ความหมายของมารดาคือให้เขาคิดถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นหลังงานวิวาห์ เกษตกรบ้านนอก มีแค่สวนส้ม100กว่าไร่ เศรษฐีพันล้านให้ความสนใจ ก็เป็นอะไรที่เกินคาดแล้ว ประถมกับสามีของนางรู้จักกันมาตั้งแต่ยังรุ่นหนุ่ม ต่างคนต่างเดินตามความฝันของตัวเอง จนวันหนึ่งที่คนสองคนโคจรมาเจอกัน ความหลังเก่าๆ ทำให้ทั้งประถม และตรัย อยากให้บุตรของตนเองตกล่องปล่องชิ้น เพื่อกระชับความสนิทแน่นแฟ้นให้มากขึ้น และนางเห็นดีด้วย
“ผมคิดว่า ผมทำให้ความฝันของพ่อเป็นจริงได้ โดยไม่ต้องพึ่งคนตระกูลนั้น!” สีหน้าของปัทม์เครียดและจริงจัง
หากเขาทำอย่างที่มารดากล่าว มันจะมีความภูมิใจตรงไหน ความสำเร็จที่ต้องอาศัยเกาะชายกระโปรงเมีย
พอใจยิ้มอ่อน “แม่ไม่อยากให้ปัทม์เหนื่อยนี่ลูก นี่คือวิธีย่นเวลาให้ลูกประสบความสำเร็จเร็วขึ้น”
ปัทม์ยิ้มเครียด “ทุกวันนี้ เรายังประสบความสำเร็จได้ไม่เท่าที่แม่ต้องการเหรอครับ?” ชายหนุ่มถามกลับ จากไร่ส้มธรรมดา หลังเขาเรียนจบกลับมา ปัทม์ทำให้ผลผลิตที่เคยราคาต่ำ กลายเป็นผลไม้ที่มีราคามากขึ้น ด้วยกรรมวิธีที่เขาเรียนรู้มา
สาวใหญ่ถอนใจแรงๆ นางรู้ดีว่าบุตรชายเป็นคนหัวแข็ง อะไรก็ตามที่เขาไม่เห็นด้วย ปัทม์มักจะหาข้อคัดง้างมาเสมอ
“แม่ไม่ได้บังคับให้ปัทม์ต้องสนใจหนูสิตา ตอนนี้เลยนี่จ้ะ” นางพยายามประนีประนอม
“สรุปคือ...” ปัทม์ตัดสินใจถาม มารดาคงไม่หยุดแค่มานั่งกล่อมเขา
พอใจยิ้มหวาน “ลูกควรทำความรู้จักกับหนูสิตาก่อนนะจ้ะ”
ชายหนุ่มยิ้มเพลียๆ เมื่อบิดา-มารดาเห็นดี เห็นงาม ทั้งสองท่านคงไม่มีวันฟังคำค้าน สิ่งที่เขาต้องทำคือ ทำให้บุพการีทั้งสอง มองความไม่เหมาะสมของหญิงผู้นั้น สิตา ภุมเรียง
“เมื่อไหร่ครับ?” ปัทม์ถาม เพราะเขาควรมีเวลารับมือกับความวุ่นวายครั้งนี้ ผู้หญิงที่เกิดมาบนกองเงินกองทองไม่มีทางทนลำบาก กับกลิ่นดินและความแร้นแค้นได้ แดดเปรี้ยงๆ กลางฤดูร้อนเช่นนี้ เขาไม่อยากนึกสภาพคุณหนูไฮโซคนนั้นเลย หล่อนคงไม่ยอมออกจากห้องนอน เพราะอากาศร้อนอบอ้าวแน่ๆ
นั่นจะเป็นตัวบ่งชี้ ทำให้บิดา-มารดายอมอ่อนข้อให้ในที่สุด
งานวิวาห์ที่บรรดาผู้ใหญ่หวังไว้ จะไม่มีทางเกิดขึ้น...เมื่อเจ้าสาวเปิดตูดแน่บ..
