ในวันที่ฝนตก...ครื้นนนน บรื้นนนน ซ่า ซ่า ซ่า
ดวงตาคมจดจ้องมองผ่านกระจกที่ถูกเกาะไปด้วยหยดน้ำจากฟากฟ้าที่ล่วงหล่นมาอย่างกับมันรู้ว่าต้องทำหน้าที่แทนเจ้าของดวงตาแข็งกร้าวที่ไม่อาจเดาได้จากผู้พบเจอว่าเขากำลังอยู่ในอารมณ์ใดกันแน่ ณ สถานการณ์ที่พบเจอในเวลานี้
การเดินทางมากกว่าสิบสองชั่วโมง ดวงตาที่แดงก่ำอาจจะเกิดจากการอดนอนก็เป็นได้
“ถึงแล้วครับ” แท็กซี่ร้องบอกเมื่อรถจอดนิ่งอยู่หลายนาทีแต่ผู้โดยสารก็ไม่มีวี่แววว่าจะรู้สึกตัว ตลอดชั่วโมงเขาเอาแต่นั่งนิ่ง อากัปกริยาที่บ่งบอกว่าเขายังมีชีวิตก็คือการขยับลำคอมองกระจกข้างกับลมหายใจสม่ำเสมอที่ยังให้ได้ยินอยู่
ทิวาเหมือนได้สติจากเสียงร้องบอกนั้น ภาพตรงหน้าค่อยๆเข้าโสตประสาทการรับรู้ที่ถูกต้อง ผู้คนมากมายในชุดดำเป็นส่วนใหญ่ มาร่วมไว้อาลัย ทิวาแสยะยิ้มแต่ดวงตาเขากลับพร่ามัวกะทันหัน ปากหยักขบเม้มจนเส้นเลือดตรงขมับปูดโปนเพียงเพราะเขาต้องการสกัดกั้นความรู้สึกไว้
ควับ! ทิวายื่นธนบัตรให้แท็กซี่ “เอ่อ...คุณครับผมขอโทษด้วยครับ ผมไม่มีทอน...” ทิวาไม่เอ่ยโต้ตอบอะไร ยัดธนบัตรใส่มือแท็กซี่และลงจากรถไป แท็กซี่แม้จะเข้าใจแต่ในใจก็รู้สึกว่ามันเยอะเกินไป ค่ารถสองร้อยกว่าเท่านั้น แต่นี่เขาให้มาตั้งหนึ่งพัน แต่เมื่อจะเรียกขานอีกครั้ง ชายหนุ่มก็เดินไปไกลแล้ว
ในศาลาเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย พระสงฆ์เตรียมจะสวดอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เอ๊ะ! แต่ดวงตาของผู้ที่นั่งอยู่ตำแหน่งเจ้าภาพเห็นชายร่างสูงที่แม้ไม่เจอกันหลายปี หลายอย่างเปลี่ยนไป แต่คนรู้จักกันมากว่ายี่สิบปี ให้ไม่เจอกันหลายปีก็ยังคงจำได้อยู่ดี
“ทิวา”
“สวัสดีครับคุณอาประธาน”
“ในที่สุดเธอก็กลับมา” ทิวายิ้มเล็กน้อยขณะพยักหน้า ทิวาไม่อาจปฎิเสธได้ว่าเขาเห็นความโล่งใจในแววตาและสีหน้าของคนตรงหน้า คุณอาประธานเป็นทนายประจำตระกูลที่เขาเห็นตั้งแต่จำความได้ ก็เปรียบได้เป็นญาติคนหนึ่งของเขาเลยก็ว่าได้ “ค่อยคุยกัน...พระกำลังจะสวดแล้ว” ทิวา เดินเคียงข้างประธานไปนั่งตำแหน่งเจ้าภาพ
ความโดดเด่นของทิวาทำให้แขกต่าง`ให้ความสนใจ แม้พระจะเริ่มสวดแต่ความอยากรู้ของมนุษย์นั้น พระเจ้าก็ไม่อาจยับยั้งได้ หลายคนต่างหันไปกระซิบกระซาบกับคนข้างกาย แม้มือจะพนมอยู่แต่จิตใจก็ไม่ได้มีความสงบร่วมสวดส่งวิญญาณที่สงบแล้วเลยสักนิด
ทิวาจดจ้องไปยังภาพที่มีหลายส่วนที่ตนไม่อาจปฎิเสธได้ว่าตนมีส่วนเหมือนและคล้ายอยู่มาก เทวัญ ประเสิร์ฐอนันตกุล พ่อบังเกิดเกล้าที่เขาไม่ได้พูดคุยและเจอะเจอมานานกว่าเจ็ดปี
เรื่องราวบาดหมางระหว่างเขากับพ่อเกิดเมื่อเขาอายุเพียงยี่สิบปีเท่านั้น ทั้งๆที่เขาสนิทกับพ่อที่ตั้งใจทำงานขยันขันแข็ง พ่อที่เป็นไอดอลของลูกชายเพียงคนเดียวมาโดยตลอด
