“ฉินซูเนียน แกมันบ้าไปแล้ว!”
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโวยวายของลี่เวินฮั่น ฉินซูเนียนออกไปจากห้องหนังสือโดยไม่หันหลังกลับมามอง
ทันทีที่เดินออกจากประตูมา ก็มีข้อความเข้ามาในโทรศัพท์มือถือ
เสิ่นอีอี:【โธ่พี่ คืนนี้จะไม่ไปคริมสันบาร์จริง ๆ เหรอ? การแต่งงานไม่ใช่การออกบวชซะหน่อย พี่ไม่ควรสูญเสียแวดวงสังคมของตัวเองเพราะไอ้คนโง่ลี่อี้เฉินคนนั้น ขอร้องล่ะ คริสขู่ว่าถ้าคืนนี้พี่ไม่มา เขาจะส่งคนโทรมาก่อกวนฉัน 】
ฉินซูเนียน:【เธอพูดถูก 】
เสิ่นอีอี:【? 】
ฉินซูเนียน:【ฉันหย่าแล้ว กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป 】
หลังจากเงียบไปหนึ่งวินาที ในห้องแชทก็ปรากฏเครื่องหมาย “!” เต็มหน้าจอ ความตื่นเต้นของเสิ่นอีอีนั้นไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้
【สิบนาที! ฉันจะรอต้อนรับราชินีกลับสู่อาณาจักรของเธอที่ประตูบ้านของไอ้โง่นั่น! 】
จนกระทั่งประตูห้องหนังสือปิดลงดัง “ปัง” ลี่เวินฮั่นยังไม่อยากจะเชื่อในเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น เธอพูดกับลี่อี้เฉินอย่างเดือดดาล “พี่ พี่จะดูนางสารเลวนั่นรังแกฉันเฉย ๆ แบบนี้เหรอ? ไม่ได้นะ พี่ไปลากเธอมาตบสักฉาด ฉันยังอยากจะเอาน้ำสาดหน้าเธอ……”
“พอได้แล้ว!”
ลี่อี้เฉินดุเธอด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เธอดูสภาพตอนนี้สิ ยังมีความเป็นสุภาพสตรีหลงเหลืออยู่ไหม? เธอเป็นลูกสาวตระกูลลี่ ไม่ใช่มนุษย์ป้าข้างถนน!”
ลี่เวินฮั่นไม่เคยถูกพี่ชายดุด่าแบบนี้มาก่อน เธอตกใจจนพูดอะไรไม่ออก
หลังจากมองลี่อี้เฉินอยู่นาน เธอจึงเอ่ยถามอย่างระแวดระวังว่า “งั้น พี่คะ ไม่เอารถก็ได้ แต่พี่ต้องให้ฉันไปงานเลี้ยงต้อนรับคืนนี้ด้วยนะ ฉันเองก็ไม่ได้เจอพี่ซงหวานหวานมานานแล้ว คิดถึงเธอมากเลย!”
ลี่อี้เฉินโบกมืออย่างรำคาญ “ตามใจ อย่ารบกวนงานของฉันก็แล้วกัน!”
เมื่อเข้าใจแล้วว่าเขาอนุญาต ลี่เวินฮั่นก็ออกไปจากห้องทำงานอย่างมีความสุข
ในห้องเงียบสงบขึ้นมา แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สะท้อนให้เห็นถึงดวงตาที่เหม่อลอยของลี่อี้เฉิน ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ไม่ว่าเขาจะพยายามรวบรวมสมาธิมากแค่ไหนก็ยังคงเห็นภาพตอนที่เห็นฉินซูเนียนหยิบแจกันดอกไม้ขึ้นมาคว่ำใส่หัวลี่เวินฮั่นแวบขึ้นมาในสมองของเขาเหมือนกับไฟฟ้าช็อต
รู้สึกเหมือนภาพลวงตา ราวกับว่าเขาไม่เคยรู้จักภรรยาคนนี้ของเขามาก่อน……
การเคลื่อนไหวของเสิ่นอีอีรวดเร็ว และเฉียบขาด แม้ปากจะพูดว่าสิบนาที แต่แปดนาทีต่อมา รถจีคลาสก็จอดสนิด เธอก้าวลงจากรถ ผิวปากไปทางฉินซูเนียนที่กำลังออกมาจากประตูบ้าน
“ขอแสดงความยินดีกับพี่สาวแสนดีของฉันที่หลุดพ้นจากคุกเสียที!”
