ตอน 1

ฤดูใบไม้ร่วงหวนกลับมาอีกครั้ง ตามมาด้วยลมหนาวที่คืนสู่เมืองใหญ่ซึ่งเคลื่อนผ่านสนามหญ้าอันกว้างขวางของ เซนต์โยเซีย อะคาเดมี

ปราสาทสูงใหญ่ที่ถูกออกแบบมาในรูปแบบสถาปัตยกรรมกอทิค ตั้งสูงตระหง่านอยู่บนเนินเขา ตัวปราสาทล้อมรอบไปด้วยรั้วสูงเกือบเท่าตัว หอคอยหลายชั้นตั้งเรียงตัวต่อกันจนสูงชะลูด เป็นสถานที่ซึ่งปราศจากการมองเห็นจากคนนอกที่ไม่ได้ถูกต้อนรับเข้าสู่โลกแห่งความพิศวง นอกจากนี้เถาวัลย์ที่เลื้อยปกคลุมตัวอาคารนั้นยังเผยให้เห็นถึงความเก่าแก่ของโรงเรียนแห่งนี้อีกด้วย

ซึ่งหากมองจากภายนอกแล้ว ดูเหมือนจะเงียบร้างอย่างไรอย่างนั้น แต่มันก็เป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้นแหละ เพราะอันที่จริงแล้ว ภายใต้อาคารใหญ่ต่างมีผู้คนต่างพลุกพล่านไปทั่ว โดยเฉพาะในห้องโถงประชุม เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันมอบตัวเพื่อส่งนักเรียนเข้าศึกษา ณ อะคาเดมีแห่งนี้

มีทั้งลูกหลานตระกูลแวมไพร์ และด้วยความที่ที่อะคาเดมีแห่งนี้ถูกก่อตั้งมามากกว่าหนึ่งร้อยปีแล้ว จึงมีตระกูลมนุษย์ผู้ดีเก่าแก่ที่ได้อภิสิทธิ์ในการส่งลูกหลานของตระกูลตัวเองเข้ามาเรียนในสถานที่แห่งนี้เช่นกัน

การมีโรงเรียนแห่งนี้กำเนิดขึ้นก็นับเป็นอุบัติการณ์ของโลกแวมไพร์ที่สามารถเรียนร่วมกับมนุษย์ได้โดยไม่ต้องปิดบังตัวตน

เนื่องจากตระกูลเก่าแก่พวกนี้ย่อมทราบถึงการมีอยู่ของพวกแวมไพร์มาตั้งแต่สมัยบรรพกาลแล้วล่ะ แต่หากนำไปเล่าให้โลกภายนอกที่สมัยนี้วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าแล้ว คงมีแต่จะโดนกล่าวหาว่าบ้าพอสมควรเลย

แต่ส่วนใหญ่แล้วลูกหลานตระกูลแวมไพร์จะได้เรียนในคลาสเดียวกันเสียมากกว่าได้ไปเรียนปะปนกับพวกเด็กมนุษย์อยู่แล้วล่ะ

เพราะบางจำพวกก็ไม่สามารถอยู่รวมกับมนุษย์ได้นานพอจะระงับความกระหาย นอกจากนี้พวกแวมไพร์ยังมีความสามารถในการใช้พลังพิเศษอย่างเช่นการร่ายเวทย์ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นการแยกคลาสให้เป็นกิจลักษณะก็นับว่าดีแล้วล่ะ

“ดีเหลือเกินที่พวกเจ้าจะได้เข้าเรียนร่วมกับพวกมนุษย์ สมัยพ่อไม่ได้มีโรงเรียนที่ยอมรับตัวตนของพวกเราได้อย่างเปิดเผยเช่นนี้” เจย์เดนยืนมองลูก ๆ ด้วยสายตาภาคภูมิ

เป็นเรื่องจริงที่ว่าสมัยก่อนไม่มีโรงเรียนรวมเช่นนี้ เจย์เดนจึงรู้สึกว่าสมัยลูกนั้นโชคดีนัก เพราะหากมองตามความเป็นจริงแล้ว มนุษย์คือประชากรส่วนใหญ่บนโลก หากลูกได้เรียนร่วมกับพวกเขาก็จะสามารถปรับตัวกับโลกภายนอกและอยู่ได้ง่ายขึ้นกว่าเขามากนัก

ระหว่างที่เจย์เดนกำลังยืนเล่าเรื่องสมัยก่อนที่ผ่านมาหลายร้อยปีแล้วให้ลูกชายฟังนั้น ลินินก็กำลังยืนกำชับอาจารย์ถึงเรื่องอาการแพ้แสงของลูกสาวเธอ

“เธออยู่กลางแดดได้ค่ะ แต่ระยะยเวลาค่อนข้างจำกัด อาการเริ่มแรกก็จะเหมือนเป็นลมแดด ยังไงฝากอาจารย์ช่วยดูแลด้วยนะคะ”

“ไม่ต้องห่วงค่ะท่านหญิงแบรดฟอร์ด” อาจารย์ใหญ่เซเวลออกปากรับคำต่อตระกูลผู้นำของเหล่าแวมไพร์ทั้งปวง ตอนแรกก็น่าฉงน เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าที่มีฐานะเป็นแม่ รูปร่างหน้าตายังเหมือนสาวแรกแย้มวัยยี่สิบใกล้เคียงกับลูก ๆ ของเธออยู่เลย

แต่เมื่อนึกไปถึงว่าพวกเขาเป็นตระกูลแวมไพร์ เธอจึงคลายข้อสงสัยนั้นไปโดยปริยาย

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่านแม่ หนูไม่ไปวิ่งเล่นกลางแดดหรอก” เรย์เน่เอ่ยเสริมเพื่อให้แม่ของเธอคลายความกังวล

