บทนำ
หญิงชราที่ดวงตามืดบอดทั้งสองข้างนั่งอยู่บนรถเข็นเพื่อรอบุตรชายคนเดียวกลับมา วันนี้นางคิดว่าจะต้องพูดเรื่องสำคัญกับบุตรชายให้ได้ หลังจากที่ผิดหวังมาหลายรอบ
นางมานั่งคิดๆ ดูแล้ว ตายไปจะมีหน้าไปบอกสามีได้อย่างไรกันว่าลูกชายคนเดียวยังไม่แต่งงานมีครอบครัว และมีทายาทสืบสกุล เพราะมัวแต่ทุกข์ใจ จมอยู่กับตัวเอง และอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น ทั้งขาพิการ ทั้งดวงตามืดบอด จึงไม่ได้สมาคมกับญาติสนิทมิตรสหายหรือใครๆ เลย ถึงเวลาแล้วกระมังที่จะต้องทำอะไรให้มีประโยชน์มากกว่านั่งนอนรอคอยความตายอยู่เช่นนี้
จรรยา ไตรจักรภพ หญิงวัยหกสิบเศษที่มีเค้าโครงหน้าของความสวยตามวัย ใครได้เห็นก็รู้ในทันทีว่าเมื่ออดีตนั้นงดงามเพียงใด ดวงตามืดบอดและขาพิการเดินไม่ได้ของท่านเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ท่านไม่อยากเข้ารับการผ่าตัดหรือรักษาอะไรทั้งนั้น เพราะหวาดกลัวว่าหากผ่าตัดแล้วอาจจะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป
ท่านไม่ได้รักตัวกลัวตาย ทั้งๆ ที่อยากตายตามสามีไปเมื่อหลายปีก่อน แต่เพราะยังมีห่วงเรื่องลูกชายคนเดียว แม้เขาจะอายุย่างเข้าสามสิบหกปีเข้าไปแล้ว แต่ในสายตาของท่าน เขาก็ยังเป็นเด็กอยู่เสมอ
“คุณแม่ยังไม่นอนอีกเหรอครับ” เสียงทุ้มอ่อนโยนของบุตรชายทำให้คุณจรรยาอมยิ้ม มือของท่านถูกกุมเอาไว้ด้วยอุ้งมือใหญ่ของลูกชายคนเดียว
“แม่รอใหญ่อยู่น่ะลูก” น้ำเสียงของท่านอ่อนโยนและรักใคร่
นำทัพ ไตรจักรภพ ชายหนุ่มวัยสามสิบหกปี เขาสืบทอดกิจการทุกอย่างในเครือไตรจักรภพ ทั้งโรงแรมและรีสอร์ท ฟาร์มมุกและกิจการอื่นๆ อีกมากมาย
นำทัพเป็นหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงสง่า เป็นผู้นำ ทั้งยังหล่อเหลา มีสาวน้อยสาวใหญ่มาติดพันมากมาย แต่เขาก็ยังครองความโสดอยู่มาได้จนถึงอายุสามสิบหกปี
ครอบครัวไตรจักรภพนั้นถือว่าร่ำรวยเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในจังหวัด เพราะความดีของนายหัวนิรุต บิดาของนำทัพซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ท่านเป็นคนใจดีมีเมตตา และชอบช่วยเหลือคนอื่น นั่นทำให้เขาเป็นที่รักของคนทั้งหลาย
“คุณแม่มีอะไรเหรอครับ” นำทัพเอ่ยถาม คิดว่ามารดานั่งรอเขาอยู่แบบนี้คงมีเรื่องสำคัญเป็นแน่ เพราะปกติท่านจะเก็บตัว ไม่ค่อยออกมาพบเจอใคร
“แม่มีเรื่องสำคัญจะคุยกับใหญ่”
“เรื่องอะไรครับ”
“ใหญ่ก็อายุอานามไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะลูก” ท่านเกริ่นนำ...นำทัพรู้ได้ในทันทีว่าท่านจะพูดเรื่องอะไร เพราะเขาบ่ายเบี่ยงเรื่องนี้มาตลอด อาจเพราะยังไม่อยากมีครอบครัว ที่สำคัญคือยังไม่มีผู้หญิงคนไหนที่ทำให้เขารักได้สักคนเดียว การจะพาใครมาแอบอ้างว่าเป็นแฟน คนรักหรือเป็นเมีย เขาก็ไม่อยากทำเพราะกลัวปัญหาตามมาทีหลัง อีกทั้งกลัวมารดาจะจับได้
อีกเหตุผล เขาไม่อยากโกหกบุพการีที่เขาเคารพรัก...
