พี่โจ เตชัส สว่างกาญน์
อายุ 30 ไฮโซ เพลย์บอยตัวร้ายที่ไม่เคยประสบความสำเร็จอะไรเลยสักอย่าง นอกจากเสเพลไปวันๆ เป็นคนไม่เอาถ่าน เอาแต่แกรบ ไม่มีอะไรดี มีดีแค่หน้าตา
หนูนิ่ม นิรตา สิริลดาวงศ์
อายุ 24 เด็กเอ๋อแถมสติไม่สมประกอบ ที่กำลังก่อกวนให้หัวใจคนไม่เอาถ่านเต้นไม่เป็นจังหวะ แม้จะคิดช้า พูดช้า ไม่ค่อยทันใคร แต่สำหรับเขา...เธอคือความงดงามสว่างไสวของโลกที่มืดมนใบนี้
ฝากพี่โจกับหนูนิ่มไว้ในอ้อมใจด้วยนะค้า ภาคต่อ ดื้อรัก (เด็กดื้อ) แต่แยกอ่านได้ไม่งงนะคะ
อา นี่มันเกิดอาเพศหรือแค่สภาวะอากาศแปรปรวนเท่านั้นนะ หลังจากที่ร้อนตับแลบต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ปีใหม่ ตรุษจีน จนล่วงเลยมาถึงสงกรานต์ มาวันนี้ที่นี่! กลับมีฝนตกซะงั้น ไม่ได้ตกธรรมดาแต่ตกหนักด้วย
มันคงเป็นเรื่องดีที่มีฝนตก อย่างน้อยก็ช่วยให้สดชื่น ต้นไม้เขียวชอุ่ม พืชผักงอกงาม แต่น่ากลัวว่ามันจะทำให้โรคระบาดที่กำลังออกอาละวาดยิ่งบุกทำลายพวกเราทุกคนหนักมากขึ้นไปอีก
ประเทศไทยโชคดีที่เป็นเมืองร้อน ยิ่งร้อนเท่าไรโรคร้ายก็ยิ่งน่ากลัวเท่านั้น แต่การที่ฝนเทลงมาอย่างนี้
เฮ้อ ไม่อยากจะคิดต่อ
และใช่...ไม่มีอะไรต้องคิด สำหรับคนที่ไม่คิดที่จะคิดอะไร
ฟังไม่ผิดหรอก มันมีคนประเภทนี้อยู่จริงๆ คนที่ไม่คิดอะไร ซึ่งดูเผินๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องดี ไม่คิดอะไร ไม่ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน ไม่เรียกร้องอะไรจากใคร
อืม...เยี่ยม แต่ว่ากันตามตรงมันมีข้อเสียมากกว่านั้น
เพราะหากฉุกคิดสักนิด เธอ...คงไม่คิดที่จะรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ที่เป็นเขตหวงห้ามแน่ แม้ว่าจะไม่ได้เจตนาก็ตาม
หญิงสาวกำลังจะขยับกายออกไปเมื่อคิดว่าควรกลับได้แล้ว แต่ทันทีที่หันหลัง เสียงตะโกนก้องก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงปืนที่ดังสนั่นไปทั่วบริเวณนั้น
วินาทีนั้นเองที่เธอตัดสินใจขยับไปหลบที่พุ่มไม้เดิมและเพ่งมองให้ชัดๆ แม้สายตาจะพร่าเบลอเพราะสายฝนและความมืด แต่รอยสักที่หัวไหล่ลามลงมาที่ต้นแขนอันใหญ่ๆ กลมๆ ที่มีแปดแฉกคล้ายรูปดาวนั้น กลับทำให้เธอจดจำได้อย่างชัดเจน...
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อคมแบบยุโรปผสมเอเชียกำลังนั่งกอดอกหน้าบูดบึ้งเพราะความหัวเสีย สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดคือการถูกบังคับและการถูกกำจัดอิสรภาพ โดยเฉพาะจากคนที่เขารักและหวังอยากให้เข้าใจเขามากที่สุด
“มันถึงเวลาแล้ว”
เสียงทรงอำนาจที่ตัดบทหลังจากนั่งเถียงกันมาเกือบชั่วโมงนั้นทำให้คนได้รับคำสั่งชะงัก ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์แล้วเอ่ย
“แม่ครับ...”
