ชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ฟูฟ่องดุจเจ้าหญิงสวมทับอยู่บนร่างของต้าเหนิง เธอมองภาพสะท้อนตัวเองในกระจกด้วยความรู้สุขปลาบปลื้ม วันที่เธอเฝ้าฝันมาถึงแล้ว เสียงระฆังวิวาห์วันนี้คงถูกจดจำในใจเธอไปตราบนานเท่านาน หญิงสาวหมุนตัวหน้ากระจกด้วยความอิ่มเอมใจ อยากจะจดจำตัวเองในวันนี้ไว้ เพราะเธอคงมีโอกาสใส่มันแค่ครั้งเดียว และเธอก็ปรารถนาให้มันเป็นแค่ครั้งเดียวชั่วชีวิตนี้จริงๆ
หญิงสาวนักพฤษศาสตร์วัยยี่สิบห้าปีขององค์กรเอกชนแห่งหนึ่งกำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตครอบครัวอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่ชั่วโมง
"ต้าเหนิง รถพร้อมแล้วนะ" เพื่อนเจ้าสาวคนหนึ่งเดินมาเรียกเธอในห้อง วันนี้เพื่อนๆ ของเธอก็สวยพริ้มทุกคน ต้าเหนิงรู้สึกดีใจมากที่เพื่อนๆ เธอสามารถมากันได้ครบทุกคน เพราะวัยทำงานนั้นโอกาสในการรวมตัวกันกับกลุ่มเพื่อนน้อยยิ่งกว่าน้อย
"วันนี้ขอบใจพวกเธอมากนะ"
"วันสำคัญของเพื่อนทั้งทีนี่นา รีบไปขึ้นเถอะ ราชรถของเจ้าหญิงมาแล้ว" หญิงสาวคนเดิมเอ่ยแซวก่อนจะดันหลังของเธอให้ขึ้นไปนั่งบนรถที่ตกแต่งด้วยผ้ามันวาวอย่างสวยงาม ต้าเหนิงจะนั่งไปกับคนขับรถ และเพื่อนของเธอจะตามมาในภายหลัง
ปลายทางคือโบสถ์ที่ใช้ทำพิธี ซึ่งเจ้าสาวคนนี้ยิ้มกว้างไปตลอดทาง ใครเห็นก็รับรู้ได้ว่าเธอต้องมีความสุขมาแน่ๆ หญิงสาวพยายามทำใจให้สงบแม้เธอจะตื่นเต้นมากก็ตาม
เจ้าบ่าวของเธอคือคนที่คบกันมาตั้งแต่เรียนมหา’ลัยปีหนึ่ง เป็นความมั่นคงอันยาวนานที่ทำให้เธอยอมตกลงสวมแหวนจากเขา
"คุณพ่อคะ หนู...มีความสุขมาก" เธอไม่รู้จะหาคำใดมาบ่งบอกความรู้ตอนนี้ได้ชัดเจนไปกว่านี้อีกแล้ว
"ยินดีกับลูกด้วยนะ เจ้าหนุ่มนั่นเป็นคนดี แต่ถ้าเริ่มไม่ดีก็กลับมาบ้านนะ"
"โธ่ พ่อคะ ไม่เป็นไรหรอกน่า หนูเก่งมากนะ"
"พ่อรู้ลูกรัก แต่คนเราไม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้ พ่อกับแม่ยังอยู่ข้างลูกเสมอนั่นล่ะ"
ชายวัยย่างเข้ากลางคนระบายยิ้มอบอุ่นออกมา วันนี้แล้วที่ลูกจะออกไปจากอ้อมอกของพ่อแม่ สร้างครอบครัวของตัวเอง คนเป็นพ่อก็อดรู้สึกสุขปนเศร้าไม่ได้ สัญญาณไฟจราจรสั่งให้หยุด อีกไม่ไกลก็ถึงสถานที่จัดงานแล้ว ต้าเหนิงใช้ช่วงเวลานี้พยายามเรียกสติตัวเองกลับมา ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นกระหน่ำอยู่ในอกตัวเองอย่างชัดเจน
"ฮู่~"
"ตื่นเต้นเหรอลูก"
"ค่ะ"
"ไม่เป็นไร มันจะผ่านไปด้วยดี วันที่แต่งงานกับแม่ พ่อก็ตื่นเต้นมากเหมือนกัน"
