เพียงเท่านั้นพศวัตก็เร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในบ้าน และไม่พลาดธนภูมิกำลังนั่งคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทีสบายอารมณ์อยู่ในห้องรับแขก
“ว่าไงไอ้ภูมิมานานหรือยังวะ”
คนถูกถามหันขวับไปตามเสียงทักจากเจ้าของบ้าน ก่อนจะยิ้มและยักคิ้วทักทายเล็กน้อยจากนั้นก็หันกลับมาบอกลาคู่สายที่โทร.คุยฆ่าเวลา
“เป็นไรวะทำหน้ายังกับกำลังจะโดนบังคับแต่งงานอย่างนั้นแหละ”
ธนภูมิที่กำลังยัดโทรศัพท์ราคาแพงกลับเข้าไปที่กระเป๋ากางเกงเอ่ยถามเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นหน้าตาที่ไม่น่าอภิรมณ์ของเพื่อนสนิท
“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงว่ะ ไม่รู้ว่าพวกผู้ใหญ่ท่านคิดอะไรกันอยู่ จู่ๆ จะมาจับฉันหมั้นซะงั้น”
คำตอบของพศวัตเกือบทำให้ธนภูมิที่กำลังดื่มน้ำเกือบสำลักน้ำ เขารีบวางแก้วพร้อมกับละล่ำละลักถาม
“จริงเหรอวะ แล้วอีกฝ่ายเป็นใคร”
ธนภูมิเงียบไปเล็กน้อยก่อนจะทำสีหน้าตกใจนัยน์ตาเบิกกว้างอ้าปากหวอพลางยกนิ้วชี้หน้าพศวัตอย่างคนเพิ่งจะนึกอะไรออก
“แกไปบ้านน้องเปรี้ยวมา นี่อย่าบอกนะว่าผู้หญิงคนนั้นคือน้องเขาน่ะ”
“ถ้าใช่แล้วแกจะทำไม”
ถามพลางทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาด้วยท่าทีเบื่อหน่าย
“เฮ๊ย! จริงเหรอวะ…แล้วแกว่าไง”
ร่างสูงของธนภูมิโดดจากโซฟาอีกตัวมานั่งลงข้างๆ เพื่อนรักอย่างอยากรู้ พศวัตเหลือบตามองแล้วบอกออกไปด้วยน้ำเสียงเน้นหนักแน่นชัดถ้อยชัดคำว่า
“ปฏิเสธโว้ย”
“ห๊า! ทำไมวะน้องเขาออกจะสวย นี่สารภาพกันตรงๆ เลยนะโว้ย ว่าฉันเล็งๆ น้องเขาอยู่ถ้าไม่เกรงใจแกนะ ฉันใส่เกียร์เดินหน้าจีบไปนานแล้ว”
พศวัตหันขวับไปจ้องหน้าตาเขม็งอย่างเอาเรื่อง แต่ธนภูมิใช่จะกลัวกลับพยักพเยิดคล้ายกับถามว่า ‘มีปัญหาอะไร’ นั่นแหละชายหนุ่มถึงได้รู้ตัว ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วแก้เก้อด้วยการโยนหมอนในมือใส่หน้าของเพื่อนสนิทย่างหมั่นไส้พร้อมกับแก้ตัวเป็นพัลวัน
“ยัยเปรี้ยวเนี่ยนะสวย กะโปโลจะตายไป”
“แกเอาตาตุ่มมองน้องเขาหรือไงถึงได้บอกว่าเป็นเด็กกะโปโล เป็นสาวสะพรั่งแล้ว…แต่ช่างเถอะ ถ้าแกไม่สนงั้นฉันจีบนะ”
ผัวะ!
“โอ๊ย!”