“แม่รู้ว่าลูกไม่ออกไปวิ่งกลางแดดหรอก แต่ก็ต้องกำชับอาจารย์เอาไว้เผื่อมีกิจกรรมอะไรในโรงเรียนที่ลูกต้องอยู่กลางแจ้งนาน ๆ” ไม่รู้ว่าความจุกจิกแบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนไหน อาจเป็นระหว่างทางที่เธอคอยฟูมฟักพวกเขาขึ้นมาอย่างทะนุถนอมก็เป็นได้

แต่ถึงอย่างนั้นพวกลูก ๆ กลับไม่ได้รำคาญเธอเลยสักนิด ดีเสียอีกที่ท่านแม่เป็นห่วงพวกเขา แต่ก็พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ต้องทำให้ท่านห่วงมากเกินไป

เจย์เดนที่ยืนพูดคุยกับลูกชายได้ยินภรรยาร่ายยาวเช่นนั้นก็รีบเดินมารวบเอวเธอไว้ด้วยท่าทีหวงแหน

“ไม่เป็นไรหรอกลินิน เจ้าก็รู้ว่าที่นี่ให้ความสำคัญกับนักเรียนมากแค่ไหน”

“ฉันรู้ แต่ก็อดห่วงไม่ได้หนิ...”

“บางที พวกเราก็ต้องปล่อยให้พวกเขาได้เติบโตกันเองบ้างนะ” เจย์เดนว่าก่อนจะใช้มือหนาจับศีรษะของภรรยาแล้วเอนเอียงให้พักพิงลงบนแผงอกตัวเอง

โรงเรียนนี้จะแบ่งเป็นคลาสตามความสามารถของนักเรียนแต่ละคนได้ดังนี้

คลาส S สำหรับนักเรียนที่มีความสามารถโดดเด่น ชนิดที่ว่าเป็นระดับหัวกะทิและได้รับอภิสิทธิ์มากกว่านักเรียนในคลาสอื่น จากสถิติแล้วในชั้นนี้ล้วนมีเชื้อสายของตระกูลแวมไพร์กันทั้งสิ้น ด้วยความสามารถที่เรียนรู้ได้อย่างเร็วกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่าตัว

คลาส A สำหรับนักเรียนผู้มีความสามารถ แต่ยังไม่ได้โดดเด่นพอที่จะเข้าคลาส S ส่วนใหญ่จะมีทั้งมนุษย์และแวมไพร์ปะปนกัน ซึ่งเป็นคลาสที่อาจารย์จะต้องคอยเฝ้าระวังเป็นพิเศษด้วย เนื่องจากเป็นคลาสเรียนรวม ความกระหายของนักเรียนแวมไพร์จึงอาจรุนแรงจนเผลอทำร้ายพวกนักเรียนมนุษย์ได้

ในส่วนคลาส B นั้น คือห้องรวมเด็กที่มีความสามารถปานกลาง ไม่ได้โดเด่นมาก แต่ก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว ส่วนใหญ่จะมีเพียงลูกหลานมนุษย์เท่านั้น

และสุดท้าย คลาส C ถือเป็นกลุ่มนักเรียนที่ศักยภาพยังไม่ชัดเจนนัก นักเรียนจากคลาสนี้มีจำนวนค่อนข้างน้อย เพราะหากพบศักยภาพของตัวเองแล้วจะถูกจำแนกไปคลาสอื่นในทีหลังนั่นเอง

แต่จุดร่วมของทุกคลาสก็คือ ทุกคนล้วนเป็นลูกหลานจากตระกูลเก่าแก่ พูดง่าย ๆ ก็คือพวกบ้านรวยนั่นแหละ

และแต่ละคลาสจะสามารถจำแนกนักเรียนได้ตามเข็มกลัดที่โรงเรียนมอบหมายให้ในพิธีมอบตัวที่จัดขึ้นภายในวันนี้นั่นเอง

“เจย์เนสและเรย์เน่ แบรดฟอร์ด คลาส S ค่ะ”

“ดูแลตัวเองนะ แล้วก็อย่าลืมดูแลกันและกันด้วยล่ะ” ลินินยังคงมองด้วยสายตาเป็นห่วง ไม่ต่างจากเวลามนุษย์มาส่งลูกน้อยอนุบาลเข้าเรียนเลย

เพียงแต่ พวกเขาอายุเกือบยี่สิบแล้วนะ!!!

“ไม่ต้องห่วงค่ะแม่ หนูจะดูแลตัวเอง และหวังว่าพี่เจย์เนสจะไม่แกล้งหนู” ว่าจบก็หันไปย่นจมูกใส่เด็กชายที่ยืนสีหน้านิ่งเรียบอยู่ข้าง ๆ กัน

“จะพยายามแล้วกัน...” เขาตอบเสียงเอื่อยเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แต่เมื่อเห็นสายตากังวลจากผู้เป็นแม่ฉายชัดขึ้น รวมถึงสายตาคาดคั้นจากผู้เป็นพ่อที่ต้องการจะให้เขาทำเพื่อความสบายใจของภรรยาตัวเอง สุดท้ายเจย์เนสจึงต้องพยักหน้าหงึก ๆ แล้วตอบรับในที่สุด “ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะดูแลน้อง อย่างดีเลย”

อีกด้านหนึ่ง

"อาเรียน่า ฟลอเรนซ์ คลาส B ค่ะ" เสียงเอ่ยชื่อเรียกให้หญิงสาวก้าวไปข้างหน้าพร้อมรับเข็มกลัดประจำคลาสและชุดเครื่องแบบของโรงเรียนไปพลาง

"ไม่จำเป็นต้องส่งหนูมาเรียนที่นี่เลยนะ"