หลังจากผู้เป็นพ่อพูดจบ สัญญาณไฟก็เปลี่ยนสี รถยนต์ประดับผ้าเคลื่อนตัวไปช้าๆ ทว่าหางตาหญิงสาวในชุดขาวก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างเข้าเสียก่อน
"คุณพ่อคะ!" เธอร้องลั่นด้วยความตกใจเมื่อรถซุปเปอร์คาร์จากฝั่งตรงข้ามเสียหลักพุ่งเข้ามาขณะที่เธอกับพ่ออยู่ตรงกลางแยก
พาหนะเหล็กกระแทกกันเสียงดังสนั่น ยังไม่ทันรับรู้เหตุการณ์ต่อจากนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบที่แล่นขึ้นมาของตัวเองก่อนแล้ว ร่างของต้าเหนิงลอยเคว้งอยู่ในอากาศ สะบัดตามแรงเหวี่ยงของรถที่กระแทกมาจนไถลร่วงลงพื้น
หูของเธออื้ออึงไปชั่วขณะ ไม่อาจขยับร่างกายได้ดั่งใจ ทิวทัศน์เดียวในคลองสายตาเวลานั้นคือรถยนต์สีขาวที่เธอกับพ่อนั่งมายับเยินจากอุบัติเหตุ เสียงโวยวายของผู้คนโดยรอบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ ร่างกายเจ็บจนชาไปถึงอวัยวะภายใน ชุดเจ้าสาวถูกย้อมเป็นสีแดง แล้วสติของเธอก็ค่อยๆ เลือนหายไป
บางทีนั่นอาจเป็นแค่ฝันร้าย หรือไม่เธอก็กำลังฝันซ้อนฝัน ความอึดอัดที่แสนคุ้นเคยนี้เหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อนในวัยเด็ก ร่างทั้งร่างเย็นเฉียบจากสิ่งเร้าภายนอก สัมผัสแรกของฝ่ามือคือดินโคลนเหลวๆ ของก้นแม่น้ำ เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อยๆ เปิดขึ้นตามสติการรับรู้ที่ค่อยๆ กลับมา ความอึดอัดจนทรมาณเสียดอกทำให้ดวงตาคู่นั้นเบิกโพลงขึ้นทันที เด็กหญิงผู้หนึ่งตะเกียกตะกายขึ้นจากน้ำสุดแรง รอบข้างมืดมิดจนน่าขนลุก เห็นแต่เพียงแสงสะท้อนของพระจันทร์ที่ทอดผ่านลงมานำทาง
อากาศหลุดลอยออกจากปากจนไปหมดจนไม่มีอะไรให้ออกมาแล้ว ทำให้นางต้องกัดฟันใช้แรงเฮือกสุดท้ายพาตัวเองขึ้นไป มือเล็กบางของมนุษย์วัยต้นอ่อนไขว่คว้าอากาศและผืนน้ำพาตัวเองขึ้นมาสูดอากาศจนเต็มปอดได้สำเร็จ
นางพาตัวเองว่ายเข้าหาฝั่ง ทันทีที่พาตัวเองขึ้นไปได้ก็สำลักน้ำออกมาหลายคำ ไอจนเจ็บอกเจ็บคอก่อนจะทิ้งตัวนอนแผ่อยู่แบบนั้น เด็กหญิงหายใจหอบเหมือนใช้เรี่ยวแรงส่วนของวันนี้ทั้งวันนี้หมดไปแล้วกับการเอาชีวิตรอด หลังจากสติได้เล็กน้อยก็พึ่งได้มีเวลาสังเกตตัวเอง
"นี่มัน...อะไร"
มองมือตัวเองที่เล็กจิ๋วไม่ต่างจากมือเด็ก ทั้งยอมผอมแห้งติดกระดูกเหมือนไม่เคยได้กินอะไรดีๆ ตั้งแต่เกิด ปากเล็กๆ อ้ากว้างด้วยความตื่นตะลึง ต้าเหนิงพุ่งไปที่ริมน้ำอีกครั้ง แล้วหญิงสาวก็ได้เห็นภาพสะท้อนเต็มตา บุคคลตรงหน้านี้ต้าเหนิงไม่รู้จักอย่างแน่นอน
ทำไมฉันถึงกลายเป็นเด็กไปได้!?
ผู้อยู่ในร่างเด็กน้อยเริ่มสติหลุดอีกหน ใจเย็นแทบไม่อยู่ แต่ก็ระลึกได้ว่ายิ่งเสียสติจะยิ่งแย่ เธอต้องใจเย็นๆ ก่อน มือน้อยๆ ตบแก้มตัวเองเบาๆ เรียกสติ ต้าเหนิงนั่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งเพื่อปรับลมหายใจให้เข้าที่ คิดย้อนไปถึงเหตการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
ในห้วงคะนึงหนึ่งสักแห่งหนหนึ่งที่เธอไม่รู้จัก หญิงสาวในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์เหมือนไม่เคยมีเลือดเปรอะเปื้อนมาก่อนยืนอยู่ต่อหน้าบุรุษผมยาว เขาสวมชุดฮั่นฝูดูสง่างาม ใบหน้าเข้ารูปไร้ที่ติเหมือนพระเจ้าตั้งใจแกะสลักอย่างบรรจง
ชายคนนั้นโบกมือพัดในมือด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อย เดินวนรอบนางเหมือนสำรวจวัตถุแปลกตา
"แม่นางน้อยผู้นี้ เจ้าช่างประหลาด อยู่ต่อหน้าข้ากลับไม่มีท่าทีตกใจเลยนะ"
"จริงๆ แล้วฉันตกใจมากค่ะ แค่สติไม่มากพอจะตกใจไปกว่านี้แล้ว" เธอตอบตามจริง เพราะตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าสติเธอกลับมาหรือยัง ตอนนี้เธอพูดอยู่ใช่หรือเปล่า ที่นี่ที่ไหน หลายคำถามสาดซัดใส่ในหัวจนเหมือนระบบประมวลผลขัดข้องอย่างไรอย่างนั้น
บุรุษผู้นั้นหัวเราะเบาๆ ไม่รู้ว่าชอบใจหรือตลกสิ่งที่เธอพูดอยู่จริงๆ กันแน่ มองดูดีๆ แล้วตัวเขาคล้ายว่าเรืองแสงอยู่ตลอดเวลา และเวลาที่เปิดปากเอื้อนเอ่ยสักคำรัศมีรอบกายนั้นก็ยิ่งสว่างขึ้นวาบขึ้นไปอีก
ผู้ชายคนนี้เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากมนุษย์ไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย หรือถ้าเป็นมนุษย์ ก็ไม่ใช่คนธรรมดาแบบเธอแน่ๆ
"คุณมารับวิญญาณฉันหรือคะ?"
ต้าเหนิงคิดความเป็นไปได้อื่นไม่ออกจริงๆ ในเมื่อเธอตายแล้วก็ควรต้องข้ามทางหวงเฉวียนใช่หรือเปล่า
เขาไม่ได้ตอบคำถามเธอในทันที แต่ยื่นน้ำแกงถ้วยหนึ่งมาให้
"นี่คือ?"
"ไม่ใช่ของอันตรายอะไรหรอก เจ้าไม่มีพันธะผูกพันกับที่นั่นแล้ว จึงต้องไปที่อื่นก็เท่านั้น"
เขากล่าวด้วยท่าทีสบายๆ แต่หญิงสาวขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีที่ฟังจบ เธอรับถ้วยใบนั้นมาถือไว้ด้วยมือสั่นเทา อยู่ๆ ดวงตาก็ร้อนผ่าวขึ้น
"หมายความว่ายังงที่ว่าไม่มีพันธะผูกพันแล้ว ฉันพึ่งตกลงแต่งงานกับคนรัก ยังไม่ทันได้แต่งก็เป็นแบบนี้ ท่านคิดว่าฉันจะยอมรับได้หรือ" เธอร้องออกมาพร้อมหยาดน้ำตาพรั่งพรู ที่ยืนอยู่ตรงนี้ก็ยังทำใจไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังยืนอยู่ได้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว แล้วพ่อของเธออีกล่ะ ไม่รู้เขาจะเป็นอย่างไร ปลอดภัยไหม
ทำไมเธอจะไม่มีพันธะ ทำไมเธอจะไม่ผูกพันกับใคร ชีวิตยี่สิบห้าปีมันว่างเปล่าขนาดพูดคำนั้นออกมาได้เชียวหรือ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นอยู่กันแน่
ชีวิตมนุษย์มันแค่นี้อย่างนั้นหรือ ไม่เข้าใจเลยสักนิด และไม่อยากเข้าใจด้วย ต้าเหนิงไม่แน่ใจว่าตัวเองโกรธหรือเศร้าอยู่กันแน่ อาจจะเป็นทั้งสองอารมณ์ปะปนกันอยู่ตอนนี้ แต่เธอรู้แน่ชัดว่าตัวเองกำลังไม่พอใจ
"มีภพมีจาก โชคชะตาวนเวียน เช่นนี้คือมนุษย์ ความตายไม่อาจเรียกคืนได้ แม้แต่เดรัจฉานยังรู้เรื่องนี้ แม่นางน้อยปล่อยวางเถิด"
ดวงตาของหญิงสาวที่เคยมีประกายอยู่บ้าง บัดนี้ว่างเปล่าดุจภาพสะท้อนของก้นมหาสมุทร ทั้งลึก มืด และหนาวเหน็บ
"ฉันกลับไปไม่ได้แล้วใช่ไหมคะ" เธอถามเสียงสะอื้น
ความจริงรู้อยู่แก่ใจ ชัดเจนอยู่ตรงนี้ตลอดมาตั้งแต่เธอรู้สึกตัว รอบกายนี้มีแต่ความว่างเปล่าที่ไม่อาจสัมผัส ใต้เท้าที่เหยียบอยู่ก็ไม่มีพื้น เห็นแต่ดวงดาวนับสิบเคลื่อนโคจรไปตามวัฏจักรที่ควรเป็น ดวงตาของนางเป็นของผู้มีคำตอบให้ตัวเอง บุรุษตรงหน้าจึงไม่ได้ตอบคำถามนั้น
ต้าเหนิงเงยหน้ามองคู่สนทนาเพียงหนึ่งเดียวช้าๆ รอบตัวของคนคนนี้ให้ความรู้สึกประหลาด มีทั้งความพิศวงและน่าเลื่อมใสปนๆ กัน รวมถึงรัศมีที่แผ่ออกมาทำให้เธอไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ ได้นาน
"ถ้าดื่มมัน ฉันจะไปที่ไหน" น้ำแกงในถ้วยยังอุ่น สองมือประคองไว้ด้วยใจลังเล
"ก่อนจะไป ข้าจะให้บางอย่างอย่างกับเจ้า ถือเป็นของปลอบใจที่พามาโดยไม่ทันตั้งตัวก็แล้วกัน"
นี่ถือเป็นการเลี่ยงการตอบคำถามอย่างเนียนๆ หรือจริงๆ เขาเองก็ไม่รู้กันแน่ ต้าเหนิงคร้านจะเดาใจ เพราะทำไปก็เท่านั้น เธอรับเรื่องน่าเหลือเชื่อมากไปกว่านี้ยังไม่ไหวแล้ว
"สิ่งที่เจ้าจะได้ติดตัวไปมีเพียงสิทธิ์ในการขอพรได้ห้าครั้ง และถุงเฉียนคุนหนึ่งใบ จงเลือกใช้ให้ดี" พูดจบผู้ที่ดูเหมือนเป็นเทพเซียนคนนั้นก็เริ่มหายไปจากสายตาของเธอ
ชายชุดกลายเป็นผีเสื้อตัวเล็กๆ บินออกมาเหมือนฝุ่นธุลีต้องลม
"เดี๋ยวสิ เดี๋ยวก่อน!" เธอยังมีเรื่องอยากถามอีกหลายอย่าง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดตอบรับมา พริบตาเดียวเบื้องหน้าก็ว่างเปล่า เหลือต้าเหนิงเพียงลำพังที่ยืนอยู่ตรงนี้กับน้ำแงอุ่นๆ หนึ่งถ้วย
ทางเลือกของเธอไม่มีมาตั้งแต่แรกแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้มีแต่ต้องดื่มมันเท่านั้น หญิงสาวหลับตาปี๋กลั้นจำดื่มไปรวดเดียว ถ้วยกระเบื้องร่วงหลุดจากมือ แล้วสติสัมปชัญญะของเธอก็หลุดลอยไปพร้อมกัน
และแล้วเธอก็ลืมตาตื่นอีกครั้งในร่างเด็กน้อยผอมแห้งที่นอนอยู่ก้นแม่น้ำ ตะเกียกตะกายแทบตายเพื่อไม่ให้ชีวิตที่สองจบลงในพริบตาแรก มองลงไปที่เอวก็พบถุงเฉียนคุนห้อยอยู่จริงๆ
"ไร้สาระน่า มันจะเป็นไปได้อย่างไรเล่า"
นางโยนถุงผ้าปักลายทิ้งไป ลุกขึ้นแล้วเดินกลับพลางจัดระเบียบความทรงจำที่สะเปะสะปะให้เข้าที่ เดินมาได้ไม่กี่เก้าเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบก็หยุดชะงักแล้วหมุนตัวกลับไปเอาของที่ตัวเองพึ่งโยนทิ้งกลับคืนมา
ท่ามกลางความมืดที่เพียงแสงจันทร์ส่องทาง เด็กหญิงนามเป่าเป้ยเดินคลำทางกลับบ้านด้วยสัญชาตญาณ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตนางก็ต้องยอมรับว่าตอนนี้ตนคือเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่ชื่อเป่าเป้ย ไม่ใช่ต้าเหนิงอีกแล้ว เด็กหญิงตัวเท่านี้ต้องออกมาจับปลาจากแม่น้ำกลับไปทุกวัน แต่วันนี้โชคร้ายพลัดตกน้ำและจมลงไป ทำให้นางไม่อาจหวนกลับมาได้อีก
ในเวลาที่นางโผล่พ้นน้ำขึ้นมาดวงตะวันพึ่งลับฟ้าไปไม่นานจึงพอมีแสงสีเรืองๆ อยู่ทางตะวันตก ทว่าหลังจากนางเดินมาได้ไม่นานนักรอบข้างก็มืดสนิทและเหลือแต่เพียงแสงจันทร์ส่องทางจริงๆ
อากาศยามค่ำวันนี้หนาวเหน็บ บวกกับเสื้อผ้าที่เปียกน้ำจนชุ่มทำให้เด็กหญิงหนาวสั่นเหมือนจะจับไข้ได้เร็วๆ นี้ นางสาวเท้าก้าวให้เร็วขึ้นเพื่อกลับไปยังกระท่อมเล็กบนเนินเขา บ้านหลังเล็กมีแสงตะเกียงลอดออกมาริบหรี่ นางผลักประตูไม้เก่าๆ เข้าไป เสียงเอี๊ยดอ๊าดบ่งบอกถึงความผืดเคืองของวัสดุที่ใช้เชื่อมมัน เพียงก้าวเข้ามาดวงตาก็เหลือบไปเห็นเด็กเล็กรูปร่างอ้วนท้วนคลานมาหา นางรูปอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาแนบอกเพราะกลัวว่าผิวอ่อนๆ นั่นถลอกเอา
พอสัมผัสกับความชื้นที่ไม่สบายตัวเด็กชายในอ้อมกอดก็ดิ้นขลุกขลักพร้อมกับร้องโยเยขึ้นมา เป่าเป้ยอุ้มเขาให้ออกห่างไปกว่าเดิมเล็กน้อยจนน้องชายหยุดงอแง พอสบายผิวขึ้นมาก็เริ่มเรียกร้องเป็นอย่างอื่น
"หม่ำๆ"
ปากเล็กๆ นั่นส่งเสียงอ้อแอ้ออกมา มือขยุ้มเสื้อของนางไว้แน่น ดวงตากลมโตจ้องมาเหมือนคาดหวังอะไรบางอย่าง เด็กหญิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเข้าใจว่าเจ้าตัวเล็กคงหิวแล้ว
ต้าเหนิงในร่างเด็กหญิงเจ็ดขวบยังไม่เข้าไปในส่วนที่เป็นห้องพักแต่เข้าไปในครัวก่อน นางก่อไฟในเตาให้ความสว่างแล้วจุดตะเกียงเพิ่มหลังจากวางน้องไว้บนตั่งไม้เก่าๆ ด้านหลัง แม้เรื่องฟืนไฟควรมีผู้ใหญ่ดูแล แต่สถานการณ์ในครอบครัวไม่เอื้อให้เป่าเป้ยได้เติบโตสมวัยมากนัก
เมื่อพอมองเห็นโดยรอบแล้วก็หาอะไรที่พอจะเป็นอาหารได้ นางพบแผ่นแป้งบางๆ กองหนึ่งที่สภาพไม่น่ากิน เผลอๆ กินหมดทั้งห้าหกแผ่นที่วางอยู่ก็คงไม่ช่วยให้อิ่มท้องแม้แต่คนเดียว เด็กหญิงถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยใจ เป่าเป้ยยังไม่ละความพยายาม นางยังหาของที่พอกินได้ในห้องครัวต่อไปกระทั่งพบหม้อใบหนึ่ง เปิดฝาออกดูก็เห็นมีเมล็ดข้าอยู่ข้างในไม่กี่หยิบมือ
นี่มันเรียกว่าสถานการณ์วิกฤตสุดๆ ได้หรือยัง ครอบครัวนี้น่าสงสารเกินไปแล้ว! ไม่สิ มันน่าจะรู้ว่าวิกฤตตั้งแต่ให้เด็กเจ็ดขวบไปหาปลาแล้วต่างหาก!
เป่าเป้ยตัดสินใจนำข้าวหนึ่งหยิบมือนั้นไปตั้งไฟต้มจนนิ่ม ระหว่างรอมันเดือดนางก็อุ้มน้องวัยสิบเดือนเศษไปที่ห้องนอนด้านใน นักพฤษศาสตร์ในคราบเด็กเจ็ดขวบอุ้มน้องเข้าห้องเพื่อมาผลัดเสื้อ ทั้งของตัวเองและของน้องชายที่เปียกไปหย่อมหนึ่งด้วย
เพราะมีเสียงรบกวนเกิดขึ้น คนที่กำลังพักผ่อนอยู่จึงรู้สึกตัวขึ้นมา เสียงไอแหบๆ ดังขึ้นทำลายความเงียบ
"เป่าเป้ย นั่นลูกหรือ" เสียงแหบแห้งนั้นเอ่ยถาม เป่าเป้ยจึงได้เพ่งมองไปยังมุมห้อง บนนั้นมีสตรีร่างกาบซูบผอมผู้หนึ่งนอนอยู่ แค่จะยันตัวเองขึ้นมายังไม่มีแรง เสียงขอนางเหมือนมีคนเอาทรายกรอกคอ ฟังแล้วระคายแทนยิ่งนั่ง
"เจ้าได้ปลามาหรือเปล่า" เมื่อบุตรสาวไม่ตอบ นางจึงถามต่อ
จากความทรงจำสะเปะสะปะที่พอประติดประต่อได้ สตรีผู้นี้คือมารดาของเด็กทั้งสอง หลังจากเยี่ยนฟางคลอดบุตรชายร่างกายก็อ่อนแอลงมา เจ็บป่วยกระเสาะกระแสอยู่ตลอด แล้วบ้านนี้ก็ฐานะไม่ดีมาตั้งแต่เริ่ม พอผู้เป็นบิดาที่เป็นเสาหลักของบ้านล้มลงจึงยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ เงินจะซื้อยาสักห่อก็ไม่มี
ตงฟางเป็นเพียงนายพรานล่าสัตว์ แต่ก่อนหน้าก็ยังพอจุนเจือครอบครัวได้ทั่วถึง พอพลัดตกหน้าผาจนบาดเจ็บ ดวงตาก็พร่ามัวจนล่าสัตว์ไม่ได้อีก เขาเคยพยายามจะทำทั้งที่ดวงตาเป็นแบบนั้น สุดท้ายก็ถูกกับดักของตัวเองทำให้บาดเจ็บซ้ำ ดีที่ว่าเป็นแค่แผลบาดลึกภายนอก ไม่ได้กระเทือนถึงอวัยวะภายในใดๆ อีก เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบคนนี้จึงต้องลุกขึ้นมาทำอะไรเกินตัวและถูกบังคับให้เติบโตก่อนวัย
คิดมาถึงตรงนี้ต้าเหนิงก็รู้สึกสะเทือนใจ เพราะเห็นภาพตัวเองทับซ้อนขึ้นมา แม้ว่าเธอจะเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะดี แต่ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เปรียบดูแล้ว แม้จะไม่ได้สมหวังในความรักจนถึงท้ายที่สุด แต่ชีวิตของเธอก็เติบโตตามวัย ได้รับประสบการณ์ชีวิตอย่างเหมาะสม ไม่ได้ถูกโชคชะตาบีบคั้นเหมือนเด็กคนนี้
"ขออภัยด้วยท่านแม่ ข้าพลัดตกน้ำ จับปลาไม่ได้สักตัว ท่านอดทนสักวันนะ พรุ่งนี้ข้าจะหามาให้ได้แน่ๆ"
นางกล่าวกับมารดาที่เห็นสีหน้าได้จากแสงตะเกียงที่ส่องมา หญิงสาวผู้นั้นเม้มปากทั้งน้ำตารื้น รู้สึกเจ็บใจตัวเองที่ไม่อาจทำอะไรได้ แม้แต่ขยับขึ้นมาจากเตียงยังต้องใช้เรี่ยวแรงแทบหมดสิ้น
"ไม่เป็นไรนะเป่าเป้ยน้องของแม่ เจ้าไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่หรือไม่"
"ข้า...ไม่เป็นไร ข้าขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วจะหาน้ำให้ท่านนะ"
เยี่ยนฟางพยักหน้า ปล่อยให้บุตรสาวจัดการตัวเอง