ฉินซูเนียนยังไม่ทันได้ตอบโต้ เสิ่นอีอีก็หันมารับแชมเปญขวดหนึ่งในมือ เธอขยับนิ้วหัวแม่มือ แชมเปญก็สาดกระเซ็นออกจากขวดทำให้ฉินซูเนียนตัวเปียกไปหมด
“ซื้อน้ำส้มโอไม่ทัน แต่โรเซ่แชมเปญขวดนี้จะช่วยขจัดปัดเป่าโชคร้ายได้ ถือว่าชดเชยได้ใช่ไหม!”
ฉินซูเนียนถอนหายใจ โยนกระเป๋าถือไปยังเบาะหลัง กุญแจรถวางอยู่ตรงหน้า “จีคลาสแต่งมาลองหน่อยไหม? ไม่ได้แตะมาสี่ปี ไม่อยากลองเหรอ”
ฉินซูเนียนใช้ฝ่ามือตบลงไป ขาเรียวยามของเธอก้าวขึ้นไปบนที่นั่งผู้โดยสาร “ไม่มีอารมณ์”
เสิ่นอีอียิ้มหวาน เหยียบคันเร่งแล้วขับรถออกจากคฤหาสน์ไป พลางพูดประชดตัวเองขึ้นว่า “ไหนว่ามาซิ หลุดพ้นจากความรักบังตาที่ยากเกินเยียวยามาได้ยังไง?”
ฉินซูเนียนเอานิ้วจับคาง ตัดภาพความสัมพันธ์สี่ปีที่ผ่านมาออกไปราวกับบอกลา
“ซงหวานหวานกลับมาแล้ว”
เสิ่นอีอีได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา “คุณกับลี่อี้เฉินน่าสนใจจริง ๆ เอาคอตัวเองไปแคว้นไว้บนท่อนไม้ถึงจะตายก็ไม่ยอมปล่อย บางครั้งฉันก็อยากให้พวกคุณสองคนไปตรวจดีเอ็นเอซะจริง ๆ ทำไมถึงหมกมุ่นอยู่กับของที่ถูกทิ้งไปแล้วอยู่ได้?”
เสิ่นอีอีที่อยู่ข้าง ๆ พูดไม่หยุด แต่ฉินซูเนียนกลับเอาแต่เหม่อลอย
ความทรงจำเกี่ยวกับซงหวานหวานที่เธอจดจำได้นั้นไม่มากนัก ความอ่อนโยน ว่านอนสอนง่าย ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ประกอบกันเป็นซงหวานหวานในภาพความทรงจำของเธอ จากนั้นเธอใช้เวลาสี่ปีเต็มในการพยายามเลียนแบบภาพในความทรงจำนี้
ไว้ผมยาวดำคลับตามเธอ แต่งตัวเลียนแบบเธอ พูดจาอ่อนหวานเหมือนเธอ เพียงเพื่อให้คน ๆ นั้นมองมาที่ตัวเองนานขึ้นอีกหน่อย
น่าเสียดาย ของปลอมก็เป็นเพียงแค่ของปลอม
ฉินซูเนียนพูดออกมาอย่างไร้อารมณ์ “คงเป็นเพราะไม่มีใครชอบผู้หญิงที่เคยติดคุก”
เสิ่นอีอีกรอกตามองบน “ยังจะพูดถึงเรื่องนี้อีกเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะน้องสาวโรคจิตคนละสายเลือดของคุณปล่อยข่าวลือเรื่องที่คุณไปฝึกที่ซัมเมอร์เดลล์ออกมาว่าที่คุณหายหาไปเพราะไปติดคุก ลี่อี้เฉินยังจะทำหน้ายักษ์ต่อหน้าคุณอยู่ไหม?”
“จริงสิ พอดีเลย คุณหย่าแล้ว มีเวลาว่างแล้วสิ จะไปงานแข่งอีสต์ริเวอร์คอร์ส เรสซิ่งสัปดาห์หน้ากันไหม?”