“ผมรู้ว่าคุณแม่จะพูดเรื่องอะไร”
“ใหญ่ควรมีครอบครัวได้แล้ว มีลูกมีเต้าสืบสกุล”
“ผมยังไม่เจอใครที่รักเลยครับคุณแม่”
“ลูกมีคู่หมั้นอยู่แล้ว จำไม่ได้หรือไง” ท่านท้วงติง
“เราหมั้นกันนานแล้วนะครับ คุณพ่อก็พาพวกเราย้ายมาอยู่ภูเก็ตตั้งหลายสิบปี ทางโน้นก็ไม่ได้ติดต่อกับเรานานแล้ว ผมว่าพวกเค้าก็คงลืมไปแล้วล่ะครับ”
“เพราะพ่อของลูกไม่อยู่ เลยไม่ได้ติดต่อกับทางโน้น ทางโน้นก็เถอะ ลุงอรุณเสียก็ไม่ได้ติดต่อกับทางเรา”
นิรุตกับอรุณเป็นเพื่อนรักกัน ตกลงหมั้นหมายลูกๆ กันเอาไว้ ก่อนที่นิรุตจะย้ายมาอยู่ภูเก็ต เพราะภาระงานที่ยุ่งเหยิงและปัญหารอบด้านในช่วงนั้น พอทุกอย่างคลี่คลายก็เกิดประสบเคราะห์กรรมเสียชีวิต เลยเหลือแค่ภรรยาคือจรรยาซึ่งเป็นภรรยาของนิรุตกับนพมาศซึ่งเป็นภรรยาของอรุณ ซึ่งไม่ได้ติดต่อกันเลย เพราะคนที่สนิทกันจริงๆ คือสามีของพวกท่าน
“พวกเขาก็คงลืมเราไปแล้วล่ะครับ”
“แต่สัญญาหมั้นหมายยังอยู่นะลูก” จรรยารู้สึกว่าเหมือนมีอะไรติดค้างอยู่ในใจ
“แค่สัญญานี่ครับ ผมเองก็ไม่ได้รู้จักมักจี่สนิทสนมกับคู่หมั้นตัวเอง จะให้ไปแต่งงานกัน ผมคงทำไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวนี้มันหมดยุคคลุมถุงชนแล้วนะครับคุณแม่ แล้วที่บอกว่าจู่ๆ เดี๋ยวรักกันไปเอง อาจจะใช้ไม่ได้ผลก็ได้ หรือบางทีคู่หมั้นของผมอาจจะมีลูกมีสามีไปแล้วก็ได้ครับ เรากับเขาไม่ได้ติดต่อกันนานขนาดนี้”
ช่วงนั้นนิรุตประสบปัญหาเรื่องงาน อรุณเองก็กำลังบุกเบิกบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ต่างคนก็ต่างยุ่ง อยู่ห่างกันอีก เลยไม่ได้ติดต่อกันเลย จะมาติดต่อกันอีกทีก็เสียชีวิตกันไปแล้ว จรรยาเองก็ประสบอุบัติเหตุ ท่านเลยเก็บตัวไม่ค่อยสุงสิงกับโลกภายนอก พอมารู้ตัวอีกที ลูกชายคนเดียวก็อายุอานามล่วงเลยเข้าวัยสามสิบหกเรียบร้อยแล้ว แถมยังไม่มีครอบครัว ไม่มีทายาทสืบสกุล ท่านเลยเริ่มคิดเรื่องนี้ขึ้นมา ในช่วงหลังๆ จึงพูดเรื่องนี้บ่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้นำทัพหาผู้หญิงดีๆ มาเป็นคู่ชีวิต ไม่ใช่เอาแต่ทำงานเป็นบ้าเป็นหลังแบบนี้
“ในเมื่อลูกยังไม่มีใคร ก็ลองติดต่อไปทางโน้นสิจ๊ะ ถ้าหนูจันทร์เจ้าแต่งงานแล้ว ก็จะได้รู้กัน แต่ถ้ายัง แม่ก็อยากให้ลูกทำตามเจตนารมณ์ของคุณพ่อ ท่านอยากให้ลูกแต่งงานกับลูกสาวของเพื่อนรักของท่าน”
“แต่ผม...” นำทัพอึดอัดใจยิ่งนักที่จะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่ไม่ได้รัก สัญญาหมั้นหมายนั้น เขาก็ไม่เห็นความสำคัญนัก อาจเพราะไม่ได้ติดต่อคบหาสมาคมกันในฐานะคนที่เกี่ยวดองกันเลยนั่นเอง หากยังรู้จักมักจี๋ ติดต่อไปมาหาสู่กันอยู่บ้าง เขาก็คงคิดหนัก แต่นี่ต่างคนต่างไม่อยากติดต่อหรือทำความรู้จักกันเลย