“ถ้าลูกไม่ขัดข้อง...ก็น่าจะไม่เกินอาทิตย์หน้า” พอใจกล่าวพร้อมอมยิ้ม
หนุ่มลูกทุ่งหัวใจสุดแอ็คทีฟยิ้มกร่อยๆ ช่วงนี้เขากำลังหัวหมุนเพราะภารกิจในสวน หากจะมีเรื่องปวดหัวเพิ่มอีกสักเรื่อง ก็คงไม่ถึงตาย เขาเองก็อยากรู้เช่นกันว่าหญิงผู้นั้น จะอดทนกับความว่างเปล่าได้นานแค่ไหน เมื่อหล่อนนิยมเสพความหรูหรา มากกว่าความเรียบง่าย ที่เพทายไม่มีความสะดวกให้หญิงผู้นั้น ได้เท่าที่หล่อนต้องการหรอก ปัทม์ยิ้มมุมปาก เขาฉวยกุญแจรถยนต์ประจำตำแหน่ง เดินหน้าตึงออกไปทำงาน โดยที่ไม่คัดค้านอะไรอีก...เขาแค่รอ...
“ฉันไม่ใส่ชุดพวกนั้นหรอก!” กันจิราส่ายหน้าเดี้ยะ! เมื่อเห็นชุดสวยที่สิตาขนมาให้
“แกต้องใส่ แกเป็นฉัน จะให้แต่งตัวโทรมๆ แบบแกได้ยังไง ถ้าแกทะลึ่งแต่งตัวแบบนี้ไป หมอนั่นคงจับได้ตั้งแต่วันแรก” สาวไฮโซชี้นิ้วมาที่ตัวของเธอ สิตาชี้ให้เห็นว่า การแต่งกายของเธอคือพิรุธอย่างแรกที่คนๆ นั้นจะจับได้
“ก็ดีไม่ใช่เหรอ? แกต้องการให้เขาเฉดหัวแกกลับนี่สิตา” กันจิราแย้ง
“มันเร็วไป...และหากเรื่องถึงหูพ่อฉัน จบ!” บุตรสาวคนเดียวของเศรษฐีใหญ่บ่นขรม
“แกจะให้ฉันแต่งตัวด้วยชุดนั่นจริงๆ เหรอ?” หญิงสาวถามกลับ ยิ้มแหยๆ เมื่อเผลอมโนสภาพตนเองตอนสวนชุดกรุยกรายของสิตา
“ใช่” สาวไฮโซยิ้มกว้าง เธอเดินเอาชุดในมือมาทาบบนตัวเพื่อน “แกใส่แบบนี้ แกสวยแน่กระรอก” พร้อมกับชมไม่ขาดปาก กันจิราไม่ได้ขี้เหร่จนผู้ชายเมิน เพื่อนของเธอสวยไม่แพ้ใคร เพียงแต่กันจิราไม่แต่งตัว เธอบอกว่ามันคือความสิ้นเปลือง
“โธ่!” สิตาตัวปลอมครางเสียงแห้งๆ
“ไปลองเลย...ฉันรับประกันนะกระรอก ยัยฟีฟ่ายังสู้แกไม่ได้เลย” สิตาพูดสนับสนุน ฟ้าลดาหรือฟีฟ่า คู่ปรับตลอดปีการศึกษาที่ริษยากันจิรามาตลอด เพียงเพราะเพื่อนของเธอเรียนดี เรียนเด่น แต่ไม่ชอบทำกิจกรรม เมื่อกันจิราใช้เวลาว่างสำหรับการทำงานพิเศษ
กันจิราขัดเพื่อนไม่ได้ เธอจำใจต้องรับชุดสวยจากมือเพื่อนไปทดลองสวม
ภาพสะท้อนที่มองเห็นผ่านกระจกเงาบานใหญ่ เธอยอมรับว่าชุดสวยๆ นี่ทำให้ตนเองดูดีขึ้น...แต่มันไม่ใช่เธอ เมื่ออยู่ในคราบของคนอื่น
“ฉันคิดไว้ไม่มีผิด แกนี่สวยซ่อนรูปน่าดู”
สาวไฮโซจิปากครางเบาๆ เอียงคอมองเพื่อนสนิททั้งซ้ายและขวา ก่อนจะฟันธง “หมอนั่นไม่มีทางจับได้แน่...ว่าแกไม่ใช่ฉัน!!”
