“ไมค์ เดี๋ยวเจก็กลับมาแล้ว” แม่บ้านวัยสามสิบต้นๆ กระซิบบอกคนสวนด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเพราะอีกฝ่ายกำลังเล้าโลมเธออย่างเอาเป็นเอาตาย
“ก็รีบๆ ทำสิครับคุณนายจะได้เสร็จไวๆ” ไมเคิลคนสวนสุดล่ำได้รับทิปแบบนี้ทุกครั้งเวลามาแต่งต้นไม้หรือตัดหญ้าให้บ้านหลังนี้ ถึงเธอจะไม่ใช่สาวรุ่นแต่ส่วนสัดก็ยังเต่งตึงหนั่นแน่นไปทุกส่วน ก็คนมีอันจะกินเขามีเวลาดูตัวเอง วันๆ ไม่ต้องทำงานทำการอะไรแค่อยู่บ้านไม่ก็ออกไปช้อปปิ้งแล้วก็กลับมารอรับลูกตอนบ่ายๆ
“ซี๊ด มะ ไมค์ อ๊า ไม่ไหวแล้ว” สุดาไม่อาจต้านทานอารมณ์ตัวเองได้เธอจึงลากพ่อหนุ่มให้มายืนแอบอยู่ตรงทางขึ้นชั้นสองขาเรียวยาวข้างนึงพาดไปบนราวบันได
“พั่บๆๆๆ” ไอ้หนุ่มคนสวนเสียบท่อนเอ็นอันโตเข้าไปจนสุดลำแล้วซอยกระหน่ำไม่นับครั้ง สองมือหนากร้านขยำขยี้ทรวงอกนิ่มหยุ่นคุณนายเจ้าของบ้านจนขึ้นรอยแดง เกมกามต้องห้ามดำเนินไปอย่างดุเดือดทั้งสองคนลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว
“มามี๊” เด็กชายเจเดนเดินตามเสียงประหลาดมาเรื่อยๆ และก็พบว่ามารดาของตัวเองกำลังยืนหันหน้าเข้าหาคนสวน ทั้งคู่ส่งเสียงที่แปลไม่ออกว่ามันเจ็บปวดหรือกำลังจะพูดอะไรและร่างกายมีเหงื่อไหลโทรมตัว
“เจ” สุดารีบผลักคนสวนให้ห่างออกจากตัวแล้วถลกกระโปรงกลับลงไปส่วนคนสวนสุดล่ำก็เดินหนีออกหลังบ้านไปเลย
“มามี๊ทำอะไรครับ” เจเดนในวัยอนุบาลถามคุณแม่ด้วยความสงสัย
“เอ่อ มามี๊ปวดหัวจ้ะรู้สึกเหมือนตัวร้อนจะเป็นไข้ ไมค์เขาเลยช่วยดูให้”
“จริงด้วย มามี๊เหงื่อออกเต็มเลยผมไปหาผ้ามาให้นะครับ” เจเดนตัวน้อยวิ่งไปที่ห้องครัวแล้วคว้าผ้าขนหนูนุ่มๆ วิ่งกลับมาหามารดาด้วยความร้อนใจ
“ดีขึ้นไหมครับมามี๊” เจเดนซับเหงื่อของมารดาแล้วถามด้วยความเป็นห่วง
“ดีขึ้นแล้วจ้ะ” สุดาตอบลูกชาย
“มามี๊ไปเอาของว่างมาให้นะครับ”
“ไม่เป็นไรครับ มามี๊นั่งนะครับผมไปหยิบเองได้” และอีกครั้งที่เด็กชายเจเดนวิ่งกลับไปที่ครัว เขาปีนไปบนเก้าอี้เพื่อหยิบขนมปังกับถ้วยแยมบนโต๊ะแล้วถือกลับมาหามารดาด้วยความระมัดระวัง สองมือเล็กๆ ทาแยมรสส้มไปบนขนมปังเนื้อนิ่มแล้วบิเป็นชิ้นเล็กๆ ป้อนให้แม่ของเขาก่อน
“อร่อยไหมครับ”
“อร่อยจ้ะ” สุดาตอบแล้วหอมแก้มลูกชาย
“มามี๊ต้องไปหาหมอไหมครับ”
“ไม่ต้องหรอกจ้ะ เจป้อนขนมปังให้แม่อีกสามคำแม่ก็หายแล้ว”
“มามี๊หายแล้วเห็นไหมจ๊ะ” สุดายิ้มออกมาหลังจากกินขนมครบสามคำและลูกชายของเธอก็เลิกทำคิ้วขมวดในที่สุด
“เจขึ้นไปอาบน้ำนะครับแล้วเราลงมาช่วยทำมันบดกัน วันนี้ปาป๊าจะกลับมากินมื้อเย็นจ้ะ”
“เย้ๆ ดีใจที่สุดเลย” เจเดนวิ่งปรู๊ดขึ้นไปบนห้องของตัวเองแล้วสลัดเสื้อผ้าออกจากตัวด้วยความรวดเร็ว
“ไมค์” สุดาอุทานด้วยความตกใจ ไมเคิลลากคุณนายคนสวยหายเข้าไปในห้องน้ำแล้วทำภารกิจที่ค้างไว้