ทว่าก็ไม่ทันจะได้พูดจนจบประโยคอยู่ดี
“ไม่มีข้ออ้างอะไรทั้งนั้น!”
“แต่ผมยังไม่พร้อม”
“แกโตเป็นหนุ่มแล้วนะ ต้องทำงานทำการ ไม่ใช่เที่ยวเล่นไปวันๆ จะใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาไปถึงเมื่อไหร่”
“ผมไม่ชอบทำงานบริษัท”
“งั้นก็ไปดูแลไร่ มันเป็นของแกนะ จะมาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แบบนี้ไม่ได้”
คนมีลูกชายหล่อล่ำเสียงอ่อนลงตอนท้าย ด้วยความที่นางมีลูกตั้งแต่อายุยังไม่ถึงยี่สิบ เลยทำให้นางดูไม่แก่ และดูไม่เหมือนแม่สักเท่าไร ออกจะเหมือนพี่สาวของลูกชายมากกว่า ไม่รู้เพราะเหตุนี้หรือเปล่าที่พอบอกสอนอะไรไปลูกมันก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ มันคงคิดว่าแม่เป็นเพื่อนเล่นมันมั้ง!
“แม่ครับ แม่ฆ่าผมเถอะ ถ้าจะให้ผมไปดักดานอยู่ที่นั่น” คนที่มีใบหน้าออกไปทางฝรั่งแต่พูดไทยชัดแจ๋วปฏิเสธทันควันอย่างไม่ต้องคิด
ไปอยู่ไร่อยู่ฟาร์มไร้แสงสีเสียง ตายพอดี!
“งั้นแกก็บอกพ่อแกได้เลย ว่าปีนี้แกไปหาเขาไม่ได้แล้ว”
“แม่!”
“แม่จะทำทุกวิถีทางไม่ให้แกไปหาเขา ยกเว้นแต่ว่าแกจะไปดูแลไร่และปรับปรุงตัวเสียใหม่ เลือกเอา!”
คำประกาศิตนั้น ทำเอาคนที่ไม่อยากไปจากเมืองหลวงหัวเสียจนต้องทึ้งผมตัวเองแรงๆ แต่ก็รู้ดีว่าทำอะไรตอนนี้ไม่ได้ นอกจากทำตามคำสั่งเท่านั้น...
“เป็นอะไรคะคุณโจโจ้ หน้ามุ่ยเชียว”
เตชัส สว่างกาญน์ปัดมือเรียวขาวของสาวสวยที่กำลังลูบอกเขาออกห่าง อันที่จริงเขาชอบนะที่มีสาวๆ มาคลอเคลีย แต่ตอนนี้หงุดหงิดอยู่ เลยรู้สึกรำคาญแทนที่จะพึงพอใจ
“เบื่อ”
“เป็นอีหยังค่ะ (เป็นอะไรคะ)” สาวสวยอีกคนที่มาจากภาคอีสานเอ่ยถามบ้าง
เอาจริงๆ เวลาเขามานั่งดื่มที่ผับนี้เมื่อไหร่ก็มักจะเจอสองคนนี้ที่มาดูแล แม้จะอยากนั่งดื่มเงียบๆ คนเดียวบ้าง แต่ก็เข้าใจคนทำงานแหละว่าต้องทำตามหน้าที่
อีกอย่างเหมือนว่าทั้งร้านจะมีแค่สองคนนี้นี่แหละที่เขาถูกใจ ทั้งหน้าตา ท่าทาง หุ่นทรงองเอว และผิวพรรณ คนหนึ่งหัวทอง ฟังจากสำเนียงแล้วน่าจะเป็นคนกรุงเทพฯ ส่วนอีกคนที่พูดภาษาอีสานนั้นหัวแดง คาดว่าคงไปทำสีร้านเดียวกันแหละ
“เดี๋ยวจะไปทำไร่ละ ไม่ได้มาแล้วนะ”
“ทำไร่! ตายแล้ว ใครช่างรังแกคุณโจได้”
“แม่สั่ง” เขาตอบเสียงเรียบ
“แล่วคุณโจ๋สิเฮ็ดอีหยังเป็นนิค่ะ (แล้วคุณโจจะทำอะไรเป็นเหรอคะเนี่ย)”
คำสบประมาทนั้นทำให้เตชัสหันขวับไปมองอย่างเอาเรื่อง ถึงเขาไม่เก่งภาษาอีสานแต่ก็พอฟังออกนะ
ฝ่ายแม่สาวหัวแดงก็หัวเราะแหะๆ กลบเกลื่อนแล้วเอ่ยอ้อมแอ้ม
“ขอโทษหลายๆ ค่ะ”
เตชัสส่ายหัวอย่างไม่อยากจะถือสา ก่อนจะวางแก้วแอลกอฮอล์ลงบนโต๊ะแรงๆ แล้วเอ่ยเสียงจริงจัง
“เธอสองคนคิดว่าฉันเป็นคนยังไง”
“อยู่ๆ ทำไมมาถามอะไรแบบนี้คะเนี่ย” คนหัวทองถามอย่างสงสัย ปกติพวกเธอเจอลูกค้าแปลกๆ ก็เยอะ แต่ไม่เคยเจอใครมาถามนิสัยด้วยแบบนี้
เตชัสถอนหายใจอย่างเซ็งๆ คนอื่นเขามีเพื่อนคอยให้คำปรึกษา แต่ชีวิตไอ้โจมีที่ปรึกษาเป็นสาวนั่งดริงก์
“อยากรู้เฉยๆ”
“พูดได้เหรอคะ”
“พูดมาเถอะน่า”
“คุณโจนิสัยดีออกค่ะ”
เตชัสถอนหายใจพลางกลอกตา ก่อนจะเอ่ยย้ำ
“เอาตรงๆ ไม่ต้องอวย”
“พูดได้จริงๆ นะคะ”
“ก็พูดมาสิ”
“จากที่ได้รู้จักกันมา คุณโจก็...ขี้เหนียวค่ะ พวกเรามานั่งด้วยจะได้ทิปร้อยบาทสักทีเนี่ยยากมาก ได้ทีละยี่สิบสามสิบ คิดแล้วเป็นท้อเลยค่ะ ไม่คิดว่าหล่อๆ อย่างงี้จะขี้งก แถมเวลาสั่งเครื่องดื่มก็แบบ กินถน้อมถนอมนะคะ ไม่ทราบว่ากลัวจะได้จ่ายหลายบาทหรือยังไง พอดื่มเสร็จพวกเราจะชวนไปต่อก็ไม่ไป บอกแต่ว่าไม่มีอารมณ์ ตกลงว่าอารมณ์ของคุณโจมันจะตอนไหนคะ มาเที่ยวทั้งทีให้แต่พวกเรามานั่งลูบไปลูบมา”
คนที่ตอนแรกยึกยักไม่อยากพูดร่ายยาวออกมาจนเตชัสอ้าปากค้าง
“แต่พวกหนูมักหลายเดค่ะ เวลาคุณโจ๋มา คุณโจ๋น่าฮักดี (แต่พวกหนูชอบมากนะคะ เวลาคุณโจมา คุณโจน่ารักดี)”
“แล้วยังไงต่อ” เตชัสพยายามนับหนึ่งถึงสองร้อยระงับอารมณ์ไว้
“ก็ดูไม่เป็นโล้เป็นพายด้วยค่ะ ท่าทางเหมือนคนไม่เอาถ่าน มาทีไรก็บ่นแต่ว่าไม่อยากทำงานๆ สรุปว่าจะเกาะพ่อแม่กินจนแก่ตายมั้ยคะ”
“นี่เธอ!”
“ขอโทษค่ะ”
“ปากอย่างงี้ได้ทิปยี่สิบก็พอแล้ว”
เขาก็รู้หรอกว่าตัวเขาน่ะมันไม่ค่อยได้เรื่อง แต่ก็ไม่ได้โอเคกับการที่จะมาถูกผู้หญิงว่าเอาซึ่งๆ หน้าขนาดนี้ แม้ว่าจะเป็นคนถามเองก็เถอะ
และที่มันน่าเจ็บใจก็คือ สองคนนี้ไม่ได้รู้จักเขาลึกซึ้งมากไปกว่าลูกค้ากับพนักงาน แต่ทำไมยัยสองคนนี่รู้ว่าเขาไม่เอาถ่าน นี่แหละ เขาเจ็บใจตรงนี้
เตชัสกระดกเครื่องดื่มที่เหลือในแก้วจนหมด ก่อนจะวางทิปเป็นธนบัตรสีเทาจำนวนสองใบลงบนโต๊ะแรงๆ แล้วลุกขึ้นเดินจากมา
หาว่าเขาขี้เหนียว อิโธ่ ไหนๆ ก็จะไม่ได้มาอีกนาน หรืออาจจะไม่ได้มาเที่ยวที่นี่อีกเลย ให้สักหน่อยก็ได้วะ จัดให้ยัยหัวทองหัวแดงได้อึ้งไปเลย...
“ฆ่ามัน!”
เสียงก้องกัมปนาทแต่ฟังดูหลอนนั้นทำให้หญิงสาวร่างเล็กที่ซุกซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้เบิกตากว้าง พร้อมกับเสียงทุบประตูดังปังๆ ด้านนอก ที่ทำให้เธอสะดุ้งพรวดตื่นขึ้นมา
ตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายนั้นสักที!
ใบหน้าเนียนใสเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็เช็ดมันออกลวกๆ แล้วเดินไปเปิดประตูเพื่อให้คนที่มีใบหน้าคล้ายๆ กันเดินเข้ามา
“ตื่นยัง...ตื่นได้แล้ว”
“กี่โมงแล้ว”
“เจ็ดโมง”
“ยังเช้าอยู่นี่นา พี่ยังง่วงอยู่”
คนเป็นพี่ที่น่าจะเกิดมาเป็นน้องมากกว่างอแงพลางเอนกายลงไปบนที่นอนแรงๆ พร้อมกับคว้าผ้าห่มคลุมโปง ไม่สนใจคนที่ตั้งใจเข้ามาปลุกเพราะมีธุระจะบอก
“ตื่นได้แล้วหนูนิ่ม ลุก!” นิรดาว่าพลางดึงผ้าห่มแรงๆ
แต่คนอยากนอนต่อก็พยายามดึงต้านไว้ ถ้าผ้าห่มถูกดึงออกไปพ้นตัวเมื่อไหร่ก็จบกัน ใครจะไปหลับลงถ้าไม่มีอะไรคลุมตัว
“นุ่มกับพี่น้ำจะไปธุระที่กรุงเทพฯ สักสองวัน”
“ไปด้วย”
คนที่ยังงอแงงัวเงียเพราะง่วงกระเด้งตัวลุกขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่ากรุงเทพฯ หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
“ไม่ได้ พ่อบอกว่าให้ตัวอยู่นี่ไปก่อน”
“ไม่เอา”
“อย่าดื้อเลยน่า ไหนตัวบอกว่าชอบที่นี่ไง”
“แต่พี่อยากกลับบ้าน พี่คิดถึงพ่อ”
นิรตาค่อนข้างติดพ่อ เพราะพ่อไม่ค่อยดุเธอเท่าแม่ แต่นิรดานั้นค่อนข้างติดแม่ เพราะแม่ไม่ตีเธอเหมือนพ่อ แต่ตอนนี้นิรดาคงไม่ติดใครเท่ากับติดผัวแล้วล่ะ
แต่ไม่ว่าจะอ้อนวอนขอร้องน้องสาวที่อายุห่างกันเพียงปีเดียวอย่างไร เจ้าตัวก็ยืนยันว่าไม่สามารถพาไปด้วยได้จริงๆ เพราะพ่อย้ำนักย้ำหนาว่าให้นิรตาอยู่ที่นี่ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตและรู้จักปรับตัวช่วยเหลือตัวเอง ไม่เช่นนั้นแก่ตัวไปจะลำบากถ้ายังทำอะไรไม่เป็นอยู่แบบนี้
สุดท้ายนิรตาก็ได้แต่ยอมรับพร้อมกับหน้ามุ่ย ยืนตาละห้อยมองตามรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อของพี่น้ำผู้เป็นพี่เขยที่ขับออกไป เพราะตัวเองไม่สามารถติดสอยห้อยตามไปกรุงเทพฯ ด้วยได้...
