พิมพ์พันดาวยืนนั่งมองแปลนร้านขายยาที่บิดาเป็นคนรับอาสาจะติดต่อช่างและคนงานแล้วก็นึกขัดใจเพราะดูแล้วแบบที่ได้มามันไม่ทันสมัยเอาเสียเลย เธออยากได้ร้านขายยาที่โดนเด่นทันสมัยใครเห็นก็จะต้องอยากเข้ามาซื้อแต่ที่ได้มานั้นเป็นร้านแบบเรียบง่าย มีห้องน้ำเล็กๆ อยู่ด้วยซึ่งเธอคิดว่ามันไม่จะเป็นเลยเพราะเธอเดินเข้ามาใช้ห้องน้ำที่อยู่ห่างจากหน้าบ้านไม่ถึง 20 เมตรได้สบายอยู่แล้ว
“พ่อค่ะพิมพ์ว่ามันไม่โอเคเลยแบบมันเรียบเกินไปนะคะ ที่พิมพ์บอกพ่อคือให้เขาออกแบบให้ทันสมัยที่สุดดูแล้วน่าเข้าที่สุด”
“พ่อก็บอกเขาไปแบบนั้นแหละ”
“แต่ที่ได้มามันไม่ใช่เลยนะคะ”
“คนออกแบบเขาบอกว่าคนแถวนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านทั่วไป เขาไม่กล้าเข้าร้านหรูๆ หรอกนะลูกเขากลัวราคาจะแพง”
“แต่พิมพ์ไม่คิดจะขายราคาแพงเลย พิมพ์ว่าจะขายเท่าร้านในเมืองเลยนะคะพ่อ”
“แต่คนอื่นเข้าไม่รู้กับเรานะ กว่าเขาจะรู้ก็คงอีกนานแล้วพิมพ์บอกพ่อเองไม่ใช่เหรอว่าอยากขายยาถูกคุณภาพดีมาให้ชาวบ้านเขาจะได้ไม่ต้องไปซื้อในเมือง แต่ถ้าร้านดูหรูหรามากๆ ชาวบ้านไม่เชื่อหรอกว่าราคาจะถูก พ่อว่าเน้นเรียบง่ายแต่ดูสะอาดดีกว่านะ พิมพ์ก็จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินเยอะด้วย”
“แต่พิมพ์ไม่ชอบเลยมันดูเชยมาก”
“ถ้าไม่ชอบพ่อจะบอกเขาเปลี่ยนแบบให้ก็ได้แต่ก็รอนานหน่อยนะช่วงนี้งานเขาเยอะ แล้ววันนี้ช่างก็นัดเขาเอาของมาส่งแล้วด้วยนะ”
“เราไปจ้างคนอื่นก็ได้นี่คะพ่อ”
“ช่างที่พ่อติดต่อให้เขาเป็นช่างมีฝีมือ ถ้าไปติดต่อคนอื่นพ่อก็กลัวว่างานจะออกมาไม่ดีนะลูก พ่อว่าหนูลองคิดตามที่พ่อพูดดูสิว่ามันจริงไหม” เพิ่มศักดิ์พยายามพูดให้ลูกสาวได้คิดเพราะเขาเองก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคนออกแบบ
พิมพ์พันดาวนั่งนิ่งและคิดทบทวนคำพูดของบิดาแล้วเธอก็เริ่มจะเห็นด้วยเพราะจุดประสงค์ที่เธอเปิดร้านขายยาก็เพื่อให้ชาวบ้านได้ซื้อยาในราคาถูก ที่เธอทำแบบนี้ได้ก็เพราะตอนอยู่ที่โรงพยาบาลใหญ่ในกรุงเทพตนเองรู้จักเซลล์ขายยาหลายคนจึงรู้ดีว่าจะติดต่อซื้อของพวกนี้ได้ที่ไหน อีกทั้งพี่สาวและพี่เขยก็เป็นหมอทั้งคู่เรื่องหายาราคาถูกจึงไม่ใช่เรื่องยาก
“แล้วห้องน้ำล่ะคะพิมพ์ว่ามันไม่จำเป็นเลยค่ะ”
