“นังสารเลว หยุดดิ้นเสียที รีบ ๆ อ้าขาให้พวกเราได้มีความสุขแต่โดยดีซะ!”
“สมกับเป็นคุณหนูที่โตมาในครอบครัวผู้ดีเสียจริง ผิวพรรณของนางดูเนียนนุ่มดุจใยไหม เนื้อสัมผัสช่างดีเสียจริง.....”
หญิงสาวที่อ่อนแอนอนนิ่งอยู่บนพื้น คำพูดหยาบคายที่ดังขึ้นมาข้างหูเริ่มจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว
เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็ถูกชายพวกนั้นฉีกออกจนเหลือเพียงแค่ผ้าชิ้นเล็ก ๆ เท่านั้น ผิวที่อยู่นอกร่มผ้าก็ปริแตกเป็นรอยแส้เต็มไปหมด เห็นแล้วน่าตกใจยิ่งนัก
“เหตุใดถึงต้องทำกับข้าเช่นนี้ด้วย……” หญิงสาวเบิกตากว้าง ราวกับต้องการจดจำผู้คนที่ทำเรื่องสกปรกเช่นนี้กับนางให้ขึ้นใจ
มือที่หยาบกร้านของชายผู้นั้นลูบไล้ไปตามตัวของนาง ทันใดนั้นเขาก็ยิ้มออกมาอย่างหื่นกามพลางตอบว่า “อย่ามาโทษพวกเราเลย นี่เป็นคำสั่งของคุณหนูใหญ่ พวกเรามิสามารถขัดคำสั่งของนางได้”
“เจ้าทำตัวดี ๆ เถิด พวกเราจะได้อ่อนโยนกับเจ้าเยี่ยงไรเล่า ฮ่า ๆ ๆ......”
หญิงสาวรู้สึกผิดหวังมากยิ่งขึ้นไปอีก เย่วเทียนเจียว ตระกูลเย่ว…… หลังจากที่นางจดจำผู้คนทั้งหมดที่ทำร้ายนางได้หมดแล้ว นางก็เลือกที่จะกัดลิ้นตัวเองเพื่อฆ่าตัวตาย
“เชี้ย! เหตุใดถึงได้ตายเสียแล้วเล่า?! นางตายเช่นนี้แล้ว พวกเราจะสนุกได้เยี่ยงไร!”
“เร็วเข้า รีบฉวยโอกาสตอนที่ศพนางยังอุ่นอยู่เปิดพรหมจรรย์ของนางก่อน.....”
ลมหนาวพัดกระโชกแรง ไม่รู้ว่าควันสีดำจากที่ใดค่อย ๆ ลอยมาในอากาศ จากนั้นก็ห่อหุ้มร่างกายของหญิงสาวเอาไว้แน่น สุดท้ายก็ไหลรวมเข้าสู่ร่างของนาง
หลังจากนั้นไม่นาน ดวงตาที่ว่างเปล่าของหญิงสาวก็กลอกไปมาเล็กน้อย
ชายผู้ที่นั่งทับตัวของนางอยู่ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวใด ๆ ก็ถูกนางบีบคอเอาไว้แน่น เขายังไม่ทันจะได้ร้องออกมา กระดูกคอก็ถูกบีบจนหักไปก่อนเสียแล้ว!
“นี่มันอันใดกัน? !”
ชายอีกคนเเมื่อเห็นสหายของตนเองถูกบีบคอตายเช่นนี้ สีหน้าก็ซีดเผือดขึ้นมาพลางเตรียมจะหันหลังเพื่อหนีไป นังสารเลวนี้ก็แค่คนไร้ความสามารถคนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่หรือ? แล้วนางไปเอาเรี่ยวแรงในการฆ่าคนมาจากที่ใดกัน?!
แต่หญิงสาวกลับไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาเลย นางเตะศพที่อยู่บนตัวออก จากนั้นก็รีบหยิบก้อนหินที่ข้างเท้าขึ้นมาก้อนหนึ่งและขว้างไปที่ท้ายทอยของชายคนนั้นอย่างแรง
ก้อนหินโดนชายคนนั้นเข้าอย่างจัง ทำให้เขาล้มลงในทันที ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ลุกขึ้นมา หญิงสาวก็พุ่งเข้าไปใช้ก้อนหินที่แหลมคมทุบเข้าไปที่ศีรษะของเขาอย่างสุดกำลัง!