หญิงสาวยิ้มแหยๆ หากไม่เห็นแก่เงิน...กันจิราไม่มีทางทำเช่นนี้แน่
“ฉันต้องทำยังไงบ้าง กว่างานจะจบ”
“ทำยังไงก็ได้...ให้หมอนั่น ยกเลิกการหมั้นหมายของฉันกับเขา”
ในเมื่อขัดบิดาไม่ได้ เธอก็ต้องหาทางเอาเอง...เศรษฐีบ้านนอกไม่ใช่เป้าหมาย เมื่อมีหนุ่มไฮโซที่คุ้นหน้ามาติดพัน
“ลองเดินสิกระรอก” สิตาเอียงคอมอง ก่อนจะบอกเพื่อน
กันจิราลองเดินตามที่เพื่อนต้องการ “ฉันว่าแหละมันขัดตา รองเท้าแกน่ะ เปลี่ยนด้วยนะ แกจะใส่เดรสสวมผ้าใบไม่ได้” ในที่สุดสิตาก็รู้ สิ่งที่ขัดนัยน์ตาเธอ คือรองเท้าผ้าใบเก่าๆ สีซีดที่เพื่อนสาวสวมใส่เป็นประจำ
“ฉันอยากบ้า!!” กันจิราโวย เธอเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เพื่องานนี้โดยเฉพาะ
หลังซักซ้อมจนสิตาแน่ใจว่ากันจิราไม่มีทางหลุดพิรุธจนฝ่ายนั้นจับได้ก่อนเวลาที่เหมาะสม เธอกับเพื่อนเลยมานั่งพักที่ระเบียงบ้าน มีร่มมะม่วงเป็นตัวกรองแสงอย่างดี
“แกอาจจะชอบเขาก็ได้นะ” สิตาเปรย เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้
เพื่อนสนิทที่ยอมลงทุนปลอมตัวส่ายหน้าเดี้ยะ “ไม่มีทาง!”
“ฉันว่า...หมอนั่นน่ะ รสนิยมแกเลยล่ะกระรอก” สิตากล่าวพร้อมกับยิ้มกว้าง เธอกับกันจิราสนิทกันจนรู้ไส้รู้พุงทุกขด เพื่อนของเธอชอบคนเก่ง และปัทม์ มีความสามารถที่กันจิราชื่นชม เขาเป็นลูกคนมั่งมีก็จริง แต่ทำตัวติดดิน มีทั้งความขยันและมานะ
“ฉันไม่คิดเรื่องพรรณนั้นหรอก” หญิงสาวถอนใจแรงๆ ก่อนตอบ เธอกลัวการสูญเสีย เมื่อคนที่รักทยอยจากไปจนหมด
“มันก็ไม่แน่...บางทีฉันอาจจะเป็นกามเทพทำให้แกเจอกับคนที่รักแก” สิตาไม่ได้พูดเกินจริง กันจิราเก็บตัวและปิดกั้น เพื่อนของเธออยู่ในโลกที่สร้างไว้ปกป้องตัวเอง บางทีครั้งนี้จะเป็นการเปิดประตูไปพบกับคนที่เพื่อนของเธอรอคอยมาทั้งชีวิตก็ได้
“ไม่!” หญิงสาวยังยืนยัน
สิตาไม่ได้ทักท้วงอะไรเธอฉวยแก้วน้ำหวานขึ้นมาจิบแก้กระหาย ก่อนจะนึกถึงอิสระของตัวเอง ในอนาคต...หากครั้งนี้บิดาผิดหวัง ท่านอาจจะเบื่อที่จะหาคู่ให้เธอก็ได้ และอีกนัยหนึ่ง ทศชาติ คนที่เธอกำลังคั่ว อาจจะตกหลุมรักเธอ และขอแต่งงานที่ปารีสก็ได้...ใครจะรู้
บทที่2.สวนเพทาย
เช้านี้อากาศร้อนอบอ้าวแต่เช้า ปัทม์เดินออกมายืนที่ระเบียงห้อง ในมือมีแก้วกาแฟควันกรุ่นที่ถือติดมือขึ้นมาด้วย วันนี้ชายหนุ่มตั้งใจจะไม่เข้าสวน เมื่อแดดร้อนเสียขนาดนั้น เขาตั้งใจจะทำงานอยู่ที่บ้านแทน หากมีเรื่องด่วน ทั่น หัวหน้าคนงานคงแจ้งให้เขาทราบเอง