“พ่อบอกเขาให้ทำเผื่อไว้นะ บางทีลูกค้าเขาออกมาจากบ้านแวะซื้อของมาหลายที่ว่าจะมาซื้อยาเขาอาจจะอยากใช้ห้องน้ำก็ได้ คนแถวนี้ก็รู้จักกันทั้งนั้นบางทีเวลาพ่อไปตลาดยังไปขอเขาห้องน้ำที่ร้านเขาเลย ส่วนเรื่องทำความสะอาดพ่อจะให้แป้งไปทำให้พิมพ์จะได้ไม่ต้องเหนื่อย”
“พิมพ์แล้วแต่พ่อเลยค่ะ แต่ถ้าคนไหนพิมพ์ไม่รู้จักพิมพ์ก็ไม่ให้ใช้ห้องน้ำนะ”
“ถ้าอย่างนั้นห้องน้ำคงไม่มีคนใช้หรอกคนแถวนี้ไม่ค่อยมีใครรู้จักลูกเลย”
พิมพ์พันดาวนั้นออกจากบ้านไปเรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 19 พอเรียนจบเภสัชกรก็สอบบรรจุและทำงานที่กรุงเทพมาตลอด จนตอนนี้หญิงสาวอายุ 29 ย่าง 30 จึงขอย้ายงานมาทำที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอที่อยู่ห่างจากบ้านเพียงสามกิโลเมตร
“เดี๋ยวอยู่ไปพิมพ์ก็คงรู้จักคนเพิ่มมากขึ้นเองค่ะพ่อ”
“ช่วงที่พิมพ์เปิดร้านใหม่พ่อจะไปช่วยด้วยดีไหมล่ะ พ่อรู้จักคนเยอะนะ”
“ก็แน่สิคะพ่อเป็นครูสอนที่โรงเรียนประจำอำเภอตั้งสามสิบกว่าปีมีใครบ้างที่ไม่รู้จักพ่อ”
“ถ้าหนูอยากรู้จักคนเยอะก็ตื่นเช้าไปตลาดกับพ่อสิ”
“เอาไว้รอให้พิมพ์ว่าง นะคะพิมพ์ค่อยไปกับพ่อตอนนี้พิมพ์เพิ่งย้ายมางานที่โรงพยาบาลยังไม่เข้าที่เท่าไหร่เลยค่ะ”
“แค่ไปตลาดตอนเช้าใช้เวลาไม่นานหรอก เราจะได้บอกคนอื่นเข้าด้วยไงล่ะว่าตอนนี้กำลังจะปิดร้านขายยา พ่อว่าลูกค้าของหนูต้องเยอะแน่ๆ”
“ก็ดีเหมือนกันนะคะ การตลาดแบบนี้น่าจะเข้ากับคนที่นี่ดี แต่ว่าตอนนี้พิมพ์ขอตัวไปหน้าบ้านก่อนนะคะเหมือนได้ยินเสียงรถเอาของมาส่งแล้ว”
“วันนี้ของแค่มาส่งอีกสองวันคนงานถึงจะเริ่มเข้ามาทำ”
“ทำไมล่ะคะพ่อพิมพ์นึกว่าจะเริ่มเลยจะได้เสร็จไวๆ”
“วันมะรืนเป็นวันมงคล พ่อไปให้พระที่วัดท่านดูให้”
พิมพ์พันดาวไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี่เท่าไหร่แต่เห็นว่าอีกสองวันก็ไม่ช้าจนเกินไปเลยไม่ได้ว่าอะไรแต่ถ้าให้รอนานกว่านี่ก็คงไม่ยอมเพราะเธออยากจะรีบทำทุกอย่างให้เสร็จตามกำหนดที่วางแผนไว้
รถหกล้อจอดที่หน้าบ้านขนขับลงมาจากรถเมื่อสอบถามแล้วว่าส่งที่บ้านหลังนี้เขาก็กลับขึ้นไปบนรถอีกครั้งก่อนจะถอยเข้ามาในบริเวณรั้วบ้านซึ่งพื้นบริเวณที่จะทำเป็นร้านขายนั้นอยู่ภายในรัวแต่ด้านหน้าจะติดกับถนนใหญ่
คนงานสองคนช่วยกันเอาของลงจากรถขณะที่ชายอีกคนที่เพิ่งลงมาจากรถได้แต่ยืนมอง
“นายไม่คิดจะช่วยเพื่อนหน่อยเหรอ”
“ผมเหรอ”