"เอาเถอะอาเรีย พ่อยังส่งลูกไหว" คำพูดนั้นดูเหมือนจะเป็นคุณพ่อที่แสนดียิ่งนัก ที่แม้ว่าตระกูลฟลอเรนซ์ซึ่งจวนจะล้มละลายแล้วก็ยังหอบหาเงินมาทุ่มให้ลูกได้เรียนในสถานที่ดี ๆ

และตัวอาเรียเองก็ปักใจเชื่อในความหวังดีของผู้เป็นพ่อโดยไร้ข้อกังขา โดยหารู้ไม่ว่าทุกอย่างนั้น เป็นการวางแผนที่จะให้ลูกสาวได้เรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยพวกนายน้อยชนชั้นราชนิกูลอย่างไรล่ะ

อันที่จริงเขาก็ไม่ได้อยากทำเช่นนี้หรอก แต่ตระกูลกำลังมีปัญหาอย่างหนักหน่วง และหากชื่อเสียงของตระกูลต้องสูญสิ้นไปในยุคสมัยที่เขาเป็นผู้นำตระกูล เขาคงไม่มีหน้าไปสู้บรรพบุรุษแน่

“ดูแลตัวเองด้วยนะอาเรีย” ว่าจบก็สวมกอดลูกสาวอันเป็นสมบัติล้ำค่าของตนไว้อย่างหวงแหน

ตอน 2

ชีวิตในโรงเรียนสำหรับพวกนักเรียนแวมไพร์เป็นเรื่องที่ไม่ได้ยากลำบากนัก แต่กลับเป็นที่น่ากดดันสำหรับพวกนักเรียนมนุษย์ ด้วยความที่โรงเรียนนี้เต็มไปด้วยเหล่าลูกหลานชนชั้นสูงของตระกูลแวมไพร์จากทั่วทุกมุมโลก มันจึงเกิดเป็นชนชั้นทางสังคมภายในโรงเรียนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

สำหรับเจย์เนสกับเรย์เน่แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาเลยสักนิด พวกเขาเป็นถึงลูกหลานของเชื้อพระวงศ์จากตระกูลแวมไพร์ที่เรียกได้ว่าเก่าแก่ที่สุด แล้วมีหรือที่นักเรียนคนอื่นจะกล้าล้ำเส้นมาจัดชนชั้นให้กับพวกเขา

เรียกได้ว่าอยู่เหนือห่วงโซ่ของพวกหัวสูงอย่างสบาย ๆ เลยล่ะ

“นั่นเจย์เนสใช่ไหม”

“ใช่ หล่อมากเลยเนอะ”

“หล่อที่สุดเท่าที่เคยเจอพวกผู้ชายมาเลยล่ะ”

“เคยเห็นพ่อเขาหรือยัง เหมือนกันอย่างกับฝาแฝดแหนะ”

“แสดงว่าเบ้าหน้าดีทั้งบ้านเลยสิ”

“เรียนดี กีฬาเด่น หน้าหล่อ ตรงสเป็คสุด ๆ เลย”

“เสียดาย อันตรายเกินไปหน่อย”

เสียงเจื้อยแจ้วของพวกนักเรียนหญิงดังขึ้นตลอดทางที่เจย์เนสเดินผ่าน ยอมรับว่าสมัยที่เพิ่งเข้ามาเรียนใหม่ ๆ แล้วเจอเหตุการณ์เช่นนี้เขามักจะทำตัวไม่ถูก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปก็ปรับตัวได้อย่างน่าเหลือเชื่อ กลายเป็นไม่ยี่หระต่อสิ่งรอบข้างเลยแม้แต่น้อย

และด้วยความหล่อเหลาที่มาพร้อมกับบุคลิกที่มองดูเหมือนว่าจะสุขุม แต่ก็แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามเหมือนมีมาดผู้นำตามแบบพ่อของเขานั้น ทำให้เจย์เนสถูกสถาปนาเป็นเจ้าชายน้ำแข็งแห่ง เซ็นต์โยเซีย อะคาเดมี ไปโดยปริยาย

ส่วนเรย์เน่ผู้เป็นน้องสาวฝาแฝดก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน เพียงแต่เธอคนนี้ร่าเริงกว่าพี่ชายมาก จึงถูกสถาปนาเป็นเจ้าหญิงรอยยิ้มแทน

“อย่าลืมการบ้านคลาสนี้นะเด็ก ๆ” อาจารย์ประจำวิชาบอกนักเรียนในคลาส “เจย์เนส รวบรวมงานของเพื่อน ๆ มาส่งที่โต๊ะครูนะ”

“ครับ” ตกปากรับคำเรียบร้อย นักเรียนทั้งห้องก็เก็บของลงกระเป๋า

“พี่เจย์เนส จะรีบไปไหนน่ะ” เรย์เน่รีบจ้ำอ้าวเข้ามาถามทันทีเมื่อเห็นว่าพี่ชายกำลังเก็บของอย่างเร่งรีบ ด้วยความที่ว่าพี่ชายจะออกไปเที่ยวข้างนอกกับกลุ่มเพื่อนเขาอีกหรือเปล่า หากเป็นเช่นนั้นเธอจะได้ติดสอยห้อยตามไปเล่นสนุกด้วยอย่างไรล่ะ

“ห้องสมุด”

แต่คำตอบนั้นทำให้เรย์เน่หงอลงทันที “แล้วจะรีบอะไรขนาดนั้น”

“ไปยืมหนังสือ เดี๋ยวมันจะหายไปซะก่อน”

คำพูดแบบสั้น ๆ นี่ถอดแบบมาจากผู้เป็นพ่อไม่มีผิด เรย์เน่ที่ได้ยินประสงค์ของพี่ชายอย่างชัดเจนก็เบะปากอย่างนึกขัดใจ พลันหันหน้าเดินออกจากห้องไปโดยไม่สนใจเขาอีก