“ไม่มีแต่ทั้งนั้น ลูกเองก็ยังไม่มีใคร ลองเปิดใจกับหนูจันทร์เจ้าดู เผื่อลูกอาจจะชอบหรือนึกรักเธอขึ้นมาก็ได้”
“แต่ถ้าเธอไม่ชอบผมล่ะครับ”
“อันนั้นก็เป็นเรื่องของอนาคต แต่ตอนนี้ใหญ่ต้องไปพบหนูจันทร์เจ้าก่อน ห้ามปฏิเสธอีกเด็ดขาด แม่น่ะเอาแต่เก็บเนื้อเก็บตัว หลังจากประสบอุบัติเหตุ เลยพลาดอะไรไปหลายอย่าง ตอนนี้แม่ไม่ยอมให้ใหญ่โสดไปจนอายุสี่สิบห้าสิบหรอกนะ อย่างน้อยก็ต้องมีทายาทไว้สืบสกุล จะหญิงหรือชายก็ช่าง กิจการของเราตั้งมากมาย จะให้ใครมาสืบทอดล่ะ ถ้าแม่ตายไปจะไปบอกพ่อของลูกว่ายังไงกัน”
“คุณแม่อย่าพูดเรื่องความเป็นความตายอีกนะครับ ผมใจคอไม่ดี ผมมีคุณแม่อยู่แค่คนเดียวเท่านั้น”
“ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ แม่ปลงเสียแล้วล่ะลูก”
“ผมทราบครับ แต่ผมไม่อยากให้คุณแม่เป็นอะไร คุณแม่ต้องอยู่กับผมไปอีกนานๆ”
“งั้นก็รับปากแม่สิ ให้แม่ได้อุ้มหลานสักคนนะใหญ่นะ”
“ครับคุณแม่” นำทัพรับปาก เขาได้ยินมารดาพูดแบบนี้ก็ใจคอไม่ดี บางทีเขาอาจจะต้องคิดเรื่องมีครอบครัวจริงๆ แล้วนั่นเอง ทั้งๆ ที่เขาเองก็ยังไม่อยากลงหลักปักฐานกับใคร เพราะยังหาผู้หญิงที่จะมาเป็นแม่ของลูกไม่ได้
“ใหญ่ แม่รักใหญ่มากนะ แม่หวังดีกับใหญ่ แม่เองก็สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ใหญ่ทำเพื่อแม่ ขอให้ได้อุ้มหลานสักครั้งเถอะนะลูก แม่จะได้ตายตาหลับ”
“คุณแม่อย่าพูดแบบนั้นสิครับ ผมใจคอไม่ดีเลย” นำทัพรู้สึกตกใจเมื่อได้ยินมารดาพูดเรื่องความตายซ้ำๆ และสีหน้าของท่านก็คาดหวังเหลือเกิน รอบนี้ท่านจริงจังจนเขารู้สึกได้ การจะปฏิเสธนั้นดูจะทำให้ท่านกระทบกระเทือนจิตใจ ในเมื่อท่านเอาความเป็นความตายมาพูดถึงขนาดนี้ เขาเองจะนิ่งดูดายก็คงไม่ใช่ ก็แค่ไปพบคู่หมั้นวัยเด็กของตัวเอง คงไม่เป็นไร จะยังไงก็ค่อยว่ากัน ถ้าเธอไม่โอเค เขาก็อาจจะหาผู้หญิงสักคนมาเป็นเมีย เพราะมารดาอยากมีทายาทสืบสกุล เอาเถอะ...เขาจะจัดให้สมใจท่าน
“แม่รู้สึกว่าตัวเองแก่ลงมากแล้ว สุขภาพก็ไม่ดี บางทีก็ป่วยกระเสาะกระแสะ แม่หวังอยากอุ้มหลาน อยากให้ใหญ่มีครอบครัว แม่จะได้นอนตายตาหลับ” แม้จะถูกห้ามปรามจากลูกชาย แต่ท่านก็ยังเฝ้าวนเวียนพูดเรื่องความเป็นความตายอยู่แบบนั้น อาจเพราะท่านคิดว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน ดูอย่างสามีของท่านที่มาด่วนจากไปแบบกะทันหันโดยที่ท่านเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวนั่นปะไร
“โอเคครับคุณแม่ ผมจะไปเจอคู่หมั้นของผมก็ได้ แต่ถ้าเธอไม่โอเค ผมก็จะหาผู้หญิงคนอื่นมาแทน ถ้าคุณแม่อยากอุ้มหลาน”
“หามา...นี่ใหญ่ต้องรักด้วยนะ แม่เองก็ไม่อยากให้ใหญ่ต้องทนอยู่กับคนที่ไม่รัก” จรรยาเองก็ไม่อยากบังคับบุตรชายเหมือนกัน แต่นำทัพเอาแต่ทำงาน ถ้าได้ลองมองหาผู้หญิงดีๆ ลองคบกันก็อาจจะตกลงปลงใจแต่งงานไปนานแล้ว แต่นี่ไม่สนใจผู้หญิงที่จะเอามาเป็นภรรยานี่แหละ คือปัญหาใหญ่