ธนภูมิร้องเสียงหลงเมื่อมือใหญ่ของพศวัตฟาดลงมาที่กึ่งศีรษะกึ่งขมับของเขาแทนคำตอบ และมันเป็นคำตอบที่ทำให้ธนภูมิข้องใจมาก แต่ก่อนที่จะเขาจะได้คาดคั้นเอาเหตุผลว่าทำไม พศวัตที่เหมือนจะไหวตัวทันจึงชิงเอ่ยปากขึ้นก่อน
“ยัยเปรี้ยวยังเด็ก…ฉันว่าเราเลิกคุยเลิกสนใจเรื่องนี้เถอะ ออกไปหาเหล้ากินแก้เซ็งดีกว่า”
“ไปตั้งแต่หัวค่ำเนี่ยนะ”
ถึงจะถามออกไปอย่างนั้นแต่ธนภูมิก็ยันร่างสูงของตัวเองลุกขึ้นบิดขี้เกียจ เตรียมพร้อมสำหรับการแก้เซ็ง
“เออ ทำไมเจ้าของผับอย่างแกจะเปิดร้านให้ฉันไปนั่งกินเหล้าก่อนเวลาไม่ได้หรือไง และคืนนี้จะค้างที่นั่นเลย เมาแล้วไม่อยากขับรถ”
บอกความต้องการจบก็แล้วเดินนำออกไป ธนภูมิมองตามแล้วยักไหล่เล็กน้อย ก่อนจะเดินตามออกไปติดๆ และระหว่างเดินไปนั้นธนภูมิเหมือนจะเพิ่งนึกถึงสิ่งสำคัญที่จะทำให้ค่ำคืนของชายโสดอย่างพวกเขาเต็มไปด้วยความหฤหรรษ์ขึ้นมาได้
“แล้วสาวๆ ล่ะวะต้องโทร.นัดไหม”
พศวัตหยุดเดินเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง ก่อนจะเอี้ยวตัวกลับมาบอกพร้อมกับยักคิ้วอย่างอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยว่า
“ไม่ต้อง หาเอาข้างหน้าดีกว่า”
“ว่าไงก็ว่าตามกัน”
สองหนุ่มมองหน้ากันแล้วประสานเสียงหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนต่างคนจะต่างเดินไปขึ้นรถของตัวเอง แล้วขับออกไปหาความสำเริงสำราญตามประสาหนุ่มโสด โดยมีสายตาของยัยเด็กกะโปโลข้างบ้านมองตามรถเมอร์เซเดสเบนซ์ของพศวัตที่วิ่งนำเฟอร์รารี่ ที่เธอจำได้ดีว่าเป็นรถหรูสวยเฉี่ยวของเพื่อนสนิทชายหนุ่มที่ชื่อธนภูมิผ่านหน้าต่างของห้องนอนตัวเองไปจนลับสายตา
สนามบินสุวรรณภูมิ
ร่างบอบบางในชุดกางเกงยีนเข้ารูปอย่างที่เจ้าตัวชื่นชอบกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวสไตล์แฟชั่นปิดท้ายด้วยผ้าพันคอสีพื้นดูเก๋ไก๋ไม่ฉูดฉาดแต่ลงตัวของวรรณวลีที่ยืนร่ำลาผู้สูงวัยทั้งสามคนที่มาส่งหญิงสาวขึ้นเครื่อง เพื่อที่จะเดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่ประเทศอังกฤษ
หากแต่ยังขาดใครอีกคนที่หญิงสาวได้แต่แอบชะเง้อคอมองว่าเขาอาจจะมา เพราะเขารู้ไม่ใช่ไม่รู้ว่าวันนี้เธอจะเดินทาง แต่เหลือเวลาอีกไม่มากเธอก็ต้องไปแล้วก็ยังไม่เห็นแม้เงา วรรณวลีถอนหายใจใบหน้าสวยแสดงความผิดหวังออกมานิดๆ คิดว่าผลจากวันนั้นพศวัตคงเกลียดเธอให้แล้วจริงๆ
“เป็นอะไรไปลูกถอนหายใจซะดังเชียว”
เสียงถามจากคนเป็นแม่ทำให้วรรณวลีสะดุ้งโหยง ก่อนจะปรับสีหน้าพลางส่งยิ้มแห้งๆ และกลบเกลื่อนด้วยการเดินเข้าไปกอดร่างท้วมนิดๆ ของคนเป็นแม่พร้อมกับออดอ้อน
“ก็เปรี้ยวไม่อยากจากแม่และทุกๆ คนไปนี่คะ”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ตั้งใจเรียน รีบเรียนจะได้รีบจบและจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันนะ”
พูดพลางดันร่างบอบบางของคนเป็นลูกสาวออกห่างเล็กน้อย ซึ่งวรรณวลีก็พยักหน้ารับพร้อมกับอมยิ้มรับปากเสียงหนักแน่น
“ได้ค่ะ เปรี้ยวจะตั้งใจเรียนไม่เกเร และที่สำคัญจะช่วยงานที่ร้านน้าวาเพื่อหาประสบการณ์ด้วยดีไหมคะ”
น้าวาที่หญิงสาวเอ่ยถึงคือน้องสาวแท้ๆ ของคนเป็นแม่ที่ไปทำมาหากินโดยการเปิดร้านอาหารไทยอยู่ประเทศอังกฤษเมื่อหลายปีก่อน และตอนนี้กิจการก็รุ่งเรื่องดีถือเป็นร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ในเขตนั้นเลยทีเดียว
“ดีมากจ้ะ”
“ว่าแต่ทำไมเจ้าพตไม่มาสักที ทั้งที่เมื่อวานก็เตือนแล้วนะว่าคืนนี้หนูเปรี้ยวจะออกเดินทาง”
นายอนิวัตติ์บ่นพลางหมุนตัวกวาดสายตามองหาคนเป็นลูกชายหลังจากยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแล้วใกล้เวลาที่วรรณวลีจะต้องขึ้นเครื่องแล้ว ดังนั้นขึ้นทำให้ทุกคนที่ได้ยินต่างมองหน้ากัน แล้วก็เป็นนางอมลวรรณที่เอ่ยขึ้น
“ตาพตอาจจะติดธุระก็ได้นะคะ”
“มันก็อาจจะเป็นอย่างนั้น แต่น่าจะโทร.มาบอกกันหน่อยสิ เห็นเมื่อวานรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาส่งน้อง เฮ้อ…อย่าถือสาพี่เขาเลยนะหนูเปรี้ยว คงเจองานด่วนเข้า เจ้านี่ถ้าได้อยู่ในโหมดทำงานเรียกได้ว่าลืมทุกอย่าง ดีที่มันไม่ลืมหายใจ”
นายอนิวัตติ์เอ่ยติดตลกแก้ตัวให้ลูกชายแบบแกนๆ ในใจก็นึกโมโหลูกชายตัวดีที่ผิดคำพูดจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่โตๆ กันแล้วต้องรู้อะไรควรไม่ควรแสดงออกแค่ไหน
“ไม่เป็นไรค่ะ เปรี้ยวเข้าใจ แค่คุณลุงมาส่งเปรี้ยวก็ดีใจแล้วล่ะค่ะ” บอกด้วยน้ำเสียงสดใสใบหน้าระรื่นแต่ในอกนั้นซ่อนความน้อยใจเอาไว้ไม่น้อย
“อุ๊ย! ใกล้เวลาแล้ว ไปเถอะลูก ถึงที่โน่นแล้วอย่าลืมโทร.มารายงานตัวกับพ่อและแม่ด้วยนะจ๊ะ”
“ค่ะ งั้นเปรี้ยวไปนะคะ”
หญิงสาวยกมือไหว้คนเป็นแม่แล้วเข้าไปสวมกอดอีกครั้ง ก่อนจะผละออกหันมาไหว้และสวมกอดร่างสูงของคนเป็นพ่อบ้าง
“ไปนะคะพ่อ”
“รักษาตัวด้วยนะลูก มีอะไรโทร.มาหาพ่อได้ทุกเวลานะ”
มือหนาลูบผมสลวยของลูกสาวที่เวลาผ่านไปไม่นานลูกสาวตัวน้อยๆ ของเขาก็กลายเป็นสาวเต็มตัวพร้อมจะออกจากอกไปเผชิญโลกภายนอกตามลำพังแล้ว
