1
ณิชาแหงนมองดูตึกสูงของโรงแรมเชอร์รีตัน แกรนด์ สถานที่จัดงานแต่งงานของพิชานันท์ผู้เป็นน้องสาว สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ชั้น 49 นานกว่าสิบนาที เหมือนกำลังคิดและตัดสินใจอะไรบางอย่าง ความรักและผลลัพธ์ที่จะตามมาตีกันยุ่งภายในสมองของเธอ หากทำงานครั้งนี้สำเร็จน้องสาวสุดที่รักก็จะหลุดพ้นจากการคลุมถุงชน ไม่สิไม่ใช่มันเป็นการบังคับขู่เข็ญกันมากกว่า หากเธอรู้เรื่องนี้ก่อนหน้านี้งานแต่งงานในวันนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น
“คุณณิชาแน่ใจนะครับว่าจะทำแบบนี้ เรียวถามณิชาที่เป็นทั้งเจ้านายและน้องสาวรวมทั้งเพื่อนสนิทด้วยความเป็นห่วง เพราะเขาไม่เคยเห็นณิชาคิดหนักเท่านี้มาก่อน
“แน่ใจสิพี่เรียว เรามาไกลเกินว่าจะกลับแล้วนะคะ” ณิชาพูดด้วยรอยยิ้ม หากเรียวคิดว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ฝืนธรรมชาติไม่ได้มาจากความจริงใจเพราะเขารู้ว่าเจ้านายสาววิตกกังวลเรื่องใด คนที่เจ้านายสาวต่อกรด้วยเป็นผู้มีอิทธิพลที่ยากจะเข้าถึง โหดร้าย เย็นชาและเหี้ยมเกรียม สามารถกำจัดศัตรูที่มาแผ่วพานให้หายสาบสูญได้อย่างไร้ร่องรอย เงียบเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง จนได้ฉายาว่าพญาอินทรีมัจจุราช
ณิชาก้าวเดินเข้าไปภายในตัวโรงแรมด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว เธอยอมรับผลลัพธ์ที่จะตามมาทุกรูปแบบ ขอให้น้องสาวของเธอหลุดพ้นจากขุมนรกที่ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก และแล้วประตูลิฟต์ก็เปิดออกที่ชั้น 49 ณิชาก้าว
ออกมาจากลิฟต์ วันนี้เธอสวมแจ็กเก๊ตหนังสีดำพอดีตัวกับกางเกงหนังสีเดียวกันดูกระฉับกระเฉงและคล่องตัว คำรณลูกน้องหนึ่งในสี่ของเจ้าของงานที่อยู่ด้านนอกห้องจัดเลี้ยงมองเห็นณิชาที่เดินเข้ามาตรงจุดที่ตนนั่งอยู่ ท่าทางของหญิงสาวคนนี้ดูไม่เป็นมิตรและไม่น่าไว้ใจเลย
“มีบัตรเชิญหรือเปล่าครับ” คำรณเอ่ยถามเมื่อพาร่างสูงโปรงของตนเข้าขวางร่างหญิงสาวที่เดินตรงดิ่งมาหาเขา
ณิชายิ้มก่อนจะตอบว่า “ไม่มี...มีแต่ไอ้นี่”
ไอ้นี่ที่ว่านี้ก็คือละอองน้ำที่ถูกปล่อยออกมาจากขวดสเปรย์ขวดเล็ก ณิชาจงใจฉีดเข้าที่ปลายจมูกของอีกฝ่าย ไม่ถึงสิบวินาทีร่างของลูกน้องก็ลงไปนอนนิ่งสนิทอยู่ที่พื้น ชายอีกสามคนเห็นว่าเพื่อนของตนลงไปนอนกับพื้นต่างกรูเข้ามาหาเธอพร้อมกัน หนึ่งในสามพยายามจะจับที่ข้อมือของเธอ แต่เธอใช้เท้าที่สวมด้วยรองเท้าหนังส้นเตี้ยกระแทกไปบนหน้าอกของชายคนนั้นก่อนที่คู่ต่อสู้จะเข้าถึงตัว จากนั้นก็ลอยตัวขึ้นสูงใช้เท้าเสยเข้าที่ปลายคางอย่างแรงและหนัก