ทิวาร่วมถวายปัจจัยให้กับพระสงฆ์ตามที่อาประธานบอก เมื่อพระสงฆ์จากไป ทิวาก็ไปกราบพ่อเป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปี ไร้เสียงสะอื้น แต่หยาดน้ำตาลูกผู้ชายไม่อาจกักกั้นไว้ได้
ภายในจิตใจของทิวาตอนนี้ไม่มีใครคาดเดาได้เลยแม้จะเป็นประธานที่เห็นทิวามาตั้งแต่แรกเกิด
“คำสั่งเสียสุดท้ายของเจ้าสัว คือ อยากให้หลานกลับมาปักหลัก...กลับเมืองไทย” ประธานบอกหลานชายหลังจากที่หลบมานั่งที่ศาลาริมน้ำ ไร้ผู้คนพลุกพล่าน
ไม่มีคำตอบรับหรือปฎิเสธใดๆ ทิวาหันไปมองท้องลำน้ำที่แม้จะเห็นน้ำแยกได้ว่านั่นคือน้ำแต่ทุกอย่างก็มืดมิด
“ผู้หญิงคนนั้น”
“คุณกาด เสียไปตั้งแต่เมื่อสี่ปีก่อน” ประธานเข้าใจได้ทันทีว่าทิวาหมายถึงใคร และไม่แปลกใจที่ทิวาจะไม่รู้เรื่องนี้ เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องคงไม่มีใครกล้าจะเอ่ยหรือเอาเรื่องของประเสิร์ฐอนันนตกุลไปเอ่ยกับทิวา รวมถึงคุณรัศมี แม่แท้ๆของทิวา
“แล้วเด็กใน...”
“เธอแท้งครับ” ทิวาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเสียมากกว่าความรู้สึกอย่างอื่น ทิวาไม่ได้เอ่ยถามอะไรต่อ ไม่ถามถึงสาเหตุการเสียชีวิตและสาเหตุการแท้ง เพราะนั่นเป็นรายละเอียดที่เขาไม่จำเป็นต้องเอามารกสมอง แต่เขาหันกลับไปทางศาลา มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
“พรุ่งนี้คุณแม่จะเดินทางมาถึง หลังจากเสร็จงาน ผมคงต้องกลับไปสะสางที่โน้นสักหนึ่งเดือน” ประธานยิ้มออกมาทันที เพราะเขาได้คำตอบแล้ว
“อืม...พินัยกรรมจะถูกเปิดหลังจากที่หลานกลับมาอีกครั้ง” ทิวาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
เทวัญ ประเสิร์ฐอนันตกุล หรือผู้คนเรียกติดปากว่าเจ้าสัวเทวัญ ทายาทรุ่นที่สอง ผู้คร่ำหวอดธุรกิจการเช่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักตระกูลนี้ ห้างร้านใหญ่ๆในทำเลทองต่างก็เป็นลูกค้าของประเสิร์ฐอนันตกุล
เทวัญเป็นทายาทรุ่นที่สองที่เป็นลูกโทน ตอนสมัยเขายังเยาว์ เขาก็ถูกเรียกว่าเจ้าสัวแล้ว แม้ในตอนแรกฉายาจะได้เพราะเกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่ลูกโทนคนนี้ไม่ได้ทำให้ตระกูลต้องขายหน้า เขาทั้งรักษาสิ่งที่มีและสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นมามากมาย ลูกชายอย่างทิวาไม่จำเป็นต้องไปหันมองฮีโร่แบบอย่างจากที่ไหน เพราะพ่อของเขาไม่ว่าจะจับอะไรก็ประสบความสำเร็จไปเสียทุกอย่าง
“โตขึ้นผมจะเก่งให้ได้เหมือนพ่อ” คำของเด็กชายทิวา ประเสิร์ฐ-อนันตกุล ผู้ที่เกิดมาบนกองเงินกองทองไม่ต่างกับผู้เป็นพ่อเลย
บ้านประเสิร์ฐอนันตกุล ขอมอบให้นายทิวา บุตรชายของข้าพเจ้าและนางสาวนับดาว ภรรยาของข้าพเจ้า ทั้งสองมีสิทธิ์ในบ้านเท่าเทียมกัน
หุ้น 19 % ของอนันตกุลกรุ๊ป มอบให้นายทิวา
สังหาริมทรัพย์ดังต่อไปนี้....ขอมอบให้นายทิวา....
