ในพื้นที่กว้างหลายร้อยตารางวาเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์สี่หลังที่สร้างด้วยอิฐสีแดงฉาบปูนทาสีขาวรูปทรงเหมือนกันปลูกเป็นตึกสามชั้นในพื้นที่กว้างขวางท่ามกลางสนามหญ้าเขียวขจีมีน้ำพุขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางเชื่อมต่อถึงบ้านลูกชายลูกสาวกันด้วยแผ่นหินอ่อนสีขาวสะอาดตาโดยมีบ้านบิดาอยู่ด้านในสุด
ลูกชายคนสุดท้องยังอยู่บ้านเดียวกับบิดามารดาเพราะยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัวเหมือนพี่สาวพี่ชายทั้งสามคน แต่บิดามารดาบอกความตั้งใจแก่ลูกทุกคนแล้วว่าจะยกบ้านหลังนี้ให้ลูกชายคนเล็ก เมื่อมารดาถึงแก่กรรมเขาจึงอยู่บ้านกับบิดาเพียงสองคน
ชิงซานเป็นลูกชายคนเล็กที่เติบโตมาจากความรักตามใจของมารดามากกว่าลูกคนอื่น เขาจึงเป็นลูกคนเดียวที่ไม่เป็นโล้เป็นพายในสายตาของบิดา เพราะเรียนจบมาก็ยังไม่ยอมเข้าทำงานในบริษัทเหมือนพี่สาวพี่ชายและใช้ชีวิตอิสระสนุกกับการกินเที่ยวแบบที่ทุกคนในครอบครัวเห็นว่า...ไร้สาระ...แต่หลังจากวันเกิดอายุครบยี่สิบห้าบิดาก็ยื่นคำขาด
“ป๊าให้เวลาแกหนึ่งเดือน เลิกยุ่งเกี่ยวกับจื่อรั่ว อย่างเด็ดขาด และแต่งงานกับผู้หญิงที่ป๊าเลือกให้”
คำพูดของบิดากระชากแรงโกรธจากชิงซานออกมาเป็นคำปฏิเสธไม่มีเยื่อใย เขาถือความอิสระเป็นใหญ่และไม่ต้องการให้บิดามาบงการชีวิตทุกอย่าง เขาอาจจะยอมบิดาเรื่องงานของบริษัทที่เขาต้องเรียนรู้เพื่อสืบต่อธุรกิจเหมือนกับพี่สาวพี่ชาย แต่เขาจะไม่ยอมเรื่องการคลุมถุงชนหรือการแต่งงานโดยบิดาจัดหาให้เหมือนอย่างพี่ทุกคน
“ผมโตแล้วนะป๊า ไม่ใช่เด็กที่ป๊าต้องมาตัดสินใจแทนทุกอย่าง และถ้าจะมีเมีย ผมจะเลือกเมียของผมเอง” เขามองสบตาบิดาอย่างท้าทาย
“ใช่ แกโตแล้ว ปีนี้ก็อายุยี่สิบห้าปีเต็ม ป๊าจึงเห็นว่าแกควรมีครอบครัวได้แล้ว ถึงจื่อรั่วจะไม่ใช่ผู้หญิงเลวร้ายอะไร แต่ผู้หญิงอย่างจื่อรั่วไม่เหมาะสมกับแกหรอก เชื่อป๊าเถอะ" ห่าวซินนิ่วหน้าใส่ลูกชาย เมื่อคิดว่าเขาจะจริงจังกับเพื่อนสาวคนปัจจุบัน
“จะเหมาะสมหรือไม่ผมจะเป็นคนตัดสินใจเองครับ" ชิงซานไม่ยอม
“ผู้หญิงที่แกคบหาเป็นคู่รัก ไม่มีใครมีประวัติเหมาะสมที่จะเป็นสะใภ้สกุลฟ่านของเราสักคน ล่าสุดนี่ก็เป็นแม่ม่ายเลิกกับผัวและเป็นแค่พนักงานระดับล่างของบริษัทขายมือถือของฝรั่งเท่านั้น" ห่าวซินติดตามเช็กประวัติหญิงสาวที่ลูกชายคนเล็กคบหามาทุกคน และพบว่าถ้าไม่เป็นม่ายก็เป็นผู้หญิงรักอิสระมีสัมพันธ์รักกับผู้ชายโดยไม่ผ่านการแต่งงานมาแล้วทั้งสิ้น
“จะสำคัญอะไรล่ะป๊า ยุคสมัยนี้เขาเลิกสนใจเรื่องฐานะสูงต่ำหรือเลิกใส่ใจเรื่องความบริสุทธิ์ผุดผ่องของผู้หญิงกันแล้ว และผมก็ไม่ถือสาเรื่องนี้ด้วย” ชิงซานบอกบิดาน้ำเสียงหนักแน่น อยากให้บิดาเลิกใส่ใจเรื่องนี้เสียที
“แต่ป๊าถือสา แกต้องได้ผู้หญิงดีๆมาเป็นแม่ของลูก และป๊าก็หาคนเหมาะสมไว้ให้แกแล้ว แกจำลูกสาวอาซีฮันญาติห่างๆของหม่าม๊าแกได้ไหม ป๊าว่าเหมาะสมกับแกมากที่สุดเลยละ”
“ไม่เอาหรอก ผมไม่ชอบสาวไซต์ไหกิมจิอย่างเด็กคนนั้น โตขึ้นน้ำหนักคงเพิ่มขึ้นอีกเยอะ” ชิงซานนึกเห็นภาพเด็กสาวที่เคยเจอเมื่อสามปีก่อน หล่อนมีรูปร่างอวบอ้วนเหมือนไหกระเทียมต่อขา
“ผู้หญิงอ้วนหรือผอมจะสำคัญอะไร เธอเรียนจบปริญญาตรี เฉลียวฉลาด มีน้ำใจ เรียบร้อยอ่อนหวาน ขยันขันแข็ง และทำงานเก่ง ป๊าว่าดีก็ต้องดีสิ แกอย่าเพิ่งปฏิเสธเลย" ห่าวซินบรรยายคุณสมบัติดีงามของหญิงสาวสวยที่เลือกให้ลูกชายด้วยน้ำเสียงชื่นชม
“จะดีจะเก่งแค่ไหน แต่อ้วนเป็นโอ่งเป็นไหกิมจิไม่ใช่สเป็กผมหรอกนะ”ชิงซานอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงเด็กสาวตัวอวบอ้วนคนนั้น
“ป๊าเชื่อว่าได้เจอฮุยยินคราวนี้แกจะไม่ปฏิเสธแน่ ที่สำคัญป๊ากับหม่าม๊าทาบทามไว้ให้แกนานแล้ว" ห่าวซินไม่ได้บอกรายละเอียดกับลูกชายคนเล็กถึงเหตุผลที่เขากับภรรยาและมารดาของฮุยยินเคยตกลงกันว่าจะให้ลูกชายบุตรสาวสองครอบครัวแต่งงานกัน และฮุยยินกับชิงซานก็เป็นคู่ที่อยู่ในช่วงวัยเหมาะสมกัน
“โห...นี่มันยุค 2022 นะป๊า หมดยุคสมัยจับคู่ให้ลูกหลานกันแล้ว ผมไม่รับรู้เรื่องของป๊ากับหม่าม๊าด้วยนะ และตอนนี้ผมก็ยังมีจื่อรั่วเป็นคู่รักอยู่ ป๊าไม่ต้องมาเร่งรัดผมหรอก" ชิงซานทำหน้าเบื่อหน่าย
“อุวะ...อายุยี่สิบห้าปีแล้ว แกจะรออะไร เดี๋ยวก็มีลูกไม่ทันใช้หรอก แต่งเร็วก็มีลูกเร็วทันใช้แกไม่ชอบหรือ” ห่าวซินถามลูกชาย
“ผมยังไม่อยากมีลูก ถ้าหล่อนดีนักหนาป๊าก็แต่งกับหล่อนเสียเองสิ หม่าม๊าก็ตายไปสองสามปีแล้ว คงไม่มีใครว่าหรอก” ชิงซานประชดบิดาโดยไม่รู้ว่า...คำประชดของเขาจะทำให้เขาต้องเจ็บปวดภายหลัง...
“ไอ้บ้า...ป๊าขอเธอมาเป็นเมียแกไม่ใช่เมียป๊า ที่หามาให้เพราะเห็นว่าแกยังไม่มีใคร ป๊ารู้ว่าแกไม่ได้จริงจังกับจื่อรั่ว และแกก็ถึงวัยควรแต่งงานมีลูกได้แล้ว” ห่าวซิน พยายามชี้ให้เห็นถึงความจริงว่าชิงซานถึงวัยสร้างครอบครัวได้แล้ว แต่ลูกชายกลับมองไม่เห็นความหวังดีที่เขาเข้ามาจัดการเรื่องคู่ครองให้
“สมัยนี้เขาไม่รีบร้อนกันแล้วป๊า”
“แกไม่รีบแล้วผู้หญิงที่แกควงอยู่ล่ะ แกไม่รักก็ควรปล่อยหล่อนไปเจอผู้ชายที่รักหล่อนไม่ดีกว่าหรือ" ห่าวซินจ้องหน้าลูกชาย
“จื่อรั่วอยู่กับผมอย่างเต็มใจ ผมไม่เคยรั้งเธอไว้ เธออยากอยู่กับผมเอง” ชิงซานแก้ตัว
“เพราะแกไม่ได้บอกหล่อนว่าแกไม่คิดจะแต่งงานกับหล่อน ปล่อยหล่อนไปซะ ป๊าจะให้ทนายจัดการเรื่อง ค่าเสียเวลาของหล่อนเอง”ห่าวซินต้องการให้จื่อรั่วออกไปจากชีวิตลูกชายอย่างถาวร
“อย่านะป๊า ผมขอเวลาอีกสักพัก ถ้าพร้อมเมื่อไรผมบอกป๊าเอง” ชิงซานต้องการเวลาใช้ความหนุ่มอย่างอิสระอีกสักสองสามปี
“ขืนรอแกป๊าตายก่อนแน่" ห่าวซินว่า
“ป๊าเพิ่งหกสิบแปดเองนะ จะรีบตายทำไม”ชิงซานขบขันความคิดของบิดา
“อุวะ...ใครจะรู้วันตายได้ล่ะ”
“ป๊าแข็งแรงไม่ตายง่ายๆหรอก”
“แกจะไม่ให้ฉันได้เห็นหน้าลูกแกสักคนเลยหรือ”
“หลานป๊าก็มีตั้งสี่ห้าคนแล้วนะ”
“แล้วมันใช่ลูกแกหรือเปล่าล่ะ”
“โอ๊ยป๊า จะอยากเห็นลูกผมทำไม เมียผมยังหาไม่ได้เลย ถ้าจะรอก็อีกสองสามปีแหละป๊า”
“เออ...แล้วอย่ามาเสียดายทีหลังนะ”ห่าวซินถอนใจเฮือกกับความดื้อรั้นของลูกชายคนเล็ก
ห่าวซินกลัดกลุ้มใจที่ลูกชายคนเล็กปฏิเสธขันแข็งที่จะรับเจ้าสาวที่เขาเลือกให้แต่งงาน ห่าวซินคิดว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่างให้ลูกชายคนเล็กได้รับบทเรียนบ้าง และคิดวางแผนอยู่ในใจว่าเขาจะพาฮุยยินมาเจอชิงซานในรูปแบบที่ลูกชายคาดไม่ถึง เจ้าลูกชายผู้ดื้อรั้นสมควรได้รับบทลงโทษจากเขาเสียบ้าง
หมอนหนุนหรือผ้าห่มที่หล่นกระจัดกระจายอยู่รายรอบเตียงไม่เป็นที่สนใจของสองร่างที่กำลังผลัดกันรุกผลัดกันรับและส่งเสียงครางเสียงสูดปากจากความสุขในสงครามรักที่กำลังโรมรันกันอย่างผู้มีประสบการณ์ช่ำชองทั้งสองฝ่าย แต่ความสุขสมใจน่าจะเป็นฝ่ายหญิงที่กรีดร้องดังทุกจังหวะรักขณะร่อนสะโพกผายของหล่อนเข้ารับร่างแกร่งของฝ่ายชาย ความเสียวกระสันในเลือดเนื้อลุกโหมไม่ต่างกับเปลวเพลิงเผาไหม้อารมณ์ ใบหน้าแดงระเรื่อส่ายไปมาบนพื้นฟูกเมื่อหมอนหนุนถูกดึงไปวางรองกลางสะโพกหนั่นแน่นที่ช่วยออมแรงในการแอ่นรับความสุขเสียวจากคู่สวาท แต่ไม่นานความเสียวที่กำลังสุขจัดของหล่อนก็ค่อยจางลงเมื่อฝ่ายชายโหมแรงเหมือนกำลังจะฆ่าหล่อนให้ตาย และร้องอุทรเสียงลั่น
"โอ๊ย...ชิงซาน จะเด้งให้ทะลุมดลูกฉันหรือไงถึงรุนแรงขนาดนี้" จื่อรั่วผงกหัวขึ้นมองเจ้าของร่างแกร่งที่กำลังดันสะโพกใส่ตนหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความเจ็บ ดึงหมอนออกจากใต้สะโพกแล้วลุกขึ้นนั่งมองหน้าคู่รักที่สองสามอาทิตย์มานี้การทำรักของเขารุนแรงเกรี้ยวกราดราวกับจะฆ่าจนหล่อนเจ็บระบมภายใน
"อ้าว ไหนว่าชอบแรงๆ จัดให้แล้วมาทำเป็นบ่น ไม่แรงก็ร้องแรงอีกๆ จะเอายังไงให้ทำต่อหรือไม่ทำ" ผู้อารมณ์ค้างตีหน้าหงุดหงิดใส่คู่รักที่ลุกขึ้นนั่งประจันหน้าทำท่าจะดึงร่างแกร่งออกจากตัวหล่อน แต่หล่อนกลับโผเข้ากอดรัดแน่น
"ทำต่อสิ แต่แรงแบบเมื่อกี้ไม่ไหวนะ ฉันเจ็บ จะมัน จะเสียวขนาดไหนก็ทนไม่ไหวหรอก เอานะ ทำกันใหม่ เสร็จแล้วมาคุยกันว่าคุณเป็นอะไร คุณไม่เคยเป็นแบบนี้เลยนะชิงซาน" จื่อรั่วไม่รอคำตอบ หล่อนต้องการจบฉากรักด้วยความสุขสมอย่างทุกครั้งจึงระดมจูบรุกเร้าให้อารมณ์เขากลับมา แล้วหล่อนก็ได้สมใจ
การเสพรักของชิงซานมักจะเกิดจากความต้องการทางร่างกายและทำหน้าที่คู่รักให้อีกฝ่ายมีความสุขโดยมิได้มีความผูกพันใดๆ แต่ชิงซานก็ไม่เคยกระทำรุนแรงให้อีกฝ่ายเจ็บตัวต้องร้องอุทธรณ์ จื่อรั่วปรารภถึงความเจ็บในการเสพสุขกับเขาสองสามครั้งแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจยังคงเสพรักหล่อนตามแรงอารมณ์อยู่เสมอ ครั้งนี้จื่อรั่วคงทนไม่ไหวถึงได้ลุกขึ้นมาร้องอุทธรณ์กลางคัน ชิงซานอยากแก้ตัวให้คู่สวาทได้สุขสมใจและเขาก็ทำให้สาวร่างโปร่งบางส่งเสียงร้องครางและซี้ดปากดังขึ้นอีกครั้ง
"อูยสสส อย่างนั้นละ ชิงซาน แรง หนักหน่วง แต่ไม่เจ็บ ซี้ดสสส ฉันชอบ ชอบที่สุด" จื่อรั่วบิดตัวส่ายเอวรับความสุขไปพร้อมกับร้องครวญคราง การเสพรักกับชิงซานเป็นสุดยอดปรารถนาของหล่อน เขาสามารถป้อนความสุขสมใจได้ถึงอารมณ์และเขาทำให้หล่อนถึงจุดสุดยอดความสุขในการเสพรักที่หล่อนปรารถนาทุกครั้ง
"หันหลังสิ ผมชอบทำให้คุณร้องดังๆครางยาวๆ" ชิงซานดึงร่างของจื่อรั่วพลิกตัวปรับท่าให้เขาอยู่หลังสะโพกผายหนั่นแน่น แล้วพาร่างเข้ารุกถอนอยู่ในความร้อนคับแน่นที่สร้างความสุขจนทั้งเขาและหล่อนต่างครางต่างสูดปากไม่หยุด
แม้การเสพรักกับจื่อรั่วคู่รักคนปัจจุบันจะให้ความสุขมากกว่าคู่รักสาวคนก่อนๆแต่ชิงซานก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่เต็มอิ่ม เขารู้ว่า...เขาไม่เคยเต็มอิ่มกับการเสพสุขกับผู้หญิงคนไหน...แต่เขาบอกไม่ได้ว่าสิ่งที่ขาดหายไปหรือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆคืออะไร
สามสัปดาห์ก่อนที่เขาพบเจอเด็กสาวที่บิดามารดาเลือกไว้เป็นคู่หมายและเห็นหล่อนเติบโตเป็นหญิงสาวสวยสะดุดตา รูปร่างจากที่เคยอวบอ้วนกลายเป็นอรชรอ้อนแอ้นงดงามน่ารักน่าใคร่ ความรู้สึกของเขาก็เปลี่ยนไป ขณะกำลังเสพรักกับจื่อรั่วเขากลับคิดถึงและเห็นแต่ใบหน้าของหญิงสาวสวยผู้นั้น
แม้ชิงซานจะชื่นชมในตัวฮุยยินและอยากได้หล่อนมากเพียงใด แต่เขาก็ไม่อยากให้บิดาได้สมใจจึงปฏิเสธการแต่งงานกับหล่อนอย่างสิ้นเชิง และสิ่งที่ทำให้เขาโมโหและตกอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดทุกวันนี้ คือ บิดากำลังจะแต่งงานกับหล่อนในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า และทำให้เขาต้องระเห็ดออกมาเช่าอพาร์ตเม้นต์อยู่ตามลำพัง
จื่อรั่วส่งเสียงครางครวญแอ่นร่างเกร็งรับความสุขเมื่อจุดสุดยอดมาถึงประสานกับเสียงคำรามในลำคอของชิงซานที่กำลังเข้าถึงความสุขเดียวกัน หล่อนนอนทอดกายอ่อนล้าปล่อยให้เขารุกถอนในกายพอใจจนหยุดนิ่ง
“เป็นไง ถึงกับหมดแรงเชียวหรือ”จื่อรั่วหัวเราะ เมื่อเขาถอนตัวพลิกร่างหงายนอนหอบหายใจรวยริน
“หมดสิ กว่าจะล้มคุณได้ก็ตั้งหลายชั่วโมง นี่กี่โมงกี่ยามแล้วล่ะ”ชิงซานเอื้อมหยิบมือถือมาเปิดเครื่องดูเวลา เกือบครึ่งวันแล้วที่เขากับจื่อรั่วแฟนสาวขลุกอยู่ในห้องนอนบนอพาร์ตเม้นท์ที่เขาเพิ่งเช่ามาสามสัปดาห์
การย้ายออกจากบ้านมาเช่าอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ของชิงซานมีเหตุมาจากหญิงสาวสวยที่บิดาบอกว่าจะแต่งงานด้วยย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน เขาทนไม่ได้ที่จะต้องพบเจอหล่อนในบ้านทุกวันในสถานะว่าที่ภรรยาของบิดา และหลังจากย้ายมาอยู่อพาร์ตเม้นท์เขาก็พาจื่อรั่วคู่รักสาวคนล่าสุดมาเสพสุขทุกคืนวัน
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเป็นครั้งที่สามของวันนี้ ครั้งแรกเห็นชื่อบิดาโทรมาเขาก็กดวางสายไม่ยอมคุยด้วยเพราะยังโกรธเคืองที่บิดาจะแต่งงานกับหญิงสาวคราวลูกคนนั้น...ใช่ หล่อนสวย...ความสวยของหล่อนสะดุดตาทำให้ชายหนุ่มอย่างเขาใจเต้นแรง แต่เขารับไม่ได้กับวัยคราวลูกคราวหลานของบิดาและอ่อนกว่าเขาเกือบห้าปี
ยิ่งได้ยินบิดาพรรณนาถึงคุณสมบัติดีงามของหล่อนมากเท่าไรก็ทำให้เขายิ่งชิงชังหล่อนมากขึ้นเพราะ ไม่เห็นจริงตามคำบอกเล่า เนื่องจากเข้าใจว่าหลังจากเขาปฏิเสธจะแต่งงานกับหล่อน หล่อนกลับหันไปหาบิดาเขาแทน และการที่ผู้หญิงคราวลูกหลานจะแต่งงานกับผู้ชายวัย 68 ปี ไม่มีอะไรมากไปกว่า...ต้องการความสุขสบายจากทรัพย์สินเงินทองจากบิดาของเขา...เขาไม่ชอบผู้หญิงที่ใช้ความสวยของตัวเองแลกเงินทองหรือความสุขสบายเพื่อไม่ต้องดิ้นรนทำงานหนักหาเงินด้วยตัวเอง
ครั้งที่สองเป็นซิงอีพี่สาวคนโตที่เขาก็ไม่มีอารมณ์ฟังเสียงบ่นว่าเรื่องการย้ายออกจากบ้านโดยไม่บอกกล่าวบิดากับพี่ทั้งสาม และเขาอยู่ในอารมณ์รักที่กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มกับจื่อรั่วจึงปิดเครื่องไม่ให้ใครโทรกวนใจอีก
“จะโทรกันทำไมนักหนา”ชิงซานรับสายแล้วกรอกเสียงตะคอกใส่คนต้นสายด้วยความรำคาญ
“ชิงซาน ทำไมไม่รับสาย แกรู้ไหมตอนนี้ป๊าอยู่โรงพยาบาล”เสียงต้นสายดังแบบตะโกนด้วยอารมณ์โกรธดังตอบมา
“ป๊าเป็นอะไร อึ๊บแม่นั่นจนช็อกหรือไง”ชิงซานโต้กลับ อารมณ์เดือดพล่านและพาลพาโลเอากับอีกคนจากความคิดของตัวเอง เพราะบิดาของเขายังแข็งแรงไม่เคยมีโรคภัยไข้เจ็บถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลมาก่อน
“ไอ้บ้าเอ๊ย ป๊าประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ห้องไอซียู นายรีบมาด่วนเลย”คนต้นสายบอกชื่อโรงพยาบาลแล้วปิดโทรศัพท์ทันที
ชิงซานเผ่นเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตัวอย่างลวกๆแล้วออกมาใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ จื่อรั่วร้องขอตามไปด้วย แต่เขารีบเกินจะรอหล่อน กว่าจะฝ่ารถติดมาถึงโรงพยาบาลก็กินเวลากว่าชั่วโมง
“อยู่กับจื่อรั่วละสิ ถึงได้มาช้าอย่างนี้”วั่งซูสัพยอกน้องชายเพราะรู้เรื่องรักใคร่ของทั้งสองมามากพอจะรู้ว่าฝ่ายหญิงหลงใหลในตัวน้องชายชนิดเกาะติดเป็นตังเม
“อาการป๊าเป็นยังไง”ชิงซานถามน้ำเสียงหงุดหงิดไม่อยู่ในอารมณ์จะหยอกล้อด้วย แต่พี่ชายกลับตีหน้าขรึมเพยิดหน้าไปทางพี่สาวใหญ่ให้ตอบแทน
“พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่...”ซิงอีลำคอตีบตันจนพูดไม่ออกกับสิ่งที่รับรู้
“แต่อะไร บอกมาสิเจ้ อมพะนำอยู่ได้”
วั่งซูจำต้องเป็นผู้เฉลยคำวินิจฉัยของแพทย์ถึงอาการคนไข้ว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งนี้อาจทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตครึ่งตัวไม่สามารถเดินได้ตลอดชีวิต
ชิงซานที่เพิ่งรู้ว่าบิดาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และอาจจะเดินไม่ได้อีกเซไปนั่งบนเก้าอี้ตัวใกล้ๆในอาการแขนขาอ่อนแรง เพราะคาดไม่ถึงว่าบิดาจะต้องมาตกอยู่ในสถานะบุคคลทุพลภาพ บิดาตกอยู่ในสภาพนี้แล้วว่าที่เมียมิเผ่นหนีหรือ
หัวใจชิงซานพองโตเมื่อคิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะต้องปฏิเสธการแต่งงานในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้าแล้วหล่อนก็จะกลับไปอเมริกา เขาคิดฝันว่าจะกลับมาอยู่บ้านดูแลบิดาได้อย่างสุขสบายใจ เพราะไม่มีผู้หญิงที่เขาเกลียดขี้หน้ามาอยู่ขวางตา
“นายต้องกลับมาอยู่บ้านแล้วนะ”ยู่จินเชียงบอกน้องชาย เพราะหล่อนกับพี่สาวพี่ชายอยู่บ้านคนละหลังและมีครอบครัวต้องดูแลอยู่แล้ว
แม้พี่น้องทั้งสามของชิงซานจะปลูกบ้านอยู่ในบริเวณเดียวกับคฤหาสน์หลังเก่าของบิดาในที่ดินที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นบิดาของปู่ แต่ก็มีครอบครัวของตนต้องดูแลและทำงานนอกบ้านด้วยธุรกิจหลายอย่างที่สืบสานต่อกันมาจากรุ่นบิดาของปู่และปู่เช่นกัน
ชิงซานเป็นลูกคนสุดท้องและเป็นคนเดียวที่ครอบครัวเห็นว่าเขายังไม่ได้หยิบจับทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสมกับการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบัญชีและเศรษฐศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัยในเมืองปักกิ่งของจีนแผ่นดินใหญ่ถิ่นกำเนิดบรรพบุรุษของสกุลฟ่าน นอกจากนี้ชิงซานยังเก่งด้านภาษาอีกด้วย การไปเรียนคลาสพิเศษที่ประเทศอังกฤษกับสวิสเซอร์แลนด์ทำให้ชิงซานพูดเขียนภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยมและยังพูดภาษาฝรั่งเศสกับเยอรมันได้ด้วย แต่ความที่เป็นลูกและน้องคนเด็กทำให้บิดามารดาและพี่ๆเป็นห่วงอยู่เสมอ
“ไปเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ย่านไหนทำไมไม่บอกป๊าหรือพวกเราบ้าง ยังดีที่แกรับสายวั่งซูถึงได้รู้ว่าป๊าเป็นอะไร แต่ก็เอาเถอะ ยังไงแกก็ต้องกลับมาอยู่บ้านมาดูแลป๊าแทนพวกพี่อยู่แล้ว”ซิงอีที่เป็นพี่สาวใหญ่วัยสี่สิบกว่ากล่าวกับน้องชายคนเล็ก
“ใช่ เราตกลงกันแล้วว่าบ้านป๊าจะเป็นของนาย นายก็ต้องกลับมาอยู่มาดูแลป๊า แต่คงไม่หนักแรงหรอก เพราะฮุยยินนคงดูแลป๊าอยู่แล้ว”วั่งซูเบาใจที่ได้คนไว้วางใจอีกคนมาอยู่ดูแลบิดา
“เราต้องจ้างพยาบาลกับผู้ช่วยอย่างละสองคนผลัดเวรกันช่วยฮุยยินดูแลป๊ากลางวันกับกลางคืน" ยู่จินเชียงปรึกษาแพทย์มาแล้วว่าช่วงแรกต้องทำอย่างไรในการดูแลคนไข้ทุพพลภาพหลังจากกลับไปอยู่บ้าน
“เฮ้ย...เจ้ เฮีย ฝันไปหรือเปล่าเรื่องที่ยายนั่นจะอยู่ดูแลป๊า รู้ว่าช่วงล่างป๊าใช้การไม่ได้ก็เผ่นแล้ว เชื่อเถอะ”ชิงซานเบ้ปากดูหมิ่นผู้ที่กล่าวถึง เขาไม่เชื่อว่าจะมีผู้หญิงสาวสวยคนไหนจะยอมทนอยู่กับคนแก่ที่ไร้สมรรถภาพอย่างบิดา ต่อให้มีเงินล้นฟ้าก็ตาม