โอ๊ย นี่มันปีแห่งการอุดอู้หรือไง!
การมาเยี่ยมและฉลองการรับปริญญาของน้องสาวพร้อมทั้งอยู่เที่ยวสระบุรีต่อจนถึงปีใหม่ เป็นสิ่งที่นิรตาไม่คาดคิดเลยว่าสุดท้ายจะกลายเป็นว่ายังไม่ควรกลับเข้ากรุงเทพฯ เพราะสถานการณ์ของฝุ่นและโรคระบาด จนตอนนี้ผ่านพ้นสงกรานต์มาแล้วเธอก็ยังคงต้องอยู่ที่นี่ต่อไป
และเมื่อไม่สามารถไปไหนได้ การอาศัยอยู่ที่บ้านหลังน้อยและเต็มไปด้วยคนน่ารักๆ แห่งนี้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ครั้นเมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ก็เดินแกมวิ่งลงมาจากชั้นสองแล้วเดินแวะเข้าไปในครัว
“มาแล้วค่า”
เสียงเจื้อยแจ้วนั้นทำให้คนที่อาวุโสที่สุดของบ้านหันมายิ้มให้อย่างเอ็นดู
นางสุดาวางจานข้าวที่ตักเรียบร้อยแล้วลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยเชื้อเชิญคนที่มาอยู่ร่วมบ้านอย่างแสนรัก
“มากินข้าวกันลูก กินพร้อมป้า”
ออกจะดูเป็นการลำเอียงอยู่มาก แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่สุดาดันถูกชะตาและชอบยัยหนูนิ่มมากกว่ายัยหนูนุ่ม แม้ว่าตอนนี้หนูนุ่มจะกลายเป็นลูกสะใภ้คนโปรดไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ต่างคนก็ต่างรู้ดีว่านางเกลียดเด็กดื้อเข้าไส้ ไม่เหมือนเด็กบ๊องอย่างยัยน้องนิ่มที่นางรู้สึกว่าน่ารักน่ากอดเหลือเกิน เพราะนิรตาน่ะดูนุบนิบ นุ่มนิ่มหนุบหนับ น่าจับน่าแกล้ง
“น่ากินทั้งนั้นเลยค่ะ”
“ไม่รู้จะอร่อยมั้ยนะ ป้าทำกับข้าวไม่เก่งหรอก ไม่เหมือนพี่น้ำ”
“ป้าดาทำอะไรก็อร่อยค่า”
คนหน้าหวานก็รู้จักปากหวานเสียด้วย นั่นทำให้คนแก่มองและยิ้มอย่างเอ็นดูสาวน้อยที่ยังคงเหมือนเด็กเสมอมากไปกันใหญ่ แล้วจะไม่ให้รักยังไงไหว เรียกป้าดาอย่างนั้นป้าดาอย่างนี้ ไม่เหมือนยัยเด็กดื้อหนูนุ่ม เจอกันวันแรกมันก็เรียกยาย
“พูดแบบนี้เดี๋ยวก็ได้กินอีกเรื่อยๆ”
หลังจากสนทนากันพอหอมปากหอมคอ สองสาวต่างวัยก็พากันกินอาหารเช้าที่ประกอบด้วยข้าวสวยและอาหารผัดๆ ทอดๆ อีกสามอย่างอย่างเอร็ดอร่อย...