เลือดร้อน ๆ ที่กระเซ็นออกมาเลอะตัวของหญิงสาวเต็มไปหมด
จนกระทั่งศีรษะของชายผู้นั้นถูกทุบจนเละเป็นโจ๊กไปหมดและสิ้นลมหายใจแล้ว เย่วเฉิงเฟิงถึงได้หยุดทุบ สายตาของนางกวาดมองไปรอบ ๆ อย่างว่างเปล่า
ที่นี่…… คือที่ไหนกัน?
ความทรงจำนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้เป็นของนางผุดขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว กระตุ้นจนเย่วเฉิงเฟิงอดไม่ได้ที่จะเอามือขึ้นมากุมหน้าผากเอาไว้
นางเป็นทหารรับจ้างอันดับหนึ่งในศตวรรษที่ยี่สิบหก ขณะที่กำลังปฏิบัติภารกิจ นางประสบอุบัติเหตุถูกระเบิดแรงสูงจนเสียชีวิต แล้ววิญญาณของนางก็ได้กลับชาติมาเกิดใหม่เป็นหญิงสาวที่มีชื่อเดียวกันในโลกใบนี้โดยไม่คาดคิด
เดิมทีเจ้าของร่างเดิมคือคุณหนูห้าของตระกูลเย่วซึ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในแคว้นชิงซวน ณ โลกมนุษย์ ถึงแม้ว่านางจะเป็นลูกเลี้ยง แต่นางก็ยังต้องเข้านับการทดสอบมนต์ดำเมื่ออายุสิบขวบเช่นเดียวกับลูกหลานคนอื่น ๆ ของตระกูลเย่ว เนื่องจากนางไม่สามารถรวมพลังมนต์ดำได้ นางจึงถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ที่ไร้ความสามารถที่สุดในโลก
วันนี้เจ้าของร่างเดิมถูกเย่วเทียนเจียวผู้เป็นคุณหนูใหญ่ของเรือนตระกูลเย่วนำตัวมาโยนทิ้งไว้ที่เขาหัวโล้น แล้วก็เรียกชายสองคนนี้มาปู้ยี่ปู้ยำนาง หญิงสาวจึงกัดลิ้นฆ่าตัวตายไปด้วยความแค้น
ส่วนนางก็ได้เข้ามาสิงในร่างของเจ้าของร่างเดิม ทำให้ได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง
หลังจากที่เย่วเฉิงเฟิงย่อยความทรงจำในหัวเสร็จ นางก็เลียริมฝีปากที่แตกไปหมดก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเย็นชาว่า “เฉิงเฟิงนะเฉิงเฟิง เจ้ามีชื่อที่สูงส่ง แต่เจ้ากลับมีจุดจบเช่นนี้……”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะแก้แค้นให้เจ้าเอง ข้าจะทำให้คนพวกนั้นที่เคยทำร้ายเจ้าต้องประสบชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่าก่อนที่เจ้าจะตายให้จงได้!”
สายลมเย็น ๆ พัดโชยมา ทันใดนั้นเย่วเฉิงเฟิงก็จามออกมาครั้งหนึ่ง เวลานี้นางถึงตระหนักได้ว่าเสื้อผ้าที่ตัวของนางขาดวิ่นไปหมด นางจึงสบถคำด่าออกมา
แล้วในขณะเดียวกัน นางก็ค้นพบว่ารอบตัวของนางมีควันสีดำลอยอยู่ ราวกับมันจะกลืนกินนางเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
สิ่งเหล่านี้คือ…...
เย่วเฉิงเฟิงสัมผัสมันอย่างระมัดระวัง แล้วก็อึ้งไป
ควันสีดำเหล่านี้ แท้จริงแล้วคือพลังงานหยิน!
มิน่าล่ะถึงได้มีพลังงานหยินรายล้อมอยู่รอบตัวมากขนาดนี้...... ที่แท้ก็เพราะว่าร่าง ๆ นี้ คือพลังหยินขั้นสูงในตำนานนี่เอง!
เย่วเฉิงเฟิงบิดข้อมือไปมา นางพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างขึ้นมาได้บ้างแล้ว บางทีพลังหยินขั้นสูงนี้อาจจะช่วยเปิดทางการฝึกฝนให้กับนางได้ก็เป็นได้
ในวินาทีถัดมา เย่วเฉิงเฟิงก็รู้สึกได้ถึงพลังอัญเชิญบางอย่างจากด้านหน้า
มีอะไรบางอย่างกำลังเรียกนางอยู่งั้นหรือ?