เป็นคำโกหกที่ต้าเหนิงรู้สึกเฝื่อน ไม่เป็นไรอย่างนั้นหรือ ความจริงยิ่งกว่าเป็นอะไรด้วยซ้ำ เพราะเด็กคนนี้ตายไปแล้ว และไม่รู้ว่านอนอยู่ก้นแม่น้ำมานานเท่าไรแล้วเช่นกัน หากนางไม่กลับมา น่ากลัวว่าครอบครัวนี้คงไม่อาจรู้ความเป็นไปของบุตรสาวอีกเลย
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทั้งตัวเองและน้องชายเสร็จสรรพ นางก็นำชุดไปตากลมด้านนอก หาน้ำท่าให้มารดาดื่มแก้กระหาย ก่อนออกไปข้างนอก เป่าเป้ยมักจะเตรียมน้ำไว้สองกระบอก แขวนไว้ใกล้มือคนเป็นพ่อ และวางอยู่ข้างที่นอนผู้เป็นแม่ แต่บัดนี้น้ำหมดทุกกระบอกแล้วนางจึงนำไปกรอกใหม่
ข้าวที่ต้มทิ้งไว้เริ่มเย็นลงจนอุ่นพอเด็กเล็กทานได้ นางจึงป้อนน้องชายทีละคำจนกว่ากระเพาะน้อยๆ นั่นจะเลิกประท้วงจึงได้
"เสี่ยวซีคนเก่งอ้าปากเร็ว" เสียงแหลมเล็กของเด็กหญิงหลอกล่อน้องชายให้กินอาหารเข้าไปอีกเยอะๆ
"อ้ำๆ"
"เก่งมาก อีกคำนะคนดี"
เป่าเป้ยหลอกล่อน้องอยู่นานกว่าเขาจะกินหมดชาม แม้จะหิวแต่ซีห่าวก็มีความดื้อเล็กๆ ตรงที่เลือกกิน จึงต้องคอยหลอกล่อยอยู่เสมอเวลามีของที่ไม่ชอบปนมา วันใดมารดาลุกไหวก็จะเป็นนางที่ป้อนน้องให้ ส่วนเป่าเป้ยก็จะใช้เวลาระหว่างรีบทำงานบ้านเสร็จเพื่อจะได้ออกไปจับปลาเร็วๆ
หลังจากเด็กน้อยอิ่มท้องนางก็อุ้มพาเดินเดินย่อยรอบบ้าน เมื่อแน่ใจว่าน้องจะไม่อาเจียนออกมาก็พาเขาเข้านอน ตบก้นกลมๆ นั่นเป็นการกล่อมจนหลับไปจึงได้ไปตักข้าวต้มอีกสองถ้วยมาให้บิดามารดา วันนี้เยี่ยนฟางต้องให้บุตรสาวช่วยประคองขึ้นจึงจะนั่งได้ อาการของนางแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา แต่ละคนแรงใจแทบจะมอดดับลงไปแล้ว
"แม่ขอโทษนะ"
"ขอโทษอะไรกันเจ้าคะ ท่านแม่ไม่ได้ทำอะไรที่ต้องขอโทษข้าเสียหน่อย"
บุตรสาวส่งยิ้มมาพลางประคองถ้วยข้าวต้มที่เละเป็นโจ๊กไว้ในมือ ตักป้อนผู้เป็นแม่ทีละคำ พอไม่ได้กินอาหารดีๆ ก็ไม่แปลกที่จะไม่มีแรง ต่อให้ไม่มีเนื้อทุกมื้อแต่ก็ควรมีสารอาหารมากกว่าแค่ข้าวต้นชามเดียว คิดไปหัวคิ้วเด็กหญิงยิ่งขมวดมุ่น
"เป่าเป้ย ขอบคุณที่เหนื่อยนะ"
"เล็กน้อยเจ้าค่ะ"
คนหลังหน้ากากเด็กเจ็ดขวบบางทีก็อยากกัดลิ้นตัวเอง แต่การให้กำลังใจคนป่วยมันค้ำคอ และเธอรู้ดีว่าความไม่พอใจนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากใครในครอบครัว ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาหรือกล่าวโทษพวกเขา
ข้าวิ่งวุ่นจัดการงานในบ้านไม่ถึงครึ่งวันก็เหนื่อยจะตายแล้ว เป็นเพราะมันคือเรี่ยวแรงของเด็กเจ็ดขวบอย่างนั้นเหรอ แต่จะกี่ขวบก็ไม่สำคัญหรอกน่า ตอนนี้นางทำงานได้อยู่คนเดียวนี่ แต่มันก็เหนื่อยชะมัดเลย! ชีวิตใหม่สู้ชีวิตเกินไปไหม!?