หน่วงจนอีกฝ่ายสลบไป เหลือชายอีกสองคน คนหนึ่งเตี้ยอีกคนหนึ่งสูงพวกเขาสองคนเดินเข้ามาหาณิชาจากด้านขวาและซ้าย ณิชารอจังหวะให้ชายทั้งสองเข้ามาใกล้เธออีกนิดและอีกนิด จนกระทั่งเข้ามาถึงระยะที่ละอองน้ำจากยาสลบจะมีประสิทธิภาพสูงสุดไม่เกินหนึ่งเมตร เธออาศัยความไวฉีดสเปรย์เข้าที่โพรงจมูกของชายทั้งสอง แต่ระยะห่างเกินกว่าหนึ่งเมตร ยาสลบออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ สาวนักสู้จึงใช้สันมือกระแทกเข้าไปที่ต้นคอของทั้งสองที่มีอาการสะลึมสะลือไร้เรี่ยวแรง จนในที่สุดชายทั้งสองก็ลงไปนอนนิ่งกับพื้น ณิชามองดูร่างของคนทั้งสี่ ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูขนาดใหญ่ เพื่อเดินเข้าไปรับน้องสาวของเธอ
บานประตูห้องจัดเลี้ยงถูกเปิดออก ร่างของหญิงชุดดำที่ดูแล้วไม่เป็นมิตรก้าวเดินเข้ามาในห้องเพียงคนเดียว ณิชาเลือกเวลาสามทุ่มในการมารับตัวน้องสาว เป็นเพราะบรรดาแขกผู้มีเกียรติเริ่มทยอยกันกลับหมดแล้ว ที่หลงเหลือ
อยู่ในห้องจัดเลี้ยงก็มีเพียงเจ้าบ่าวเจ้าสาว พี่ชายของเจ้าบ่าวและลูกน้องร่วมสามสิบคน นี่แหละคือปัญหาของณิชา เพราะเธอรู้ว่างานนี้หนักหนาสาหัสมากกว่างานไหนๆ หลายร้อยเท่า
“พี่ณิชา” พิชานันท์ร้องเรียกชื่อพี่สาวคนเดียวของเธอ ความดีใจและรอยยิ้มแห่งความดีใจอาบทั่วใบหน้า เป็นรอยยิ้มแรกของเจ้าสาวในวันนี้ ตั้งแต่เช้าพิชานันท์ไม่มีรอยยิ้มให้กับใครเลยแม้กระทั่งบิดาของเธอเอง คงไม่มีผู้หญิงคน
ไหนยิ้มอย่างมีความสุขกับการบีบบังคับให้แต่งงาน พิชานันท์สะบัดมือออกจากมือหนาของรัฐศาสตร์เจ้าบ่าวของงานที่
เกาะกุมมือสาวตลอดเวลา ราวกับกลัวว่าเธอจะหนีหายไปไหน จากนั้นก็ก้าวเท้าวิ่งไปหาพี่สาวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนัก
“พี่มารับนันท์แล้วใช่ไหม” พิชานันท์กอดร่างพี่สาวแนบแน่น ก่อนจะปล่อยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจไหลรินออกมาอาบสองแก้ม
“ใช่ พี่มารับนันท์แล้ว” ณิชาตอบน้องสาว แต่สายตาเธอจับจ้องอยู่ที่กลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบยืนอยู่เบื้องหน้า พวกเขามองมายังร่างของณิชาด้วยความรู้สึกที่หลากหลายซึ่งเธอเองก็ไม่หวาดหวั่นกับสายตาหลายคู่นั้นอยู่แล้ว คงจะมีเพียงดวงตาคู่หนึ่งเท่านั้นที่ทำให้ณิชารู้สึกร้อนๆ หนาวๆ มันดูร้อนแรงดุจเปลวเพลิงหากแฝงความเย็นชาดุจน้ำแข็งในคราเดียวกัน
“ฉันมารับน้องสาวของฉันกลับบ้าน” ณิชาบอกจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้
“ไม่ได้นะ...นันท์แต่งงานกับฉันแล้ว” รัฐศาสตร์พูดด้วยเสียงค่อนข้างดัง เขาไม่มีวันยอมและไม่มีทางปล่อย
ผู้หญิงที่เขาหมายปองไว้ให้ไปไหนเด็ดขาด
“แต่น้องของฉันไม่เต็มใจที่จะแต่งงานกับคุณ”
“เต็มใจหรือไม่เต็มใจก็แต่งไปแล้ว...อย่าลืมสิพ่อของพวกเธอเป็นหนี้เราอยู่” รัฐศาสตร์พูดอย่างไม่ยอมแพ้ เพราะเขาคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า