“ก็นายนั่นแหละ เอาแต่ยืนดูเพื่อทำงานแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะเอาของลงรถหมดล่ะ ตัวก็โตกว่าเขายังจะเอาเปรียบอีก” พิมพ์พันดาวเป็นคนไม่ชอบเห็นใครถูกเอาเปรียบจึงบอกชายสวมหมวกแก๊ปที่ยืนนิ่งให้มาช่วยชายอีกสองคนที่ตัวเล็กกว่าเขา
“ผมเพิ่งลงมาจากรถยังไม่ทันได้ยืดเส้นยืดสายเลย”
“สองคนนั้นไม่เห็นจะต้องยืดเส้นยืดสายอะไรเลย นายเอาเปรียบมากกว่าเดี๋ยวฉันจะบอกเถ้าแก่ที่ร้านว่านายอู้งาน”
“อย่าบอกนะครับคุณผมไม่อยากตกงาน” เขารีบเดินไปยังด้านหนังรถที่คนงานสองคนกำลังช่วยกันเอาของลงอยู่
“พี่ไม่ต้องช่วยหรอกกลับบ้านไปเถอะครับ”
“ไม่เป็นไร ฉันว่าช่วยก็สนุกดีเหมือนกันนะ” เขาหัวเราะแล้วหันไปทางลูกสาวเจ้าของบ้านที่เพิ่งเห็นตัวจริงก็วันนี้เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเห็นแต่ในรูปที่บิดาเธอมักจะเอาไปอวดเขาอยู่บ่อยๆ
“ถ้าคุณตะวันรู้ล่ะครับ”
“เรามากันสามคนนะถ้านายสองคนไม่บอกเขาก็ไม่รู้หรอก ไม่ดีเหรอที่ได้ฉันมาช่วยอีกคน”
“ดีสิครับ มีคุณมาช่วยงานจะได้เสร็จเร็วเย็นนี้พวกผมนัดกันไปงานวัดด้วย”
“งานวันมีถึงวันไหน”
“คืนนี้คืนสุดท้ายแล้วครับ ผมจะไปป่าลูกโป่งเอาตุ๊กตามาให้สาว”
“เอาแค่ให้สองสามตัวก็พอนะ อย่าเอาเยอะพวกนายเล่นซ้อมกันทุกวันฉันกลัวเจ้าของร้านจะเจ๊งเอา”
“คุณไม่น่าดักคอผมเลยผมกะจะเอาหลายๆ ตัวสักหน่อย”
ทั้งสามคนหัวเราะเสียงดังจนหญิงสาวที่กลับเข้าไปในบ้านแล้วต้องเดินออกมาดูและทำหน้าดุใส
เมื่อเห็นท่าทางเอาเรื่องของเธอแล้วทั้งสามคนก็รีบก้มหน้าช่วยกันเอาของลงจากรถเพราะกลัวสายตาดุที่มองมา แต่ก็ยังไม่วายจะกระซิบให้ได้ยินกันแค่สามคน
“ผมว่าลูกสาวลุงเพิ่มสวยนะแต่ดุนี่เราแค่คนงานนะไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าเป็นแฟนเธอแล้วจะเป็นยังไง”
“มึงก็ช่างกล้าพูดนะได้ไอ้โมทย์คนอย่างเขาหรือจะมีแฟนเป็นคนงานหาเช้ากินค่ำอย่างเรา ถ้าเป็นคุณตะวันหรือคุณตรัยก็ไม่แน่นะ” คนพูดหันมาทางตรัยคุณที่กำลังช่วยเอาของลงรถอยู่ทางด้านท้าย
“คุณตรัยว่าไง สนไหมล่ะเธอสวยมากเลยนะตาโตผิวก็ขาวอย่างกับคนไม่เคยเจอแดด”
“เฉยๆ” ตรัยคุณตอบสั้นๆ เพราะไม่อยากให้สองคนนี้เอาเรื่องเขาไปบอกกับเจ้านายซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของตน
ความจริงแล้วตรัยคุณชอบเธอตั้งแต่เรียนมัธยมแต่หลังจากเรียนจบก็ยังไม่เคยเจอกันอีกเลย ทุกครั้งที่เธอกลับมาเยี่ยมบิดาเขาก็มีธุระไปที่อื่นตลอด อย่างครั้งนี้เขาก็ไปทำงานที่กรุงเทพมาหลายวัน แต่โชคดีที่หญิงสาวไม่ต้องกลับไปทำงานที่กรุงเทพตรัยคุณเลยมีโอกาสได้เจอเธอแต่ไม่คิดว่าจะมาเจอกันในสถานการณ์นี้
