“หะ หิว”
เสียงแรกที่เธอได้ยินเมื่อเธอได้สติ หลิงหลิงถอนหายใจออกมาเมื่อรู้ว่าเธอรอดจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นแล้ว
เธอได้แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ให้ผู้จัดการมาช่วยชีวิตเธอไว้ได้ทัน หลิงหลิงพยายามที่จะคลำหาโทรศัพท์เพื่อไลฟ์สดเช่นทุกที
ก่อนอื่นเธอต้องบอกผู้ติดตามว่าเธอไม่เป็นอะไรแล้ว ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่เธอจะรีบกลับไปลงคลิปใหม่ทันที
“โทรศัพท์อยู่ไหน” หลิงหลิงพยายามหรี่ตาเพื่อมองหาโทรศัพท์ของเธอ
ไม่ ไม่มี แล้วชั้นวางของในโรงพยาบาลหายไปไหน หลิงหลิงพยายามดันตัวขึ้น เพื่อจะกดสัญญาณเรียกพยาบาลเข้ามาถามว่าของเธออยู่ที่ใด
“แค่ก...แค่ก” หลิงหลิงสำลักสิ่งที่อยู่ในปากออกมา
เธอมองก้อนแป้งในมืออย่างงุนงง ที่เธอกินไปเป็นเนื้อไก่ ทำไมสิ่งที่ออกมาถึงกลายเป็นแป้งไปได้ แล้ว แล้ว นี่มือใครทำไมถึงบวมแบบนี้
หลิงหลิงยกมือที่อวบแน่นแทบจะระเบิดขึ้นมาดูอย่างไม่อยากเชื่อ เธอนอนโรงพยาบาลคืนเดียวหมอให้น้ำเกลือมากแค่ไหนถึงได้บวมเช่นนี้
“เฮ้ยยยย” สิ่งต่อมาที่ทำให้หลิงหลิงถอยหลังหนีอย่างทุลักทุเล เด็กผู้ชายอายุสองขวบนั่งมองหน้าเธออย่างสับสน
“มาจากไหน” เธอถามไปอย่างไม่เข้าใจ
จะบอกว่ามีรายการมาถ่ายทำก็ไม่ใช่ เธอไม่เคยรับงานแบบนี้ เด็กตรงหน้าเนื้อตัวมอมแมมผมเผ้ายุ่งเหยิง ชวนให้หลิงหลิงมองอย่างนึกรังเกียจ
พ่อแม่เด็กไปไหน ทำไมมาอยู่ในห้องของเธอได้ แล้วทำไมไม่อาบน้ำแต่งตัวให้มันดีๆ หรือจะมีกองถ่ายทำหนังจีนโบราณแถวนี้
แต่ก็ไม่น่าใช่เพราะเธออยู่ในโรงพยาบาล
สิ้นความคิดของหลิงหลิง สิ่งที่เธอสงสัยทั้งหมดก็ถูกเฉลยเมื่อเธอปวดศีรษะจนแทบจะระเบิดออกมา ความทรงจำของใครก็ไม่รู้ไหลเวียนเข้าสู่สมองของเธอ
ใบหน้าของสตรีที่ชื่อชิงหลิงเหมือนเธอ แม้ใบหน้าจะเหมือนกัน แต่ แต่ รูปร่างของเธอทั้งคู่แตกต่างกับราวคนละคน
หลิงหลิงเธอเคยจินตนาการว่าหากเธออ้วนขึ้นมาจะเป็นเช่นไร ใช่แล้วเธอก็จะเหมือนชิงหลิงในภาพของหัวเธอตอนนี้
โจวชิงหลิงบุตรสาวของผู้นำหมู่บ้าน โจวตง เธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างเอาแต่ใจตัวเอง เมื่อเธอเข้าสู่วัยออกเรือนกลับชื่นชอบ จ้าวเจ๋อหยวน จนไม่ยอมเชื่อบิดามารดาที่เอ่ยห้ามปราม เพราะรู้ดีว่า เจ๋อหยวนไม่ได้รักบุตรสาวของตนเลย