“หนี้ที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะพวกคุณสร้างสถานการณ์ เพียงเพื่อจะสนองความต้องการของตัวเอง สนองความใคร่ที่มีต่อตัวน้องสาวฉันมากกว่า” ณิชาพูดถูกต้องทุกอย่าง การที่เรืองเดชบิดาของเธอเป็นหนี้หลายร้อยล้านบาท เป็นเพราะพี่ชายของรัฐศาสตร์สร้างสถานการณ์บางอย่างขึ้นมาเกี่ยวพันเชื่อมโยงจนบิดาของเธอไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จากนั้นก็เสนอตัวเข้าไปช่วยเหลือเรื่องต่างๆ ของบริษัทจนสามารถผ่านพ้นเรื่องเลวร้ายไปได้ หลังจากนั้นก็บังคับและขู่เข็ญให้ยกลูกสาวให้กับเขา
“จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจพ่อเธอก็เป็นหนี้พี่ชายฉันและหนี้มันก็มากด้วย” รัฐศาสตร์พูดเสียงค่อนข้างดัง มองณิชาอย่างกินเลือดกินเนื้อ ณิชาหาได้สนใจคำพูดของเจ้าบ่าว เธอจับมือพิชานันท์ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังประตูห้องจัดเลี้ยงเพื่อพาน้องสาวออกไปจากที่นี่ แต่เสียงหนึ่งที่ทรงอำนาจดูน่ากลัวก็ดังขึ้นมา
“มันไม่ง่ายไปหน่อยเหรอที่เธอจะก้าวออกไปจากห้องนี้ง่ายๆ” รัฐกฤตญ์เอ่ยเป็นประโยคแรกออกมาหลังจากที่นั่งฟังคำพูดที่ถูกขับออกมาจากเรียวปากสีชมพูระเรื่อน่าสัมผัสอยู่นาน ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าแม้ว่าจะสวยและน่าสัมผัสขนาดไหน แต่คนที่เข้ามาท้าทายเขาถึงที่ ต้องได้รับบทเรียนที่สาสมและจดจำไปชั่วชีวิต
2
“มันก็ไม่ยากไม่ใช่เหรอ” คำท้าทายที่ทุกคนได้ยิน ทำให้ทุกคนคิดไปในทิศทางเดียวกันว่า ผู้หญิงคนนี้คงไม่รู้ตัวว่ากำลังเล่นกับไฟ ไม่ใช่ไฟธรรมดาเสียด้วย หากเป็นพายุเพลิงที่พร้อมจะโหมกระหน่ำสาดซัดหญิงสาวให้มอดไหม้ในพริบตา ดวงตาสีน้ำเงินเข้มวาววับด้วยความโกรธ ไม่เคยมีใครกล้าลองดีกับเขาเท่าผู้หญิงคนนี้เลย
“เธอกล้ามากนักที่ท้าทายฉัน ไม่เคยมีใครกล้าทำกับฉันแบบนี้” เสียงเข้มกล่าวขึ้น นัยน์ตาประกายวับลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ
“งั้นก็มีซะสิ” ดวงตาของเขาที่เธอมองเห็นนั้น มันเหมือนมีเปลวเพลิงร้อนแรงแฝงอยู่ในนั้น แต่ในเมื่อเธอคิดจะมาเหยียบถ้ำเสือ มีหรือที่จะหวาดกลัว ดวงตาของณิชาจึงสบสายตาคู่นั้นอย่างไม่ยอมแพ้ อีกฝ่ายหนึ่งดวงตาร้อนแรงและดุกร้าวด้วยความโกรธ อีกฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว คนรอบข้างต่างรู้สึกถึงความอึดอัดและพายุเพลิงลูกใหญ่ที่กำลังพัดผ่านเข้ามา พายุลูกนี้พร้อมที่จะทำลายล้างผู้หญิงที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐกฤตญ์ให้ย่อยยับ
ณิชาล้วงโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กออกมาจากกระเป๋ากางเกงกดหมายเลขโทรด่วน รอปลายทางรับสายก่อนจะพูดไม่กี่ประโยคและเก็บมันไว้ที่กระเป๋าตามเดิม เพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งนาทีร่างของชายหนุ่มรูปร่างสูงผิวขาวนามว่าเรียว ก็ปรากฏกายอยู่ในห้องจัดเลี้ยง