อสังหาริมทรัพย์ดังต่อไปนี้...ขอมอบให้นายทิวา...
ทิวาไม่ได้กลับมาเพื่อมาเจอกับพินัยกรรมแบบนี้ ‘นับดาว’ ใครกันว๊ะ! ทรัพย์สมบัติของตระกูลถูกหั่นแบ่งเป็นสามส่วน ในพินัยกรรมฉบับนี้เอ่ยถึงแต่ในส่วนของเขากับแม่เขาเท่านั้น และชื่อผู้หญิงที่เขาได้ยินเป็นครั้งแรก ปรากฎอยู่ในพินัยกรรมเพราะเธอถือสิทธิ์ครองบ้านประเสิร์ฐอนันตกุล ร่วมกับเขา
“ทำไมวันนี้คุณแม่อีกคนของผมถึงไม่มาร่วมรับทรัพย์สมบัติชิ้นนี้ด้วยล่ะครับ”
“เงื่อนไขในพินัยกรรมไม่ได้ระบุว่าคุณนับดาวจำเป็นต้องมา” ประธานแถลงข้อข้องใจ
“ตกลงก่อนตายเนี่ย พ่อมีเมียกี่คนกัน!!” ทิวาเกรี้ยวกราดอย่างเห็นได้ชัด แต่คำเกรี้ยวกราดนี้ไม่มีคำตอบกลับใดๆ ของประธาน
“ทิวา หลานเป็นผู้ถือสิทธิ์หุ้นที่มากที่สุด อำนาจบริหารเป็นของหลานอย่างชอบธรรม ธุรกิจที่อยู่ภายใต้อนันตกุลกรุ๊ป หลานเป็นผู้มีสิทธิขาด” ประธานบอกเท่านั้นและขอตัวกลับเมื่อตนทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นแล้ว
เพล้งงงงง เมื่อประตูรั้วที่ถูกเปิดส่งแขกและถูกปิดลงอีกครั้ง เครื่องแก้วบนโต๊ะยาวก็ล่วงหล่นกระทบพื้นหินอ่อนแตกกระจัดกระจายด้วยน้ำมือประมุขของบ้าน
ตุ๊บ! “ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเธอเป็นใคร...นับดาว” เสียงลอดไรฟันเย็นยะเยือก เปล่งออกมาเพียงแค่คนข้างกายเท่านั้นที่ได้ยิน
รัศมีเองก็ไม่อยากยอมรับกับพินัยกรรมฉบับนี้ เธอที่เป็นภรรยาคนแรกที่แม้หย่าร้างไปนานแล้ว แต่เธอก็เป็นแม่ของลูกชายที่เป็นทายาท เธอกลับได้รับเพียงเงินห้าล้านบาทกับพื้นที่ตลาดที่มีรายได้จากค่าเช่าที่เดือนละไม่กี่แสนเท่านั้น ต่างกับผู้หญิงที่ชื่อนับดาวที่เป็นใครกัน...และสมบัติอีกสองส่วนที่รายละเอียดเธอเองก็ไม่ชัดเจนนัก ตอนนี้มันถูกยกให้ใครกันเล่า...รัศมีเองก็อยากรู้ไม่ต่างกับลูกชาย
“คุณแม่ไม่ระแคะระคายเรื่องผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลยเหรอครับ” รัศมีผ่อนลมหายใจ เดินอย่างระมัดระวังเข้าไปใกล้ลูกชาย เพราะพื้นเต็มไปด้วยเศษแก้วมากมาย
“อิทธิพลของคุณพ่อ คนอย่างแม่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของเขาหรอกนะ และชื่อนี้แม่ก็พึ่งได้ยินครั้งแรกพร้อมกับลูก” ทิวาเข้าใจดี
“แม่ย้ายกลับมาอยู่กับผมที่นี่นะครับ” รัศมียิ้มและเข้าไปโอบไหล่บุตรชาย เธอกับลูกไม่ได้อยู่ด้วยกันตั้งแต่ที่ทั้งสองเดินออกจากบ้านหลังนี้ ทั้งๆที่เธอต้องการอยู่ดูแลลูกชาย แต่เพราะคำสั่งของเทวัญที่ต้องการให้ลูกชายของตนซมซานกลับเข้าบ้านอีกครั้งนั้น เธอจึงไม่กล้าและครอบครัวของเธอเทียบชนชั้นทางสังคมกับเทวัญไม่ได้เลย เมื่อเขาสั่งมีหรือว่าเธอจะขัดได้ ไม่งั้นพ่อกับแม่ของเธอต้องเดือดร้อนเป็นแน่
“แม่จากที่นี่ไปนานแล้ว ทุกอย่างดูแปลกตาสำหรับแม่ไปหมด” ทิวามองแม่อีกครั้งและยิ้มออกมาเล็กน้อย เขาเข้าใจดีว่าแม่ต้องการอะไร
“ก็ได้ครับแม่ ผมรู้ว่าแม่ชอบการเดินทาง แต่แม่ต้องสัญญานะครับว่าเมื่อไหร่ที่แม่อยากพักและอยากหยุด แม่ต้องคิดถึงผม คิดถึงบ้านหลังนี้” รัศมียิ้มและโอบกอดลูกชาย
“ขอบใจมากทิวา ทั้งๆที่แม่...”