ตรัยคุณเพิ่งย้ายบ้านมาอยู่ติดกับบ้านของลุงเพิ่มศักดิ์เมื่อสองปีก่อนซึ่งตอนนั้นหญิงสาวยังทำงานอยู่ที่กรุงเทพเขากับเธอจึงยังไม่เคยได้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ
“พวกผมลงของเสร็จแล้วนะครับคุณเซ็นรับด้วย”
“รอเดี๋ยวสิฉันยังเช็กไม่เสร็จเลย”
“ไม่ต้องเช็กหรอกครับผมรับรองว่าครบตามที่สั่งแน่นอน”
“แล้วถ้ามันไม่ครบล่ะใครจะรับผิดชอบ”
“ผมรับผิดชอบเองครับ ให้พวกเขากลับเถอะเย็นนี้พวกเขาจะต้องไปงานวัดต่ออีกเดี๋ยวไม่ได้เที่ยวงานวันสุดท้ายขึ้นมาล่ะยุ่งเลย”
“ถ้าของไม่ครบล่ะก็ฉันจะจัดการนายเป็นคนแรกเลย” หญิงสาวเซ็นชื่อในใบส่งของก่อนจะส่งสำเนาอีกฉบับคืนให้กับตรัยคุณในจังหวะที่ยื่นเขาก็ฉวยโอกาสจับมือเธอไปด้วย
“ปล่อยเลยคุณอย่ามาฉวยโอกาสกับฉันนะ” พิมพ์พันดาวรีบดึงมือกลับขณะที่ใบหน้าเริ่มจะโกรธ
“ขอโทษครับผมก็แค่มองทางอื่นเลยไม่ทันระวังแต่ผมว่ามือคุณนิ่มดีนะ” เขาพูดแล้วยิ้มกรุ้มกริ่ม
“อย่ามาทำหน้าทะลึ่งใส่ฉันนะ”
“ผมก็แค่ยิ้มเองทะลึ่งตรงไหน เอาละผมไม่อยากเสียเวลากับคุณหรอกไปก่อนนะแล้วคงได้เจอกันอีก”
“ฉันไม่อยากจะเจอนายหรอก ถ้าสั่งของครั้งหน้าฉันจะบอกเถ้าแก่ว่าห้ามให้นายมาส่ง”
“คุณจะบอกเขายังไงในเมื่อคุณไม่รู้จักชื่อผมสักหน่อย”
“ไม่ยาก ฉันก็จะบอกเขาว่าห้ามให้คนส่งของที่ตัวสูงๆ หน้าหล่อๆ มาส่งของที่บ้านฉันอีก”
“ขอบคุณครับ”
“จะมาขอบคุณฉันทำไม”
“ก็ขอบคุณที่คุณชมผมว่าหล่อไงล่ะครับ ผมไปจริงๆ แล้วนะครับคุณพิมพ์พันดาว” เขาแกล้งก้มลงอ่านชื่อในใบส่งของแต่อันที่จริงเขารู้จักเธอมานาน
ตรัยคุณเดินเอาใบส่งของมายื่นให้กับคนขับรถจากนั้นตนเองก็เดินกลับไปยังบ้านของตนเองซึ่งอยู่ติดกับบ้านของพิมพ์พันดาว
วันนี้เขาเพิ่งกลับจากไปทำธุระที่กรุงเทพและแวะหาเพื่อนที่ร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างพอรู้ว่าต้องเอาของมาส่งที่บ้านของลุงเพิ่มศักดิ์ก็เลยขอติดรถมาด้วยเพราะไม่อยากให้คนขับรถของที่บ้านมารับเพราะช่วงเย็นคนขับก็ต้องไปรอรับหลานๆ ของเขาที่โรงเรียนประจำจังหวัดซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของเขาเกือบ 50 กิโลเมตร
บ้านของเขานั้นอาศัยอยู่กันหลายคนมีพ่อแม่หลานชายและหลานสาวซึ่งถือว่าเป็นครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่น