“อ๊ะ ซี๊ดดด ถ้าผัวฉันอึดได้ครึ่งของเธอก็ดี”
“งั้นก็ให้ผมมาทำสวนทุกวันสิครับคุณนาย พั่บๆๆๆ”
“บะ บ้า คนก็ผิดสังเกตพอดี โอ๊ววว”
“เสร็จพร้อมกันนะครับคุณนาย อู๊ววววว” สุดาและไมเคิลประกบปากจูบกันอย่างดูดดื่มเพื่อเก็บเสียงครวญครางเอาไว้ ไมเคิลใส่เสื้อผ้ากลับเข้าที่เดิมแล้วเดินผิวปากออกไปส่วนสุดาก็จับผมเผ้าและชุดกระโปรงให้เข้าที่เข้าทางเพื่อไปรับบทบาทแม่และเมียที่ดี
“มามี๊ค้าบ” เจเดนวิ่งตึงตังลงมาหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว
“นี่ครับ เจบดได้เลย” สุดายื่นถ้วยมันฝรั่งที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ลูกชาย เจเดนมีหน้าที่บดมันให้ละเอียดด้วยช้อนอันโตเพราะเธอไม่กล้าให้ลูกชายใช้มีดหรืออุปกรณ์ทำครัวอื่นๆ
“เมื่อยรึยังครับเจ” สุดาหันมาถาม เธอหมักเนื้อไว้แล้วเหลือก็แค่เอาไปย่างบนเตาเท่านั้น
“ยังครับมามี๊ มันยังไม่ละเอียดเลย”
“มามี๊ช่วยทำนะครับ” สุดาเอาช้อนมาอีกคันแล้วนั่งลงข้างๆ ลูกชาย ระหว่างที่ช่วยกันบดเธอก็คุยกับลูกไปด้วย
“จริงหรอจ๊ะ” ลูกชายของเธอกำลังเล่าถึงบทเรียนวันนี้ คุณครูเอ็มม่าพาออกไปที่สวนหลังโรงเรียนแล้วพาไปดูดักแด้
“จริงครับมามี๊ คุณครูเอ็มม่าบอกว่าหนอนพวกนั้นจะโตเป็นผีเสื้อแสนสวยผมเห็นผีเสื้อตอมดอกไม้เต็มเลยครับแต่ละตัวปีกสีไม่เหมือนกันด้วย บางตัวสีส้ม บางตัวสีฟ้า บางตัวมีตั้งหลายสีบนปีกเดียวกัน” เด็กชายตัวน้อยเล่าด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่ไปเห็นมาเมื่อบ่ายและมันทำให้หัวสมองของเจเดนลืมภาพของมารดากับคนสวนไปแทบจะทันที
“แล้วโตขึ้นเจอยากเป็นอะไรจ๊ะ”
“เป็นนักแมลงครับ” คำตอบของเด็กน้อยเปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันสักวันและสุดาก็ไม่ได้กังวลใจด้วย เด็กๆ มีความคิดและจินตนาการอันกว้างไกลลูกสามารถเป็นได้ทุกอย่างที่เขาต้องการขอแค่สิ่งนั้นไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็พอ
“คนที่ศึกษาด้านแมลงเขาเรียกว่านักกีฏวิทยาจ้ะ” สุดาแก้ไขคำให้ถูกต้อง
“นักกินวิดทะยาหรอครับ” เจเดนทวนคำด้วยความงุนงง ทำไมนักแมลงชื่อเรียกยากจัง
“ไม่ใช่จ้ะออกเสียงว่า กี-ตะ-วิด-ทะ-ยา” สุดาพูดช้าๆ ชัดๆ ให้ลูกชายฟังอีกครั้ง ต้องหัดกันอยู่หลายรอบกว่าเจเดนจะพูดถูก
“โอเคจ้ะ ละเอียดแล้ว” สุดานำมันฝรั่งเนื้อละเอียดผสมนมและเครื่องเทศอีกเล็กน้อยจากนั้นจึงนำเข้าเตาอบ สองแม่ลูกช่วยกันเตรียมมื้อเย็นด้วยความตั้งใจเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยปีเตอร์ก็กลับมาถึงบ้านพอดี
“ปาป๊า” เจเดนวิ่งไปหาบิดาแล้วชายหนุ่มหน้าตาเคร่งขรึมก็อุ้มเด็กชายตัวน้อยไปฟัด
“วันนี้มีอะไรกินบ้างเจค” ปีเตอร์ถามลูกชาย
“มีสเต๊กหมู สลัดแล้วก็มันบดที่ผมช่วยมามี๊ทำครับ”