“ไม่ไป”
ฉินซูเนียนเอามือเท้าคาง “ไม่อยากทำอะไร”
เสิ่นอีอีมองไปที่เธออย่างสงสัย “ยังเสียใจอยู่เหรอ?”
ฉินซูเนียนไม่ตอบ แต่เมื่อเห็นอารมณ์ที่จมดิ่งของเธอ เสิ่นอีอีก็เข้าใจได้ทันทีว่าตัวเองทายถูกว่าเธอรู้สึกอย่างไร
เธอกำลังอยากด่าออกมา แต่แล้วสายตาก็เปลี่ยนไปพลางพูดขึ้นมาว่า “มูนชาร์ดอปก็จะไปด้วยนะ! จากผลการแข่งในปีนั้น คู่ต่อสู้เพียงคนเดียวที่สามารถแข่งขันกับคุณได้ คุณไม่อยากจัดการเขาสักหน่อยเหรอ!”
อีสต์ริเวอร์คอร์ส เรสซิ่งคือการแข่งขันแข่งรถใต้ดินงานใหญ่ สมาชิกที่เข้าร่วมมีทั้งคนรวยและคนมีชื่อเสียง ทุกคนต่างมีรถแข่งดัดแปลงเป็นของตัวเอง พร้อมด้วยอุปกรณ์ชั้นยอด การแข่งขันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นกระตุ้นอารมณ์ แต่หากไม่ระวัง ชีวิตก็อาจตกอยู่ในอันตรายได้
ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้จัดงานกำหนด ผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะต้องสวมหน้ากาก ใครที่มางานอีสต์ริเวอร์คอร์ส มาแค่แข่งขันแพ้ชนะ จะไม่สนทนากันเรื่องอื่น การเลือกคู่ต่อสู้ทำได้ด้วยการเลือกจากรายชื่อ เมื่อคู่ต่อสู้เข้าร่วมการต่อสู้ ต้องชนะเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ให้คู่ต่อสู้เปิดเผยใบหน้าได้
เมื่อถูกเปิดเผยโฉมหน้าก็หมายความว่าต้องออกจากการแข่งขัน
ดวงตาของฉินซูเนียนเปล่งประกาย จู่ ๆ ก็ยืดตัวตรง “ก็ดีนะ ไปดูสักหน่อย”
เธอก้มหน้าลงแล้วดึงชายเสื้อ “เปลี่ยนชุดก่อน”
เสิ่นอีอีเหลือบตามองเธอที่แต่งตัวเหมือนเฉย ๆ แล้วเม้มริมฝีปาก “ทำไมแต่งตัวเหมือนแม่บ้านแบบนี้ หากแต่งตัวอย่างนี้ไปร้านเหล้า ใครที่ไม่รู้ จะคิดว่าฉันไปล่อลวงสะใภ้ดีเด่นที่ไหนมาหรอก!”
ฉินซูเนียนเลิกคิ้ว “ใครบอกว่าฉันจะแต่งตัวแบบนี้?”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ คริมสันบาร์
มีคนมากมายหลายประเภทอยู่บนชั้นสอง ทั้งผู้คนที่เดินไปเดินมา ผู้คนที่กำลังนั่งดื่มเหล้า แต่พวกเขาก็ถูกผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงหัวมุมดึงดูดโดยไม่รู้ตัว
หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีแดงเพลิงที่ชายชุดหลุดรุ่ย เหมือนหลุดมาจากภาพยนตร์ฮ่องกงไต้หวันเมื่อศตวรรษก่อน
“นานแค่ไหนแล้วนะที่เธอไม่ได้ใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสแบบนี้!” เสิ่นอีอีอดที่จะถอนหายใจออกมาไม่ได้ “หุ่นดีขนาดนี้ วัน ๆ ใส่แต่ชุดสูทไม่ก็ชุดแม่บ้านกระโปรงยาวสีอ่อน ไม่รู้ว่าคิดว่าตัวเองเป็นเสมียนตระกูลลี่หรือไง”
ฉินซูเนียนก้มหน้าหัวเราะ แต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับ
ตอนที่เพิ่งแต่งงาน เธอเคยพยายามตื่นแต่เช้าเพื่อแต่งหน้า และแต่งตัวด้วยชุดที่เลือกมาอย่างดี แต่เมื่อลงไปข้างล่างก็ถูกแม่ลี่ดุว่าเธอแต่งตัวเกินเลย ไม่เรียบร้อย ผู้หญิงต้องเป็นภรรยาและแม่ที่ดี แต่งตัวแบบนี้จะทำอาหาร และทำงานบ้านได้ยังไง ลี่อี้เฉินก็เอาแต่นั่งเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ อย่างเย็นชา
แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เธอเป็นอิสระจากข้อกำหนดของตระกูลลี่ เธออยากแต่งตัวยังไงก็ได้ตามอำเภอใจ
ตอนที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือของเสิ่นอีอีก็ดังขึ้น สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปทันที โบกโทรศัพท์ไปทางฉินซูเนียน “ฉันออกไปรับสายแป๊บนึง”
เสิ่นอีอีเพิ่งลุกออกไป ฉินซูเนียนก้มหน้าลงเพื่อเช็ดคราบไวน์ที่ติดอยู่ที่หลังมือโดยไม่ได้ตั้งใจ ทันใดนั้นก็มีมือใหญ่ ๆ เลื่อนมาจับที่ไหล่ของเธอ
“สาวสวย มาคนเดียวเหรอครับ? ให้พี่ชายที่แสนดีอย่างพวกเรานั่งเป็นเพื่อนไหม?”
เมื่อลี่อี้เฉินมาถึงคริมสันบาร์ ซงหวานหวานและเพื่อนอีกหลายคนก็รออยู่ที่โต๊ะมาสักพักหนึ่งแล้ว
“พี่ซงหวานหวาน ฉันคิดถึงพี่มากเลย!”
ลี่เวินฮั่นกอดซงหวานหวานแบบโอเวอร์มาก เกาะติดเธออย่างออดอ้อนสุด ๆ
ซงหวานหวานลูบหัวของเธอเบา ๆ พลางพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ทำไมเธอถึงยังทำตัวเหมือนเด็กแบบนี้อยู่อีกล่ะ?”
แล้วเธอก็เงยหน้าขึ้น มองไปที่ผู้ชายที่หน้าตาเคร่งขรึมที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ จากนั้นก็พูดขึ้นมาอย่างมีเลศนัยว่า “แต่ก็คงมีแค่เด็กแบบเธอเท่านั้นแหละที่ยังสนใจฉันอยู่!”
ลี่เวินฮั่นจึงรีบยืดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วก็อธิบายขึ้นมาอย่างเร่งรีบว่า “จะเป็นไปได้ยังไงล่ะคะ พี่ชายของฉันคิดถึงพี่มากเลยนะ พอเขารู้ว่าพี่จะกลับมา เขาก็หย่ากับผู้หญิงคนนั้นทันทีเลย!”
ทันทีที่เธอพูดจบ บริเวณรอบ ๆ ก็ส่งเสียงโห่ร้องกันขึ้นมา มุมปากของซงหวานหวานเผยรอยยิ้มออกมาแบบไม่สามารถเก็บเอาไว้ได้
คนรักที่เขาคิดถึงอยู่ทุกวันทุกเวลา ตอนนี้มานั่งอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว แถมยังกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความเสน่หาด้วย มันควรจะเป็นฉากในฝันสิ แต่ทำไมลี่อี้เฉินถึงได้รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกยังไงก็ไม่รู้
เขาขยับปาก ตอนที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูด จู่ ๆ เพื่อนที่อยู่ข้างๆ ก็ปากเสียพูดขึ้นมาก่อน
“ให้ตายเถอะ คุณลี่ นั่นมันเมียนายไม่ใช่รึไง?”