"หากไม่มีเจ้า เราคงแยกกว่านี้ แม้มันจะไม่ควรเป็นเจ้าที่ต้องออกไปเลย" ยิ่งคิดเยี่ยนฟางยิ่งรู้สึกผิด ในฐานะคนเป็นแม่ นางคิดว่าตัวเองล้มเหลว
อาการของมารดาไม่น่ากังวลเท่าความรู้สึกนึกคิดของนาง แม้จะป่วยด้วยโรคเดียวกัน แต่คนที่มีพลังใจต่อสู้ กับคนที่ท้อแท้สิ้นหวังนั้นอาการทรงตัวต่างกันอย่างมาก
"เช่นนั้นท่านแม่ต้องหายไวๆ เจ้าค่ะ ต้องกินให้อิ่มและนอนให้พอนะเจ้าคะ" เด็กหญิงยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ หวังว่าเยี่ยนฟางจะสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของนางเช่นกัน
หลังจากป้อนมารดาจนหมดถ้วยก็นำจานชามที่กองสุมไปแช่ไว้ พอตื่นขึ้นมาจากก้นแม่น้ำก็มีเรื่องให้จัดการมากมายจนอาจหลงลืมบางอย่างไป นอกรั้วบ้านที่สร้างขึ้นแบบง่ายๆ มีต้นท้ออยู่ต้นหนึ่ง มีโพรงไว้ขนาดเล็กอยู่ด้านล่างที่พอจะสอดมือเด็กเข้าไปได้ เด็กหญิงนำก้อนหินมาวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขึ้นไป ประกบมือสวดส่งผู้ตายที่ไม่มีใครรับรู้การจากไปนอกจากนาง
เมฆบนฟากฟ้าล่องลอยไปตามลม เคลื่อนตัวออกจากดวงจันทร์จนแสงสีเงินสว่างส่องลงมามากขึ้น ทิวทัศน์โดยรอบที่เห็นเลือนลางยามรัตติกาลชัดเจนขึ้นมา กระท่อมหลังน้อยอยู่ในคลองสายตา ไล่สายตามองไปตั้งแต่ยอดหลังคาจนสุดรั้วทั้งสองฝั่ง มีอะไรไรอให้นางทำมากมายหลังจากนี้
เป่าเป้ยพาตัวเองมานั่งเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืนอยู่ที่ระเบียงฝั่งห้องครัว นางต้องทำอะไรสักอย่างกับสถานการณ์นี้ ไม่อย่างนั้นคนที่บ้านได้อดตายกันหมดแน่ รวมถึงตัวนางด้วย นอกจากอาหารการที่เข้าขั้นวิกฤต ความเป็นอยู่พื้นฐานก็ไม่ได้ดี และที่สำคัญกว่านั้นคือยารักษาโรคที่ไม่รู้จะไปหามาจากไหน
ไม่ต้องเข้าเมืองไปก็รู้ว่ายาราคาสูง บางทีครอบครัวนี้อาจไม่เคยได้ใช้ยาดีๆ ด้วยซ้ำไป นำเงินจำนวนมากจ่ายค่ายาที่สรรพคุณต่ำเตี้ยเรี่ยดินให้พอประทังชีวิตอยู่ได้ แต่โรคภัยก็ไม่หาย กลายเป็นวัฏจักรวนเวียนซ้ำๆ
เรื่องอาหารต้องจัดการก่อนอย่างอื่น หากไม่ได้กินของดีๆ อย่าว่าแต่อิ่มท้อง คนที่ป่วยอยู่แล้วก็จะทรุดลงไปอีกเพราะร่างกายไม่ได้ฟู้ฟู แรงจะลุกแต่ละวันยังแทบไม่มีด้วยซ้ำ
นางสามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้บ้างนะ เรื่องการจับปลา นางทำได้เพราะบิดาเคยสอนวางกับดักหรือทำเหยื่อล่อ กว่านางจะนึกไปถึงส่วนนี้ได้ก็เดินมาไกลแล้ว บางทีพรุ่งนี้ย้อนกลับไปดูอาจจะได้ปลามาติดแล้วก็เป็นได้
ข้าต้องไปดูปลา แล้วก็อะไรอีกนะ...
นางวางแผนวันพรุ่งนี้อยู่ในหัว คิดไม่ตกซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งความอ่อนล้าบังคับให้ต้องปิดเปลือกตาลงและผล็อยหลับไป