“พี่เรียวพานันท์ออกไปก่อน” เรียวมีท่าทีอึกอัก เพราะเขามองดูจำนวนคนที่อยู่ในห้องนี้แล้วมีประมาณสามสิบคน แต่ละคนน่าจะมีฝีมือพอตัว เขาจึงห่วงเจ้านายสาวมากกว่าใครๆ ทั้งหมด
“แต่ว่า...คุณณิชา”
“ณิชาบอกให้พานันท์ออกไป...เดี๋ยวนี้” ณิชามองหน้าเรียวอีกครั้งเหมือนจะให้ลูกน้องรับรู้ได้ว่า ‘อย่าขัดคำสั่ง’ เรียวจึงทำตามคำสั่งของณิชาจับข้อมือบางของพิชานันท์ ก่อนจะกึ่งลากกึ่งจูงไปที่ประตู
“พี่ณิชา นันท์ไม่ไป นันท์จะไปพร้อมพี่”พิชานันท์ขืนตัวเองไม่ให้ก้าวเดินตามแรงลากจูงของเรียว เพราะเธอเป็น
ห่วงพี่สาวกลัวไปต่างๆ นานา หากไม่เป็นเพราะวันนั้นวันที่เธอโทรศัพท์ทางไกลไปหาพี่สาว บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง รวมทั้งการที่เธอถูกคลุมถุงชนต้องแต่งงานชดใช้หนี้สินมากมายที่บิดาไม่ได้ตั้งใจก่อไว้ และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ณิชาตัดสินใจเข้ามาช่วยเหลือน้องสาวให้พ้นจากนรกที่ต้องแต่งงานกับ คนที่ไม่ได้รัก
“พี่เรียวพานันท์ไปเร็ว” เสียงณิชาดังตามไล่หลังมา เพราะเธอเห็นคนของรัฐกฤตญ์เริ่มเคลื่อนไหว
“ไปเร็วคุณนันท์ ถ้าหากคุณไม่ต้องการให้ความหวังดีของคุณณิชาต้องสูญเปล่า คุณนันท์ต้องไปกับผม”
พิชานันท์จำยอมต่อเหตุผลที่เรียวพูดออกมา ทำตามความต้องการและคำสั่งของผู้เป็นพี่ เมื่อร่างของทั้งสองก้าวพ้นประตูห้องจัดเลี้ยง ประตูบานใหญ่ถูกปิดลงด้วยมือของณิชาพร้อมกันนั้นเธอยังใช้เหล็กที่มีไว้สำหรับกั้นเป็นทางเดิน
ปิดล็อกที่จับประตูคนภายนอกจึงไม่สามารถเข้ามาได้ เช่นกันคนภายในก็ไม่สามารถออกไปได้ หากไม่เอาเหล็กที่เสียบไว้ออกเสียก่อน
ณิชาหันมาเผชิญหน้ากับคนของรัฐกฤตญ์อีกครั้ง ในใจคิดเพียงว่าเธอต้องช่วยน้องสาวของเธอให้ได้ แต่ลืมคิดถึงตัวเองว่าจะมีใครมาช่วยหรือเปล่า เนื่องคนที่เธอกำลังต่อกรด้วย ร้ายกาจและร้ายลึก แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเธอก็สู้
ไม่ถอย สู้ให้ถึงที่สุด คนของรัฐกฤตญ์เริ่มขยับตัวเคลื่อนไหวเข้ามาหาสาวร่างเล็กที่ตั้งท่าสู้ลูกน้องห้าคนดาหน้าเดินเข้ามาเป็นหน้ากระดาน หน้าที่ของพวกเขาคือจับกุมสาวร่างสมส่วนคนนี้ไปให้เจ้านายตามคำสั่ง
“เข้ามาเลย” ณิชาก้าวเข้ามาหาชายฉกรรจ์ที่เป็นลูกน้องของเจ้าของงานโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย รัฐกฤตญ์นั่งเอาขาไขว้กันอยู่ที่โซฟาบุหนังราคาแพง ด้านข้างคือรัฐศาสตร์น้องชายคนเดียวของเขา ทอดตามองดูการต่อสู้ระหว่างณิชากับลูกน้องของตน
รัฐกฤตญ์ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ลูกน้องของเขาที่ผ่านการฝึกฝนมาจะเพลี่ยงพล้ำต่อผู้หญิงเพียงคนเดียว เธอมีไหวพริบและทักษะในการต่อสู้ดีมากคนหนึ่ง มีจังหวะการรุกและรับอย่างชัดเจน ภาพเคลื่อนไหวที่เขากำลังดูอยู่นั้น
คล้ายกับหนังแอ็คชั่นในหนังในละคร ณิชาใช้เวลาเพียงสิบนาทีจัดการกับลูกน้องทั้งห้าคนของรัฐกฤตญ์ หญิงสาวฝึกฝนการต่อสู้มาจากไคโตะ บิดาเลี้ยงของเธอซึ่งเป็นอดีตมือขวาของยากูซ่าชื่อดังของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการเตะ ต่อย การใช้อาวุธดาบ มีดสั้นและอื่นๆ ที่สามารถใช้ในการต่อสู้ รวมทั้งเทคนิคและจุดตายที่จะล้มคู่ต่อสู้ ที่มีจำนวนคน
มากกว่าหรือที่เก่งกว่า
‘เก่งดีนี่’ รัฐกฤตญ์กล่าวชื่นชมในใจ เขามองวิธีการต่อสู้ของณิชาแล้ววิเคราะห์ได้ว่า การล้มคนของเขาได้ทำกันได้ง่ายๆ แต่เทคนิคที่เธอใช้กับจุดตายอีกฝ่ายนั้น ทำให้ล้มคู่ต่อสู้ได้ไม่ยาก รัฐกฤตญ์ลุกขึ้นเต็มความสูง 190 เซนติเมตร ถอดเสื้อสูทพร้อมกับปลดเนคไท ก่อนจะเอามาโยนลงบนโซฟา เขานึกสนุกและอยากจะกำราบผู้หญิงคนนี้ที่มาท้าทายและลองดีกับเขา อยากรู้นักว่าจะเก่งขนาดไหนเมื่อต้องสู้กับเขา ดินแดนเห็นเจ้านายของตนกำลังเดินไปยังร่างของณิชา เขาจึงก้าวเท้าเดินตามเพื่อดูแลความปลอดภัยตามหน้าที่ รัฐกฤตญ์มองหน้าดินแดนพร้อมกับโบกมือร่างของดินแดนจึงเดินถอยหลังมายืนที่เก่า
“เรามาตกลงอะไรกันดีกว่า” รัฐกฤตญ์พูดกับณิชา ทั้งสองยืนห่างกันไม่มากนัก
“ตกลงอะไร”
“ก็ตกลงว่า ฉันจะเป็นคนสู้กับเธอเอง ถ้าเธอชนะหนี้สินของพ่อฉันยกให้ รวมทั้งไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวของเธออีก แต่ถ้าเธอแพ้ เธอต้องมาทำงานกับฉันจนกว่าจะครบตามจำนวนหนี้สิน”
“ทำงานกับคุณ...ทำอะไร”
“ทุกอย่างที่ฉันสั่ง” รัฐกฤตญ์พูดอย่างมั่นใจ เพราะเขาคิดว่าไม่มีทางแพ้ผู้หญิงคนนี้แน่นอน
“ตกลง” ณิชาตอบโดยไม่คิด เธอไม่นึกเอะใจเลยว่าความหมายที่รัฐกฤตญ์พูด ‘ทุกอย่างที่ฉันสั่ง’ มันเป็นความหมายที่กว้างมาก จะพูดอีกนับหนึ่งก็คือเขาสั่งให้เธอทำอะไรเธอก็ต้องทำ แล้วงานอะไรที่จะทำให้จำนวนหนี้สินมาก
นั้นหมดสิ้นเร็วๆ นั่นคือสิ่งที่ณิชาไม่ทันได้คิด อาจเป็นเพราะในสมองของเธอตอนนี้ คิดเพียงว่าจะช่วยน้องสาวได้อย่างไรเท่านั้น
“กติกาง่ายๆ ถ้าหากหลังของใครแตะที่พื้นก่อนถือว่าคนนั้นแพ้” รัฐกฤตญ์บอกกติกาที่ตั้งขึ้นให้เธอฟัง
“ตกลงตามนี้” ณิชารับคำท้าของเขา โดยไม่รู้เท่าทันความเจ้าเล่ห์ของรัฐกฤตญ์ รัฐศาสตร์และลูกน้องคนสนิทของคนมากแผน ได้ฟังข้อตกลงที่รัฐกฤตญ์เสนอให้ณิชาแล้วรู้สึกพอใจกับความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญของผู้หญิงคนนี้ เธอจะรู้บ้างหรือไม่ว่า รัฐกฤตญ์ไม่มีวันพ่ายแพ้คู่ต่อสู้ เป็นเพราะคนที่ท้ามีความสามารถทางด้านการต่อสู้เป็นอย่างมาก เนื่องจากถูกฝึกฝนมาตลอดหลายสิบปี ยิ่งภาพที่ทุกคนเห็นก็ยิ่งรู้สึกสงสารณิชาไม่ได้ รูปร่างสูงใหญ่ของรัฐกฤตญ์บดบังรูปร่างสมส่วนของณิชาเสียสนิท จนมองไม่เห็นตัวณิชาเลยเมื่อมองจากด้านหลัง ณิชารู้สึกหวั่นไหวกับท่าทางของคู่ต่อสู้ ดูเหมือนเขาจะมั่นใจในการต่อสู้ครั้งนี้เหลือเกินว่า เขาจะต้องเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ทว่าณิชาสลัดความกังวลทั้งหมดทิ้งไปก้าวเท้าเดินออกไปหารัฐกฤตญ์ที่ยืนอยู่กับที่เหมือนกำลังรอตั้งรับ
เมื่อณิชาเดินเข้ามาใกล้เขาก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปหา ณิชาจึงปล่อยหมัดแรกเข้าไปที่บริเวณท้องน้อยของเขา แต่เขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย กลับส่งยิ้มให้เธออีกต่างหากการต่อสู้ของทั้งสองเป็นไปอย่างตลกขบขันเนื่องจากณิชาเป็นฝ่ายรุก รัฐกฤตญ์จะหลบเลี่ยงไปมาเหมือนหลอกล่อ ไม่ยอมต่อสู้เหมือนกับที่ควรจะเป็น จนณิชาเริ่มจะโมโห
3
‘จะสู้ก็ไม่สู้จะถอยก็ไม่ถอยจะเอายังไงแน่เนี่ย’ ณิชาคิดอย่างหัวเสียในใจ ไม่ใช่เธอคนเดียวที่คิดแบบนั้น น้องชายและลูกน้องของเขาก็คิดเช่นเดียวกับณิชาไม่มีผิดเพี้ยน การต่อสู้ครั้งนี้ไม่เหมือนการต่อสู้เอาเสียเลยคล้ายเด็กวิ่งเล่นไล่จับ
“พี่ใหญ่เขาทำอะไรของเขาพี่แดน จะสู้ก็ไม่สู้วิ่งเล่นเป็นเด็กไปได้” รัฐศาสตร์พูดกับดินแดนที่ยืนมองทั้งคู่ด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ดินแดนอยู่กับรัฐกฤตญ์มานานย่อมรู้ดีว่าเจ้านายกำลังทำอะไรอยู่ รัฐกฤตญ์กำลังหลอกล่อให้ณิชาหลงกลต่างหาก
“ทำไมไม่สู้ซักทีล่ะ เอาแต่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ได้” ณิชาพูดอย่างหัวเสีย
“ก็สู้อยู่นี่ไง” รัฐกฤตญ์ตอบหน้าตาย ก่อนจะวิ่งไปรอบๆ ตัวของเธอ
“สู้บ้าสู้บออะไรแบบนี้” ณิชาพูดพร้อมกับหมุนตัวตามร่างของเขา ที่วิ่งวนรอบตัวเธอ จนณิชาเริ่มรู้สึกเวียนหัวและตาลาย
“ก็สู้แบบนี้ไง” ไม่ทันที่ณิชาตั้งตัวร่างของรัฐกฤตญ์เข้ามาทางด้านหลังร่างสาว ลำแขนหนากำยำโอบรัดร่างของณิชาทางด้านหลัง ออกแรงรั้งร่างบางให้แนบชิดกับเขา จนแผ่นหลังของสตรีร่างสวยแนบสนิทกับอกแกร่งแข็งแรงด้วยมัดกล้ามของฝ่ายชาย ณิชาพยายามดิ้นรนออกจากลำแขนอันทรงพลังนี้ แต่ก็ไม่สำเร็จและยิ่งสิ่งที่เขาทำต่อไปนี้ มันยิ่งทำให้คนในอ้อมแขนถึงกับตกใจมากขึ้นไปอีก รัฐกฤตญ์ก้มใบหน้าฝังจมูกลงที่แก้มนวลของณิชาทั้งซ้ายขวาข้างละสองครั้ง
“ปล่อยนะไอ้บ้า ขี้โกงนี่หว่า ปล่อยสิวะ” ณิชาร้องตะโกนออกมาด้วยความโกรธระคนเขินอายที่โดนผู้ชายแปลกหน้าสวมกอดและหอมแก้ม
“ไม่ปล่อย มีอะไรไหม” รัฐกฤตญ์ตอบกระซิบที่ข้างหูของณิชา มองดูใบหน้าที่เนียนใสกลับแดงระเรื่อไม่รู้ว่าเป็นเพราะความโกรธหรือว่าความเขินอาย แต่นั่นมันยิ่งทำให้เขารู้สึกใจเต้น พอใจกับภาพที่เห็น
“มีแน่...นี่ไง” ณิชาเอนศีรษะไปข้างหน้าแล้วโยกกลับไปทางด้านหลังทำให้ศีรษะทางด้านหลังของเธอกระแทกโดนกึ่งจมูกกึ่งปากของเขาเต็มแรง