“ว้าว มันบดต้องอร่อยที่สุดแน่ๆ”
“สเต๊กของมามี๊อร่อยที่สุดครับ ผมยังเด็กยังไม่มีสีมือ”
“ฝีมือจ้ะ” สุดาแก้ไขคำให้ถูกต้อง ถ้าเป็นสำนวนลูกชายของเธอมักจะใช้ผิดๆ ถูกๆ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไร เธอพยายามให้ลูกพูดกับเธอด้วยภาษาไทยและสนทนากับบิดาด้วยภาษาอังกฤษและเยอรมัน
“เหนื่อยไหมคะ” สุดารับเสื้อสูทของสามีไปแขวนเข้าที่แล้วถามด้วยความห่วงใย
“นิดหน่อย วันนี้ประชุมเกือบทั้งวัน” ปีเตอร์ตอบภรรยาแล้วปลดกระดุมตรงข้อมือออก จากนั้นก็ขยับเนกไทให้มันคลายปมแล้วภรรยาผู้แสนดีก็เอาน้ำเย็นเจี๊ยบมาให้
“ปาป๊าเท่สุดๆ เลย” เจเดนชอบดูเวลาบิดาปลดกระดุมเสื้อและคลายเนกไท มันเป็นสิ่งที่เด็กแบบเขาคิดว่าเจ๋งและเท่ที่สุดในโลกเพราะมันคือท่าทางของผู้ชายที่เป็นผู้นำครอบครัว
“โตขึ้นเจคจะเท่กว่าปาป๊าอีก” ปีเตอร์ลูบหัวลูกชายด้วยความเอ็นดู
เจเดนเกิดในครอบครัวของคนมีอันจะกินและคนภายนอกต้องอิจฉาเด็กชายคนนี้แน่ๆ เพราะมีมารดาที่แสนจะเรียบร้อยงานบ้านงานเรือนก็เก่งไม่เป็นรองใครส่วนบิดาก็เป็นชายหนุ่มที่ขยันขันแข็งเอาการเอางานแต่ก็ไม่ลืมภรรยาและลูกชาย สามคนพ่อแม่ลูกจะต้องทานข้าวด้วยกันอย่างต่ำสัปดาห์ละสองครั้ง
แต่มันก็เป็นแค่ภาพลวงตาความเอาใจใส่จอมปลอมจากสุดาจะมีให้สามีเฉพาะตอนอยู่ต่อหน้าลูกชายเท่านั้นและปีเตอร์ก็ประพฤติแบบนั้นเช่นกัน สองสามีภรรยาทนอยู่กันไปเพราะไม่ต้องการให้ลูกชายต้องมีปมด้อยการฟ้องหย่าในประเทศนี้มันละเอียดอ่อนและซับซ้อนและคนที่จะได้รับผลเสียที่สุดก็คือเด็ก
ปีเตอร์ทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์และเขารู้ดีว่าเด็กที่เข้าระบบบ้านอุปถัมภ์น่าสงสารขนาดไหนเขาไม่มีวันให้ลูกชายคนเดียวต้องตกอยู่ในสถานะนั้นแน่ๆ ส่วนสุดาก็หอบผ้ามาอยู่กับผู้ชายที่เธอยังรู้จักไม่ดีพอแต่ด้วยความคิดง่ายๆ ว่าการมีสามีฝรั่งจะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นเธอจึงเดินทางมาค่อนโลกแล้วอยู่ในประเทศที่ไม่รู้จักใครเลยสักคนนอกจากสามีตัวเอง
แรกเริ่มความรักมันก็หวานชื่นดีแต่เมื่ออยู่ด้วยกันนานๆ นิสัยเสียเล็กๆ น้อยๆ ของแต่ละคนที่มันขัดตาก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นทุกทีจนในที่สุดทั้งปีเตอร์และสุดาก็เบื่อหน่ายกันไปเองแต่ก็เลิกกันไม่ได้เพราะมีลูกรั้งเอาไว้ ถึงทั้งคู่จะเอือมระอากันแค่ไหนแต่สิ่งเดียวที่เป็นจุดเชื่อมทุกอย่างเอาไว้ก็คือเจเดน
สุดาไม่อยากอยู่ที่นี่ ลอนดอนเมืองที่อึมทึมและห่างไกลบ้านเกิดแต่เธอก็ไปไหนไม่ได้เพราะเป็นห่วงลูกชายและที่สำคัญเธอไม่มีเงินไม่มีงานครั้นจะกลับเมืองไทยไปเริ่มต้นใหม่อยู่แบบอดมื้อกินมื้อเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ใช่สิ่งที่คนฉลาดเลือกทำแน่ๆ เธอจึงทนอยู่กับสามีหน้านิ่งเพื่อความอยู่รอดและเริงรักกับผู้ชายเป็นกิจกรรมแก้เซ็ง