มารดาของเขาเป็นข้าราชการเกษียณเธอช่วยดูแลหลานอยู่ที่บ้านเนื่องจากมารดาของเด็กทั้งสองแต่งงานใหม่กับชาวต่างชาติแล้วย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศ
เดิมทีตรัยคุณทำงานเป็นวิศวกรอยู่ที่กรุงเทพและกลับมาช่วยบิดาทำไร่อ้อยและไร่มันสำปะหลังบ้างก่อนที่บิดาจะประสบอุบัติเหตุและต้องรักษาตัวอยู่นานเขาเลยตัดสินใจลาออกจากงานและกลับมาทำไร่อย่างจริงจังแต่ก็ยังรับงานเขียนแบบให้กับบริษัทของเพื่อนสนิทที่มักจะรับงานมาให้เขาเป็นประจำเพราะเขาเป็นคนที่เขียนแบบได้ดีและลูกค้าชอบงานของเขา
“อ้าว คุณตรัยจะกลับมาทำไมไม่โทรให้ผมไปรับล่ะครับแล้วนี่เดินมาหรือยังไงถึงได้มีแต่เหงื่อแบบนี้ละครับ” อาถนอมคนขับรถทักทายเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ารั้วมา
“ผมแวะไปหาไอ้ตะวันมานะ เลยติดรถส่งของมา”
“แล้วรถแอร์เสียหรือยังไงถึงได้เหงื่อเต็มตัวขนาดนี้ละ” ศรีนวลเดินออกมาลูกชายเมื่อได้ยินเสียงเขาคุยกับคนขับรถ
“เปล่าครับแม่” เขาเดินไปเปิดตู้เย็นแล้วหยิบน้ำมาดื่มก่อนจะกลับมานั่งหมดแรงอยู่บนโซฟา
“กินอะไรมาหรือยังหิวไหม”
“ไม่หิวครับเอาไว้กินตอนเย็นทีเดียวก็แล้วกันครับ”
“มาเหนื่อยๆ นอนพักก่อนเถอะ นอนที่นี่แหละไม่ต้องกลับไปที่บ้านหรอกอีกเดี๋ยวหนูพลอยก็คงกลับมาแล้ว”
“แต่อาหนอมยังไม่ออกไปรับเลยนะครับแม่”
“วันนี้ที่โรงเรียนมีกิจกรรมเลิกเร็วกว่าปกติหนูพลอยก็เลยจะติดรถมากับพ่อเพื่อนส่วนอาหนอมก็ค่อยไปรับตาเพชรตอนเย็น”
“ดีเลยครับ กลับมาเร็วก็ดีผมคิดถึงหลานแล้ว” ตรัยคุณกับพลอยมนนั้นเป็นน้าหลานที่สนิทกันมากอีกคนก็ช่างเอาใจหลานส่วนอีกคนก็ช่างอ้อนจนน้าชายรักราวกับลูกในไส้
“หนูพลอยก็บ่นคิดถึงตรัยเหมือนกัน ตรัยไม่อยู่ไม่มีใครพาไปเที่ยวงานวัดเลย”
“แล้วตาเพชรล่ะครับไม่อยากไปบ้างเหรอ”
“รายนั้นกลับมาก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้องยิ่งพอรู้ว่าตัวเองมีที่เรียนแล้วก็เอาแต่เล่นเกม”
“ตกลงว่าเขาเลือกเรียนที่เมืองไทยเหรอครับแม่”
“เห็นเขาพูดแบบนั้นนะ แต่พี่สาวเราก็อยากให้ลูกไปเรียนที่ญี่ปุ่น ยังไงตรัยลองคุยกับหลานอีกทีนะ แม่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง”
“ครับแม่”
“ตรัยนอนเถอะ หน้าตาเราเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวันเลย ลงไปครั้งนี้เอาแต่โหมงานใช่ไหมล่ะ”
“นิดหน่อยครับ พอดีมีงานด่วนมากด้วยเลยต้องรีบทำ”
“จะเอาเงินไปเก็บที่ไหนนะตรัย แค่เงินจากการทำไร่ก็เยอะแล้ว นี่ยังจะรับงานเขียนแบบอีก”
“ที่ผมรับไม่ใช่เพราะเงินอย่างเดียวหรอกครับแม่ ผมกลัวว่าผมจะลืมที่เรียนมาถ้าไม่เอาออกมาใช้”
“จ้ะ พ่อคนขยันไม่รู้หาเงินไว้ทำไมเยอะแยะ เอาเวลาหาเงินไปหาเมียบ้างก็ได้นะ รีบมีหลานตอนที่แม่ยังแข็งแรงแม่จะได้ช่วยเลี้ยง”
“ตอนนี้ผมเจอคนที่ผมชอบแล้วนะแม่เตรียมตัวต้อนรับลูกสะใภ้ได้เลยนะครับ”
“จริงเหรอ เธออยู่ที่ไหนเป็นใครพามาเจอแม่บ้างนะ”
“ได้เลยครับ” ตรัยคุณตอบมารดาแล้วยิ้ม คนที่เขาแอบชอบมานานหลายปีตอนนี้มาอยู่ใกล้ๆ แล้วเขาคิดว่าอีกไม่นานตนเองจะต้องจีบเธอได้แน่ๆ
ตรัยคุณหลับไปไม่ถึงชั่วโมงก็ตกใจตื่นเพราะเสียงของหลานสาวที่เรียกชื่อมาแต่ไกลเมื่อรู้จากคุณยายว่าน้าชายกลับมาแล้ว
“สวัสดีค่ะน้าตรัย พลอยคิดถึงน้าที่สุดเลย” เด็กสาวคล้องแขนแล้วกอดไว้อย่างประจบ
“คิดถึงน้าหรือคิดถึงของที่ฝากน้าซื้อกันแน่ล่ะ” เขาพูดพลางเปิดกระเป๋าเป้แล้วหยิบหนังสือการ์ตูนที่เธอฝากซื้อส่งให้
“หนังสือการ์ตูนอะไรต้องฝากซื้อที่กรุงเทพด้วยล่ะหนูพลอย ที่บ้านเราไม่มีเหรอลูก”
“มีค่ะยาย แต่ถ้าซื้อในงานมหกรรมหนังสือจะมีของแถมด้วยพลอยอยากได้โปสต์การ์ดที่เขาแถมมา”
“ยายล่ะไม่เข้าใจวัยรุ่นเลยจริงๆ”
“คุณยายไม่ต้องเข้าใจหรอกค่ะแค่จ่ายเงินให้พลอยก็พอ”
“ไหนว่าฝากซื้อน้าก็นึกว่าเราจะจ่ายเองนะพลอย”
“โธ่ พลอยยังเรียนอยู่ที่คะจะเอาเงินที่ไหนจ่ายล่ะคะน้าตรัย” เด็กสาวตอบพร้อมกับหัวเราะเสียงใส
“ถ้ายายจ่ายให้ต้องนวดให้ยายนะตกลงไหม”
“ได้ค่ะ พลอยจะนวดให้ยายเองแต่ขอนวดตอนปิดเทอมนะคะตอนนี้พลอยมีการบ้านเยอะเลยค่ะ”
“การบ้านเยอะแบบนี้ก็คงไม่ต้องไปเที่ยวงานวัดแล้วใช่ไหมล่ะพลอย” ตรัยคุณแกล้งถามหลานสาวทั้งที่ตนเองก็รู้คำตอบอยู่แล้ว
“ต้องไปสิคะน้าตรัยคืนนี้คืนสุดท้ายแล้วด้วย พลอยลุ้นแทบแย่เลยค่ะว่าน้าตรัยจะกลับมาทันไหม”
“แล้วถ้าวันนี้น้าไม่กลับมาล่ะพลอยจะไปกับใคร”
“ก็คงอดค่ะ”
“ทำไมไม่ให้พี่เพชรหรือคุณตาพาไปล่ะ”
“พี่เพชรนะเหรอจะพาไปกลับมาถึงก็เอาแต่เล่นเกมส่วนคุณตาก็บอกให้รอน้าตรัย เราจะไปกันเลยไหมคะน้าตรัย”
“นี่มันเพิ่งจะบ่ายสามเองนะพลอย น้าว่าไปค่ำๆ ดีกว่าแม่ค้าจะได้มากันครบ พลอยไปทำการบ้านก่อนก็ได้เดี๋ยวถึงเวลาแล้วน้าจะมาตามเองน้าขอไปนอนต่ออีกนิด”
“ได้ค่ะ อย่าช้านะคะพลอยกลัวตุ๊กตาจะหมด”
“ที่ชวนน้าไปนี่คือจะให้น้าไปปาลูกโป่งให้ใช่ไหม”
“ค่ะก็น้าตรัยปาแม่นที่สุดพลอยอยากได้ตุ๊กตาหลายๆ ตัว”
“ยายว่าที่มีอยู่ก็เยอะแล้วนะลูกจะเอามาเพิ่มอีกทีนี่ก็เต็มเตียงกันพอดี”
“คุณครูที่โรงเรียนบอกว่าใครมีตุ๊กตาเก่าก็เอาไปบริจาคได้ค่ะ คุณครูจะส่งให้เด็กที่อยู่บนดอย พลอยก็อยากเอาไปบริจาค”
“ยายดีใจที่หนูรู้จักแบ่งปันนะลูก”
“น้าว่าเย็นนี้จะปาให้ได้เยอะๆ ดีไหมล่ะ เราจะได้เอาตัวใหม่ไปบริจาคด้วย”
“เอาแค่พอดีนะตรัย เยอะเกินไปก็ไม่ดีคนเขาค้าขายก็หวังจะได้กำไรถ้าเราไปปาแล้วได้เยอะแล้วคนขายเขาจะเอากำไรจากที่ไหนล่ะ”
“แม่ครับผมไม่ได้แม่นขนาดที่จะเอาของเขาเยอะหรอกครับ เอาแค่สิบตัวก็พอดีไหมพลอย” เขากันไปทางหลานสาวที่รีบพยักหน้ารับ
“ดีค่ะน้าตรัย”
“ห้าตัวก็พอจ้ะลูก แบ่งให้คนอื่นเข้าบ้างนะ”
“ขอหกตัวไม่ได้เหรอคะคุณยาย พลอยเอาสามบริจาคสามนะคะแบ่งเท่าๆ กัน”
“ก็ได้จ้ะ แต่ถ้ายายเห็นว่าเยอะกว่านั้นจะโดดดุทั้งน้าทั้งหลาน”
“ใครจะกล้าขัดคำสั่งกันล่ะจริงไหมพลอย”
พลอยมนพยักหน้าเห็นด้วยกับน้าชายจากนั้นก็แยกขึ้นไปทำการบ้านส่วนตรัยคุณก็เดินไปทางเรือนเล็กทางด้านหลังซึ่งเขาปลูกขึ้นแยกออกจากบ้านของมารดาเพราะอยากใช้สมาธิเวลาที่ต้องทำงานเขียนแบบ
บรรยากาศงานปิดทองฝังลูกนิมิตวันสุดท้ายคึกคักเป็นอย่างมากตรัยคุณพาหลานสาวปิดทองรอบพระอุโบสถเสร็จแล้วก็ตรงมายังร้านปาลูกโป่งซึ่งมีมากถึงสามร้านที่อยู่บริเวณเดียวกัน
“น้าตรัยคะขอพลอยเลือกก่อนนะคะว่าจะตุ๊กตาร้านไหนน่ารัก” พลอนมนเดินดูครบทุกร้านก็กลับมาบอกน้าชายที่กำลังซื้อน้ำอยู่
“เลือกร้านได้แล้วใช่ไหม”
“ยังเลยค่ะ มีสองร้านที่พลอยไม่รู้จะเอาร้านไหนดี น้าตรัยช่วยเลือกได้ไหม”
“ก็เอาสองร้านเลยสิ ร้านละหกตัว”
“แล้วคุณยายจะไม่ดุเหรอคะถ้าเราได้ตุ๊กตาไปเกินที่ยายบอก”
“ก็เราไม่ได้เอาจากร้านเดียวนี่พลอย เอาน่าเดี๋ยวน้าจะเคลียร์กับยายให้เอง”
“ก็ได้ค่ะ” พลอนมนยิ้มด้วยความดีใจ
ตรัยคุณจ่ายเงินค่าน้ำให้แม่ค้าแล้วเดินตามหลานสาวมายังร้านปาลูกโป่ง เขาส่งเงินให้กับแม่ค้าก่อนจะเลือกลูกดอกสำหรับตัวเองและหลานสาวที่อยากจะลองปาเองบ้าง
“โอ๊ย ปายังไงก็ไม่โดน ไม่เอาแล้วค่ะเสียดายลูกดอกให้น้าตรัยปาให้ดีกว่าค่ะ” เด็กสาวส่งตะกร้าลูกดอกของตนมาทางน้าชาย
“น้าจะปาแล้วนะถ้าไม่โดนห้ามหัวเราะน้านะ” เขาบอกหลานสาวก่อนจะปาลูกดอกที่เหลือ
“น้าตรัยอย่าแกล้งสิคะ เราหมดไปหลายบาทแล้วนะคะ เอาจริงสักทีเถอะ” หลานสาวบอกเมื่อเห็นน้าชายแกล้งปาไม่ถูก
“ทีนี้น้าจะเอาจริงแล้วนะเลือกตุ๊กตารอน้าได้เลย”
ตรัยคุณทำได้อย่างที่พูดไม่นานตุ๊กตาจากร้านแรกก็ได้ครบหกตัว เขาย้ายมาร้านที่สองและแกล้งปาไม่โดนไปหลายลูกเพื่อเอาใจแม่ค้าจากนั้นก็ลงมือปาให้หลานสาวจนได้ครบอีกหกตัว
“เดี๋ยวน้าจะเอาไปเก็บที่รถก่อนนะถือแบบนี้เดินเที่ยวไม่ถนัดเลย”
“ได้ค่ะเดี๋ยวพลอยไปขึ้นชิงช้าสวรรค์กับผึ้งและแตงกวานะคะ” เด็กสาวที่บังเอิญเจอเพื่อนรีบบอกน้าชายเพราะเธอไม่อยากเดินกลับที่รถซึ่งจอดอยู่ทางหน้าวัด
“เดี๋ยวน้าส่งเรากับเพื่อนขึ้นชิงช้าสวรรค์ก่อนแล้วค่อยไปที่รถนะ” เพราะคนเยอะเขาเลยกลัวจะหลงกับหลานสาวแต่ถ้าหลานขึ้นไปบนชิงช้าสวรรค์แล้วก็ไม่เป็นไรเพราะกว่าจะครบรอบเขาก็คงเกินกลับมาถึงพอดี
“ได้ค่ะ”
เขาเดินตามเด็กสาวมายังจุดจำหน่ายตั๋วก่อนจะกลับไปถามหลานสาวและเพื่อนว่าอยากจะขึ้นกี่รอบ
“สองรอบได้ไหมคะน้าตรัย”
“ได้สิ” เขาจ่ายเงินให้กับพลอยมนและเพื่อนซึ่งบ้านของเธออยู่ใกล้ๆ มารดาเลยให้มาเดินเที่ยวงานกันตามลำพัง
ตรัยคุณเดินเอาตุ๊กตามาเก็บที่รถแล้วเดินกลับเข้ามาในบริเวณวัดอีกครั้งเขาผ่านร้านปาลูกโป่งก็สะดุดตากับผู้หญิงสองคนที่กำลังตั้งใจปาลูกโป่งหน้าดำคร่ำเครียดจนเห็นแล้วอดยิ้มไม่ได้
เขายืนมองอยู่นานก็เห็นว่าทั้งสองคนนั้นหมดเงินไปกับร้านค้าค่อนข้างเยอะ
“คุณอยากได้ตุ๊กตามากเลยเหรอหนูพิมพ์”
“นี่นาย นายคนส่งของ”
“ดีใจจังที่หนูพิมพ์จำผมได้”
“จำได้สิหน้าตากวนประสาทอย่างนายจำง่ายจะตาย”
“เมื่อตอนบ่ายยังบอกว่าผมหล่อแล้วตอนนี้มาว่าผมหน้าตากวนประสาทได้ยังไงล่ะ”
“ก็มันจริงนี่ หลีกไปเลยนะฉันจะปาต่อ”
“ผมช่วยไหมล่ะ”
“คุณปาแม่นไหมคะ” กานต์พิชชาเพื่อนสนิทที่มาด้วยกันถามขึ้น
“แม่นสิคุณอยากได้กี่ตัวล่ะ”
“นายอย่าถามเลยอยากได้กี่ตัวเอาตัวเดียวให้ได้ก่อนเถอะน่า” พิมพ์พันดาวพูดอย่างดูถูกก็เธอกับเพื่อนยืนปากันมาจนเมื่อยแขนยังไม่ได้สักตัว
“คอยดูก็แล้วกัน ว่าแต่คุณสองคนเอารถอะไรมากันล่ะ”
“ถามทำไมหรือนายจะให้ฉันไปส่งขากลับฝันไปเถอะ”
“ที่ถามก็เพราะกลัวว่าถ้าเอามอเตอร์ไซค์มาจะถือกลับลำบากครับ” ตรัยคุณหัวเราะก่อนจะเลือกลูกดอกใส่ตะกร้าแล้วเข้ายืนในตำแหน่งที่ทางร้านจัดไว้ พิมพ์พันดาวมองแล้วลุ้นตามเมื่อเห็นเขาปาพลาดก็หัวเราะเบาๆ กับเพื่อนที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