เก็บของอย่างเร่งรีบแล้ว ขายาวก็รีบก้าวตรงสู่ห้องสมุดแทบจะทันที ด้วยความที่หนังสือเล่มนั้นเป็นวรรณกรรมที่เขาเคยได้ลองอ่านเล่มหนึ่งจากห้องสมุดของที่บ้าน และพบว่ามันสนุกจนติดใจเลยทีเดียวเชียว

แต่เมื่อลองหาเล่มสองดูแล้ว ท่านพ่อกลับบอกว่ามันหายไปไหนก็ไม่ทราบได้ และด้วยความที่อยากจะอ่านจนใจแทบขาด ก็ลองไปหาซื้อดูแล้ว แต่มันเก่าเกินกว่าจะตีพิมพ์ออกมาขายอีก

โชคดีที่บังเอิญมาเจอในห้องสมุดโรงเรียนเข้า เพราะฉะนั้นวันนี้เขาจะไม่ยอมพลาดมันอย่างแน่นอน

ร่างสูงตรงไปยังโซนหนังสือวรรณกรรมด้วยท่าทีมุ่งมั่น แต่แล้วเมื่อมือหนาของเขาเอื้อมออกไปสัมผัสเข้ากับสันปกหนังสือ ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มือของใครอีกคนเข้ามาสัมผัสพร้อมกันพอดี

สายตาคมกริบตวัดมองขึ้นทันที ก่อนจะพบกับดวงหน้าสวยหวานราวตุ๊กตาของหญิงสาวคนหนึ่ง ผมสีบลอนด์ที่ปรกอยู่นั้นทำให้เธอดูโดดเด่นขึ้นเป็นเท่าตัว ทำเอาคนที่พยเห็นดั่งต้องมนต์สะกดเลยทีเดียว

สายตาของทั้งคู่สบประสานกันอยู่ครู่หนึ่ง และหลังจากนั้น จากสายตาในตอนแรกที่เหลือบมองอีกฝ่ายประหนึ่งจ้องจะเอาเรื่องก็พลันระส่ำกลายเป็นรีบเหลือบมองไปทางอื่นแทบจะทันที

ไม่เพียงเท่านั้น ยังดึงมือหนาของตัวเองออกจากสันปกที่จับค้างเอาไว้ด้วยอีกต่างหาก

“ขอโทษค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาระคนว่าเขินอายกับการกระทำอันล่วงร้ำของตัวเอง ก่อนจะชักมือกลับเช่นกัน

แต่แล้วเมื่อเธอเงยหน้าชายตาขึ้นมองและพบเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาของเจย์เนส ดวงหน้าสวยก็ขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความประหม่า ตามมาด้วยเสียงเข้มของเขาที่ดังขึ้นชวนให้ใจของเธอยิ่งเต้นระส่ำ

“เอาไปเถอะ ดูเหมือนเธอจะหยิบก่อน” เจย์เนสกล่าวเสียงเรียบ จากนั้นก็ถอยหลังออกจากชั้นวางหนังสือเพื่อเปิดทางให้แก่เธอ

ทั้งที่อยากจะอ่านจนใจแทบขาดแท้ ๆ ทำไมถึงยอมง่ายขนาดนี้เล่าเจย์เนส! รู้สึกเหมือนว่าจิตใต้สำนึกกำลังตำหนิกับการกระทำของตัวเองอยู่อย่างไรอย่างนั้น

หญิงสาวตรงหน้ายกยิ้มร่าด้วยความดีใจ แต่ก่อนที่จะได้หยิบหนังสือไป สาว ๆ กลุ่มหนึ่งที่มักจะคอยตามติดเจย์เนสอยู่เสมอ

ซึ่งหัวหน้ากลุ่มแก๊งสาว ๆ พวกนั้นก็คือ โซเฟีย อีแวนสัน เธอเรียนอยู่ในคลาสเดียวกับเจย์เนส และไม่เพียงเท่านั้น เจ้าหล่อนยังแสดงออกว่าชอบพอเขาอย่างออกนอกหน้าอีกต่างหาก

แต่มีหรือที่คนซึ่งถูกสถาปนาว่าเป็น ‘เจ้าชายน้ำแข็ง’ จะสนใจเรื่องนั้น เขาไม่แม้แต่จะชายตามองเธอเสียด้วยซ้ำ แต่ผู้ที่ถือคติว่า ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลกอย่างโซเฟียน่ะ ไม่มีวันที่จะยอมแพ้ให้กับท่าทีเมินเฉยของเขาหรอก!

โซเฟียจ้ำอ้าวเข้ามาพร้อมบรรดากลุ่มแก๊งก่อนจะตวัดสายตามองหญิงสาวหน้าสวยตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นัก

“อาเรียน่า ฟลอเรนซ์”

น้ำเสียงแข็งกร้าวทำให้หญิงสาวที่ยื่นมือไปจับหนังสือถึงกับตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที

“บ้านเธอจะล้มละลายอยู่แล้ว ยังเสนอหน้ามาเรียนต่อที่นี่อีกเหรอ?”