ปีเตอร์พาครอบครัวมาเมืองไทยปีละครั้งแต่คราวนี้เป็นการเดินทางที่ไม่ค่อยน่ายินดีเท่าไรนักเพราะต้องมาร่วมงานศพของเพื่อนสนิทที่ประสบอุบัติเหตุจากไปพร้อมกับภรรยา
“ผมเสียใจด้วยนะครับ” ชายหนุ่มบอกกับญาติของผู้ตาย เพื่อนของเขาคือภูดิตเคยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันส่วนภรรยาชื่อวรกานต์ทั้งคู่มีลูกสองคน คนโตอายุไล่ๆ กับเจเดน
“เสียใจด้วยนะน้องอร” เจเดน เข้าไปกอดอรปรีญาลูกสาวของผู้ตาย
“เสียใจด้วยนะรุจ เสียใจจริงๆ” อนิรุจไม่พูดอะไรนอกจากกอดเพื่อนชาวต่างชาติไว้
เจเดนจะมาเมืองไทยปีละครั้งและเด็กทั้งสามคนก็ตั้งตารอที่จะได้เจอกันทุกปี เมื่อก่อนสองครอบครัวจะพาลูกๆ ไปพักผ่อนด้วยกันเสมอแต่ปีนี้ช่างน่าเศร้านักที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นงานศพแทน
ปีเตอร์กับภูดิตเรียนจบจากที่เดียวกันและถึงแม้จะแยกย้ายกันไปความสัมพันธ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงทั้งคู่ยังติดต่อกันอยู่เสมอและลูกๆ ของพวกเขาก็สนิทสนมกันดี
“ฮือๆๆ” อรปรีญาหนีมานั่งเงียบๆ คนเดียว เด็กหญิงตัวน้อยเสียใจจนไม่รู้จะระบายมันออกมาทางไหนเธอจึงเอาแต่ร้องไห้แบบนี้มาสองวันแล้ว
“น้องอร” เจเดนเดินตามน้องสาวออกมา
“คะ” เธอขานรับสั้นๆ เพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรถ้าจะมาบอกให้เลิกร้องไห้ไม่ต้องเสียใจเธอจะด่าให้ลืมทางกลับบ้านเลยเพราะผู้ใหญ่ทุกคนเอาแต่พูดแบบนั้น
“ร้องเยอะๆ ร้องออกมาให้หมด” เจเดนบอกแล้วจับให้น้องสาวซบหน้ามาที่ไหล่ของตัวเอง
“ป้าบอกว่า ว่าอรกับพี่รุจต้องแยกกันอยู่ อร อรจะอยู่ยังไงพี่เจ” เด็กหญิงตัวน้อยสะอึกสะอื้นพูดออกไปด้วยความเสียใจ ลำพังต้องมาเสียพ่อกับแม่ไปพร้อมกันก็แย่พอแล้วเธอจะต้องโดนแยกกับพี่ชายอีกหรือ
“ทำไมเขาจะทำแบบนั้น” เจเดนถามด้วยความประหลาดใจ
“เขาบอกว่าภาระอะไรไม่รู้ อรก็ไม่ ไม่เข้าใจ ฮือๆๆ”
“อรมากับพี่” เจเดนฉุดให้น้องสาวเดินตามมา
“ปาป๊า มามี๊ครับ น้องอรบอกว่าจะต้องอยู่แยกกับรุจทำไมครับพี่น้องก็ต้องอยู่ด้วยกันไม่ใช่หรอครับ” เจเดนจับมือน้องสาวไว้แน่นและถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“มันเป็นเรื่องของครอบครัวเขาเจเดน เราไปยุ่งไม่ได้” ปีเตอร์ตอบลูกชาย
“แต่พี่น้องต้องอยู่ด้วยกันครอบครัวต้องอยู่ด้วยกันปาป๊าเป็นคนพูดเองผมไม่ยอมให้น้องอรอยู่แยกกับรุจ เขาเป็นพี่เขาต้องดูแลน้องไม่ใช่หรอครับปาป๊า” เจเดนเสียงดังขึ้นจนคนรอบๆ หันมามองมากขึ้นเรื่อยๆ