ลี่อี้เฉินหันไปมองทันที แล้วก็เห็นผมลอนใหญ่หนา ๆ ของฉินซูเนียน บวกกับการแต่งหน้าที่จัดหนักจัดเต็มของเธอ จึงทำให้เธอดูมีเสน่ห์ น่าหลงใหลมากขึ้น ชุดกระโปรงยาวเอวคอดสีแดงสดใสที่เธอสวมใส่ ทำให้เห็นเอวของเธอได้อย่างชัดเจน การตัดแต่งชายกระโปรงทำให้ขอของเธอดูสูงเรียว และสวยมากขึ้น เพียงแค่มองไกล ๆ ก็ดูออกได้ว่า เธอเป็นสาวงามที่หาชมได้ยากคนหนึ่ง
เธอกำลังถูกผู้ชายที่อ้วนจ้ำม่ำคนหนึ่งนำทีมชายหนุ่มที่ดูไม่ค่อยดีล้อมอยู่ สีหน้าของเธอดูรังเกียจอย่างไม่ปกปิด
“นั่นมันหลี่หลง นายน้อยคนที่สองของตระกูลหลี่ไม่ใช่เหรอ เขาขึ้นชื่อเรื่องเจ้าชู้ และไร้เหตุผลมาก ตกไปอยู่ในมือของเขาเจอหายนะแน่!”
“ไม่แน่หรอก เธออาจจะเต็มใจก็ได้ เมียดี ๆ ที่ไหนแต่งตัวแบบนี้มาบาร์บ้างล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะต้องการอ่อยผู้ชายน่ะ!”
“จะว่าไป ฉันล่ะมองไม่ออกจริง ๆ เลยว่าเมียของคุณลี่จะรูปร่างดีขนาดนี้ ปกติเธอทำตัวเชยจะตาย ฉันนึกว่าเธออกไข่ดาวซะอีก!”
ลี่เวินฮั่นพูดเสริมขึ้นมาทันทีว่า “ก็ที่แต่งตัวโป๊เปลือยแบบนี้ ก็เพื่อต้องการจะมาล่าเหยื่อยังไงล่ะ! รองเท้าพัง ๆ ที่พี่ชายฉันทิ้งไปแล้ว ไม่ใช้มารยาเลย แล้วใครเขาจะมาเอาต่อล่ะ?”
เมื่อได้ยินคำพูดสนุกปากของเพื่อน ๆ ที่พูดพลางหัวเราะขบขันกันแบบนี้ ลี่อี้เฉินกลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ทำให้เขาควบคุมอารมณ์ไม่ออกมาเสียงดัง “หุบปาก!”
จู่ ๆ เขาก็ดุขึ้นมาเช่นนี้ ทุกคนจึงตกอยู่ในความเงียบไปชั่วขณะ
เขาจ้องไปที่ลี่เวินฮั่นอย่างเย็นชา “ถ้าเธอจะทำตัวไร้มารยาทแบบนี้ ก็ไสหัวไปมหาวิทยาลัยวินด์เซอร์ และเรียนให้ดี ๆ ซะ วัน ๆ ก็เลิกเอาแต่เที่ยวเล่นทำตัวไม่ได้เรื่องกับเพื่อนที่ไม่เอาไหนได้แล้ว!”
ลี่เวินฮั่นตกใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว ซงหวานหวานที่อยู่ข้าง ๆ จึงยื่นมือออกมาจับมือลี่อี้เฉินเอาไว้เบา ๆ แล้วลี่อี้เฉินก็หันหน้าไปทางอื่น ซงหวานหวานจึงพูดปลอบเธอขึ้นมาอย่างอ่อนโยนว่า “ลี่เวินฮั่นยังเด็กอยู่ ทำไมคุณถึงต้องไปโกรธน้องด้วยล่ะ?”
หลังจากเงียบไป เธอก็มองไปที่ฉินซูเนียนที่อยู่ไม่ไกลแวบหนึ่ง และพูดขึ้นว่า “มันเป็นความผิดของฉันเองแหละ ถ้าฉันไม่กลับมาเพื่อยึดตำแหน่งของคุณฉิน เธอก็คงไม่ต้องใช้วิธีแบบนี้......”
สายตาของลี่อี้เฉินดูเคร่งขรึมขึ้นมาทันที “เธอทำตัวเองต่างหากล่ะ ไม่มีใครไปบังคับเธอสักหน่อย!”
ฉินซูเนียนที่อารมณ์เสียมาอยู่แล้ว เธอจึงบิดไหล่เพื่อสะบัดมืออันอวบอ้วนของหลี่หลงออก “ไสหัวไปซะ!”
เมื่อถูกหักหน้าต่อหน้าเพื่อน ๆ หลากคน หลี่หลงก็ฟิวส์ขาดขึ้นมาทันที เขาจึงเดินเข้าไปกอดเอวอันเพรียวบางของฉินซูเนียนไว้ แล้วก็เอาริมฝีปากสีม่วงหนาของเขาแนบลงไปที่ใบหน้าของฉินซูเนียน “จะเล่นตัวอะไรกับพี่นักเล่า รีบ ๆ มาให้พี่เชยชมซะดี ๆ!”
ฉินซูเนียนมองไปที่ใบหน้าที่เหมือนหมูแถมยังตาตี่ของเขาด้วยสายตาที่เย็นชา ตอนที่ปากจู๋ ๆ ของเขากำลังจะมาสัมผัสโดนผิวของเธอ เธอก็เผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา
“เพล้ง!”
เธอพลิกมือหยิบขวดเบียร์บนโต๊ะข้าง ๆ ขึ้นมา แล้วก็ฟาดไปที่หัวของหลี่หลงอย่างจัง
เสียงขวดแตกดังขัดจังหวะเสียงเพลงที่ดังสนั่นหวั่นไหวในบาร์ขึ้นมาทันที หลี่หลงล้มลงไปกับพื้นโดยกุมหัวที่โดนขวดเบียร์ฟาดจนแตกละเอียด และมีเลือดไหลออกมาเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็ส่งเสียงร้องครวญครางราวกับหมูโดนฆ่าขึ้นมา
“พ่อมึงตาย นังสารเลว มึงกล้าทำกับกูขนาดนี้เลยเหรอฮะ?”
ฉินซูเนียนค่อย ๆ ยืนขึ้น ในมือยังคงถือปากขวดเบียร์ที่แตกไปครึ่งขวดแล้วเอาไว้ เธอชี้ไปที่ หลี่หลงพลางพูดเยาะเย้ยขึ้นมาว่า “นายลองมาแตะต้องตัวฉันอีกสักทีสิ จะได้เห็นว่าฉันจะกล้าฆ่านายตอนนั้นเลยไหม!”
หลี่หลงกัดฟันพูดว่า “แกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเหรอฮะ? บอสใหญ่ของบริษัทบันเทิงหลี่ซือ กรุ๊ปคือพี่ชายของกูนะเว้ย แค่กูพูดคำเดียว นังสารเลวอย่างมึงก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในเมืองวาลเมียร์แล้ว!”
ฉินซูเนียนโยนปากขวดเบียร์ทิ้ง แล้วก็หยิบแอร์เมส เบอร์กิ้นของเธอขึ้นมา จากนั้นก็ก้มหน้าลงควานหาของข้างใน
เมื่อเห็นว่าเธอเงียบไปเป็นเวลานาน หลี่หลงก็คิดว่าเธอคงจะตกใจกลัวกับตัวตนของเขา และรู้สึกผิดขึ้นมา เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาด้วยความรู้สึกได้ใจยิ่งขึ้นว่า “เรื่องนี้ฉันไม่ยอมปล่อยแกไปแน่ แผลใหญ่ขนาดนี้ ฉันจะทำให้แกต้องชดใช้จนล้มละลายไปเลย เดี๋ยวฉันจะไปตรวจร่างกายให้ละเอียดทั้งตัวที่สถานีตำรวจฉันก็มีลุงที่สนิทอยู่ แค่ฉันโทรกริ๊งเดียว แกก็โดนกักตัวไปเป็นปีเป็นชาติแล้ว.....”
“พี่ นี่พี่จะทำอะไรน่ะ?”
เมื่อเห็นว่าจู่ ๆ ลี่อี้เฉินที่อยู่ตรงหน้าเธอก็ยืนขึ้นมา ลี่เวินฮั่นก็คว้าแขนเสื้อของเขาไว้ทันที แล้วก็พูดขึ้นมาพลางจ้องมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อว่า “พี่คงไม่ได้จะไปช่วยผู้หญิงคนนั้นหรอกใช่ไหม?”