“แม่จะไปไหนแต่เช้าครับ?” ปัทม์ตะโกนถามมารดา เมื่อเห็นนางเดินตรงไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าโถงบ้าน
พอใจเงยหน้ามองบุตรชาย ท่านยิ้มกริ่ม “ไปธุระในเมืองน่ะ”
“ครับ” ปัทม์รับคำ เขาหมดความสนใจมารดา แต่สะดุดใจกับแววตาแปลกๆ ของนางเท่านั้น
ปัทม์ทรุดนั่ง กดเปิดคอมพิวเตอร์ส่วนตัว เขาสลัดความสงสัยทิ้ง เมื่อมันรังแต่จะทำให้สมาธิเขาไขว่เขว่
ชายหนุ่มจมอยู่กับงานตรงหน้า เวลาผ่านไปพอสมควร ปัทม์รู้สึกกระหายน้ำ เขาจึงยืดตัวลุกขึ้นยืน บิดตัวไปมา แก้ความเมื่อยล้า แล้วจึงเดินออกจากห้องทำงานเพื่อหาน้ำกินแก้กระหาย
บ้านเงียบกริบ จนรู้สึกถึงความวังเวง คนงานที่เคยเห็นเดินไป เดินมา หายไปจนมองหาไม่เห็นใครเลยสักคน ปัทม์เดินไปชะเง้อมองหน้าประตู ด้านนอกว่างเปล่า แม้แต่สุนัขที่เลี้ยงไว้ยังไม่เดินเพ่นพ่านให้เห็น
“ไปไหนกันหมด แม่ไม่อยู่ เลยหลบไปอู้กันรึ?” ปัทม์รำพึงกับตัวเอง เขาเดินเข้าไปในครัว
ตู้เย็นหลังใหญ่ในครัวน่าจะช่วยให้เขาหายกระหายน้ำ...ชายหนุ่มอมยิ้มกับพรรณไม้ที่มองเห็น พอใจใช้เวลาว่างปลูกต้นไม้สารพัดชนิดในอาณาเขตบ้าน ช่วยลดความร้อนของอากาศเมื่อมีความชุ่มชื่นของต้นไม้ใหญ่ๆ ที่ปลูกไปรอบบ้าน ลดทอนอุณหภูมิแรงๆ ของแสงแดดลงอย่างชะงัด
ในที่สุดปัทม์ก็ได้ดื่มน้ำเย็นๆ สมใจ เขาฉวยแก้วน้ำเย็นเฉียบเดินกลับไปทางเดิม กำลังจะเลี้ยวกลับขึ้นห้อง ชายหนุ่มสะดุดตากับอะไรบางอย่างเสียงก่อน
ใครบางคนยืนอยู่หน้าบ้าน เสื้อผ้าสีฉูดฉาดนั่น หากสุนัขที่เขาเลี้ยงไว้อยู่แถวนี้ หล่อนคงโนสัตว์หน้าขนพวกนั้นเห่าใส่แน่นอน
ปัทม์เหยียดยิ้ม เขาพอเดาสาเหตุที่คนงานพากันหายหน้าไปหมด ได้ในนาทีนี้เอง...
‘คงเป็นแผนของมารดา’
ชายหนุ่มเดินย้อนกลับมา มันคงเป็นการเสียมารยาทมาก หากปล่อยให้อาคันตุกะยืนทะเล่อทะล่าอยู่ตรงนั้น โดยที่เจ้าบ้านไม่สนใจ
“คุณมาหาใครครับ?” ปัทม์ร้องถาม
กันจิราสะดุ้งโหย่ง! เธอกำลังชื่นชมกับบรรยากาศร่มรื่นรอบๆ ตัวอยู่ โดยลืมสนใจแสงแดด เพราะหากเป็นสิตาตัวจริง หล่อนไม่มีวันยืนท้าแดดเช่นนี้แน่นอน
“อุ้ย!”
ปัทม์สะดุดลมหายใจ ผู้หญิงตรงหน้า สวยจัด! ปาก หน้าคิ้ว คางเหมาะเจาะ หล่อนแต่งหน้าจัด สวยคมเฉี่ยวแบบผู้หญิงสมัยนี้ ริมฝีปากสีแดงสด แสยะยิ้มแหยๆ ขัดกับการแต่งตัวที่แสนจะมั่นใจ แววตาของหล่อนหลุกหลิก เขามองเห็นในครั้งแรกที่หล่อนหมุนตัวกลับมา ก่อนจะเกลื่อนหายไป หลังจากหล่อนตั้งตัวทัน