“ถ้าคู่หมั้นของผมไม่ตกลง ผมก็จะลองจีบผู้หญิงคนอื่นมาเป็นเมียดูครับ” เขาพูดติดตลก แต่ในใจนั้นยังไม่อยากแต่งงานจริงๆ เขารักชีวิตโสด และชอบทำงานมากกว่าวุ่นวายกับชีวิตครอบครัว อาจเพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ เห็นเพื่อนๆ แต่งงานก็เอาแต่บ่น ต้องรีบกลับบ้านบ้างล่ะ ต้องพาลูกเมียไปเที่ยวบ้างล่ะ ไม่งั้นงอน เขาก็เลยไม่อยากหาห่วงมาคล้องคอ เพราะยังไม่พร้อมที่จะดูแลหรือเอาใจใครขนาดนั้น
เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าเจอผู้หญิงที่รักหรือถูกใจ คงยอมทำเหมือนเพื่อนๆ ของเขา ที่ถึงจะบ่น แต่ก็ยอมทำตามที่เมียและลูกต้องการตลอด
เขามีผู้หญิงรอบกาย เรียกว่าไม่ขาด แต่ที่ไม่จริงจังเพราะยังไม่เห็นใครมีคุณสมบัติที่จะเป็นแม่ของลูกในอนาคต แต่รอบนี้มารดาขอร้องขนาดนี้ เขาก็คงต้องหันกลับมาเอาใจท่านบ้าง เพราะบางครั้งเขาก็เอาแต่ทำงาน ปล่อยปละละเลยความต้องการของท่านเรื่องนี้อยู่มาก
เขาให้มารดาได้ทุกอย่าง ใส่ใจดูแล แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่เขาไม่เคยยอมทำตามที่ท่านต้องการ...
“แค่ใหญ่รับปากว่าจะหาเมียมาให้แม่ชื่นใจ แม่ก็ดีใจแล้วล่ะ”
“ผมว่าคุณแม่ไปนอนพักได้แล้วครับ นี่ก็ดึกมากแล้ว” เขาตัดบทเสีย อยากให้ท่านสบายใจและพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะคงนั่งรอเขาจนดึกดื่น
มารดามีคนคอยดูแล แต่ถ้าท่านต้องการอะไร ก็ไม่มีใครกล้าขัดใจ
“ก็ใหญ่กลับมาดึก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ รักษาสุขภาพบ้างนะลูก”
“โธ่...คุณแม่ครับ ผมน่ะแข็งแรงไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอกครับ” นำทัพเข็นรถของมารดาเพื่อพาเข้าห้องนอน พยาบาลที่คอยดูแลมารดาเลี่ยงออกมาเมื่อเห็นว่าเจ้านายทั้งสองมีเรื่องพูดคุยกัน
นำทัพอุ้มมารดาขึ้นเตียงนอน ก่อนจะห่มผ้าให้ท่าน เวลาเขามีเวลาว่างก็มักจะมานั่งคุยกับท่าน หรืออ่านหนังสือให้ฟัง แต่ถ้างานยุ่งก็ยังเบาใจว่ามีพยาบาลคอยดูแล ชายหนุ่มทอดสายตามองบุพการีอย่างห่วงใย ปีนี้ท่านแก่ลงไปมาก ที่เขาไม่แต่งงานอาจเพราะสาเหตุเกี่ยวอาการเจ็บป่วยของท่านด้วย เขาคิดว่าใครก็ตามที่จะมาเป็นภรรยาของเขาก็ต้องรักมารดาของเขา และช่วยเขาดูแลท่าน แต่ถ้ามานั่งคอยชี้นิ้วสั่ง ไม่สนใจไยดี เขาคงต้องคิดหนักอีกเหมือนกัน จะหาผู้หญิงแบบนั้นยากยิ่งนักในสภาพปัจจุบันตอนนี้
เขาไม่ได้ต้องการผู้หญิงเก่ง แต่เขาต้องการผู้หญิงที่ดีพร้อมสำหรับการทำหน้าที่ภรรยา
“คนเราไม่แน่ไม่นอนนะใหญ่ ดูอย่างแม่สิ”
“ไม่เอาครับ ไม่พูดเรื่องนี้อีก คุณแม่พักผ่อนดีกว่า ผมสัญญาแล้วไงครับว่าจะหาเมียมาให้คุณแม่ให้ได้”
“ไม่ใช่หามาให้แม่ หาให้ตัวเองนั่นแหละ เค้าจะได้มาคอยดูแลปรนนิบัติใหญ่”
“คุณแม่พูดเหมือนผมเป็นท่านเจ้าคุณแน่ะครับ เดี๋ยวนี้ภรรยาเค้าก็เก่งทำงานนอกบ้านนะครับ เรื่องปรนนิบัติคงยากครับ” ปากพูดไปแบบนั้น แต่ใจนั้นอยากได้ผู้หญิงที่เป็นภรรยาจริงๆ ไม่ใช่ผู้หญิงที่ทำงานเก่งแต่ขาดคุณสมบัติภรรยา เขาอาจจะหัวโบราณไปนิด แต่ผู้หญิงทำงานเก่งมีเยอะมาก แต่ไม่เหมาะจะเป็นภรรยาใคร
“แต่แม่ก็ว่ายังมีนะใหญ่”
“ถ้าเป็นคุณแม่น่ะผมเชื่อครับ เพราะตั้งแต่จำความได้ คุณแม่ดูแลผมกับคุณพ่อดีเหลือเกิน”
“แม่น่ะไม่เคยสนใจเรื่องความร่ำรวยหรือลาภยศอะไร ถ้าใหญ่จะรักจะชอบใคร แม่ก็ไม่เคยห้ามไม่เคยค้าน ขอแค่เป็นคนดี แต่ใหญ่ก็บ่ายเบี่ยงอยู่เรื่อย” คุณจรรยาพูดอย่างอ่อนโยน ท่านไม่เคยดูคนแค่ฐานะหรือชาติตระกูล แต่ดูที่จิตใจและความดีงามมากกว่า
“ผมรู้ดีครับ แต่มันไม่มีนี่ครับ จะให้ทำยังไง”
“เอาเถอะจ้ะ เรื่องหนูจันทร์เจ้า แม่ถือว่าใหญ่รับปากแล้วนะ”
“ขอรับกระผม คุณแม่พักผ่อนเถอะครับ นี่ก็ดึกมากแล้ว ผมจะนั่งรอจนคุณแม่หลับแล้วกัน”
“ไม่เอาหรอก ใหญ่กลับมาเหนื่อยๆ ควรจะไปพักผ่อน ดูสิ แม่ก็มัวคิดแต่เรื่องหนูจันทร์เจ้า แล้วนี่ข้าวปลาทานมาหรือยังจ๊ะ”
“เรียบร้อยแล้วครับ อิ่มแปล้เลยครับ” เขาพูดยิ้มๆ แม้จะรู้ว่ามารดามองไม่เห็นก็ตามที
“ดีแล้ว อย่าทำงานหักโหมมากมายจนลืมดูแลสุขภาพนะลูก เงินทองน่ะเราหาเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเราขยันไม่ขี้เกียจ แต่ก็ให้พอประมาณ มีเงินมากมายแต่เจ็บป่วยไม่สบาย เป็นโรคร้าย หรือร่างกายอ่อนแอ แม่ก็คิดว่าจะมีไปทำไม มีเงินก็มีไปแต่ร่างกายและสุขภาพสำคัญที่สุด ไม่ใช่เอาแต่หาเงิน แต่ไม่มีโอกาสใช้”
“ผมจะจำไว้ครับคุณแม่ จะรักษาสุขภาพให้ดี” เขารับคำไม่อยากให้มารดาเป็นห่วงมากนัก
“ไปอาบน้ำอาบท่าเข้านอนเถอะจ้ะ แม่ไม่กวนใหญ่แล้ว ไปเรียกประไพมาก็พอ” ประไพคือพยาบาลพิเศษที่คอยดูแลท่านอยู่หลายปี
“ครับคุณแม่ ผมรักคุณแม่นะครับ” นำทัพหอมแก้มมารดา ก่อนจะไปเรียกประไพมาดูแลมารดา ประไพนั้นดูแลมารดาตลอดและพักอยู่ที่นี่ด้วย เพราะยังไม่มีครอบครัว จึงสะดวกในการหาที่อยู่อาศัยให้ อีกฝ่ายเป็นคนจิตใจดี ใจเย็นและขยัน นั่นทำให้ประไพเป็นที่รักและไว้ใจของคุณจรรยาเป็นอันมาก
“คุณท่านยังไม่ง่วงเหรอคะ” ประไพเอ่ยถาม แม้สายตาท่านจะมืดบอด แต่ปฏิกิริยาทางกายนั้นก็ทำให้รู้ว่าท่านยังไม่หลับ
“ยังเลยจ้ะไพ คิดเรื่องตาใหญ่อยู่น่ะ”
“เรื่องแต่งงานน่ะเหรอคะ” ประไพรู้เรื่องนี้ดี เพราะจรรยามักพูดเรื่องนี้ให้ฟังอยู่เสมอ
“ใช่จ้ะ ฉันล่ะอยากให้ตาใหญ่มีครอบครัวสักที อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วนะ”
“เดี๋ยวคุณใหญ่ก็คงเจอเนื้อคู่ล่ะค่ะ บางคนอาจจะเจอช้าหน่อย แต่คนเราก็ต้องมีคู่นะคะ”
“ไม่เสมอไปหรอกจ้ะ”
“อันนี้ก็จริงนะคะ ดูอย่างไพสิคะ ยังไม่เจอเนื้อคู่เหมือนกัน”
“ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าทำไมถึงไม่อยากแต่งงานมีครอบครัวกัน” คุณจรรยาชอบคุยกับประไพ เพราะอีกฝ่ายคุยสนุกและชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่เคยเบื่อคนป่วยแถมพิการอย่างเธอเลยสักครั้งเดียว
“บางทีก็อยากแต่งหรอกนะคะ แต่ก็หาคนดีๆไม่ได้”
“ก็จริงนะ”
“คนดีๆ ที่เข้ากับเราได้ ไม่ต้องดีเลิศ แต่รับนิสัยเราได้ อาจจะไม่มีนะคะ”
“ก็จริงอีกนั่นแหละ ตอนฉันแต่งงานกับคุณรุต ฉันก็คิดหนักเหมือนกัน แต่พอแต่งกันแล้ว เขาดียิ่งกว่าเก่าเสียอีก”
“แบบนั้นเรียกว่าโชคดีค่ะ”
“คุณรุตขี้หึงมากนะ ผู้ชายคนไหนมองฉันไม่ได้เลย”
“แบบนี้คุณใหญ่ก็น่าจะขี้หึงนะคะ”
“ก็คงอย่างนั้นแหละ แต่ไม่เคยเห็นมีแฟนเป็นตัวเป็นตนสักครั้ง” คุณจรรยาถอนใจ
“ไม่แน่นะคะ คุณจันทร์เจ้าอาจจะเป็นเนื้อคู่ของคุณใหญ่ก็ได้ หมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก ที่คุณใหญ่ไม่ยอมมีใคร อาจเพราะรอคุณจันทร์เจ้านี่แหละค่ะ”
“ฉันก็ขอให้เป็นแบบนั้น จะดีใจมากๆ เลยล่ะ”
“ไพน่ะ คิดว่าถ้าแต่งงานแล้วเครียด ทุกข์ หรือยังไม่อยากมีภาระก็ไม่อยากแต่งค่ะ”
“คนในอยากออกคนนอกอยากเข้างั้นรึแม่ไพ”
“ประมาณนั้นล่ะค่ะ เห็นเพื่อนๆ แต่งกันก็บ่นกันไป”
“บ่นไปก็มีความสุขไปล่ะนะ คนเป็นแม่คนน่ะ มีความสุขเสมอแหละเมื่อได้เห็นลูกเติบโตและมีความสุข”
“ก็คงอย่างนั้นล่ะค่ะ”
“ถ้ามีผู้ชายมาสู่ขอแม่ไพ แม่ไพจะตอบตกลงหรือเปล่า”
“ขอให้มีเถอะค่ะ รถด่วนขบวนสุดท้ายแล้วนี่ ปีนี้สามสิบเจ็ด ประจำเดือนใกล้หมด คงไม่มีลูกแล้วล่ะคะ”
“ผู้ชายบางคนอาจจะหาคู่ชีวิตที่อยู่ดูแลกันนะ อาจจะไม่ต้องการลูกเต้าก็ได้”
“ถ้าแบบนั้นก็ต้องดูกันค่ะว่ายอมรับได้ไหม ถ้าอีกฝ่ายเจ็บป่วยไม่สบาย จะดูแลกันได้ไหม ซึ่งก็หายากนะคะ”
“แต่ก็มีนะ ฉันเคยเจอจ้ะ ไม่ว่าเราจะเป็นยังไง เค้าก็ดูแลเราเสมอ”
“คุณนิรุตอีกแล้วใช่ไหม นี่ไพชักอยากจะรู้แล้วสิว่าใครจะมาเป็นภรรยาของคุณใหญ่”
“ทำไมล่ะจ๊ะ”
“คุณใหญ่ก็คงเหมือนคุณพ่อไงคะ รักและตามใจ แถมยังหวงด้วย ใครได้เป็นภรรยาคุณใหญ่ถือว่าโชคดีสุดๆ ไปเลยค่ะ คุณใหญ่เป็นคนดี แถมยังอ่อนโยนด้วย ดูแลเอาใจใส่คนอื่นเสมอ แม้แต่ไพเองยังได้รับความกรุณาจากคุณใหญ่เลยค่ะ”
“ฉันก็อธิษฐานให้ตาใหญ่ได้ผู้หญิงดีๆ มาเป็นคู่ชีวิตเหมือนกัน” คุณจรรยาพูดคุยกับประไพต่ออีกไม่นานก็เผลอหลับไป ประไพห่มผ้าให้จรรยา ก่อนจะไปจัดการธุระของตัวเองและนอนอีกเตียงหนึ่งซึ่งมีม่านกั้นอยู่และหลับไปเช่นกัน
“อะไรนะคะคุณแม่ จะให้หนูไปแต่งงานกับไอ้บ้านนอกนั่นเหรอคะ” อรุณจันทร์โวยวายใส่มารดาเสียงดังลั่น คุณนพมาศยกมือขึ้นปิดหูแทบไม่ทัน
“เขาเป็นคู่หมั้นเรานะ นี่เขาก็ติดต่อมา แม่ว่าหนี้สินของเราอาจจะ...”
“คุณแม่คิดได้ยังไงคะ หนูไม่แต่งหรอกค่ะ”
“จันทร์เจ้า...ถ้าหนูแต่งงานกับนำทัพ ครอบครัวของเราก็จะดีขึ้นนะ” คุณนพมาศพูดอย่างมีความหวัง
“ไม่เอาหรอกค่ะ จะให้จันทร์เจ้าไปอยู่ต่างจังหวัดเหรอคะ ยี้...ไฟฟ้าไม่รู้จะเข้าถึงหรือเปล่า ขี่เกวียน ขี่ควายไม่เอาหรอกค่ะ”
“แต่งแล้วเราก็อยู่นี่ก็ได้ อีกอย่างเราก็พูดเกินไป บ้านนอกต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้ก็เจริญเยอะแยะไป”
“ยี้...คุณแม่แต่งเองสิคะ”
“ถ้าแม่อายุเท่าจันทร์เจ้า ก็แต่งไปแล้ว” คุณนพมาศประชดลูกสาว
“จันทร์เจ้ามีผู้ชายหล่อๆ รวยๆ มาชอบเยอะแยะ เดี๋ยวจันทร์เจ้าจะหาทางเองก็แล้วกัน แต่ให้แต่งงานกับไอ้บ้านนอกไม่เอาหรอกนะ”
“แต่แม่ได้ยินมาว่าเขาก็รวยอยู่นะ”
“ได้ยินใครพูดล่ะคะ หรือมันมาโม้ให้ฟัง พูดไปพูดมา มันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา จะมาคิดทวงสัญญาหมั้นหมายเอาตอนนี้ ก็เห็นหายไปไม่รู้กี่สิบปี บ้านเรากับบ้านเขาก็ไม่ได้ติดต่อกันเลย จันทร์เจ้าเคยได้ยินคุณพ่อบอกว่าลุงนิรุตประสบปัญหาทางธุรกิจด้วยนี่คะ คุณแม่ไม่กลัวเหรอคะ ว่าเขาจะรวยแต่เปลือก ก็อยากจะมาเกาะเรา เหมือนเรารวยแต่เปลือก เรายังไม่อยากให้ใครรู้เลย”
“จริงด้วย แม่ลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิท”
“ถ้าเกิดว่าเราสนิทชิดเชื้อกับเขา และรู้ว่าฐานะเขาดีจริงๆ ค่อยว่ากัน แต่นี่หายไปตั้งหลายปีดีดัก จู่ๆ จะมาแต่งงาน จันทร์เจ้าว่ามันแปลกๆ นะคะ”
“ถ้ารวยแต่เปลือกแม่ก็ไม่เอาหรอกนะ บ้านเราก็แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว” คุณนพมาศเออออกับบุตรสาว แต่ก็ยังอยากให้อรุณจันทร์สานสัมพันธ์กับนำทัพดูก่อน เพราะบางทีก็อาจจะรวยจริง
“เขาติดต่อมาเมื่อไหร่คะคุณแม่”
“วันนี้แหละ แม่รอคุยกับลูกอยู่นี่แหละ แม่ว่าลูกออกไปเจอเขาก่อนดีไหม ถ้าไม่ดียังไง ค่อยถอยยังทัน”
“คุณแม่จะให้จันทร์เจ้าออกไปเจอไอ้บ้านนอกนั่นเหรอคะ”
“จันทร์เจ้าทำเพื่อแม่หน่อยแล้วกัน อย่างน้อยพ่อของเราก็เคยมีสัมพันธไมตรีที่ดีกับครอบครัวเขา ถ้าไม่โอเคยังไง ลูกของแม่ออกจะเป็นคนฉลาด คงรู้วิธีปฏิเสธได้หรอก แค่หมั้นหมายกันเท่านั้น ถ้าหนูไม่โอเค เขาเองก็คงจะไม่บังคับหรอกนะแม่ว่า”
“ก็ได้ค่ะคุณแม่ จันทร์เจ้าไปก็ได้”
อรุณจันทร์รับคำอย่างเสียไม่ได้ ในใจคิดว่าจะออกไปเจอกับนำทัพเพราะจะยกเลิกการหมั้นหมายทุกอย่าง จะได้จบๆ กันไป ไม่ต้องมาทวงสัญญาอะไรกันอีก
“ดีมากจ้ะลูก อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเขาเป็นยังไง”
“ถ้ารวยแต่หน้าตาห่วยก็ไม่เอานะคะ”
“ไม่น่าจะห่วยขนาดนั้นหรอกจ้ะ เพราะตอนนั้นนำทัพก็มีเค้าของความหล่อเหมือนพ่อของเขา” คุณนพมาศคิดขณะพูด เพราะคนบ้านนั้นหน้าตาดีกันทั้งบ้าน ไม่ว่าจะพ่อหรือแม่ก็ตามที
“ตอนนั้นคือเมื่อกี่สิบปีมาแล้วคะคุณแม่ ตอนนั้นจันทร์เจ้ายังเด็ก ยังไม่รู้ความอะไรเลย คนเราโตขึ้น หน้าตาก็เปลี่ยนไปได้ไม่ใช่เหรอคะ บางคนตอนเด็กๆ หน้าตาดี โตขึ้นขี้เหร่ก็เยอะแยะไป”
“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน” นพมาศถอนใจเฮือกใหญ่ ฐานะทางบ้านสั่นคลอนมากๆ จนตอนนี้เธอไม่ค่อยจะได้ออกงานสังคมหรืออะไรทั้งนั้น จึงไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับใคร ถึงแม้จะจมไม่ลง แต่ตอนนี้ก็ต้องยอมรับว่ายังไงก็คงต้องจมบ้างในบางครั้ง เพราะมันไม่มีจะให้อวด ที่อยู่ได้ในปัจจุบันนี้ก็หาเงินกันให้ควัก สมบัติเก่าก็ขายกินกันเกือบหมดแล้ว จนตอนนี้แทบไม่รู้เรื่องของใครๆ หรือสมาคมกับคนรวยที่ไหนอีก
“บอกว่ารวย แต่ไม่เห็นเคยมีข่าวหรือออกงานอะไรเลย รวยจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้” เธอก็พอจะรู้จักชายหนุ่มหน้าตาดี รวยๆ การศึกษาสูงอยู่ในแวดวงไฮโซ แต่กับนำทัพไม่ยักรู้จักหรือมีคนพูดถึง
“เขาอาจจะเป็นเศรษฐีที่ไม่ชอบอวดอ้างก็ได้”
“ไม่อวดหรือไม่มีจะอวดกันแน่คะคุณแม่” อรุณจันทร์เบะปากทันที
“เอาเถอะ เย็นนี้เขาบอกว่าจะส่งรถมารับลูกไปทานดินเนอร์ด้วย”
“ห้ะ! อะไรกันคะคุณแม่ โทรมาวันนี้แล้วก็จะมารับไปทานอาหารด้วย จะบ้าเหรอคะ”
“เขาคงมาถึงหลายวันแล้วมั้ง”
“รีบร้อนแบบนี้เขาคิดจะจับเราแน่ๆ ค่ะ”
“ลูกก็อย่าเพิ่งคิดไปเอง”
“ต้องคิดเอาไว้ก่อนล่ะคะ เพราะหนูเข็ดพวกรวยแต่เปลือกเต็มทีแล้ว” อรุณจันทร์ส่ายหน้าไปมา เพราะทุกวันนี้เธอเองก็ต้องช่วยมารดาพยุงฐานะเอาไว้ สายตาก็ต้องคอยมองหาผู้ชายหน้าตาดี มีเงินถุงเงินถังเอาไว้ คนจนๆ เธอไม่คบให้เปลืองตัวอย่างแน่นอน
“หนูจะตัดสินใจยังไงก็แล้วแต่ ก็ไปพบนำทัพเขาหน่อยเถอะ”
“ก็ได้ค่ะ นี่คงจะรีบมากนะคะ พี่นำทัพนี่อายุเท่าไหร่แล้วคะ”
“สามสิบหกปีนี้จ้ะ”
“ห้ะ! ตั้งสามสิบหกปีแล้ว ยังไม่มีเมีย หน้าตาต้องขี้ริ้วขี้เหร่มากแน่ๆ” อรุณจันทร์โวยวายเสียงดัง
“ตอนนั้นลูกยังเด็ก คงจำพี่เขาไม่ค่อยได้”
“ก็คุณพ่อหมั้นหมายอะไรกันเอาไว้ล่ะคะ หนูไม่เห็นรู้เรื่องราวอะไรเลย เขาเองก็ไม่ได้สนใจจะสานสัมพันธ์กับเราด้วย”
“แม่เองก็ไม่อยากขัดพ่อนักหรอก เขาเป็นเพื่อนกัน”
“มันหมดยุคคลุมถุงชนแล้วค่ะคุณแม่ หนูขอเลือกเองดีกว่า”
“แม่ก็เห็นหนูเลือก แต่เขาดันไม่เลือกหนูนี่สิ”
“คุณแม่นั่นแหละ บริหารงานไม่เป็น พอคุณพ่อไม่อยู่ก็ทำเราเจ๊งไม่เป็นท่าแบบนี้”
“อ้าว...ก็ลูกใช้เงินยังกับเบี้ย อย่ามาโทษแม่คนเดียวนะ” นพมาศดุบุตรสาวคนเดียว
“ไม่รู้แหละค่ะ คุณแม่จะรักษาคำมั่นสัญญาอะไรของคุณพ่อก็รักษาไป แต่หนูไม่” อรุณจันทร์เดินหนีมารดาอย่างเคืองๆ