“ค่ะ…เปรี้ยวไปนะคะคุณลุง ฝากดูแลคุณพ่อกับคุณแม่แทนเปรี้ยวด้วยนะคะ”
ท้ายประโยคหญิงสาวหันมายกมือไหว้และฝากฝังบุพการีทั้งสองกับผู้สูงวัยข้างบ้านที่สนิทชิดเชื้อกันไม่ต่างกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง
“ไม่ต้องห่วงลุงจะดูแลให้เป็นอย่างดี เดินทางปลอดภัยแล้วอย่าลืมโทร.มาคุยกับลุงบ้างนะ”
ริมฝีปากบางเปิดยิ้มให้กับทุกคนเป็นการส่งท้าย ก่อนจะหมุนตัวลากกระเป๋าเดินห่างออกไป หากแต่ไปได้เล็กน้อยวรรณวลีก็เอี้ยวตัวกลับมาโบกมือให้กับผู้สูงวัยทั้งสามด้วยรอยยิ้ม และไม่ลืมที่จะชะเง้อคอมองเลยไปเผื่อใครบางคนที่เธอเฝ้ารอจะโผล่หน้ามา แต่ก็ต้องผิดหวังซ้ำสอง ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มสลดลง แต่มันก็ชั่ววินาทีเท่านั้นวรรณวลีสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ใบหน้าสวยก็เชิดขึ้นอย่างถือดี พร้อมกับเตือนสติตัวเองว่า ‘ไม่มาก็ไม่เห็นง้อ เห็นเราเป็นแค่เด็กกะโปโลล่ะสิเลยไม่สนใจ คอยดูนะกลับมาเมื่อไหร่เราจะได้รู้กัน ตาแก่’
ตอนที่ 1
ซ้ำรอย
จากที่เงียบเหงามาหลายปีวันนี้บ้านกิตติวราก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง นางอมลวรรณตื่นขึ้นมาทำบุญใส่บาตรตั้งแต่เช้าตรู่อย่างเช่นทุกวัน หากแต่วันนี้พิเศษหน่อยก็ตรงที่สามีของนางหยุดงาน รวมไปถึงสองพ่อลูกของบ้านข้างๆ อย่างนายอนิวัตติ์กับพศวัตที่งานรัดตัวไม่ใช่น้อย แต่วันนี้ชายหนุ่มกลับยอมหยุดงานมาร่วมใส่บาตรในตอนเช้า เพื่อที่ตอนบ่ายจะได้เดินทางไปรับคนที่จากบ้านเกิดเมืองนอนไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศกลับบ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
จากนั้นทั้งสองครอบครัวก็ร่วมรับประทานอาหารเช้าด้วยกันที่บ้านกิตติวรา และใบหน้าของแต่ละคนในวันนี้นั้นดูสดใสยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะคู่สามีภรรยาผู้เป็นเจ้าบ้าน และมันเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนว่าจะบินกลับเมืองไทยตั้งแต่เมื่อวาน หลังจากที่เรียนจบและขอเที่ยวพักผ่อนพร้อมกับช่วยงานน้าสาวนานถึงหนึ่งปีเต็ม
และตลอดทั้งวันนางอมลวรรณก็ได้สั่งให้เด็กรับใช้ตรวจตราความเรียบร้อยภายในห้องนอนของลูกสาวรวมถึงวัตถุดิบในการทำอาหารจานโปรดให้เพียบพร้อมและตรวจตราอีกรอบก่อนจะเตรียมตัวไปรับบุตรสาวที่จะเดินทางมาถึงสนามบินในช่วงบ่ายแก่ๆ พร้อมกับสามีและสองพ่อลูกที่มีท่าทีตื่นเต้นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะพศวัต แม้จะพยายามเก็บท่าทีแต่ทุกคนกลับดูออกว่าเขาตื่นเต้นกับการกลับมาของ‘ยัยเด็กกะโปโล’ อย่างวรรณวลีไม่น้อย
“อ้าว เจ้าพตล่ะ”
นายอนิวัตติ์ถามเด็กรับใช้พลางเลิกคิ้วขึ้น เมื่อเดินลงบันไดมาแล้วไม่เห็นบุตรชาย ที่วันนี้หยุดงานเพื่อไปรับวรรณวลีโดยเฉพาะ หลังจากที่เมื่อหลายปีก่อนไม่ได้ไปส่งเป็นการแก้ตัว
“ยังไม่เห็นลงมาเลยค่ะ…อุ๊ย! คุณพตลงมาแล้วค่ะ”
สาวใช้บอกก่อนจะเดินก้มหน้าเดินเลี่ยงออกไปปล่อยให้เจ้านายได้คุยกันตามลำพัง ด้านนายอนิวัตติ์เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็หันไปมองร่างสูงในชุดกางเกงสแล็คสีเทากับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีดำแต่แอบมีลูกเล่นเป็นเส้นกลางสีเทารวมไปถึงขอบปกเสื้อของบุตรชาย แล้วกดยิ้มมุมปากหัวเราะหึๆ ในลำคอ
“ไงแค่ไปเปลี่ยนเสื้อทำไมนานนักล่ะ หรือมัวแต่งหล่ออยู่”
“พ่อก็พูดไปเรื่อยเปื่อย ผมแค่มัวคุยโทรศัพท์เรื่องงานกับเลขาอยู่ต่างหากล่ะครับ และแค่ไปรับยัยเด็กกะโปโลอย่างยัยเปรี้ยวทำไมผมจะต้องแต่งลงแต่งหล่ออะไรด้วยล่ะครับ”
คนโดนแซวแก้ตัวเสียงเรียบพยายามเก็บอาการให้มากที่สุด เพราะเจ้าตัวรู้อยู่แก่ใจมากที่สุดว่าถึงปากจะบอกว่าไม่แต่งหล่อแต่กว่าจะเลือกเสื้อที่ใส่ได้ก็นานกว่าปกติ แต่เรื่องคุยโทรศัพท์กับเลขาเรื่องงานนั้นเขาก็ไม่ได้โกหกหรอกมันจึงทำให้ที่ช้าอยู่แล้วยิ่งช้าเข้าไปอีก
“เด็กกะโปโล!”
นายอธิวัตติ์ทวนคำที่ลูกชายเรียกแทนตัวของวรรณวลีเสียงสูง พร้อมกับหันไปหรี่ตามองใบหน้าหล่อคมเข้มเต็มวัยของพศวัตแล้วหัวเราะดังลั่น
“น่าขำตรงไหนครับ”
พศวัตถามคนเป็นพ่อเสียงขุ่น
“ก็ตรงที่แกบอกว่าหนูเปรี้ยวเป็นเด็กกะโปโลไงล่ะ ที่พูดมาน่ะแน่ใจเหรอ ผ่านมาหลายปีแล้วนะป่านนี้ไม่โตเป็นสาวเต็มตัวแล้วเหรอ…”
เสียงลากยาวคล้ายกับท้าทายทำให้พศวัตหันไปมองใบหน้าที่ดูจะอารมณ์ดีเหลือเกินของคนเป็นพ่อแล้วทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ ก่อนจะเดินหนีเอาดื้อๆ เพราะไม่รู้จะโต้แย้งยังไง จะว่าไปคงมีเขาคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้รับการติดต่อจากหญิงสาว ขณะที่พ่อของเขานั้นวรรณวลีโทร.มาหาบ่อยครั้ง และบ่อยครั้งในวันหยุดพ่อของเขาจะชวนไปดูรูปที่หญิงสาวส่งข้ามทวีปมาให้ดู ใจมันก็อยากจะดูอยู่หรอกแต่เพราะอะไรก็ไม่รู้ทำให้เขาปฏิเสธทุกครั้งไป แถมคิดเอาเองว่าวรรณวลีคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายหรอก อย่างมากก็แค่อายุมากขึ้นตัวโตขึ้นและสูงขึ้นก็เท่านั้น
แต่พอมาวันนี้ท่าทีที่พ่อเขาเอ่ยถึงวรรณวลีอย่างมีเลศนัย ทำให้เขาไม่แน่ใจแล้วสิว่าหญิงสาวจะเป็นอย่างที่เขาคาดคิดไว้หรือเปล่า แต่เอาเถอะน่าคนเรามันจะเปลี่ยนได้แค่ไหนกันเชียว
“ไปกันเถอะบ้านนู้นโทร.มาบอกแล้วว่ากำลังจะออกเดินทาง นี่ก็จะบ่ายโมงแล้วเราต้องเผื่อเวลารถติดสักนิด”
นายอนิวัตติ์ที่เดินตามหลังมาบอกลูกชายที่ดูเหมือนจะจมอยู่ในภวังค์ความคิด หลังจากที่เพิ่งวางสายจากเพื่อนบ้านอย่างอายุธ
“คะ…ครับ”
บอกก่อนจะเปิดประตูรถ หากแต่เสียงโทรศัพท์ของชายหนุ่มกลับดังขึ้น ทำให้คนเป็นพ่อที่กำลังจะก้าวขึ้นรถหยุดชะงักยืนรอก่อน เพราะกลัวว่าลูกชายจะเจองานด่วนเข้ามาแล้วจะไปด้วยไม่ได้
“ผมขอเวลาแป๊บหนึ่งครับ”
เอ่ยจบชายหนุ่มก็กดรับสายที่ไม่ใช่เรื่องงานอย่างที่คนเป็นพ่อคาดคิด หากแต่เป็นหนึ่งในผู้หญิงของเขาต่างหากล่ะ ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าหล่อนโทร.มาทำไมทั้งที่บอกไปแล้วว่าวันนี้ยุ่ง
“ว่าไงครับฟ้า”
“ตอนนี้พตอยู่ไหนคะ”
เสียงเล็กแหลมติดจะหงุดหงิดดังมาตามสาย ทำให้พศวัตถอนหายใจพลางกรอกตาขึ้นฟ้าอย่างพยายามสกัดกั้นอารมณ์เบื่อหน่ายเอาไว้ไม่ให้มันสื่อออกไปทางน้ำเสียง
“ผมกำลังจะออกไปทำธุระ ถ้าฟ้าไม่มีอะไรแค่นี้นะผมรีบ”
“เดี๋ยวสิคะพต!”
ชายหนุ่มกำลังจะกดวาง แต่เสียงร้องเรียกจากหญิงสาวก็ดังแว่วเล็ดลอดออกมา จนเขาต้องยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูอีกครั้ง แต่น้ำเสียงที่ใช้ถามดูจะห้วนสั้นอย่างคนไม่สบอารมณ์
“คุณมีอะไรอีกฟ้า ผมบอกว่ารีบและวันนี้ผมก็บอกคุณไปแล้วว่าไม่ว่างมีธุระสำคัญ”
“แหม…ฟ้ารู้ค่ะ แต่นี่มันสุดวิสัยจริงๆ นี่คะ พอดีรถฟ้ายางแตกอยู่แถวบางนา ฟ้ากลับมาจากไปหาเพื่อนน่ะค่ะ เบื่อรถติดเลยใช้เส้นทางลัด ที่คุณเคยพามาคุณก็รู้นี่ค่ะว่าถนนเส้นนี้ค่อนข้างเปลี่ยว แม้จะเป็นช่วงกลางวันก็ไม่ค่อยจะมีรถวิ่งเลย แถมสองข้างทางมีแต่ป่า ฟ้ากลัวนี่ยังไม่กล้าลงจากรถเลยนะคะเนี่ย”
มีปัญหาแล้วทำไมต้องโทร.หาเขาด้วยเล่า คนรู้จักมีเป็นสิบเป็นร้อยทำไมไม่โทร.หา หรือไม่ก็น่าจะโทร.เรียกช่างสิถึงจะถูก มาโทร.หาเขาเพื่อ…
“แล้วทำไมคุณไม่โทร.เรียกช่างล่ะฟ้า”
“ฟ้าทำไม่เป็นหรอกค่ะและไม่มีเบอร์ด้วย อีกอย่างที่นี่ก็เปลี่ยวจะตายช่างพวกนั้นเชื่อใจได้แค่ไหนกันเชียว ฟ้าไม่เอาด้วยหรอก ยังไงพตมาหาฟ้าก่อนได้ไหมคะ”
หญิงสาวอ้างสารพัดเหตุผล