เย่วเฉิงเฟิงขมวดคิ้ว แล้วก็เดินเหยียบกระดูกที่อยู่เกลื่อนพื้นไปยังถ้ำ ๆ หนึ่ง ข้างหน้า
หลังจากเข้าไปในถ้ำแล้ว เย่วเฉิงเฟิงก็เห็นคนสวมชุดสีขาวกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนหินก้อนหนึ่ง เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม คิ้วคม จมูกโด่ง ใต้หางตาขวามีไฝเล็ก ๆ อยู่เม็ดหนึ่ง ริมฝีปากที่เป็นทรงงดงามกำลังเม้มเบา ๆ สีผิวดูซีดเซียวจากการป่วยอย่างเห็นได้ชัดเจน
เขาสวมชุดคลุมผ้าแพรสีขาวสะอาดตา นั่งเงียบ ๆ อยู่ท่ามกลางสถานที่ทิ้งศพที่มีกลิ่นเลือดคละคลุ้งไปหมด ซึ่งเป็นอะไรที่ดูขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง
เขาเหมือนทวยเทพที่ถูกเนรเทศลงมายังนรกอย่างไรอย่างนั้น
เย่วเฉิงเฟิงมองดูชุดคลุมที่เขาสวมอยู่ ทันใดนั้นแววตาของนางก็เป็นประกายขึ้นมา เวลานี้เสื้อผ้าของนางอยู่ในสภาพที่ขาดรุ่งริ่งและกำลังต้องการชุดใหม่อยู่พอดีเลย......
ทันใดนั้นนางก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เอื้อมมือไปถอดเสื้อของเขาออกโดยพลัน——
“แกร๊ง……”
กระดิ่งอันหนึ่งหลุดออกมาจากเสื้อของเขา
เย่วเฉิงเฟิงก้มหน้าลงไปมอง ทันใดนั้นแววตาของนางก็เต็มไปด้วยความแปลกใจ
นางหยิบกระดิ่งขึ้นมาดูอย่างละเอียด ตัวกระดิ่งเป็นสีแดงเข้ม ด้านบนมีควันสีดำล้อมรอบสีแดงเอาไว้อยู่ ด้านหน้าของกระดิ่งยังแกะสลักเป็นรูปหัวกะโหลกสีทองเอาไว้อีกด้วย
เย่เฉิงเฟิงรู้สึกได้ทันทีว่ากระดิ่งนี้จะต้องไม่ใช่ของธรรมดาอย่างแน่นอน นางจึงไม่อยากที่จะหาเรื่องใส่ตัว
ในขณะเดียวกัน จู่ ๆ กระดิ่งก็เริ่มสั่นไหวไปมาอย่างควบคุมไม่อยู่ ทันใดนั้นแสงสีแดงเลือดก็ปรากฏขึ้นมาบนกระดิ่ง!
เย่วเฉิงเฟิงรู้สึกชากระดูกสันหลังและเจ็บจี๊ด ๆ ที่ปลายนิ้ว ราวกับมีใบมีดงอกออกมาจากกระดิ่งและบาดเข้าที่นิ้วของนางอย่างไรอย่างนั้น ทันใดนั้นเลือดหลายหยดก็กระเด็นออกไปจนเปื้อนที่กระดิ่ง
เส้นไหมสีแดงเส้นหนึ่งปรากฏออกมาทะลุกระดิ่ง แล้วก็เชื่อมเย่วเฉิงเฟิงและบุรุษผู้นั้นเข้าด้วยกัน!
เย่เฉิงเฟิงตกใจกลัวมากจนจิตใต้สำนึกอยากจะโยนกระดิ่งทิ้งไป แต่บุรุษที่นั่งหลังตรงอยู่บนหินจู่ ๆ กลับลืมตาขึ้นมา!
ก่อนที่เย่วเฉิงเฟิงจะทันได้ตั้งตัว บุรุษผู้นั้นก็ยื่นนิ้วที่เรียวยาวทั้งห้านิ้วออกมาและบีบคอของนางเอาไว้อย่างแรง จากนั้นก็กดนางไว้กับพื้น “เจ้าเป็นใคร? !”
เย่วเฉิงเฟิงถูกบีบคอไว้แน่นจนแทบจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่นางเห็นก็คือ ดวงตาสีแดงฉานที่แสดงเจตนาฆ่าอันแข็งกร้าวออกมาของบุรุษผู้นั้น!