“นั่นสิ แล้วยังจะมีหน้ามาแย่งหนังสือกับเจย์เนสอีก” หนึ่งในสาว ๆ พูดขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะ

“เป็นฉันคงไม่มีทางเสนอหน้ามาโรงเรียนที่ต้องจ่ายแพงขนาดนี้หรอก พ่อเธอไม่คิดจะเก็บเงินเอาไว้ไปจัดงานแต่งให้เธอหน่อยเหรอ อย่างน้อยก็จะได้ไม่ต้องหัวหมุนตอนขายลูกสาวออกไง” อีกคนพูดเสริมยาวเหยียด

คำพูดนั้นทำให้อาเรียหน้าขึ้นสี ทั้งโกรธและอายไปในเวลาเดีวกัน จนไม่อาจทนยืนอยู่ตรงนั้นได้

ร่างบางรีบวิ่งออกไปจากห้องสมุด แต่ก็ยังไม่วายที่นักเรียนหญิงกลุ่มนั้นจะยังหัวเราะไล่หลังเธอไปอย่างไม่ขาด

ขณะเดียวกัน เจย์เนสที่เห็นพฤติกรรมของพวกเจ้าหล่อนก็ตวัดสายตาคมกริบไปหาสาว ๆ กลุ่มนั้น คิ้วหนาขมวดมุ่นฉายแววไม่พอใจ และมันก็ทำให้พวกเธอหยุดหัวเราะลงแทบจะทันที

ให้ตายเถอะ เป็นแบบนี้เสียแทบทุกครั้ง น่ารำคาญเสียจริง ไม่ว่าจะหญิงสาวคนไหนเฉียดเข้ามาใกล้ตน พวกนักเรียนหญิงกลุ่มนี้ก็จะคอยปะทะฝีปากอย่างร้ายกาจใส่พวกเธออยู่ร่ำไป

แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้มาก ด้วยท่านพ่อพร่ำสอนเอาไว้ว่าเกิดเป็นชายชาตรีไม่ควรลงไม้ลงมือหรือทำให้หญิงสาวต้องบาดเจ็บ เขาจึงได้แต่ปล่อยผ่านไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่นัก

ร่างสูงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาไว้ในมือพร้อมเดินจากไปโดยไม่สนใจหญิงสาวกลุ่มนั้นแม้แต่น้อย

“จะเมินกันตลอดเลยสินะ” โซเฟียเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเขาตั้งท่าจะก้าวเดินออกไป

แต่ก็อย่างว่า ฉายาเจ้าชายน้ำแข็งไม่ใช่งว่าได้มาเล่น ๆ เขาไม่แม้แต่จะหันไปตอบโซเฟียเลยสักนิด ทำเอาหญิงสาวได้แต่กระทืบเท้าอย่างนึกขัดใจ

เดินออกมาจากห้องสมุด เจย์เนสก็มุ่งหน้าตรงไปยังโซนตู้ล็อคเกอร์ ถึงแม้อะคาเดมีแห่งนี้จะถูกก่อตั้งมาดึครอบหนึ่งร้อยปี สถาปัตยกรรมจึงถูกสร้างออกมาเป็นรูปแบบกอทอคเสียส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นการอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียนก็ยังถือเป็นสิ่งที่โรงเรียนต้องคำนึงถึง จึงได้มีตู้ล็อคเกอร์เก็บของเพิ่มเข้ามาให้นักเรียน

ขณะที่ร่างสูงกำลังจะตรงไปเก็บของของตัวเองเข้าตู้ล็อคเกอร์นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวผมสีบลอนด์คนเดียวคนเดิมกับที่เจอในห้องสมุดกำลังยืนง่วนเก็บของของเธออยู่

แต่แววตานั้นดูเปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก มันแดงก่ำเหมือนคนเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างเห็นได้ชัด

เจย์เนสเห็นแบบนั้นก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตาพลันจ้องมองหนังสือที่อยู่ในมืออย่างช่างใจ และสุดท้ายขายาวก็ก้าวตรงเข้าไปหาเธออย่างเงียบเชียบ มือหนาตัดสินใจยื่นออกไปก่อนจะวางหนังสือเล่มนั้นลงบนชั้นตู้ล็อกเกอร์ของเธอ

ให้ตายเถอะ อยากอ่านนะเนี่ย แต่ดูเหมือนเธอจะเศร้า จึงต้องพึ่งหนังสือเล่มนี้มากกว่าเขาล่ะ เจย์เนสคิดเห็นเช่นนั้น ไม่รู้ว่าเป็นการปลอบใจตัวเองไปในตัวหรือเปล่านะ!

ส่วนอาเรียที่กำลังก้มหน้าเก็บของใส่ตู้ล็อคเกอร์ก็ไม่ทันได้สังเกตอะไรเลยสักอย่าง เธอยังคงมุ่งมั่นเก็บของต่อไปก่อนที่จะได้ยินเสียงของบางอย่างกระทบเข้ากับล็อคเกอร์ของตัวเอง

ดวงหน้าสวยเงยขึ้นมาก่อนที่สายตาจะสบเข้ากับหนังสือเล่มที่เธอหวังจะหยิบมาครอบครองในห้องสมุด และเมื่อนึกขึ้นได้ว่าหนังสือไม่ได้มีขาเดินมาหาเธอเองเป็นแน่ จึงรีบหันกลับไปพบกับคนที่นำมันมาส่งให้ตนถึงที่

ใบหน้าของเขานิ่งเรียบ ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ พร้อมทั้งดวงตาสีแดงเข้มที่ทำเพียงจ้องมองตรงไปข้างหน้า ไม่แม้แต่จะหันมาสบตาเธอเลยสักนิด

อะไรกัน...ทำเท่ห์หรือเล่าเนี่ย แต่ยอมรับว่าเท่ห์จริงเรือ่งนี้ไม่อาจเถียงได้ อาเรียคิดในใจก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าควรขอบคุรเขาให้เป็นกิจลักษณะ

แต่ในขณะที่อาเรียจะทันได้เปิดปากพูดอะไร ร่างสูงก็เริ่มออกตัวก้าวเดินไปเสียก่อนแล้ว

เขาทำประหนึ่งว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีเค้าโครงสำคัญอะไรต่อตัวเองมากนัก เพียงแค่นำหนังสือมาวางให้ก็เท่านั้นเอง

ดวงตาคู่สวยมองตามร่างสูงจนกระทั่งลับตาไปจากมุมตึกอาคาร และในตอนนั้นเองเธอก็หันกลับมามองดูที่ตู้ล็อคเกอร์ของตัวเองอีกครั้ง