“ไม่เอาครับแม่ เราไม่เอ่ยถึงเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจครับ”
“แล้วลูกจะเอายังไงต่อ”
“ผมก็…” ทิวาทอดสายตาไปทั่วห้องรับแขกที่โอ่งโถง “อยู่ที่นี่...แต่ไม่ได้อยู่เพื่อรอคอยเจ้าของบ้านอีกคนเดินเข้ามา...ผมจะต้องสืบหาผู้หญิงคนนั้นให้เจอก่อนที่...มัน...จะรู้ตัว” แววตาของทิวาเปลี่ยนไปอีกครั้ง
รัศมีรู้สึกไม่สบายใจอยู่เงียบๆ คนที่เกิดมาเพียบพร้อมอย่างเทวัญ และประสบความสำเร็จในชีวิต แม้จะไร้ตัวตนไปแล้วแต่คนอย่างเทวัญถ้าคิดจะทำอะไรแล้ว ยากนักที่ใครจะขัดขวางได้ แล้วนี่เขาทำอะไร...
ทิวาจะรู้ตัวไม่นะ ว่าเขาเหมือนพ่อของเขาเหลือเกิน “ทิวา ลูกจะเข้าบริษัทไม่ใช่เหรอลูก” รัศมีเปลี่ยนเรื่อง
“ครับ”
“งั้นลูกไปเถอะ เดี๋ยวเรื่องตรงนี้แม่จัดการให้จ่ะ” ทิวาก้มมองพื้นที่เกลื่อนกลาดไปด้วยเศษแก้วมากมายก่อนจะเดินออกไป
ก็อก ก็อก ก็อก
“ดาว...นับดาว นี่กี่โมงแล้ว ทำไมยังไม่ตื่น เดี๋ยวก็ไปเรียนสายหรอก”
“แม่...วันนี้ที่คณะเขารับน้อง หนูจะไปหรือไม่ไปก็ได้”
“แล้วทำไมลูกถึงจะไม่ไป”
“ก็หนูอยากนอนต่อ...” เฮ้ยยย เสียงถอนหายใจครั้งหนึ่งก่อนที่ฝีเท้าจะเดินห่างประตูไป หลังจากนั้นนับดาวก็เข้าสู่นิทราต่อได้อย่างไม่ยากเย็น
“ตื่นแล้วเหรอ” ประภาเอ่ยกับบุตรสาวที่เดินหน้าแป้นเข้ามาหา
“จ่ะแม่จ๋า” นับดาวเดินไปนั่งข้างกายแม่ และยื่นมือไปหยิบมีดขนาดเล็กช่วยแม่ปอกเปลือกกล้วย เพื่อเตรียมทำกล้วยบวชชีส่งให้กับโรงเรียนอนุบาลใกล้บ้าน
“แล้วไม่ไปหาอะไรกิน”
“เดี๋ยวก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวขนมไปส่งไม่ทัน”
“สรุปว่าวันนี้ไม่ไปมหาลัย...” นับดาวส่ายหน้า
“หนูเปล่าขี้เกียจนะ ปีสุดท้ายแล้ว หนูต้องฝึกงาน แม่ลืมไปแล้วเหรอจ่ะ”
“ดีแล้ว มีคุณต้องทดแทน” นับดาวยิ้มหวานและตั้งหน้าตั้งตาช่วยประภาจนกล้วยที่เตรียมไว้ได้ลงไปอยู่ในหม้อขนาดใหญ่บนเตาถ่าน ประภาก็ไล่บุตรสาวไปหาอะไรกิน
“จ่ะ เดี๋ยวหนูไปส่งขนมเองและจะรอรับตาหนูกลับมาเลย”
รถเข็นเคลื่อนไปอย่างช้าๆ ในตรอกซอยขนาดเล็ก “ตาหนู นั่งลง” นับดาวปรามเด็กชายผิวขาวตัวน้อยที่อยากจะลุกขึ้นยืนบนรถเข็นขนาดเล็กอยู่หลายครั้ง
“ผมปวดฉี่” นับดาวอ้าปากค้าง และหยุดลงเบียดเข้าข้างทาง
“ทนไปถึงบ้านไม่ได้เหรอ” เด็กน้อยส่ายหน้า “ถ้างั้นหันหน้าเข้ากำแพง” เด็กน้อยก็ยังส่ายหน้าอีกครั้ง จะย้อนกลับไปที่โรงเรียนก็ดูจะไม่ใช่ทางออกที่ดี “ข้างทางเถอะนะ”
“ผมไม่ใช่สุนัข” นับดาวกลอกตาอย่างช่วยไม่ได้
“แล้วจะเอายังไง บ้านก็ยังอีกไกล” พรึ่บ! แขนเล็กๆยกขึ้นชี้ไปยังรั้วสีเขียว นับดาวยิ้มพร้อมหลี่ตามองเทวา เด็กน้อยตรงหน้า “ร้ายนักนะ” บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเด็กผู้หญิงที่เรียนอยู่ที่เดียวกันกับเทวา แต่เด็กคนนั้นเรียนอยู่ชั้นอนุบาลสองในขณะที่เทวาพึ่งอยู่เตรียมอนุบาล
“เด็กคนนั้นยังไม่เลิกเรียนเลยไม่ใช่เหรอ” เทวายักไหล่ นับดาวตามความคิดเด็กน้อยตรงหน้าไม่ทันเลยจริงๆ แต่ก็เดินไปกดกริ่ง ไม่นานคุณยายเจ้าของบ้านก็เดินออกมา
“คุณยาย ดาวเองค่ะ”
“อ้าวดาว...มีอะไรเหรอลูก”
“คือหนูอยากรบกวนขอใช้ห้องน้ำหน่อยค่ะ พอดีตาเทวา...” นับดาวไม่ต้องเอ่ยอะไรต่อ คุณยายก็รีบเปิดประตูให้และเชิญให้ทั้งสองเข้ามาในบ้านอย่างใจดี
นับดาวช่วยจนเทวาเสร็จธุระในห้องน้ำ แต่ทันทีเมื่อเทวาออกจากห้องน้ำเขากลับวิ่งไปอีกฟากของบ้าน ตรงนั้นมีชุดโต๊ะเก้าอี้ขนาดเล็กน่ารัก น่าจะเป็นโต๊ะทำการบ้านของหลานสาวของคุณยาย นับดาวเห็นว่าเทวาล้วงเอาอะไรบางอย่างออกมาจากเป้ใบเล็กของตนเองและวางไว้บนโต๊ะ
“อะไรเหรอ...เมื่อกี้นี่” นับดาวเอ่ยถามอย่างอยากรู้เมื่อทั้งสองออกจากบ้านคุณยายและเดินกลับมาที่รถเข็นของตน
“ยางลบเมอร์เมด” นับดาวร้องอ้อ ที่แท้วันก่อนที่ไปตลาดด้วยกัน เทวาร้องขอให้เธอซื้อมันมา และนับดาวก็เริ่มเข้าใจเพราะชุดโต๊ะการบ้านนั้นก็เป็นลายเมอร์เมดเช่นกัน “ร้ายกาจ” นับดาวยิ้มออกมาอย่างขบขัน เทวาแค่ยกยิ้มเล็กน้อยและหันไปสนใจถนนข้างหน้าในทันที
“ตั้งใจทำงานรู้มั้ย”
“แม่ หนูไปฝึกงานนะคะ” นับดาวร้องบอกมารดาที่อวยพรบุตรสาวอย่างตั้งใจ
“อ๊ะอ๊ะ ตั้งใจเรียนรู้และฝึกงานอย่าเอาเรื่องขายหน้ากลับมาบ้าน...” นับดาวยิ้มเจ้าเล่ห์มองกลับไป “ไปได้แล้ว วันแรกก็จะสาย” นับดาวหอมแก้มนุ่มของแม่ทีหนึ่งก่อน
ประภามองนับดาวและเทวาเดินออกจากบ้านไปด้วยกัน เธอไม่รู้ว่าต่อจากนี้บุตรสาวจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ไม่มีใครสามารถหนีชะตาชีวิตของตัวเองได้ แต่เธอจะอยู่ที่นี่ รอคอยบุตรสาวกลับมาเติมพลังเพื่อกลับไปต่อสู้กับอะไรก็ตาม...ที่อยู่ข้างนอกนั้น