นางพยายามออกแรงดิ้นให้หลุดพ้นจากเงื้อมมือของเขา แต่ความแข็งแกร่งระหว่างบุรุษและสตรีนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง หลังจากดิ้นอยู่นาน นางก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นออกมาจากมือของเขาได้อยู่ดี
กว่าจะกลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างผู้อื่นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แล้วเย่วเฉิงเฟิงกลับต้องมาถูกบุรุษผู้นี้บีบคอตายที่นี่อย่างนั้นน่ะหรือ?!
เย่วเฉิงเฟิงโกรธแค้นมาก พอนางนึกขึ้นมาได้ว่าร่างนี้เป็นพลังหยินขั้นสูง นางจึงดึงพลังหยินรอบตัวมาโจมตีเขาโดยสัญชาตญาณทันที
และแล้วในเวลานั้นสีหน้าของบุรุษผู้นั้นก็เปลี่ยนไป เขาปล่อยเย่วเฉิงเฟิงออกอย่างทันทีทันใด จากนั้นก็เบือนหน้าหนีและไอออกมารัว ๆ “เอื้อ..... แค่ก แค่ก.....!”
เย่วเฉิงเฟิงรีบลุกขึ้น และถอยหลังในทันที นางสังเกตการเคลื่อนไหวของบุรุษผู้นั้นด้วยความระแวดระวัง
นางมีสายตาที่เฉียบคม ทำให้เห็นเลือดที่ไหลซึมออกมาจากร่องนิ้วที่เขากำลังปิดปากเอาไว้ได้ในทันที เกรงว่าเขาน่าจะได้รับบาดเจ็บเข้าแล้ว
เย่วเฉิงเฟิงยกมือขึ้น ด้ายสีแดงที่เชื่อมทั้งสองเข้าด้วยกันไว้ก็แกว่งไกวเบา ๆ ตามการเคลื่อนไหวของนางไปด้วย
ในที่สุดเฝิงอี้ก็หยุดไอ เขาเงยหน้าขึ้นมองดูด้ายแดงตรงหน้า แล้วดวงตาสีแดงฉานของเขาก็แสดงความแปลกใจออกมา “ด้ายผูกชะตางั้นหรือ? !”
เย่วเฉิงเฟิงถึงกับชะงักไป ด้ายผูกชะตาอันใดกัน?
สีหน้าของบุรุษผู้นั้นดูมืดมนไปหมด แววตาเขาแสดงเจตนาฆ่าออกมา เขาลุกขึ้นยืนโดยไม่ลังเลและพยายามที่จะแย่งกระดิ่งกลับคืนไป
เย่วเฉิงเฟิงรู้แค่ว่าแขนเสื้อสีขาวตรงหน้าปลิวไสว แล้วจู่ ๆ ข้อมือของนางก็ถูกนิ้วที่แข็งแกร่งดุจเหล็กของเขาจับเอาไว้แน่น
วินาทีที่ผิวของพวกเขาสัมผัสกัน ความรู้สึกแสบร้อนก็แล่นขึ้นมาตามกระดูกสันหลังจากจุดที่พวกเขาสัมผัสกัน อุณหภูมิร่างกายของเขาร้อนระอุกว่าที่จินตนาการเอาไว้เสียอีก ราวกับว่าสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนังของเขาไม่ใช่เลือด แต่เป็นลาวาอย่างไรอย่างนั้น
“ปล่อย!” เย่วเฉิงเฟิงเอนไปด้านหลังทันที นางใช้แรงตรงเอวในการหมุนตัว ทำให้เส้นผมปัดผ่านมุมปากที่เปื้อนเลือดของเฝิงอี้ไป
เฝิงอี้ยิ้มเยาะเย้ยออกมา ดวงตาที่แดงฉานของเขาแดงมากยิ่งขึ้นในชั่วพริบตา จากนั้นเขาก็ดึงนางเข้าไปในอ้อมแขน
เข่าของเย่วเฉิงเฟิงกระแทกเข้าที่ท้องของเขาอย่างแรง แต่เขากลับเอียงตัวหลบได้ทัน ตอนที่ผ้าเสียดสีผ่านกัน เสียงกระดิ่งก็ดังกรุ๊งกริ๊งขึ้นมา
“ฝีมือแค่นี้ยังคิดจะสู้อีกหรือ?”
ตอนที่บุรุษผู้นั้นโน้มตัวลงมา ลมหายใจของเขาพ่นอยู่ตรงหูของนาง ภายใต้กลิ่นเลือดที่โชยมาเตะจมูกมีกลิ่นกล้วยไม้จาง ๆ จากตัวของเขาผสมมาด้วย
แม้ว่าเย่วเฉิงเฟิงจะพยายามดิ้นและหลบเลี่ยงอย่างสุดชีวิตแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากด้ายผูกชะตาทำให้มีความรู้สึก ‘เจ็บปวดร่วมกัน’ สุดท้ายแล้วกระดิ่งก็ยังถูกเฝิงอี้แย่งไปได้อยู่ดี
เฝิงอี้หันหลังไปและมองดูตราประทับสีแดงสดที่อยู่บนกระดิ่ง จากนั้นก็ขมวดคิ้วพลางพูดว่า “เหตุใดเลือดของเจ้าถึงได้มาอยู่บนกระดิ่งเรียกวิญญาณของข้าได้ เจ้าทำอันใดกันแน่? !”
เย่วเฉิงเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้ายังมิได้ทำอันใดเจ้าสักหน่อย กระดิ่งเรียกวิญญาณมันหลุดมาจากเสื้อของเจ้า แล้วจู่ ๆ มันก็ทิ่มนิ้วข้า จากนั้นด้ายผูกชะตาอันใดนั่นก็โผล่ออกมา”
เฝิงอี้ “……”
สีหน้าของเฟิงยี่ดูแปลกไปทันที “กระดิ่งเรียกวิญญาณทิ่มนิ้วของเจ้างั้นหรือ?”
สีหน้าของเย่วเฉิงเฟิงดูไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง “ก็ใช่น่ะสิ คงจะมิใช่พันธสัญญาเลือดอันใดนั่นหรอกกระมัง?”
เฝิงอี้เงียบไปหลายวินาที ราวกับเขาเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาเบา ๆ ว่า “ในกระดิ่งเรียกวิญญาณก็มีเลือดของข้าอยู่เช่นกัน ด้ายผูกชะตานี้ อาจจะเกิดจากเลือดของเจ้าและข้าที่หลอมรวมกันขึ้นมา”
เย่วเฉิงเฟิงเริ่มเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าด้ายผูกชะตานี้ขึ้นมาบ้างแล้ว นางขมวดคิ้วพลางมองไปที่เฝิงอี้ก่อนจะพูดขึ้นว่า “การที่ระหว่างเรามีด้ายผูกชะตาเชื่อมกันไว้เช่นนี้ จะมีผลอันใดตามมาหรือ?”
ตอนที่เฝิงอี้เหลือบมองหญิงสาวและกำลังจะอธิบาย ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขาจึงแข็งค้างไปทันที
“มีอันใดหรือ?” เย่วเฉิงเฟิงมองเขา
สีหน้าของเขาดูบึ้งตึงอย่างยิ่ง เขาโบกนิ้วไปมา ทันใดนั้นก็มีกระแสลมพุ่งออกมาจากปลายนิ้วของเขา แล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว “พลังยุทธ์ของข้า......” เหตุใดถึงได้ตกจากขั้นไร้อัตตาไปสู่ขั้นตั้งต้นแล้วล่ะ? !”
เมื่อเย่วเฉิงเฟิงได้ยินเช่นนี้ก็ชะงักไปชั่วขณะ
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมทำให้นางได้รู้ว่า ระดับการฝึกฝนในโลกต่างมิติแห่งนี้แบ่งออกเป็นเจ็ดขั้นใหญ่
จากที่บุรุษผู้นี้พูดมา พลังยุทธ์ของเขาอยู่ที่ขั้นไร้อัตตาที่สูงที่สุดแล้ว หมายความเขาจะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งที่ในโลกที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้เป็นแน่
แต่แล้วจู่ ๆ เขากลับร่วงลงมาระดับต่ำสุดอย่างขั้นตั้งต้นเสียอย่างนั้น นี่มัน......
เฝิงอี้จ้องเย่วเฉิงเฟิงอย่างเฉยชาอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็ยื่นมือออกมาและใช้ฝ่ามือกดหน้าผากของนางไว้อย่างกะทันหัน “อย่าขยับ”
หลังจากตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เม้มริมฝีปาก แล้วก็พูดขึ้นว่า “ระดับพลังยุทธ์เจ้า อยู่ในขั้นต้นพอดี.........
สีหน้าของเฝิงอี้เริ่มมืดมนลงแล้ว แม้เขาจะไม่อยากยอมรับมันเอาเสียเลย แต่ด้ายผูกชะตาไม่เพียงแต่เชื่อมชะตาชีวิตของเขากับหญิงสาวผู้นี้เข้าไว้ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังถูกนางข่มเอาไว้อีกด้วย แม้แต่พลังยุทธ์ก็ตกไปอยู่ระดับที่ต่ำที่สุดตามนาง......
ตราบใดที่ด้ายผูกชะตายังไม่ได้รับการแก้ พลังยุทธ์ของเขาก็จะไม่สามารถฟื้นคืนได้!
สายตาของเฝิงอี้ดูเคร่งขรึมเย็นเยือกไปหมด “เจ้าต้องออกจากที่นี่ไปพร้อมกับข้า แล้วก็ไปหาวิธีกำจัดด้ายผูกชะตาเสีย”
เย่วเฉิงเฟิงเลิกคิ้วขึ้น และปฏิเสธโดยไม่ลังเลเลยว่า “ไปกับเจ้างั้นหรือ คงมิได้หรอก”
“เจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ!”
เขาหรี่ตาที่คมคายและเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ความรู้สึกกดดันจากผู้ที่เหนือกว่าแผ่ออกมากจากตัวของเขา สายตาที่คมดุจมีดของเขาจ้องมองไปที่เย่วเฉิงเฟิง เหมือนอยากจะห่ำหั่นนางออกเป็นชิ้น ๆ เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป
แววตาของเย่วเฉิงเฟิงก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้นมาแล้ว นางแอบเรียกพลังหยินสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศมาอย่างเงียบ ๆ ทันใดนั้นมุมปากของนางก็โค้งขึ้นอย่างเย็นชา “ข้ามิกลัวเจ้าหรอก!”
ทันใดนั้น พลังที่ทั้งคู่ปล่อยออกมาก็สูสีกันมาก!
รูม่านตาที่แดงฉานของเฝิงอี้หดลงเล็กน้อย พวกนี้มัน..... พลังหยินนี่!
หญิงสาวผู้นี้สามารถควบคุมพลังหยินได้ด้วยหรือ!
เฝิงอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วดวงตาสีแดงฉานของเขาก็หรี่ลงเล็กน้อย จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาอย่างโหดเหี้ยมว่า “ด้ายผูกชะตา มีความหมายตามชื่อของมัน ซึ่งก็คือการร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน ข้ากับเจ้ามีชะตาชีวิตร่วมกัน หากข้าปล่อยให้เจ้าออกไปเพียงลำพัง พวกเราคงได้ตายกันหมดเป็นแน่!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เย่วเฉิงเฟิงก็ค่อย ๆ เก็บพลังหยินไป
เฝิงอี้มองนางแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “พวกเราจะเป็นศัตรูกันมิได้ เอาไว้หาทางแก้ไขปัญหานี้ได้แล้วก็ยังไม่สายเกินไปที่จะแยกทางกันหรอก”
เด็กสาวผู้นี้ยังกุมความลับเอาไว้อีกเยอะ
อีกอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะด้ายผูกชะตาที่ทำการเชื่อมพวกเขาเอาไว้ด้วยกันหรือไม่ พลังปีศาจในร่างกายของเขาถึงได้ไม่ปั่นป่วนเหมือนตอนเริ่มแรกแล้ว.....
ซึ่งก็หมายความว่านางยังมีประโยชน์อยู่
ตอนนี้พลังยุทธ์ของเขาลดลงไปถึงระดับต่ำสุดแล้ว การสู้กันเองมีแต่จะทำให้ต้องสูญเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ตอนนี้คงต้องกล้ำกลืนความอัปยศเพื่อภารกิจที่ยิ่งใหญ่เอาไว้ก่อน หากแก้ด้ายผูกชะตาได้แล้วค่อยให้นางชดใช้ความเสียหายให้อีกที!
เฝิงอี้ครุ่นคิดพลางหลับตาลง
ตอนที่เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สีแดงฉานในลูกตาของเขาได้เลือนหายไปอย่างน่าประหลาด แล้วก็กลับกลายมาเป็นสีดำเข้มเฉกเช่นตอนปกติแล้ว
เย่วเฉิงเฟิงจ้องมองชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าอยู่นาน ความทรงจำในสมองบอกนางว่า ในโลกต่างมิติแห่งนี้มีเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่มากมาย
สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในเผ่ามนุษย์ก็คือคนผมสีดำและดวงตาสีดำ
ส่วนบุรุษผู้นี้ที่ดวงตาเปลี่ยนสีได้ มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะไม่ใช่เผ่ามนุษย์โดยสมบูรณ์.....
เมื่อสังเกตเห็นว่ารังสีที่แสดงถึงเจตนาฆ่าบนตัวของเขาหายไปแล้ว เย่วเฉิงเฟิงก็รับรู้ได้ทันทีว่าตอนนี้เขาได้ละทิ้งความเป็นศัตรูต่อนางไปแล้ว นางจึงถามขึ้นมาว่า “ข้าชื่อเย่วเฉิงเฟิง เจ้าชื่ออะไรหรือ?”
เขาเหลือบมองเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นบนตัวนางจากหางตา แล้วก็เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีและพูดออกมาอย่างเฉยชาเบา ๆ ว่า “เฝิงอี้”
หลังจากพูดจบ เขาก็หยิบชุดคลุมสะอาดออกมาจากแหวนเก็บของที่นิ้วและโยนให้นางไป
เย่วเฉิงเฟิงตกใจไป จากนั้นก็รีบหยิบชุดคลุมที่เขาโยนมาคลุมตัวเอาไว้ นับว่าเขายังมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่มาก......
“ข้ายังมีสิ่งที่ต้องทำอีก” เฝิงอี้ลุกขึ้นยืน แล้วก็ยื่นกระดิ่งเรียกวิญญาณให้นางพร้อมกับพูดว่า “เจ้าเก็บรักษากระดิ่งเรียกวิญญาณเอาไว้ก่อน ห้ามให้ผู้ใดรู้เด็ดขาดว่ามีมันอยู่”
“ไว้ข้าจะมาหาเจ้าใหม่”
เมื่อพูดจบ เฝิงอี้ก็หายตัวไปจากตรงนั้นทันที
หลังจากที่เย่วเฉิงเฟิงเอาเสื้อเขาห่อตัวไว้เรียบร้อยแล้ว นางก็ยืดเส้นยืดสายพลางมองไปยังสถานที่ที่เฝิงอี้เพิ่งจะหายตัวไปครั้งสุดท้ายและหัวเราะเยาะออกมา
นางเองก็ต้องกลับไปที่เรือนตระกูลเย่วเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีคนในเรือนตระกูลเย่วเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ปฏิบัติต่อนางในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง แต่คนที่เจ้าของร่างเดิมไม่อาจปล่อยไปได้ก็คือหมิงหยูผู้เป็นแม่เลี้ยงของนาง
นอกจากนี้ เรื่องที่เย่วเทียนเจียวหรือคุณหนูใหญ่เย่วทำร้ายเจ้าของร่างเดิมไว้ นางจะไม่ชำระแค้นนี้ได้อย่างไร?
เย่วเฉิงเฟิงหัวเราะเยาะออกมาแบบไม่มีเสียง กระดิ่งเรียกวิญญาณในมือจึงส่ายไปมาเบา ๆ จนมีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังกังวานขึ้นมา ทำให้เหล่าภูตผีที่ซ่อนตัวอยู่ทุกซอกทุกมุมของเขาหัวโล้นลอยละล่องตามเสียงกระดิ่งมา
“เหล่าเพื่อนรักของข้า จงตามข้ากลับไปที่เรือนตระกูลเย่วเสีย แล้วก็ทำให้เรือนตระกูลเย่วชุลมุนวุ่นวายให้หมดไปเลย!”
เมื่อได้รับคำสั่งจากเย่วเฉิงเฟิงแล้ว ภูตผีจำนวนนับไม่ถ้วนก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที
ทันใดนั้นก็เหมือนมีลมพายุแห่งความชั่วร้ายอันมืดมิดถาโถมเข้ามา ภูตผีและวิญญาณที่เคียดแค้นจำนวนนับไม่ถ้วนต่างก็พากันพุ่งตัวออกไปจนแทบอดใจรอไม่ไหว กระจัดกระจายกันออกไปนอกเขาหัวโล้นอย่างรวดเร็ว!
ซึ่งในขณะนี้เอง
เฝิงอี้ที่ปากบอกว่ามีธุระต้องไปทำ ก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาจากมุมหนึ่งอย่างช้า ๆ เขาจ้องมองแผ่นหลังของเย่วเฉิงเฟิงอยู่นาน ก่อนจะขยับริมฝีปากบาง ๆ พูดออกมาว่า “หลิวหยิ่ง”
ทันใดนั้น เงาดำเงาหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ เฝิงอี้ แล้วก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงพลางพูดด้วยความเคารพว่า “ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ!”
“จงไปสืบเรื่องตระกูลเย่วแห่งแคว้นชิงซวนมาเสีย โดยเฉพาะเด็กสาวที่ชื่อเย่วเฉิงเฟิงผู้นั้น” เฝิงอี้พูดอย่างเย็นชา
หลิวหยิ่งตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นก็กำหมัดแน่นพลางพูดว่า “ข้าน้อยขอน้อมรับคำสั่งขอรับ!”
จู่ ๆ นายท่านก็บอกให้ไปสืบเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่ง..... ช่างน่าแปลกเสียจริง
หลิวหยิ่งไม่ได้คิดอะไรมากนัก คำสั่งของเจ้านายเขาย่อมต้องเชื่อฟังอยู่แล้ว เขาจึงหายตัวออกไปในทันที
.......
เนื่องจากความทรงจำเก่า เย่วเฉิงเฟิงจึงกลับไปที่เรือนตระกูลเย่วได้ถูก
เมื่อมองไปที่เรือนอันดูหรูหราแบบคนชนชั้นสูงทุกมุมของเรือนตรงหน้า เย่วเฉิงเฟิงก็ยกมุมปากขึ้นเป็นทรงโค้งอันน่าสะพรึงกลัว
นางไม่ได้เลือกที่จะเข้าทางประตูเรือน แต่เลือกที่จะเดินอ้อมไปที่กำแพงของเรือนด้านหลัง ที่นั่นมีเรือนเล็กที่รกร้างอยู่แห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ที่หมิงหยูอาศัยอยู่กับเจ้าของร่างเดิม
ทันทีที่เข้าไปใกล้กำแพง เย่วเฉิงเฟิงก็ได้ยินเสียงสตรีร้องไห้ด้วยความขมขื่นดังออกมา นอกจากนี้ยังมีเสียงพูดอย่างประชดประชันและเสียงหัวเราะเยาะเย้ยอีกด้วย
“ฮือ ๆ…... พวกเจ้าคืนเฟิงเอ๋อให้ข้าเถิด!” เฟิงเอ๋อของข้า.....”
“เฟิงเอ๋อของเจ้าถูกพวกเราจับไปโยนเลี้ยงผีเร่ร่อนที่เขาหัวโล้นตั้งนานแล้ว! อยากเจอนางหรือไม่เล่า? เช่นนั้นเจ้าก็รีบเอาหัวโขกกำแพงให้ตาย ๆ ไปเสียสิ! ถ้าตายแล้วจะได้ไปเจอนางได้เยี่ยงไรเล่า!”
“ป้าสาม อย่าโทษที่พวกเราต้องใจร้ายเลยนะ นี่เป็นคำสั่งของท่านพ่อ ท่านพ่อบอกว่าพอเห็นนังไร้ประโยชน์นั่นแล้วรำคาญใจ ก็เลยต้องหาที่ฝังนางไปเสียเยี่ยงไรเล่า!”
“เย่วเฉิงเฟิงตายไปแล้ว ต่อไปก็ถึงคราวของเจ้าแล้ว! สตรีที่มิสามารถมีลูกได้ การอยู่ในเรือนตระกูลเย่วต่อไปก็เป็นได้แค่ภาระเสียเปล่า ๆ!”
คำพูดที่โหดร้ายนี้เหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหูทั้งสองข้างของเย่วเฉิงเฟิงไม่มีผิด
นางขมวดคิ้วพลางปีนขึ้นกำแพงไปอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็มองลงไปที่หนุ่มสาววัยละอ่อนด้านล่างกำแพง
หมิงหยูกำลังคุกเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนพื้น ส่วนเย่วเทียนเจียวผู้เป็นคุณหนูใหญ่กำลังพิงเสาต้นหนึ่งอยู่ เอามือกอดอก แววตาดูร้ายกาจยิ่งนัก
ส่วนเย่วหรูม่อผู้เป็นคุณชายรองพอเห็นว่าหมิงหยูที่ร้องไห้จนน้ำตาแทบจะนองหน้าอยู่แล้ว เขาก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาและกำลังจะยกเท้าเตะหมิงหยูออกไป
ซึ่งวินาทีที่เขายกเท้าขึ้นมา จู่ ๆ เขาก็สังเกตเห็นสิ่งใดบางอย่างจนอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้น แล้วก็เห็นเย่วเฉิงเฟิงที่กำลังนอนมองอยู่บนกำแพง
สายตาของทั้งคู่สบกัน
สีหน้าของเย่วหรูม่อเปลี่ยนไปราวกับเห็นปีศาจไม่มีผิด จากนั้นเขาก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดังด้วยความตื่นตกใจว่า “ผี! ผีอยู่ตรงนั้น......”