บิดามารดาก็ไม่อยากเห็นบุตรสาวช้ำใจ จึงคิดจะส่งนางไปอยู่ที่บ้านท่านตาท่านยายที่อยู่หมู่บ้านใกล้กัน เพื่อให้เจ๋อหยวนที่ใกล้จะสอบซิ่วไฉเดินทางออกจากหมู่บ้านไปสอบเสียก่อน
แต่แล้วบุตรสาวก็ทำเรื่องที่เขาไม่คาดคิด เมื่อนางไม่รู้ไปหายากำหนัดมาจากไหน ใส่ลงไปในอาหารแล้วนำไปส่งให้เจ๋อหยวนที่เรือน
เจ๋อหยวนก็คิดว่าเป็นกัวซูซินหญิงงามในหมู่บ้านที่ทั้งคู่ชอบพอกันฝากมาให้ตามที่ชิงหลินนางกล่าวอ้าง
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้เสียกัน เพราะเจ๋อหยวนก็ไม่ประสาเรื่องเช่นนี้ เขาจะต้านทานฤทธิ์ของยาที่รุนแรงได้อย่างไร
เมื่อแต่งเข้าไปแล้วเจ๋อหยวนก็ไม่ได้ดูแลนางอย่างที่นางคิด เพราะการหลับนอนในครั้งนั้นชิงหลิงนางก็ตั้งครรภ์อย่างไม่น่าเชื่อ
มารดาเลี้ยงของเจ๋อหยวนก็ไม่ชอบชิงหลิงอยู่แล้ว ต่อให้ช่วงแรกนางจะยอมทำทุกอย่างที่พวกเขาสั่งนานวันเข้าจากที่เคยอยู่สุขสบายโดนกลั่นแกล้งมากเข้านางก็เอาเรื่องไปฟ้องบิดามารดา
นางเหยียนมารดาเลี้ยงของเจ๋อหยวนรังเกียจลูกเลี้ยงอยู่แล้วก็หาทางแยกบ้านกับทั้งคู่เสียเลย
เจ๋อหยวนจึงต้องพานางออกมาอยู่ที่กระท่อมเดิมของมารดาท้ายหมู่บ้าน เขาที่ออกมาแต่ตัวไม่มีสิ่งใดมาด้วย
ทุกอย่างในเรือนทั้งอาหารก็ได้บิดามารดาของชิงหลิงหยิบยื่นให้อยู่ตลอด
แต่เพราะความหึงหวงของนางที่มีต่อเจ๋อหยวนทำให้เขาไม่อาจใช้ชีวิตอ่านตำราอย่างสงบได้ เขาจึงเดินทางเข้าไปทำงานเป็นเสมียนอยู่ในเหลาอาหาร เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูนางและเป็นค่าเดินทางไปสอบของตน
ชิงหลินนางไม่ใช่คนสะอาดนัก ทุกสิ่งอย่างก็เป็นมารดานางที่นานๆ ครั้งจะแวะมาดูแลทำความสะอาดเรือนให้บุตรสาว
วันที่นางสิ้นใจ นางสำลักอาหารเช่นเดียวกับหลิงหลิงจนตาย วิญญาณของหลิงหลิงจึงเข้ามาอยู่ในร่างของนางแทน
“หะ หิว” เด็กน้อยเขยิบตัวเข้ามาดึงเสื้อของชิงหลิงเพื่อเรียกสตินาง
“ละ แล้ว ให้ฉัน ขะ ข้า หรือ มะแม่เล่า โอ๊ยยยย” ชิงหนิงนางไม่รู้จะแทนตัวอย่างไรดี จึงดึงทึ้งผมตัวนางอย่างหงุดหงิด
“มะ แม่ หิว” จ้าวเยี่ยนส่งสายตาน่าสงสารมองมาที่นาง
ชิงหลิงนางมองเขาอย่างใจอ่อน ก่อนจะอุ้มตัวเขาแล้วลุกขึ้นไปหาอะไรในครัวให้เขากิน แต่ร่างกายของนางนั้น มันทำให้นางเดินไม่สะดวกนัก
เพียงอุ้มจ้าวเยี่ยนได้ไม่เท่าไหร่นางก็เหนื่อยเสียแล้ว
“เคยขยับตัวบ้างไหมเนี้ย” นางพึมพำออกมาอย่างหัวเสีย
“อาเยี่ยนอยู่ตรงนี้ได้หรือไม่ ห้ามไปที่ใดรู้ไหม” นางวางจ้าวเยี่ยนลง ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว เดินไปสองก้าวก็หันกลับมามองเขาครั้งหนึ่ง
จ้าวเยี่ยนจึงเดินเตาะแตะไปหานาง
“เดินได้ก็ไม่บอก มา ไปด้วยกัน” นางจูงมืออาเยี่ยนไปที่ครัว และหาเก้าอี้ให้เขานั่งรออยู่ด้านหน้า
เมื่อชิงหลิงเห็นครัวก็แทบจะเป็นลมภายในห้องครัวข้าวของวางระเกะระกะไปทั่ว หม้อ ก็ดำจนนางไม่กล้าจะจับ ทั้งชามที่ทำมาจากไม้ยังราขึ้นแบบนี้ใครจะกล้ากิน
“ทนได้หรือไม่ แม่จะพาเจ้าไปที่เรือนท่านตาท่านยาย” นางหมดหนทางแล้วจริงๆ
ชิงหลิงจับจ้าวเยี่ยนแอบน้ำพร้อมกับนาง ฝักเจ้าเจี่ยวที่ขึ้นอยู่หลังเรือนใช้ถูไปตามเส้นผมและร่างกายของทั้งคู่
กว่าจะสะอาดน้ำในโอ่งก็หมดลงพอดี สองแม่ลูกเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ชิงหลิงนางคิดว่าสะอาดที่สุด ก่อนจะเดินไปที่บ้านบิดามารดาตามความทรงจำของร่างเดิม
ชิงหลินนางทั้งอุ้มทั้งปล่อยให้จ้าวเยี่ยนเดินด้วยเอง กว่าจะมาถึงเรือนของบิดามารดานางก็แทบจะสิ้นแรง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ อยู่หรือไม่เจ้าคะ” นางพยายามเลียนแบบคำพูดของคนโบราณทั้งวิธีการพูดของเจ้าของร่างเดิม เพื่อไม่ให้ผู้ใดจับผิดนางได้
เพราะตลอดทางที่เดินมา นางก็ได้รับสายตาดูแคลนจากชาวบ้านมานับไม่น้อย แต่คนอย่างชิงหลิงนางจะไปสนสายตาของผู้ใด
เมื่อก่อนตอนนางไลฟ์สดทั้งสายตาและคำพูดมากมาย พูดกระทบนางจนนางเลิกเก็บคำพูดคนอื่นมาคิดเสียแล้ว
“หลิงเออร์ เข้ามาก่อนลูก เหตุใดถึงมาที่เรือนได้เล่า”
จงเยว่รีบมาเปิดประตูเรือนเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกของบุตรสาว ยิ่งเห็นใบหน้าของนาง เนื้อตัวสองแม่ลูกที่อาบน้ำจนสะอาดหน้ามอง ผมที่เก็บเรียบของทั้งคู่ นางก็อดจะอ้าปากค้างอย่างตกตะลึงไม่ได้
เมื่อก่อนชิงหลินนางก็รักสวยรักงามเช่นสตรีทั่วไป แต่พอเจ๋อหยวนไม่สนใจนาง นางก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนมีสภาพไม่น่ามอง
“อาเยี่ยนหิวข้าวเจ้าค่ะ ในเรือนข้า...” นางไม่รู้จะพูดเรื่องขายหน้าออกมาเพื่ออันใดจึงเงียบปากลง
จงเยว่รับหลานชายไปอุ้มพร้อมทั้งพาสองแม่ลูกเข้ามาในเรือน ก่อนจะรีบไปหาอาหารมาให้พวกเขาได้กิน
ชิงหลิงนางไม่ได้ลงมือกินก่อนเช่นทุกครั้งที่มารดานำอาหารมาให้ เพราะครั้งนี้นางตักข้าวต้มป้อนบุตรชายเสียก่อน จงเยว่อดจะมองนางอย่างพิจารณาไม่ได้
“หลิงเออร์มารึ” โจวอู๋หลางกลับมาจากสวนก็เดินเข้ามาหาบุตรสาวที่อยู่ในห้องโถง
เขาก็มีอาการเช่นเดียวกับภรรยาที่มองบุตรสาวอย่างตกตะลึง ยิ่งหลายชายแล้วด้วย ทุกทีจะมีสภาพไม่ต่างจากขอทาน
“ท่านพ่อ ท่านกินอะไรมาหรือยังเจ้าคะ” ชิงหลิงเอ่ยถามบิดาเสียงหวาน
โจวอู๋หลางมองบุตรสาวด้วยน้ำตาคลอเบ้า นานเพียงใดแล้วที่เขาไม่ได้เห็นบุตรสาวร้องเรียกเสียงหวานเช่นนี้
“กำลังหิวอยู่พอดี” โจวอู๋หลางนั่งลง จงเยว่ก็รีบร้อนหาข้าวมาให้เขาทันที ทั้งสี่นั่งลงกินข้าวพร้อมกันอย่างมีความสุขในรอบสามปีก็ว่าได้
“ท่านแม่ ท่านจะไปไหนหรือไม่ ข้าจะฝากอาเยี่ยนเย็นๆ ข้าจะมารับเจ้าคะ”
“เจ้าจะไปที่ใด” เพราะบุตรสาวไม่ยอมออกไปข้างนอกมานาน จงเยว่จึงอดที่จะเอ่ยถามไม่ได้
“ข้าจะกลับไปเก็บเรือนเจ้าค่ะ”
โจวอู๋หลางเกือบจะพ่นชาในปากออกมา เมื่อได้ยินสิ่งที่บุตรสาวเพิ่งพูดไป
“ดีดีดี แม่จะดูอาเยี่ยนให้เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องมารับ ประเดี๋ยวอาเทียนกลับจากสำนักศึกษา แม่จะให้เขาพาหลานไปส่ง” จงเยว่กลัวบุตรสาวจะเดินเหนื่อยเพราะน้ำหนักตัวของนางที่เคลื่อนไหวลำบากจึงจะให้น้องชายเขาไปส่งจ้าวเยี่ยนให้
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ” นางยิ้มหวานอย่างยินดี ก่อนจะหันไปมองอาเยี่ยนให้เป็นเด็กดีแล้วกลับเรือนของนางไป
“ตาเฒ่า ข้าหูฟาดไปหรือไม่” จงเยว่หันไปหาสามี
“เจ้าได้ยินเช่นใด ข้าก็ได้ยินเช่นนั้น” โจวอู๋หลางมองแผ่นหลังของบุตรสาวที่เดินกลับเรือนของนางไป
“อาเทียนกลับมา เจ้าก็ให้เขาเอาแป้ง ข้าวไปให้ หลิงเออร์มากเสียหน่อย นางคงกินไม่อิ่มถึงได้เป็นเช่นนี้” โจวอู๋หลางเอ่ยกลับจงเยว่อย่างปลงตก
หากชิงหลิงนางมาได้ยินเข้าคงได้โมโหจนได้ ยิ่งวันนี้สองสามีภรรยาเห็นบุตรสาวกินข้าวน้อยกว่าทุกครั้งก็ยิ่งเป็นห่วงนางมากขึ้น
ชิงหลิงเมื่อกลับมาถึงเรือน นางก็จัดการเก็บกวาดภายในห้องของนาง เพียงแค่ก้มๆ เงยๆ นางก็แทบจะหลังเสียแล้ว
นางรื้อของที่ชิงหลิงคนเดิมแอบเก็บไว้กินจนเหม็นเน่าทิ้งทั้งหมด ทั้งจะนำเสื้อผ้า ผ้าห่มออกไปซักก่อนเป็นอันดับแรก
เมื่อเดินมาที่โอ่งน้ำ นางก็แทบจะลมจับ เมื่อน้ำในโอ่งถูกนางสองแม่ลูกอาบไปจนหมดแล้ว ชิงหลิงจึงต้องแบกของทั้งหมดไปที่แม่น้ำ เพื่อซักผ้า
ยังดีที่เป็นเวลาสายแล้วชาวบ้านที่ริมน้ำจึงไม่เหลือสักคน ไม่เช่นนั้นพวกนางคงได้ตกใจจนตาย เพราะพบเจอเรื่องประหลาด ที่ชิงหลิงนางออกมาซักผ้า
ชิงหลิงใช้ฝักเจ้าเจี่ยวที่นางเก็บมาจนหมดกว่าเสื้อผ้าและผ้าห่มของนางจะสะอาด เมื่อกลับถึงเรือนเรี่ยวแรงที่นางทั้งซักผ้าทั้งแบกของ เดินกลับก็แทบจะไม่เหลือ
แต่ชิงหลิงก้ไม่อาจจะหยุดพักได้ ไม่เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็ต้องเดินไปขอข้าวบิดามารดากินอีก นางต้องเดินกลับไปหาบน้ำที่แม่น้ำ เพื่อมาเติมให้เต็มโอ่ง
ยังดีที่แม่น้ำอยู่เพียงหลังเรือนไม่เช่นนั้นนางคงถอดใจ ไม่ล้างมันแล้วจาน แต่ก็ต้องท่องไว้ ไม่ล้างก็ไม่มีกิน
ฝักเจ้าเจี่ยวหลังเรือนถูกเด็ดมาใช้จนแทบจะเกลี้ยงต้น นางทั้งขัดทั้งต้มน้ำร้อนลวกจานชาม หม้อ ไห ตะเกียบ จนคิดว่าเชื้อโรคคงตายไปบ้างแล้วจึงได้นั่งพักอย่างเหนื่อยหอบ
เพียงนาน โจวเทียนก็พาอาเยี่ยนมาส่งให้นาง
ชิงหลิงหันไปมองด้วยแววตาที่อยากจะร้องไห้ นางยังไม่ได้หยุดพักเลยบุตรชายก็กลับมาเสียแล้ว
“พี่หญิง ผีเข้าหรือขอรับ ท่านถึงได้ลุกขึ้นมาเก็บกวาดเรือนเสียเรียบร้อยเช่นนี้”
โจวเทียนมองเรือนที่สะอาดตาของชิงหลิง พร้อมทั้งพูดเย้านางอย่างอดไม่ได้
“แล้วนั้นเจ้าเอาอะไรมาด้วย” ชิงหลิงถลึงตามองน้องชาย ก่อนจะถามถึงของที่อยู่ในตะกร้าด้านหลังของเขา
“ท่านพ่อท่านแม่ คิดว่าท่านอดข้าวจะเสียสติ จึงให้ข้าเอาของมาให้ท่าน”
“ห๊า” ชิงหลิงร้องออกมาอยากไม่อยากเชื่อ แต่เมื่อนั่งคิดก็คงไม่แปลกอันใด เพราะอยู่ๆ คนขี้เกียจจะลุกขึ้นมาขยันก็คงจะแปลกอย่างที่เขาว่า
“ช่างเถิด เจ้าช่วยข้าหาบน้ำได้หรือไม่” ชิงหลิงนางกะพริบตาปริบๆ มองน้องชายเพื่อให้เขาเห็นใจ
“ทำยังกับท่านไม่เคยใช้ข้าเสียอย่างนั้น” โจวเทียนแบกถังน้ำออกไปหาบน้ำอย่างรวดเร็ว เพราะทุกครั้งที่เขามาที่เรือนของพี่สาวเขาก็ต้องทำเช่นนี้ทุกครั้ง
โจวเทียนเมื่อหาบน้ำจนเต็มโอ่งเขาก็ขอตัวกลับเรือนไปทั้งยังมองพี่สาวอย่างแปลกๆ แม้แต่ท่าทางของชิงหลิงนางก็ดูไม่เหมือนเดิม
ชิงหลิงเมื่อรู้ว่าบุตรชายของนางกินข้าวเย็นมาเรียบร้อยแล้วก็จับเขาอาบน้ำพร้อมนางเพื่อจะได้พักผ่อนเสียที
จ้าวเยี่ยนก็เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย บอกเขานอนเขาก็นอน ไม่งอแงกับนางสักนิด นางมองบุตรชายที่เป็นของนางในตอนนี้อย่างสงสาร เหตุใดเขาถึงผอมเช่นนี้ ชิงหลิงนางอดคิดไม่ได้แล้วยุคนี้เขาไปหานมที่ไหนมาให้เด็กกิน
เมื่อคิดจะหาแม่แพะมารีดน้ำให้จ้าวเยี่ยนได้กิน นางก็ไปค้นหาถุงเงินที่เจ้าของร่างเดิมเก็บไว้
ชิงหลิงเทเงินที่อยู่ในถุงออกมาก็ต้องประหลาดใจ ชิงหลินคนเดิมนางไม่ได้ใช้เงินแม้แต่เหรียญทองแดง
เพราะเจ๋อหยวนจะนำเงินกลับมาให้นางสิบห้าวันหนึ่งครั้ง ครั้งละสองตำลึงนับตั้งแต่ที่นางแยกเรือนกับบิดามารดาของเจ๋อหยวน
ในตอนนี้ชิงหลิงนางใช้ความรู้ที่นางมีเมื่อภพที่แล้วนับได้ราวสี่สิบห้าตำลึง ของเจ๋อหยวนสี่สิบตำลึงเงิน ที่บิดามารดานางให้ไว้อีกห้าตำลึงเงิน
เมื่อนั่งนึกดูเหตุผลที่เจ้าของร่างเดิมไม่ออกไปด้านนอกเรือนเลยก็อดจะส่งสารนางไม่ได้ นางช่างน่าเห็นใจนัก เพราะคำนินทาของผู้อื่น ทั้งกลัวเจ๋อหยวนจะอับอายนางจึงได้แต่เก็บตัวอยู่ในเรือน
“ทำไมเจ้าต้องเอาทั้งชีวิตไปฝากไว้กับบุรุษด้วยเล่า” ชิงหลินนางเก็บเงินเข้าที พรุ่งนี้จะลองไปถามเรื่องซื้อแพะจากบิดาดู
ชิงหลิงนางทิ้งตัวลงอย่างแผ่วนอนข้างจ้าวเยี่ยน ยังดีที่มีผ้าห่มให้ใช้อีกหนึ่งผืนไม่เช่นนั้นนางก็ไม่รู้ว่าทั้งสองจะผ่านคืนนี้ไปเช่นไร
อากาศหนาวเย็นยามค่ำคืน จ้าวเยี่ยนซุกเข้าหาไออุ่นจากร่างของมารดา ชิงหลิงนางไม่เคยกับผู้อื่น เมื่อรู้สึกถึงตัวตนอีกคนที่ขยับมาใกล้นางก็อดสะดุ้งตื่นไม่ได้
แต่ที่เลวร้ายไปมากกว่านั้น ท้องของนางร้องออกมาจนนางก็อดตกใจไม่ได้เช่นกัน เมื่อตอนเย็นนางไม่กินอาหาร เพราะติดนิสัยเดิมเมื่ออยู่ภพที่แล้วมาด้วย
เพราะต้องรักษารูปร่างให้สวยงามเช่นเดิมอยู่ตลอดนางจึงเลือกที่จะไม่กินข้าวเย็น แต่ตอนนี้นางทนไม่ได้เสียแล้ว
จะให้ลุกไปก็กลัวว่าจ้าวเยี่ยนที่ซุกอยู่กับอกของนางจะตื่นขึ้น ชิงหลิงต้องนอนแสบท้องเพราะความหิวจนนางไม่อาจต้านหนังตาที่แทบจะปิดสนิท เพราะความเหนื่อยจากการเก็บเรือนไม่ได้ ชิงหลิงจึงหลับไป
ฟ้ายังไม่สว่างดีนางก็ตื่นเสียแล้ว การกระทำทุกอย่างยังไม่ทิ้งนิสัยเดิม นางเริ่มคลำหน้าโทรศัพท์ที่มักอยู่ข้างตัวเสมออีกครั้ง แต่เมื่อคลำไปเจอหัวบุตรชายนางก็คิดได้ว่านางไม่ได้อยู่ในภพเดิมอีกแล้ว
ชิงหลิงห่มผ้าให้จ้าวเยี่ยนทั้งยังนำหมอนมาไว้ใกล้ตัวของเขาเพื่อให้เขารู้สึกว่าแม่ยังนอนอยู่ที่เดิม
หลังจากที่ใคร่ครวญเมื่อคืนนางก็รู้ว่าจ้าวเยี่ยนน่าจะมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กคนอื่น อาจจะมาจากที่เจ้าของร่างเดิมไม่ได้พูดคุยกับลูกบ่อยครั้งทำให้เขาพูดช้า
และไม่ได้พาออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นจึงทำให้ขาของเขาไม่ค่อยได้ออกแรงเดินจึงเดินได้ไม่มั่นคงนัก ต่างจากเด็กในหมู่บ้านที่นางพบเมื่อวาน พวกเขาน่าจะอายุใกล้เคียงกับจ้าวเยี่ยนแต่กลับวิ่งเล่นพร้อมทั้งพูดคุยเสียงเจื้อยเจียวดูน่าเอ็นดู
ชิงหลิงเดินไปที่ครัว เมื่อวานนางมีบทเรียนเรื่องการก่อไฟแล้ว ในวันนี้เมื่อจุดอีกครั้งก็ไม่ได้ยากเท่ากับครั้งแรกที่นางทำ นางต้มน้ำเพื่อเตรียมให้จ้าวเยี่ยนได้ล้างหน้าล้างตา
ตะกร้าที่โจวเทียนทิ้งไว้เมื่อวานนอกจากข้าวสาร แป้งก็ยังมีไข่ไก่อยู่หลายฟอง ชิงหลิงนางทำไข่ตุ๋นง่ายๆ ให้กับจ้าวเยี่ยนสำหรับนางต้มไข่สองฟองกินกับข้าวต้มก็คงพอ
เพราะอาหารที่ทำนั้นง่ายสำหรับนาง ชิงหลิงที่ยังมีเวลาเหลือก่อนจะไปปลุกเรียกจ้าวเยี่ยนนางเดินออกกำลังกายรอบเรือนหลังเล็ก ในตอนแรกนางคิดว่าจะเดินสักห้ารอบ แต่พอเอาเข้าจริงๆ สองรอบนางก็นั่งหอบหมดแรงแล้ว
ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ตอนที่ฟ้าสว่างนางเดินผ่านหลังเรือนก็พบว่ามีผักที่เจ๋อหยวนน่าจะปลูกทิ้งไว้
ชิงหลิงนางจึงไปเก็บ ป๋ายช่าย (ผักกาดขาว) มาผัดกับน้ำ อย่าเรียกว่าผัดเลยเรียกว่าลวกน่าจะดีกว่า แล้วปรุงรสด้วยเกลือให้มีรสชาตินิดหน่อย นิดหน่อยที่ว่าคือนิดหน่อยจริงๆ เพราะนางเหลือติดไหแค่เท่านั้น
“มะ แม่” จ้าวเยี่ยนเดินงัวเงียออกมาห้องนอน ร้องเรียกชิงหลิงเพราะไม่เห็นนาง
“ตื่นแล้ว อาเยี่ยนเดินมาหาแล้วเข้า” ชิงหลิงโบกมือเรียกให้เขาเดินมา เพราะไม่อยากอุ้มเขาอีกแล้ว
จ้าวเยี่ยนก็เดินส่ายไปส่ายมาเข้ามาหาชิงหลิงที่หน้าห้องครัว ก่อนจะอ้าแขนยกสูงขึ้น เพื่อให้นางอุ้ม
ชิงหลิงที่เห็นเช่นนั้นนางก็อดใจไม่ไหว เข้าไปอุ้มเขาขึ้นมาแล้วพามาล้างหน้าล้างตา ก่อนที่ทั้งคู่จะนั่งกินข้าวที่ตรงประตูครัว
“อาเยี่ยนถือช้อนแบบนี้ เด็กดี ดูแม่กินนะ อ้ำ อ้ำ” ชิงหลิงนางทำเป็นตัวอย่างให้อาเยี่ยนทำตามนาง
เมื่อเขาตักเข้าปากเองได้ นางก็ตบมือให้อย่างให้กำลังใจ สองแม่ลูกกินข้าวไปพูดคุยเล่นกันไป อาเยี่ยนก็โต้ตอบกับนางได้หลายคำ
“รอแม่ล้างจาน พวกเราจะไปบ้านท่านตากัน แม่จะซื้อแพะมาให้อาเยี่ยนดีหรือไม่” ชิงหลิงล้างจานไปพูดคุยกับบุตรชายไป
“แพะ เยี่ยน อยากได้แพะ”
“บุตรชายแม่เก่งมาก” ชิงหลิงขยี้หัวของอาเยี่ยน ก่อนจะจัดผมให้เขาใหม่
ชิงหลิงเข้าไปเอาถุงเงินแล้วปิดเรือนไปที่บ้านบิดามารดา อาเยี่ยนก็เดินอยู่ข้างมารดาไม่ห่าง นางไม่เร่งให้เขารีบเดิน