มือเรียวบางสัมผัสต้องกับหนังสืออย่างแผ่วเบา ภายในใจก็นึกขอบคุณเขาคนนั้นที่นำมาวางให้ ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายเจอหนังสือเล่มนี้ก่อนแท้ ๆ

หลังจากเจย์เนสเดินออกมาจากอาคารเรียน แววตาคมกริบก็เหลือบไปเห็นน้องสาวฝาแฝดของตนอย่างเรย์เน่ ยืนโบกไม้โบกมือมาให้พร้อมท่าทางร่าเริง

เห็นได้ชัดว่าพ่อกับแม่คงมารับเขากลับบ้านอีกแล้วล่ะ ทั้งที่บอกแล้วแท้ ๆ ว่าไม่ต้องมารับบ่อยขนาดนั้นก็ได้ ไม่อย่างนั้นจะส่งเขามาเรียนที่โรงเรียนประจำไปเพื่ออะไรกันเล่า

แต่ดูเหมือนน้องสาวของเขาจะชอบใจที่ได้กลับบ้านบ่อย ๆ เนี่ยสิ ‘มารับเรย์เน่แค่คนเดียวก็ได้นี่นา’

ก็อย่างว่า ด้วยความเป็นวัยรุ่น การได้อยู่กับผองเพื่อนจึงดูเป็นอะไรที่น่าสนุกกว่าการต้องกลับบ้านไปอยู่ร่วมกับครอบครัว

“เร็วหน่อยสิ! รถมาจอดรอนานแล้วนะ!” เรย์เน่ตะโกนพลางรีบเดินขึ้นไปนั่งบนรถ เจย์เนสเห็นแบบนั้นก็ได้แต่ส่ายศีรษะอย่างหนื่อยหน่าย

แต่ก็ดีเหมือนกัน ไหน ๆ ก็จะไม่ได้อ่านหนังสือเล่มโปรดที่เฝ้ารอมานานแล้ว กลับบ้านไปอยู่กับพวกน้อง ๆ ก็คงไม่เสียหายอะไรหรอก

เจย์เนสพยักหน้าเบา ๆ ให้น้องสาวฝาแฝด เหมือนกำลังจะบอกว่า ฉันรู้แล้วหน่า ไม่ต้องเร่งหรอก ก่อนจะมุ่งตรงไปทางลานจอดรถอย่างไม่รีบร้อนเท่าไหร่นัก

แต่ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงนั้นชัดเจนว่ามุ่งตรงมาทางตัวเอง เขาจึงรีบหันกลับไปมองตามสัญชาตญาณความเป็นแวมไพร์

‘เธอนี่เอง’ เมื่อเห็นว่าเป็นหญิงสาวคนที่พยายามหยิบหนังสือเล่มเดียวกับเขาในห้องสมุด เขาก็ทำหน้าผ่อนคลายลง

เธอวิ่งตามมาพร้อมหอบหายใจเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าดูเหมือนเธอจะวิ่งตามเขามาตั้งนานแล้วล่ะ และสิ่งนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เจย์เนสไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่นัก การมีใครวิ่งตามอย่างเอาเป็นเอาตายเนี่ย ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตาม

“ขอบคุณนะ…” เสียงแผ่วเบาเจือความหอบนิดหน่อย แต่ก็ชัดเจนพอที่จะให้เจย์เนสได้ยิน

แววตาคมกริบมองจ้องเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีคำพูดใดตอบกลับไป เพียงพยักหน้ารับเล็กน้อยเหมือนจะบอกว่า รับรู้แล้ว แต่ไม่มีท่าทางใดที่แสดงถึงความสนใจมากไปกว่านั้น

จากนั้นมือหนาก็กระชับสายสะพายกระเป๋าเป้แล้วหมุนตัวหันหลังเดินไปขึ้นรถ ทิ้งให้อาเรียยืนนิ่งงันทำอะไรไม่ถูกอยู่อย่างนั้น

อะไรกัน...เธอไม่ได้วิ่งตามเขามาด้วยความพิสวาทเสียเมื่อไหร่ล่ะ แค่พยายามทำตัวมีมารยาทก็เท่านั้นเอง

แต่การกระทำของเขามันช่าง...จะว่าหลงตัวเองดีไหมล่ะเนี่ย ทำไมเขาต้องทำเหมือนว่าเธอวิ่งตามเขามาเพราะชื่นชอบเขาขนาดนั้นเล่า!

หลังจากร่างบางหันหลังให้เธอก็ทำหน้าพองลมอย่างนึกหงุดหงิดอย่างไรอย่างนั้น

แต่ก็เอาเถอะ เธอไม่ได้ใส่ใจอยู่แล้วล่ะ เป็นเพราะได้รับหนังสือจึงอยากมาขอบคุณให้เป็นกิจลักษณะก็เท่านั้น! อยากจะคิดอะไรก็ให้เป็นเรื่องของเขาเถอะ!

แต่หลังจากทั้งสองแยกย้ายและเจย์เนสเดินมารถตู้ที่ถูกส่งมาจากคฤหาสน์แบรดฟอร์ด เพียงแค่เขาหย่อนก้นนั่งลงบนเบาะก็ถูกน้องสาวฝาแฝดอย่างเรย์เน่โถมคำถามเข้าใส่อย่างจัง

“ใครอ่ะ!” ไม่เพียงแค่ถาม ยังมาเกาะเบาะที่นั่งของเขาอีกต่างหาก

“นั่งดี ๆ เรย์เน่ โตแล้วนะ ไม่ใช่เด็ก ๆ” ว่าจบก็ทำเป็นเมินคำถามของน้องสาวไปโดยปริยาย

ตอน 3

หลังจากวันหยุดสุดสัปดาห์ผ่านไป เจย์เนสและเรย์เน่ก็กลับเข้ารั้วโรงเรียนอีกครั้ง สองพี่น้องใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนอย่างสงบสุข แต่ทว่าความสงบสุขนี้ดูเหมือนจะไกลเกินเอื้อมสำหรับหญิงสาวอย่าง อาเรียน่า ฟลอเรนซ์

เพราะหลังจากเหตุการณ์ในห้องสมุด โซเฟียก็เพ่งเล้งเธออยู่แทบตลอดเวลา และเจ้าหล่อนก็ดูเหมือนจะไม่ปล่อยให้อาเรียได้อยู่อย่างสงบสุขอีกเลย

วันนี้ก็เช่นกัน...

