดวงตาของเด็กน้อยเปล่งประกายขึ้นมายามเอ่ยคำว่า “สวนสนุก” สามคำนี้
เฉียวชูเฉี่ยนอยู่ในชุดทำงานสีแดงกุหลาบ กางเกงยีนส์ยาวเจ็ดนิ้วรับกับช่วงขาอันเรียวยาวของเธอ และสวมใส่รองเท้าส้นสูงสีเบจอย่างลงตัว
เธอถอดแว่นกันแดดสีดำ แล้วอุ้มเด็กน้อยแนบอก พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่โอบอ้อมอารีว่า “จิ่งเหยียน! นั่งเครื่องบินมาตั้งนาน หม่ามี๊เหนื่อยแล้ว เราไม่ไปสวนสนุกกันดีกว่าไหม? รอคุณอาลู่ฉีมาแล้ว เราไปทานข้าวกับคุณอาลู่ฉีกันนะครับ?”
“หม่ามี๊!” เด็กชายไม่ยินยอม “คุณแม่ไม่รักษาคำพูดนี่ครับ!”
เฉียวชูเฉี่ยนยิ้มๆ ไม่พูดอะไร แล้วก็โอบไหล่เขาเดินออกจากสนามบินไปด้วยกันสองคน จากนั้นก็มีรถ BMW SUV สีน้ำเงินมาจอดอยู่ตรงหน้าสองแม่ลูกพอดี
ประตูรถถูกเปิดออก และได้มีชายหนุ่มผมซอยสั้นสีดำใบหน้าหล่อเหลาเหนือผู้ใด ในชุดลำลองแนวตะวันตกกำลังก้าวขาเหยียดยาวออกจากรถ
“ชูเฉี่ยน!” เขาเรียกเธอ
“ฉี” เฉียวชูเฉี่ยนส่งยิ้มไปให้
ใบหน้าเล็กๆ ของเฉียวจิ่งเหยียนเผยความดีอกดีใจในทันใด จากนั้นก็วิ่งรี่เข้าไปหา
“คุณอาลู่ฉี!”
ชายหนุ่มก้มตัวลงมาอุ้มร่างน้อยตัวอ้วนจ้ำม่ำ แล้วยกตัวเขาให้สูงขึ้น “จิ่งเหยียนสูงขึ้นแล้วหรือ?”
“ไม่สูงจะปกป้องหม่ามี๊ได้อย่างไรครับ!” เจ้าตัวน้อยขมวดคิ้ว แก้มป่อง พูดจาด้วยท่าทีเป็นการเป็นงาน
เฉียวชูเฉี่ยนหัวเราะเงียบๆ ยักไหล่ให้กับคำหยอกล้อ จากนั้นก็รีบเดินไปยืนข้างลู่ฉี
“ช่วงนี้สบายดีไหมครับ?” ลู่ฉีมองมาที่เธอ
เฉียวชูเฉี่ยนแสร้งพยักหน้าอย่างสบายอารมณ์ “ดีมากเลยค่ะ คุณวางใจได้ ว่าแต่จะไปกันหรือยังคะ? ทานข้าวกันค่ะ?”
“โอเคครับ ชายหนุ่มมองเธอด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและเอ็นดู จากนั้นก็อ้อมตัวเธอไปหยิบกระเป๋าสัมภาระ มีเพียงจิ่งเหยียนตัวน้อยในอ้อมกอดเขาที่แสดงท่าทีต่อต้าน บ่นพึมพำออกมาว่า “สัญญากันแล้วนี่ว่าจะไปสวนสนุกด้วยกัน!”
ลู่ฉีดีดกระหม่อมน้อยๆ ไปที “คุณอาไม่ได้บอกเราหรือครับว่าให้เชื่อฟังคุณแม่ทุกอย่าง!”
เปลวไฟดวงเล็กๆ ในดวงตาของจิ่งเหยียนก็ค่อยๆ สลายไป
“ครับ……” สุดท้ายเขาก็ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ กลับมา
……
บทที่ 2
ตอนที่ 2 พบกันโดยบังเอิญที่ร้านอาหาร
ณ ร้านอาหาร Sana Zoan——
ทันทีที่พนักงานเสิร์ฟส่งเมนูอาหารมาให้ เฉียวจิ่งเหยียนก็ยื่นมือป้อมๆ มาดึงเมนูไป แต่หลังจากที่พลิกไปได้สองสามหน้า เขาก็ขมวดคิ้วราวกับไส้เดือนตัวน้อยๆ
“หม่ามี๊ ทำไมมาที่นี่ก็ยังเป็นสเต็กฟัวกราส์ราดซอสล่ะครับ……ตอนอยู่อเมริกาพวกเราทานกันจนเบื่อแล้วนะครับ!”
“……โธ่” เฉียวชูเฉี่ยนชำเลืองตาไปมองลู่ฉี จากนั้นก็ดึงเมนูอาหารในมือเฉียวจิ่งเหยียนไป “คุณสั่งเถอะค่ะ จิ่งเหยียนไม่ค่อยรู้ความ อย่าไปสนใจเลยค่ะ”
ลู่ฉียิ้มด้วยสีหน้าที่อ่อนโยน “ไม่เป็นไรครับ กับผมไม่ต้องมาคิดเล็กคิดน้อยอะไรมาก คุณก็รู้ สำหรับผมแล้วจิ่งเหยียนก็เปรียบเสมือนลูกของผม”
คำพูดนี้ชวนให้เสียดแทงหัวใจผู้อื่นเหลือเกิน พนักงานที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะหน้าแดงด้วยความอับอาย จากนั้นก็ชำเลืองมองไปทางชายหนุ่ม
เฉียวชูเฉี่ยนก็หน้าแดงเช่นกัน เธอไม่กล้ามองตาลู่ฉีตรงๆ จึงรีบหยิบเมนูอาหารส่งให้พนักงานเสิร์ฟ “ขอ French steak สองชุด ชุดอาหารสำหรับเด็กหนึ่งชุด เพิ่มฟัวกราส์หนึ่งที ขอบคุณค่ะ”
“ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ”
หลังจากที่พนักงานเสิร์ฟเดินไป ลู่ฉีก็รินน้ำชาหนึ่งถ้วยผลักไปตรงหน้าเฉียวชูเฉี่ยน และถามเธอว่า “กลับมาคราวนี้คุณคิดจะทำอะไรต่อไปหรือครับ?”
“ทางสำนักงานใหญ่ส่งฉันมาทำงานที่บริษัท M&R ในฐานะเลขานุการของประธานบริษัทนะค่ะ” เฉียวชูเฉี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ลู่ฉีขมวดคิ้ว “M&R นั่นมันบริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์เล็กๆ ที่กำลังจะปิดตัวไม่ใช่หรือครับ?”
เธอไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ “คือทางนั้นเอาเงินก้อนสุดท้ายมาลงทุนกับทางสำนักงานใหญ่ของพวกเราที่อเมริกา โดยขอให้ทางเราส่งทีมงานมาเป็นกำลังสำคัญที่ซั่นสุ่ย และคนที่ถูกเลือกคนนั้นก็เป็นฉัน บังเอิญไหมละคะ?”
ขณะที่เฉียวชูเฉี่ยนกำลังพูดอยู่ได้มีพนักงานเสิร์ฟเข้ามารินน้ำร้อน จากนั้นก็ขยับไปยืนด้านข้างเหลือช่องว่างเอาไว้ให้เล็กน้อย
ในเวลาเดียวกันนี้ ตรงระเบียงทางเดินอันเงียบสงบซึ่งอยู่ไมไกลนัก ได้มีเงาคนจำนวนสองสามคนกำลังเดินมาอย่างเร่งรีบ ปะปนมาด้วยเสียงรองเท้าหนังดังกระทบพื้น สวบ สวบ อย่างทรงพลัง
และเสียงรองเท้าส้นสูง
“คุณเฉินไม่ลองพิจารณาโปรเจคของพวกเราอีกสักครั้งหรือครับ? ดาราที่รูปงามมากความสามารถเพียบพร้อมอย่างเฟยเอ๋อร์ พวกเราจะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อเสริมภาพลักษณ์ให้เธอแน่นอนครับ และหนังเรื่องนี้ก็เป็นหนังที่มีแววรุ่งที่สุดของเราเชียวนะครับ” ชายวัยกลางคนในชุดสูทลักษณะคล้ายผู้จัดการคนหนึ่งกำลังเดินตามอยู่ด้านหลังอย่างเร็ว
“สิ่งที่พวกเราต้องการคือหนัง IP ติดกระแสขนาดใหญ่ที่ทรงคุณค่า ไม่ใช่หนังขายเนื้อหนังที่สวยแต่รูป แต่ภายในกลวงโบ๋นะครับ”
เฉินเป่ยชวนที่มือหนึ่งสอดอยู่ในกระเป๋ากางเกง อีกมือหนึ่งกำลังคีบซิการ์ติดไฟอยู่ ส่วนหญิงสาวที่กำลังโอบแขนเขาอยู่ข้างๆ ก็คือหลินเฟยเอ๋อร์ หนึ่งในสี่นางฟ้าของวงการบันเทิงแห่งยุค
เงาแสงสีเหลืองอ่อนตกกระทบผ่านใบหน้านวลผ่องราวกับหยกของเธอ ทิ้งให้เห็นเงาสันจมูกอันบอบบาง ริมฝีปากอวบอิ่มฉ่ำวาบ และขนตาที่แน่นฟูบนเปลือกตา
รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความภูมิใจ สำหรับเธอแล้วชายที่เธอกำลังโอบแขนอยู่นั้นเป็นชายหนุ่มที่สง่างามและโดดเด่นที่สุดของเมืองซั่นเป่ยแห่งนี้
“หนังของพวกผมจะเรียกว่าหนังขายเนื้อหนังไปได้อย่างไรกันครับ แม้ในบทจะมีฉากบนเตียงอยู่สองสามฉาก แต่ทุกวันนี้ต่างก็นิยมหนังประเภทเผยเนื้อหนังกันทั้งนั้นมิใช่หรือครับ? ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ไม่เหมาะสมเลยนะครับ!” ชายวัยกลางคนยังคงพูดไม่รู้จบ
เฉินเป่ยชวนเหมือนจะไม่ได้ฟังคำพูดของเขา เขาพ่นควันซิการ์ออกมาเป็นวงจางๆ กลับกลายเป็นหลินเฟยเอ๋อร์ที่หยุดเท้าอยู่ตรงนั้น
เธอเอียงศีรษะไปด้านข้าง พูดอย่างขำขันออกไปว่า “ประธานหวัง หรือคุณยังไม่เข้าใจความหมายของเป่ยชวนอีกหรือคะ? ฉันกับเป่ยชวนมีความสัมพันธ์กันแบบไหน เขาจะยอมให้ฉันไปเล่นหนังหรือละครที่มีฉากบนเตียงได้อย่างไรล่ะคะ?”
‘เป่ยชวน’ สองคำนี้ฟังดูสนิทสนมเหลือจะเปรียบ ทำให้ชายวัยกลางคนตกตะลึงไปชั่วขณะ
หรือว่าหลินเฟยเอ๋อร์กับเฉินเป่ยชวนจะมีความสัมพันธ์กันแบบนั้น?