อนิรุจและเจเดนอายุสิบสองขวบและทั้งคู่รู้ความพอๆ กับผู้ใหญ่ อนิรุจรู้ดีว่าตอนนี้เขากับน้องสาวเป็นภาระของญาติๆ พวกนั้นเกี่ยงกันอยู่ว่าใครจะเป็นคนดูแลรับผิดชอบเด็กกำพร้าสองคน เท่าที่ฟังมาคือเขาต้องไปอยู่กับพี่สาวแม่และน้องอรน้องสาวของพ่อจะมารับไป เขาไม่ชอบสักนิดที่ต้องแยกกับน้องแต่เด็กแบบเขาจะมีใครมาสนใจฟังคำพูดหรือความคิดเห็น
“โอเค ปาป๊าจะลองไปพูดให้” ปีเตอร์จูงมือเด็กทั้งสองคนไปหารือกับญาติๆ หลังจากอ้อนวอนและอธิบายเหตุผลอยู่พักใหญ่พี่สาวของภูดิตก็ยอมรับเด็กทั้งคู่ให้ไปอยู่บ้านเดียวกัน
“ผมจะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายจนทั้งคู่เรียนจบชั้นมัธยม” ปีเตอร์บอกและทุกฝ่ายก็เห็นด้วย
“ขอบคุณครับปาป๊า” เจเดนกอดปาป๊าด้วยความภูมิใจ พ่อของเขาเก่งที่สุดในโลกเลย
หลังจบจากงานศพปีเตอร์กับสุดาก็ขอพาเด็กทั้งสองคนไปเที่ยวทะเลอนิรุจและอรปรีญาเศร้าโศกมาพอแล้ว เด็กๆ ควรจะได้ไปพักผ่อนและวิ่งเล่นให้ลืมความปวดร้าวบ้าง
“ตอนนี้หนูสามคนไม่ได้เป็นเพื่อนกันแล้วนะแต่เป็นพี่น้องกันจริงๆ” สุดาบอกกับทั้งสามคนระหว่างที่ก่อปราสาททราย คุณภูดิตกับสามีเธอเรียกว่าเป็นเพื่อนตายกันเลยก็ว่าได้เธอจึงไม่แปลกใจที่สามีออกปากสนับสนุนค่าเรียนให้เด็กทั้งสองคน
“ระหว่างที่เราอยู่อังกฤษ รุจต้องดูแลน้องอรให้ดีนะ” เจเดนสั่งอนิรุจด้วยหน้าตาเคร่งขรึม
“แน่นอนอยู่แล้วเรามีน้องอยู่คนเดียวแล้วเราก็รักน้องที่สุด” อนิรุจคว้ามือน้องสาวมาจับไว้
“มามี๊ครับแต่ผมกับน้องอรไม่ใช่พี่น้องเลือดเดียวกัน”
“สายเลือดเดียวกันจ้ะ” สุดาแก้คำให้ลูก
“ผมกับน้องอรไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่งงานกันได้ใช่ไหมครับ” เจเดนถามมารดา
“ได้จ้ะ ถ้าลูกต้องการและหนูอรตกลง”
“ถ้าโตขึ้นน้องอรไม่มีใคร พี่จะแต่งงานแล้วก็ดูแลน้องอรเอง” เจเดนหยิบเปลือกหอยเล็กๆ ส่งให้อรปรีญาแทนคำสัญญา
การแต่งงานที่เจเดนเข้าใจคือคนสองคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันผู้ชายมีหน้าที่ทำงานนอกบ้านส่วนผู้หญิงเป็นแม่บ้านเหมือนที่มามี๊ของเขาทำ เขาอยากมีน้องสาวมาตลอดและพอได้มารู้จักกับน้องอรความฝันก็เป็นจริงขึ้นมา
“สัญญาแล้วห้ามคืนคำนะ” อนิรุจขอคำมั่นอีกครั้ง
“สัญญา” เมื่อเจเดนตอบ อนิรุจจึงจับนิ้วก้อยเล็กๆ ของน้องสาวไปเกี่ยวไว้กับเพื่อนของตัวเอง ตั้งแต่นาทีนั้นอรปรีญาก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่แต่งงานกับใครนอกจากพี่เจของเธอ
เมื่อวันเปิดเทอมใกล้เข้ามาเจเดนและครอบครัวก็ต้องกลับประเทศอังกฤษ เด็กทั้งสามคนเสียใจมากและกอดกันอยู่นานสองนานกว่าจะยอมแยกกันได้
“ดูแลน้องอรดีๆ นะ” เจเดนยังไม่วายจะย้ำกับอนิรุจ
“น้องอร ปีหน้าพี่จะเอาตุ๊กตาแก้มแดงผมสีทองมาฝาก” เจเดนหมายถึงตุ๊กตาผ้าที่เขาเห็นในตลาดขายของทำมือมันเป็นตุ๊กตาเด็กผู้หญิงสวมชุดกระโปรงสีชมพู พวงแก้มแดงแจ๋และผมเป็นสีทองเปล่งประกายสดใสที่เขาบอกว่าต้องรอคราวหน้าเพราะยังเก็บเงินไม่ครบ ความจริงมามี๊จะซื้อให้แต่เขาปฏิเสธเสียงแข็งเขาอยากใช้เงินของตัวเอง
“จริงๆ นะคะพี่เจ”
“จริงสิ แต่น้องอรต้องสัญญากับพี่ว่าจะไม่แอบร้องไห้ตอนกลางคืน”
“เอ่อ คือ” อรปรีญาอึกอักไม่กล้าตกลงเพราะเธอไม่เคยโกหกใคร
“ถ้าน้องอรร้องไห้พี่ก็จะไม่สบายใจรวมถึงพี่รุจแล้วก็ปาป๊าและก็มามี๊ของพี่ด้วยและที่สำคัญพ่อกับแม่ของน้องอรบนสวรรค์ต้องเสียใจมากแน่ๆ”
“ใช่แล้ว น้องอรแอบร้องไห้บ่อยๆ พ่อกับแม่ของเราจะไม่สบายใจนะ” อนิรุจรู้ดีว่าน้องสาวเป็นคนจิตใจอ่อนไหวและอ่อนแอเหลือเกิน น้องอรเติบโตมาด้วยความรักและความทะนุถนอมสุดหัวใจจากพ่อแม่และพี่ชายเมื่อมาเจอเรื่องสะเทือนใจเธอจึงผ่านมันไปได้ยากเย็นกว่าคนอื่นๆ
“จริงหรอคะพี่รุจ พ่อกับแม่จะไม่สบายใจจริงๆ หรอคะ” อรปรีญาถามด้วยความตกใจก็ทั้งคู่ตายไปแล้วจะมารับรู้อะไรได้อีก
“จริงสิ พ่อกับแม่มองดูเราสองคนอยู่บนสวรรค์ ถ้าน้องอรร้องไห้บ่อยๆ แปลว่าพี่เป็นพี่ชายที่แย่ทำให้น้องเสียใจดูแลน้องสาวคนเดียวไม่ได้”
“อรสัญญาค่ะ อรจะไม่แอบร้องไห้อีกแต่ร้องต่อหน้าพี่รุจได้ไหม”
“ได้ พี่จะปลอบน้องเอง” อนิรุจบอกแล้วโอบไหล่น้องสาวไว้
“น้องอรเก่งมากเลย พี่เจไปก่อนนะครับ” เจเดนกอดลาทั้งสองคนเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเดินจากไป
เจเดนในวัยประถมเติบโตมาด้วยความรักและเอาใจใส่จากมารดาแบบสุดหัวใจ สุดาเป็นแม่ที่ดีทำหน้าที่แม่บ้านได้ยอดเยี่ยมในด้านดูแลเหย้าเรือนแต่เธอเป็นคู่ชีวิตที่เลวมากและปีเตอร์ก็ไม่ต่างกัน สองสามีภรรยาคบชู้หลับนอนกับคนอื่นไปเรื่อยแต่ปีเตอร์นี่ร้ายกาจถึงขนาดเลี้ยงกันไว้เป็นตัวเป็นตนส่วนสุดาถึงจะไม่ได้คบใครจริงจังแต่เธอก็เปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้าสรุปแล้วก็ไม่รู้ว่าใครเลวกว่ากัน
เด็กชายในวัยสิบสองขวบเริ่มเรียนรู้และเข้าใจอะไรมากขึ้นและนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เจเดนกลายเป็นเด็กเก็บตัว เขารู้แล้วว่าการที่มารดาของตัวเองยืนประกบหน้าและร่างกายแนบชิดกับไมเคิลมันคืออะไร บางครั้งแม่ของเขาก็นอนอยู่ใต้ร่างของช่างประปาไม่ก็ผู้ชายอาชีพต่างๆ ที่เข้ามาซ่อมแซมของภายในบ้าน เขาไม่รู้ว่าเหตุใดแม่ต้องทำแบบนั้นเท่าที่รู้การที่ผู้หญิงกับผู้ชายทำสิ่งนั้นด้วยกันเพราะต้องการมีลูกแต่ทำไมแม่ถึงอยากมีลูกกับผู้ชายพวกนั้น ทำไมมามี๊ไม่รอทำกับปาป๊าหรือว่ามามี๊มีเขากับปาป๊าแล้วจึงอยากไปมีลูกกับผู้ชายคนอื่นอีกเพื่อให้มาเป็นพี่น้องกับเขา
“อย่าบอกปาป๊านะ” สุดาบอกลูกชายหลังจากที่เจเดนบังเอิญมาเห็นเธอกำลังเริงรักกับช่างไม้ที่ห้องใต้ดิน นับตั้งแต่นั้นเจเดนจึงเรียนรู้ว่าสิ่งที่มารดาทำคือสิ่งที่ผิดแต่ด้วยความรักและความผูกพันที่เด็กน้อยมีให้แม่เขาจึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ให้ปาป๊าฟังหรือไม่ว่าใครก็ตาม
มามี๊เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ และใบหน้าสวยหวานราวกับนางฟ้าในโบสถ์ส่วนปาป๊าเป็นผู้ชายตัวโตหน้าตาเคร่งขรึมและพักหลังๆ ปาป๊าก็ไม่ค่อยกลับมาทานข้าวที่บ้านเท่าไรนักอาจเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ที่ทำให้มามี๊ต้องการไปมีลูกกับผู้ชายคนอื่นเพราะปาป๊าไม่มีเวลาให้
“คิดถึงปาป๊าหรอจ๊ะ” สุดาถามลูกชายที่ตักอาหารค้างไว้ในช้อน
“ครับ”
“ปาป๊างานยุ่งจ้ะ ปาป๊าต้องทำงานเพื่อดูแลเราสองคน”
“ผมเหงาเวลาปาป๊าไม่อยู่ครับ มามี๊เหงาไหมครับ”
“เหงาจ้ะ เหงามาก” สุดาตอบไปตามความจริง ส่วนลึกในใจของเธอก็ยังโหยหาสามีอยู่ตลอดแต่เพราะความห่างเหินและปัญหาหลายๆ อย่าง จึงทำให้เขากับเธออยู่ในจุดที่ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนก่อนได้อีกแล้ว
“ผมจะดูแลมามี๊เองครับ” เด็กชายตัวน้อยเมื่อเห็นสีหน้าอันแสนเศร้าหมองของมารดาก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจากนี้ไปเขาจะทำให้มามี๊ไม่ต้องมีความเหงาอีกเขาจะเป็นเด็กดีพามามี๊เล่นเกมสนุกๆ มามี๊จะได้ลืมความเศร้า
วันนี้เป็นวันแรกที่เจเดนเข้าชั้นมัธยมศึกษาเด็กชายตื่นเต้นมากที่จะได้ไปโรงเรียนใหม่และพบเพื่อนใหม่ๆ มามี๊แต่งตัวสวยมารอส่งเขาขึ้นรถโรงเรียนด้วย
“ผมไปนะครับ” เจเดนกอดมารดาแล้ววิ่งขึ้นรถบัสไป
ชั่วโมงแรกคุณครูให้แนะนำตัวเองกับเพื่อนใหม่และเขาไม่ชอบเด็กผู้ชายที่ชื่อแฮริสเอาซะเลย เด็กคนนั้นตัวโตมากเห็นพูดกันว่าต้องซ้ำประถมอยู่สองปีเพราะเกเรจึงโดนพักการเรียน
“ไง ไอ้เปี๊ยก” แฮริสทักทายเพื่อนร่วมห้องที่ตัวเล็กกว่าเขาครึ่งนึง
“หวัดดี” เจเดนตอบกลับตามมารยาทแล้วหันไปสนใจอาหารกลางวันของตัวเอง
“แกรู้ไหมกะหรี่แปลว่าอะไร” แฮริสนั่งลงข้างๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ชวน
“แปลว่าผู้หญิงไม่ดี” เจเดนตอบและเริ่มไม่ชอบใจขึ้นทุกทีทั้งท่าทางข่มขู่และคำพูดที่ไม่รื่นหู
“พ่อฉันบอกว่าแม่แกเด็ดมาก”
“อะไรเด็ด”
“นี่ไง” แฮริสยื่นคลิปการร่วมเพศให้เพื่อนใหม่ดู คนแสดงคือพ่อของเขากับแม่ของมัน
“ใช่ แม่เราอยากมีลูกแม่เหงา” เจเดนเข้าใจแบบนั้นมาเสมอแต่วันนี้เขาจะได้รู้ความจริงว่าที่ผ่านมาที่เข้าใจทั้งหมดมันไม่ใช่
“ไอ้หน้าโง่ คนเอากันเพราะอยากเอาแม่มึงร่านนอนกับผู้ชายไปทั่วแบบนี้ไงที่เขาเรียกกะหรี่” แฮริสบอกแล้วหัวเราะดังลั่น เขาสมเพชไอ้เตี้ยนี่จริงๆ มันเข้าใจแบบนั้นไปได้ยังไงกันอายุสิบสองแล้วยังไม่รู้จักว่าการร่วมเพศคืออะไร
“อย่ามาว่าแม่ฉันนะ” เจเดนลุกขึ้นยืนแล้วผลักอกอีกฝ่าย
“กูไม่ได้ว่าแต่แม่มึงเป็นจริงๆ”
“เจเดนแม่เป็นกะหรี่เพราะกะหรี่เป็นแม่เจเดน” แฮริสร้องเป็นทำนองเพลงจนลั่นโรงอาหารแล้วก็เงียบไปหนึ่งอึดใจเพราะโดนชกเข้าที่หน้าเต็มแรง จากนั้นเด็กชายสองคนก็สวนหมัดกันไปมาจนนับไม่ถ้วนอยู่หลายนาทีจนคุณครูมาจับแยก
วันแรกของวัยมัธยมเปลี่ยนชีวิตของเจเดนจากขาวเป็นดำภายในพริบตา เขาเชื่อมาตลอดว่ามามี๊เป็นผู้หญิงที่แสนดีและใสซื่อที่มามี๊ทำแบบนั้นเพราะความเหงา
“ทำไมทำแบบนี้เจเดน” สุดาถามลูกชายแค่วันแรกของเทอมเธอก็โดนเรียกให้ไปพบครูประจำชั้นแล้ว
“มันกวนประสาท” เจเดนเลือกจะเก็บความจริงไว้กับตัวและตอนนี้เขาขยะแขยงผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน
“เจ มองหน้าแม่” สุดาจับคางลูกชายให้เงยขึ้นมา
“อย่ามาโดนตัวผม” เจเดนปัดมือของมารดาออกอย่างแรง คุณครูประจำชั้นมองด้วยความตกใจแต่ก็ไม่เท่าที่สุดารู้สึก
“เจเดนไปรอข้างนอกก่อน” ครูประจำชั้นบอกและเจเดนก็รีบเดินออกไปทันที ไม่ใช่ว่าเขาเชื่อฟังแต่เพราะไม่อยากเห็นหน้าแม่ตัวเอง
คุณครูเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เด็กๆ ในโรงอาหารบอกและเธอคิดว่าที่เด็กพูดต้องเป็นเรื่องจริงเพราะสีหน้าตื่นตระหนกของผู้ปกครองมันฟ้องทุกอย่าง
“ดิฉันไม่อยากก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวนะคะแต่เจเดนเขาโตแล้วคุณควรระมัดระวังให้มากขึ้นเพราะจากนี้ไปถ้าเขาต่อต้านคุณเขาก็จะไม่ฟังคุณแม้แต่คำเดียว” เธอเองเป็นครูมาหลายปีและเด็กวัยหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้แหละที่น่ากลัวเหลือเกินถ้าดีก็ดีเลยแต่ถ้าร้ายก็ยากที่จะชักจูงให้กลับมาทางเก่า เมื่อเช้าที่แนะนำตัวกันเธอสังเกตว่าเจเดนไม่ค่อยพูดนักมันไม่ได้เกิดมาจากความอายหรือประหม่าเพราะเจเดนไม่มีแววตาหลุกหลิกสักนิดแต่เด็กชายกลับนั่งนิ่งมองไปที่นอกหน้าต่างทำตัวแปลกแยกจากทุกคน
“ขอบคุณค่ะ ดิฉันไปได้รึยังคะ”
“เชิญค่ะ” สุดาแทบจะก้าวขาไม่ออก เธอไม่คิดเลยว่าโลกมันจะกลมขนาดนี้ก็ช่างไฟที่เธอพามาเล่นจ้ำจี้บ่อยๆ ดันเป็นพ่อของไอ้เด็กแฮริสเด็กที่เกเรและร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยพบมา
“เจ ฟังมามี๊ก่อน” สุดาเรียกลูกชายที่เดินนำออกไป
“เจ”
“คุณโกหก” เจเดนเดินกลับมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะเด็กชายที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มจ้องหน้ามารดาผู้ให้กำเนิดด้วยความเคียดแค้น ขนาดแม่แท้ๆ ของตัวเองยังโกหกหลอกลวงได้ขนาดนี้แล้วเขาจะไว้ใจใครได้อีกแล้วปาป๊าล่ะรู้ไหมว่าคนรักของตัวเองทำตัวน่าขยะแขยงแบบนี้
“เจ มามี๊มีเหตุผล” สุดาอ้อนวอนลูกชายถ้าต้องเสียลูกไปเธอก็ไม่เหลือใครอีกแล้ว
“เหตุผลที่ต้องทำตัวเป็นกะหรี่นะหรอ” เจเดนถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน สุดาเอามือปิดปากแล้วร้องไห้โฮ