ลี่อี้เฉินดึงมือของเขาออก แล้วก็พูดด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “ขั้นตอนยังไม่เสร็จ ตามกฎแล้วเธอยังเป็นภรรยาของฉันอยู่ การดูถูกเธอก็เท่ากับดูถูกตระกูลลี่ด้วย”
ลี่เวินฮั่นยังอยากจะห้ามเขาเอาไว้อีก “แต่ที่นี่ไม่มีใครรู้นะว่าเธอเป็นคนของตระกูลลี่น่ะ ตราบใดที่พี่ไม่ออกหน้า ถ้าเธอจะต้องซวย ก็สมน้ำหน้าเธอแล้ว.....”
จู่ ๆ เธอก็หยุดพูดไปกะทันหัน เมื่อลี่เวินฮั่นเห็นสายตาที่ดุดันของลี่อี้เฉิน เธอก็รีบเงียบปากไปทันที
ซงหวานหวานจึงต้องรีบลุกขึ้นยืน และพูดว่า “ให้ฉันไปโน้มน้าวจะดีกว่านะ ฉันเคยทำธุรกิจร่วมกับลูกชายคนโตของตระกูลหลี่มาก่อน เพื่อเห็นแก่หน้าฉัน คุณชายรองคงไม่ทำอะไรคุณฉินหรอก”
เธอห้ามไม่ให้ลี่อี้เฉินปฏิเสธ เธอพูดขึ้นมาด้วยสายตาที่อ่อนโยนว่า “อี้เฉิน เรื่องของคุณมันก็เป็นเรื่องของฉันด้วยนะ”
วินาทีถัดมา ฉินซูเนียนก็หยิบเงินดอลลาร์สหรัฐออกมาจากกระเป๋าหนึ่งปึก แล้วก็โยนใส่หน้าของหลี่หลงไปตรง ๆ
“ฟิ้ว!”
เงินดอลลาร์ปลิวว่อนไปทั่ว มันปลิวจากทางเดินกระจกชั้นสองไปยังเพดานแบบลอยของชั้นหนึ่ง ทำให้ทุกพื้นที่มีแต่เงินเต็มไปหมด
เธอเอาหลังพิงราวบันไดไว้ แต่ด้วยระดับความสูงของราวบันไดที่ต่ำเกินไป ส่วนบนของตัวเธอจึงยื่นออกครึ่งหนึ่ง ราวกับว่าเธอกำลังจะตกลงมาจากชั้นสองในวินาทีถัดไปอย่างไรอย่างนั้น เธอที่แต่งกายด้วยชุดสีแดง มีผิวขาวราวกับหิมะ กำลังยืนอยู่ท่ามกลางเงินดอลลาร์ที่โปรยปรายลงมาอย่างบ้าดีเดือด แล้วก็กำลังมองไปที่ผู้ชายที่ดูเหมือนสุนัขจมน้ำตัวหนึ่งด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“มันเพียงพอที่จะชดเชยอาการบาดเจ็บของนายไหม?”
หลี่หลงจ้องมองด้วยความโกรธ แล้วก็ตะโกนใส่พวกนัก้ลงที่อยู่ข้างหลังว่า “ไปจับนังกะหรี่นี่ไว้ซะ ฆ่ามันให้ตาย กูจะต้องฆ่ามันให้ได้ ดูสิว่ามันยังจะกล้าเหิมเกริมแบบนี้อีกไหม!”
ตอนที่พวกนักเลงหลายคนกำลังจะปรี่เข้าไป จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงร่าเริงของผู้หญิงคนหนึ่งดังมาจากข้างหลังพวกเขา “จะฆ่าใครเหรอ? ฉันก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าใครกันที่กล้ามาแตะต้องเพื่อนรักของฉัน ฉันเอาตายแน่!”
ทันใดนั้นสีหน้าของหลี่หลงก็เปลี่ยนไปทันที เขาเห็นเสิ่นอีอีเดินถือไม้เบสบอลเดินไปข้าง ๆ ฉินซูเนียน แล้วก็ยิ้มตาหยีให้เขา ราวกับกำลังจ้องมองหมูที่ตายไปแล้วตัวหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
“ขนาดพี่ชายของนายเวลาเจอฉันยังเรียกฉันว่าท่านตลอด แล้วนายกล้าดียังไงมาตะโกนใส่เพื่อนของฉันกันฮะ?”