"เธอคิดว่าตัวเองพิเศษมากนักเหรอ?" โซเฟียเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "แค่เจย์เนสเสียสละยอมให้หนังสือไป อย่าได้คิดสำคัญตัวเองเชียว" ไม่ว่าเปล่ายังจับจ้องไปยังปกหนังสือที่อยู่ในมือเรียวของอาเรียอีกต่างหาก

แต่หญิงสาวไร้ซึ่งการตอบโต้แต่อย่างใด เพียงแค่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือในมือและพยายามไม่สนใจต่อสิ่งเร้าที่เข้ามารบกวน

ก็แค่พวกแมลงหวี่แมลงวันเท่านั้นล่ะ...

“ฉันพูดกับเธออยู่นะ แม่สาวฟลอเรนซ์” ไม่ว่าเปล่ายังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ และความใกล้นั้นก็ทำเอาคนที่ตั้งใจเมินถึงกับหลุดสมธิเลยทีเดียว

สายตาของอาเรียละออกจากหนังสือก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะตอบกลับในทันควัน

“ฉันไม่เคยสำคัญตัวเองหรอกนะ เธอเข้าใจผิดแล้วล่ะ” ถึงแม้จะเป็นประโยคที่ดูกล้าสวนกลับ แต่ความจริงแล้วนั้นน้ำเสียงของเธอสั่นไหวเป้นอย่างมาก ราวกับแมวน้อยที่ต้องเผชิญสิ่งที่น่าหวาดหวั่นเพียงลำพัง

“เอาอย่างนี้ดีกว่า พวกเรามาเล่นเกมกันไหม สาวสวยฟลอเรนซ์ ถ้าเธอชนะ พวกฉันจะไม่ยุ่งกับเธออีก” ยังไม่ทันที่อาเรียจะตอบรับ เธอก็เดินตรงเข้ามาหาพร้อมใช้แขนพาดบ่าของเธออย่างถือวิสาสะราวกับว่าพวกเธอนั้นสนิทกัน

“เกมอะไร?” เจ้าตัวเอ่ยเสียงแผ่ว เรียกเสียงหัวเราะและความสะใจให้กับทางกลุ่มสาว ๆ คลาสเอสและคลาสเอได้เป็นอย่างดี

"เธอก็แค่ต้องไปขอเข็มกลัดจากนักเรียนชายมาคนหนึ่ง”

คำพูดนั้นทำให้อาเรียเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบส่ายศีรษะปฎิเสธในทันที เธอทราบดีว่าการขอเข็มกลัดของนักเรียนชายนั้นมันหมายความถึงสิ่งใด

“ไม่เอาหรอก ฉันจะไปขอมาได้ยังไง ถ้าไม่ได้ออกเดทกับพวกเขา...”

“อย่ามองให้เป็นเรื่องยากสิ ฟลอเรนซ์ เธอก็แค่เดินเข้าไปในหอพักชายในยามวิกาล แล้วก็หยิบเข็มกลัดของนักเรียนชายสักคนหนึ่งออกมา รวมถึงอย่าให้อาจารย์จับได้ก็พอแล้ว” โซเฟียยังคงใช้แขนพาดบ่าเธอราวกับตะล่อมให้เธอคล้อยตามอยู่

อาเรียสูดหายใจลึกก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง "ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย" ว่าจบ อาเรียก็รีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับปัดแขนของโซเฟียที่พาดบ่าของเธออยู่ออกเสียให้พ้นทาง แต่ในขณะที่เธอกำลังจะหมุนตัวและหันหลังเดินจากไปนั้น โซเฟียก็เอ่ยประโยคทิ่มแทงใจขึ้นเสียก่อน

"ขี้ขลาดจัง สมแล้วที่มาจากตระกูลที่กำลังจะล้มละลาย เพราะคนตระกูลฟลอเรนซ์ไม่เอาไหนอย่างนี้นี่เอง"

คำพูดนั้นกระแทกใจอาเรียอย่างจัง สองขาหยุดเดินลงอย่างชะงัด พร้อมมือเรียวที่กำหนังสือแน่นขึ้นเป็นเท่าตัว

“มันไม่ได้ยากเลยฟลอเรนซ์ พิสูจน์ความกล้าของเธอให้พวกเราเห็น แล้วเราจะเลิกยุ่งกับเธอเอง”

อาเรียนิ่งไปชั่วครู่ แม้ในใจจะปฏิเสธไปแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำพูดที่ทิ่มแทงใจนั้นมันจึงทำให้เธอเอ่ยปากรับคำไปแทนเสียอย่างนั้น รู้ตัวอีกทีเธอก็มายืนอยู่ตรงหน้าหอพักชายกลางดึกกลางดื่นเข้าเสียแล้วล่ะ

เสียงฝีเท้าของอาเรียดังสะท้อนไปตามทางเดินในปราสาทของโรงเรียน ถึงแม้ว่าเธอจะพยายามย่องแล้วก้ตาม แต่ความเงียบงันของปราสาททำให้ไม่สามารถปกปิดเสียงฝีเท้าอันแผ่วเบาของเธอลงได้เลย

ให้ตายเถอะอาเรีย รู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่ก็ยังฏิเสธไม่ลงเนี่ยสินะ แต่ถ้าทำไม่ได้ มีหวังพวกนั้นคงต่อว่าตระกูลเธออย่างเสีย ๆ หาย ๆ อีกแน่ และเธอก็เบื่อที่จะต้องเป็นขี้ปากใครต่อใครเขาเต็มทีแล้วล่ะ

ด้วยสาเหตุนั้นจึงทำให้เธอต้องอดทนอดกลั้นจำใจยอมมาทำเรื่องน่าหวาดเสียวอยู่นี่ไงล่ะ!