“โอ๊ย!!!” เสียงร้องเจ็บของรัฐกฤตญ์ดังพอที่จะให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินต่างจะวิ่งเข้ามาช่วยเจ้านายของตน ทว่าดินแดนห้ามไว้เสียก่อน เพราะการต่อสู้ในครั้งนี้รัฐกฤตญ์ไม่ประสงค์ให้ใครมาเกี่ยวข้อง รัฐกฤตญ์คลายลำแขนข้างหนึ่งออกจากเอวบาง แต่อีกข้างหนึ่งยังทำหน้าที่ของมันอย่างดี ดีจนณิชาไม่สามารถขยับหนีออกจากพันธนาการที่รัดแน่น
นี้ได้ มือหนาข้างที่คลายจากเอวเล็กยกขึ้นสูงมาลูบคลำปลายจมูกของตน แล้วดันร่างสาวไปที่ฝาผนังห้องจัดเลี้ยง จากนั้นก็หมุนร่างของณิชาให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา ด้วยความห่างที่ไม่มากนักทำให้คนทั้งสองได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
ดวงตาสองคู่สบตากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ณิชาหัวใจเต้นรัวและเร็วเพราะไม่เคยใกล้ชิดกับชายแปลกหน้าคนไหนระยะใกล้เท่านี้มาก่อน ความรู้สึกตอนนี้แตกต่างกับความรู้สึกยามที่ได้ใกล้ชิดธนาพลคู่รักของเธอ อ้อมแขนของธนาพลอบอุ่น แต่อ้อมกอดของเขาคนนี้มันร้อนเหมือนมีไฟมาแผดเผา ร้อนจนเธออยากจะผลักไสไปให้ไกลๆ
รัฐกฤตญ์มีความรู้สึกบางอย่างวิ่งเข้ามาภายในจิตใจเมื่อได้ใกล้ชิดกับผู้หญิงคนนี้ เหมือนมีพลังดึงดูดให้เขาตกอยู่ในอาการเคลิบเคลิ้ม หลุบสายตามองมาที่จมูกเรียวเล็กเลื่อนต่ำลงไปอีกนิดก็ถึงริมฝีปากบางสีชมพูอวบอิ่ม ดูเย้ายวน
และเชิญชวนจนเขาอยากจะสัมผัส
“ปล่อยนะ บอกให้ปล่อย” เสียงของณิชาดังขึ้น ทำให้เขาตื่นจากภวังค์ที่จมดิ่งลงไปลึกเพียงแค่ได้ใกล้ชิด ได้มองริมฝีปากน่าจูบของเธอ
“เลิกพูดซะที รำคาญ”
“จะให้เลิกพูดก็ได้ ปล่อย...” ยังไม่ทันที่ณิชาจะพูดจบประโยค เสียงที่จะถูกเปล่งออกมาก็ถูกปิดกั้นด้วยริมฝีปากหนาของชายร่างโต ที่บดเบียดเรียวปากบางอย่างเร่าร้อนดุดัน ณิชาพยายามส่ายหน้าหนีริมฝีปากร้อนที่กำลังแผดเผาเรียวปากของตนเองอยู่ ทว่ามันก็ไม่ได้เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากมือหนาข้างหนึ่งของเขาละจากเอวบางมาจับที่ท้ายทอยของเธอ เพื่อไม่ให้คนที่ไร้ซึ่งอิสรภาพขยับหรือส่ายหน้าหนีเรียวปากของเขา ณิชาจึงจำยอมรับจูบของคนแปลกหน้าด้วยความไม่เต็มใจ
รัฐกฤตญ์ยังคงหาความหวานนุ่มละมุนลิ้นจากเรียวปากสวยของเธอต่อไป โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้างว่าในห้องนี้จะมีใครอยู่หรือไม่ ต่างจากณิชาที่บัดนี้ใบหน้าแดงระเรื่อ สมองของเธอทำงานน้อยลงอาการมึนงงเข้ามาแทนที่ จนนึกไม่ออกว่าเธอมาที่นี่ทำไม เขากัดริมฝีปากล่างของสาวร่างสวยค่อนข้างแรง ทำให้เธออ้าปากโดยอัตโนมัติ รัฐกฤตญ์ได้โอกาสพุ่งลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดดูดดึงเรียวลิ้นนุ่ม แลกรัดอย่างเจนจัดจนร่างสาวอ่อนล้า ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงราวกับว่ากำลังจะหยัดยืนอยู่ที่พื้นไม่ได้ เป็นเวลานานหลายนาทีกว่าเขาจะถอนจุมพิตออกอย่างแสนเสียดาย ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจ้องมองใบหน้าสวยหวานของณิชา ไล่ตั้งแต่ดวงตาหยาดเยิ้มเหมือนคนเคลิ้มฝัน ใบหน้าแดงระเรื่อจนถึงลำคอ เรียวปากสีชมพู
บวมขึ้นเพราะสัมผัสการจูบของเขา รัฐกฤตญ์อาศัยจังหวะที่เธอไม่ทันตั้งตัว จับร่างสาวให้นอนราบไปที่พื้นพรมของโรงแรม แล้วเอาตัวเขาเกยทับ โดยหันหลังให้น้องชายและลูกน้องของเขา
“เธอแพ้แล้ว” รัฐกฤตญ์พูดกระซิบอยู่ที่ริมหูของณิชา ก่อนจะไล้ปากหนาไปตามผิวแก้มนวลระเรื่อ ฝังจมูกสูดดมความหอมเข้าไปเต็มปอดหนึ่งครั้งเหมือนณิชาจะตั้งสติได้ สะบัดศีรษะเพื่อไล่ความงุนงง มองใบหน้าคมหล่อด้วยสายตาที่ไม่พอใจและแค้นเคือง
“ขี้โกง...คุณขี้โกงอย่างนี้เขาไม่เรียกว่าสู้ เขาเรียกว่าฉวยโอกาส” คนเสียเปรียบพูดพร้อมกับจ้องหน้า ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ นึกขำกับคำพูดของเธอ
“ใครขี้โกง ฉันบอกกับเธอว่าถ้าใครคนใดคนหนึ่งล้มลงไปนอนอยู่ที่พื้นก่อนถือว่าแพ้ แต่ฉันไม่ได้บอกนี่นาว่าด้วยวิธีไหนนี่” รัฐกฤตญ์ตอบอย่างคนเจ้าเล่ห์ ณิชามองหน้าชายหนุ่มอย่างนึกโมโหตัวเองที่หลงกลเขาอย่างไม่น่าให้อภัย
“ไม่...ฉันไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ครั้งนี้” ณิชาพูดพร้อมกับสบตารัฐกฤตญ์อย่างไม่เกรงกลัว
“แต่ฉันว่าเธอต้องยอม เพราะอะไรรู้ไหม” รัฐกฤตญ์ยิ้มที่มุมปากเหมือนคนถือไพ่เหนือกว่า ณิชาเกลียดเวลาที่เขายิ้มแบบนี้ที่สุด แล้วก็เกลียดผู้ชายตรงหน้านี้ที่สุดเช่นกัน
“บอกแล้วไงว่าไม่ยอม...ปล่อยนะปล่อย” ณิชาพูดพร้อมกับดิ้นรนหนีอ้อมแขนที่รัดเธอแน่น และยิ่งร่างกายที่
ใหญ่โตของเขาทาบทับร่างของเธอครึ่งหนึ่ง ทำให้เธอไม่สามารถหลุดพ้นจากอ้อมแขนของเขาได้
“อ้อ...ฉันลืมบอกเธอไป ตอนนี้พ่อและน้องสาวรวมทั้งลูกน้องของเธออยู่ในกำมือของฉันเรียบร้อยแล้ว” ณิชามองหน้าผู้พูดอย่างตกใจ เป็นไปไม่ได้มันไม่จริง ป่านนี้เรียวคงพาน้องสาวของเธอไปอยู่ที่ปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว
“โกหก...คุณโกหก”
“ฉันจะโกหกเธอไปทำไม เธอคิดเหรอว่าฉันจะยอมให้คนที่เข้ามาหยามฉันถึงที่เดินออกไปจากโรงแรมของฉันได้อย่างสบายใจ”
ใช่...ณิชาลืมคิดถึงข้อนี้ไป เพราะเธอมากับเรียวเพียงแค่สองคนเท่านั้นเพราะไม่อยากให้บิดาเลี้ยงและมารดารู้เรื่อง และยิ่งโรงแรมนี้เป็นของเขาด้วยแล้ว ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ทำไมเธอลืมคิดไป เธอไม่เคยหละหลวมเลยแม้สักครั้งเดียวครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คิดไม่รอบคอบ อาจเป็นเพราะเธอพะวงเรื่องที่จะมาช่วยน้องสาว จึงลืมคิดบางเรื่องบางอย่างไป