แต่ยอมรับว่าระหว่างทางเธอก็แอบมีความคิดว่าอยากจะย้อนกลับไปอยู่แทบทุกวินาที กลับเถอะ อาเรีย เธอไม่จำเป็นต้องไปสนคำที่ยัยพวกนั้นพูดหรอก!

เถียงกับจิตใต้สำนึกอยู่ไม่นาน เธอก็เพิ่งรู้ตัวว่ามาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องพักของนักเรียนชายคนหนึ่งเข้าให้ เอาล่ะ ไม่ว่าอย่างไรก็คงจะย้อนกลับไปมือเปล่าไม่ได้แล้ว เป็นไงเป็นกัน!

มือเรียวสั่นไหวขณะที่พยายาหมุนบิดลูกบิดประตู ได้การล่ะ ประตูไม่ได้ล็อค! เอาห้องนี้เนี่ยแหละ เธอไม่พลาดแน่นอน!

คิดในใจพลางค่อย ๆ แง้มประตูให้เปิดออก เพียงแต่...ภายในห้องนั้นมืดสนิทไม่มีแม้แต่แสงไฟสักดวง ทำให้เธอค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างยากลำบากยิ่งนัก

แต่ดูเหมือนว่าภายในห้องจะปลอดคนนะ เมื่อเห็นแบบนั้นมือเรียวจึงเอื้อมไปเปิดโคมไฟตรงหัวเตียงเพื่อจะได้ค้นหาสิ่งของได้สะดวกขึ้น ดวงตาคู่สวยกวาดมองหาสิ่งที่ต้องการในห้องพัก จึงกระทั่งเข็มกลัดโลหะสีเงินซึ่งประดับตราโรงเรียน ถูกวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง

‘แค่เข็มกลัด...ได้แล้วฉันจะออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด’ เธอพยายามปลอบใจตัวเอง ขณะเดียวกันก็พร่ำขอโทษเจ้าของห้องไปเป็นร้อยเป็นพันครั้ง

แต่เพียงแค่ต้องสัมผัสลงบนเข็มกลัดและพินิจตัวอักษรที่สลักว่าเป็นชื่นสกุลของตระกูลใด แต่ยังไม่ทันจะได้อ่านมันเสียด้วยซ้ำ...

“คิดจะทำอะไรน่ะ” น้ำเสียงเยือกเย็นก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาเธอชะงักจนแทบกลายเป็นรูปปั้น

ในตอนนั้นเอง สายตาของอาเรียก็มองเห็นตัวอักษรที่สลักอยู่บนเข็มกลัดได้อย่างชัดเจนเข้าพอดี

‘แบรดฟอร์ด’

ซวยแล้วไงอาเรีย เข้าห้องใครไม่เข้า ทำไมต้องเป็นพวกคนที่มีอิทธิพลที่สุดในโรงเรียนด้วยเล่า!

หญิงสาวค่อย ๆ หันหน้ากลับไปหาต้นเสียง ก่อนจะพบเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังยืนกอดอกจ้องมองเธออยู่

ในระยะที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก ไม่รู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนแล้ว แต่สาบานได้เลยว่าเธอไม่เห็นใครตั้งแต่ตอนเข้ามาในห้อง

และหากจะบอกว่าเขาเปิดประตูเข้ามาระหว่างที่เธอกำลังหาของนั้น ก็เรียกได้ว่าเงียบเชียบจนถึงขนาดนักย่องบายังต้องอายเลยล่ะ

และในขณะที่หญิงสาวตะลึงงันอยู่นั้น เสียงเข้มก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง พร้อมส่งสายตาไม่พอใจอย่างยิ่งไปให้เธอ

นัยน์ตาสีแดงคมกริบสบเข้ากับดวงตาคู่สวย จะว่าไปแล้ว นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เธอได้มองเขาอย่างชัดเจนเต็มสองตา เพราะในเวลาปกติเธอมักจะเลี่ยงพบหน้าผู้คน และยิ่งเป็นคนที่มีอิทธิพลในโรงเรียนเช่นเขาแล้วด้วยนั้น เธอก็ยิ่งไม่อยากมองให้เกิดเป็นเรื่องเป็นราวเข้าไปใหญ่

ในตอนนี้ดวงตาคู่สวยจึงถือวิสาสะเคลื่อนไล่มองไปยังจมูกที่โด่งเป็นสันรับกับใบหน้ารูปไข่ ผิวเนียนขาวละเอียดพร้อมเส้นผมสีดำขลับ องค์ประกอบทุกอย่างบนเรือนร่างของเขาช่างสมบูรณ์แบบจนเรียกได้ว่าน่าหลงใหลเลยทีเดียว

และตอนนี้ เธอก็เริ่มไม่รู้แล้วว่าเป็นเพราะสถานการณ์ที่โดนจับได้หรือเป็นเพราะใบหน้าหล่อ ๆ นี่กันแน่ที่ทำเอาใจเต้นรัวจนแทบจะกระเด็นหลุดออกมา

“ฉันถามว่าทำอะไร”

ยิ่งได้ยินว่าน้ำเสียงนั้นเยือกเย็นมากขึ้นเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งหาข้อแก้ตัวไม่ถูกมากขึ้นนั้น ได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าจะขยับเขยื้อนไปไหนทั้งนั้น

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED