“บ้านของหนูก็ไม่มีคนใช้เหมือนกัน”
“จ้างคนมาทำความสะอาดเหมือนกันเหรอ”
“ใช่ค่ะ เมื่อก่อนเคยจ้าง แต่แม่ไล่ออกไปแล้ว”
“ทำไมเหรอ เขาทำงานไม่ดีหรือไง หรือขโมยของที่บ้าน”
“เปล่าค่ะ พ่อจับฟาดทำเมียทุกคนเลย แม่เลยไล่ออก”
“แค่กๆๆๆ”
ณัฐสำลักต้มแซ่บที่ทานเข้าไป
นุดีเข้ามาลูบหลังลูบไหล่ให้เขา ณัฐยกมือปรามเอาไว้ เธอค่อนข้างจะถึงเนื้อถึงตัวเขาไปหน่อย
“หวงตัวจังเลยค่ะ โดนแตะเนื้อต้องตัวหน่อยก็หน้าแดง ถ้าเป็นพ่อของหนูดีนะคะ รีบตะครุบพามานั่งตักแล้วล่ะ”
“แก่แดด” เขาว่าให้
“คุณอาณัฐยังไม่มีเมียเหรอคะ”
“แค่กๆๆๆๆ”
ณัฐสำลักอีกรอบ เขาสำลักจนหูตาแดง ยกน้ำขึ้นดื่มแทบจะอิ่มกับประโยคของเธอ
“ถามว่ายังไม่มีเมียก็สำลัก แปลกจริงอาณัฐ”
“ยุ่งเรื่องคนอื่น”
เขาดุ เธอทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
“แล้วอาณัฐยังจิ้นอยู่ไหมคะ”
“แค่กๆๆๆ”
คราวนี้ณัฐสำลักน้ำ เขาแสบจมูกแสบคอไปหมด ยัยเด็กบ๊องนี่ ถามอะไรเซียวนักนะ แก่แดดแก่ลมจริงๆ
“สำลักอีกแล้ว แสดงว่ายังจิ้นอยู่”
“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”
“ปีนี้อายุสิบแปดแล้วค่ะ ไม่เด็กแล้ว”
“ก็ถือว่ายังเด็กนั่นแหละ” เขาทำเสียงดุ
“ผู้ใหญ่ชอบหาว่าเราเป็นเด็ก จริงๆ เราโตแล้ว แถมยังทำอะไรประเจิดประเจ้อ พอเราถามก็บอกว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก ชิ!”
เธอทำปากยื่น
“มีปัญหากับที่บ้านเหรอ”
“หนูนะเหรอ ไม่เคยมีปัญหากับใครเลย มีแต่คนอื่นมีปัญหากับหนูตลอด”
นุดีเบ้ปาก นึกถึงเมียใหม่พ่อ ผัวใหม่แม่ก็ระอาไม่อยากอยู่บ้าน เธออยากไปอยู่กับตายายไม่ก็ปู่ย่า แต่บิดามารดาก็แย่งไปรับเธอกลับมา จริงๆ ไม่ได้อยากรับเธอมาดูแลหรอก แค่อยากเอาชนะ
ถ้าเธอไปอยู่กับตายาย บิดาก็ไปรับ บอกว่าไม่ต้องรบกวนถึงตากับยาย ยังไงผมก็ดูแลลูกผมได้ เหอะ!
ถ้าเธอไปอยู่กับปู่ย่า แม่ของเธอก็จะวิ่งแร่ไปรับ บอกว่าลูกหนู... หนูเลี้ยงได้ เชอะ!
กรรมเลยตกมาอยู่กับเธอคนเดียว กลับมาอยู่บ้านก็หงอยอยู่คนเดียว ไปเที่ยวกับเพื่อนก็ยังเบื่อหน่าย
เธออาจจะไม่ค่อยชอบคนเยอะๆ เสียงดังๆ หรือออกไปไหนมาไหนนอกบ้านมากนัก นอกจากไปเรียน เพราะมันทั้งเหนื่อยทั้งร้อน ชอบนอนอยู่บ้านมากกว่า ถ้าบิดามารดาไม่พาใครกลับมา มันก็สงบสุขสำหรับเธออยู่มาก
“กินเสร็จแล้วก็รีบกลับบ้าน เดี๋ยวมืดค่ำพ่อแม่จะเป็นห่วง”
“โอ๊ย! ไม่หรอกค่ะ ทะเลาะกันเสร็จ ป่านนี้ออกจากบ้านไปกันหมดแล้ว ไม่รู้จะกลับมาอีกทีตอนไหน หนูนอนบ้านอาณัฐ พ่อแม่ยังไม่ว่าเลย”
“แค่กๆๆๆ”
ณัฐสำลักเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ เด็กเดี๋ยวนี้ไม่รักนวลสงวนตัวเสียบ้างเลย มานอนบ้านผู้ชายได้ยังไง เขากับเธอเพิ่งรู้จักกัน ไว้ใจเขาขนาดนั้นเลยเหรอ
“สำลักทำไมคะอา คิดว่าหนูจะทำมิดีมิร้ายอาหรือไง”
“ก็คิดอยู่”
“หนูไม่ทำอะไรอาง่ายๆ หรอกค่ะ ถ้าอาไม่อ่อยหนู”
“เหลวไหล”
“แน้! หน้าแดงทำไม”
เธอจับผิดเขา ณัฐหันไปตักปลากะพงนึ่งมะนาว
“รีบกินรีบกลับไปซะ”
“ไม่เอาค่ะ จะนอนที่นี่”
“เป็นเด็กเป็นเล็ก มานอนบ้านผู้ชายได้ยังไง”
“หนูไม่เด็กแล้ว”
เธอก้มดูตัวเอง เขาก็เผลอมองตาม ก่อนจะกระแอมเมื่อเห็นความอวบอิ่มของเธอ
“ฮะ แฮม”
เขากระแอม รู้สึกแก้มร้อนผ่าว
“ขอนอนด้วยคน”
“ยังไงก็ต้องกลับบ้าน”
“นอนกับเจ้าดุ๊กดิ๊กหน้าบ้านก็ได้”
“ยุงได้หามไปทิ้งป่า”
“ก็ดี จะได้ตายๆ ไปซะ ไม่มีใครรักหนูต้องการหนูสักคนเดียว”
เธอก้มหน้า ไหล่ไหวเล็กน้อยเหมือนกำลังร้องไห้ ณัฐทำตัวไม่ถูกเมื่อเห็นเด็กสาวร้องไห้
นุดีหลุบตาซุกซ่อนแววตาเจ้าเล่ห์เอาไว้
“อยากนอนก็นอน ที่นี่มีห้องว่าง”
“จริงเหรอคะ ขอบคุณอาณัฐมากค่ะ”
เธอดีใจโผเข้าจับแขนเขาเขย่า
“อืม...”
เขารับปากแล้วมานั่งคิดหนัก ไม่น่ารับปากไปเลย ชีวิตเรียบง่ายของเขาคงจะปวดหัวแน่นอนที่ต้องมาเลี้ยงเด็กที่โตแล้ว แถมยังมีปัญหาครอบครัวอีก
“ทีหลังถ้าจะมาที่นี่ไม่ต้องปีนรั้วนะ ตกลงมาแข้งขาหักจะทำยังไง”
“ไม่ให้ปีนรั้วแล้วมาทางไหนคะ”
“มาทางประตูบ้านน่ะ ทำเป็นไหม ทำตัวเหมือนแมวขโมย ดีนะไม่ปีนเข้าบ้านคนอื่น เขาได้ยิงทิ้งเสีย ยิงคนในบ้านไม่ผิดนะ”
“โหดจัง”
“ก็นั่นแหละ ดีที่เป็นอา”
“เราล่ะเป็นไงบ้าง มีอะไรบาดเจ็บหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ อาณัฐรับหนูเต็มอ้อมแขนเลย ตอนกอดโดนนมหนูด้วย”
“เด็กบ้า!”
“อะไรบ้าคะ”
“อาไม่ได้จับนมเราเสียหน่อย”
ใบหน้าเขาเหลอหลา ไม่ได้แอบจับนมหรือแต๊ะอั๋งอะไรเธอเลยจริงๆ
“ไม่ได้จับก็ไม่ได้จับสิคะ ไม่ได้ว่าอะไรเสียหน่อย”
เธอหัวเราะคิก มีความสุขที่ได้หลอกเขา ณัฐขึงตาใส่ เขาโดนเด็กหลอกเข้าอีกแล้ว
แสบนักนะ! ยัยเด็กแสบ
“พาเจ้าดุ๊กดิ๊กไปนอนในห้องด้วยได้ไหมคะ”
“ไม่ได้”
“ทำไมคะ”
เธอทำหน้างอ เหมือนขัดใจ คล้ายเด็กเอาแต่ใจ
“มันเป็นหมาไม่สมควรนอนกับคน เดี๋ยวจะเคยตัว อีกอย่างถึงมันจะอาบน้ำแต่ก็มีขนมีเชื้อโรค พามานอนด้วยเดี๋ยวก็ป่วยไม่สบาย”
“ก็ได้ค่ะ”
เธอรับคำไม่อยากเอาแต่ใจมาก กลัวเขาไล่กลับบ้าน
“เธอนอนห้องนี้ก็แล้วกัน”
ณัฐบอกเด็กสาวที่ทำท่าร่าเริงเกินเหตุ ยังกับมาพัก รีสอร์ทสุดหรูในบรรยากาศชั้นยอด
“ขอบคุณมากๆ นะคะ”
ณัฐเดินกลับห้อง แต่พอจะปิดประตูเขาก็เห็นว่าเธอเดินตามมาด้วย เขาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย
“มีอะไร”
“ไม่มีเสื้อผ้าใส่ค่ะ อุปกรณ์อาบน้ำก็ไม่มี”
“อ้อ... รอเดี๋ยว”
ณัฐหัวหมุนเล็กน้อยเขาไม่เคยมีเพื่อนร่วมบ้านเป็นผู้หญิง
“ผ้าเช็ดตัว สบู่อาบน้ำ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน เสื้อผ้ากลับไปเอาที่บ้านนะ ฉันไม่มีให้”
“ใส่ของอาณัฐก็ได้”
“มันตัวใหญ่มาก”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
เธอยิ้มแป้น
เขาถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะไปหยิบเสื้อยืดและกางเกงแพรให้เธอ ถ้าเป็นกางเกงเอวยืดหรือพอดีตัวเธอคงใส่ไม่ได้ แต่ถ้าเอวผูกน่าจะใส่ได้
“ขอบคุณนะคะอาณัฐ”
“ยังกับรู้จักกันมานานเลยเนอะ”
เขาประชด เธอทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
ณัฐจัดการธุระส่วนตัวจนเสร็จ เขาทำท่าจะทิ้งตัวลงนอนประตูห้องก็ถูกเคาะ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใคร
“มีอะไร”
เขาเปิดประตูออกไปแต่เจอกับความว่างเปล่า จึงขมวดคิ้วเข้าหากัน
“แบร๋....” เธอโผล่หน้ามาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา
“เฮ้ย! ทำอะไรยัยเด็กบ้า”
เขาทำเสียงดุ
“อาณัฐตกใจด้วย กลัวผีเหรอคะ”
“เล่นพิเรนทร์อะไร ไปนอนได้แล้ว”
เขาทำเสียงดุอีก แต่เด็กสาวตรงหน้าไม่ได้มีท่าทีเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
“โกรธเหรอคะ”
เธอทำหน้าสำนึกผิด แต่ก็เดินเข้ามาในห้องเขาแบบไม่ได้รับเชิญ ณัฐมองคนตัวเล็กกว่าที่ใส่เสื้อผ้าของเขาดูรุ่มร่าม
“ออกไปได้แล้วอาจะนอน”
“พรุ่งนี้วันหยุดไม่ใช่เหรอคะ ตื่นสายบ้างก็ได้”
“อาไม่ชอบตื่นสาย”
“ว่าจะชวนดูหนังกันเสียหน่อย”
“อาเหนื่อย ทำงานมาทั้งวันจะนอนแล้ว”
“ใจร้ายจัง”
เธอเดินไปนั่งบนเตียงเขา พอณัฐเดินเข้าไปหา ร่างอวบก็กระโดดขึ้นไปนอนบนเตียงหน้าตาเฉย
“กลับไปนอนที่ห้องตัวเองเลย”
“เตียงของอาณัฐนุ่มจังเลยค่ะ น่านอน ดูสิเด้งดึ๋งๆ”
“เป็นสาวเป็นนางเข้ามาในห้องผู้ชายได้ยังไงกัน”
“โอ๊ย! นี่มันปีพ.ศ.อะไรแล้วคะ หนูดีไม่ถือหรอกค่ะ อาณัฐอย่าคิดมากเลย หนูดีไม่ใช่ผู้หญิงสมัยกรุงศรีอยุธยานะคะ”
“นั่นแหละ พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือไงให้รักนวลสงวนตัว”
“แล้วผู้ชายล่ะคะ รักนวลสงวนตัวเพื่อผู้หญิงหรือเปล่า ผู้ชายเห็นแก่ตัวทุกคน ตัวเองมีอะไรกับผู้หญิงได้ไม่ซ้ำหน้า แต่พอผู้หญิงมีบ้างก็หาว่าไม่ดี ต้องจิ้นต้องบริสุทธิ์”
“ใครบอกว่าผู้ชายคิดแค่ว่าผู้หญิงต้องบริสุทธิ์”
ณัฐเดินไปปิดประตู เขาขึ้นนอนบนเตียง ศีรษะพิงกับหมอนเอาไว้ เพราะวันนี้เขาเหนื่อยมาทั้งวัน เลยอยากพัก
“อาณัฐเป็นผู้ชายที่ไม่คิดแบบนั้นเหรอคะ”
เธอถามอย่างอยากรู้
“แบบไหน” เขาถาม ก่อนหาวฟอดๆ
“ก็เรื่องต้องมีแฟนบริสุทธิ์ผุดผ่อง”
“อาไม่ได้เทิดทูนพรหมจรรย์ขนาดนั้น”
“แสดงว่าอาณัฐก็เสียตัวแล้วสิคะ”
เด็กสาวถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ไม่ใช่เรื่องที่เด็กควรรู้” เขาจิ้มหน้าผากเธอ
“แบบนี้ทุกที ไม่ใช่เรื่องที่เด็กควรรู้ ผู้ใหญ่น่ะไม่ดี ชอบปิดบังซ่อนเร้น ไม่อยากให้รับรู้ แล้วไงคะ เดี๋ยวนี้เด็กวัยรุ่นท้องกันเต็มบ้านเต็มเมือง”
“ถ้ารู้ว่าไม่ดีก็อย่าไปทำ ว่าคนอื่น เอาตัวเองให้รอดก่อน”
“หนูดีเอาตัวเองรอดอยู่แล้ว ในห้องเรียนยังไม่มีใครกล้าหือกับหนูดีเลย หนูดีเป็นหัวหน้าแก๊ง เอ๊ย! หมายถึงหัวหน้าห้อง”
“แสบน่าดูนะเรา ใครเป็นครูประจำชั้นคงปวดหัว”
“ไม่เลยค่า หนูดีเป็นที่รักของคุณครูทุกคน”
“มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ”
“คุณพ่อกับคุณแม่แย่งกันบริจาคเงินให้โรงเรียนทุกปี”
“อ้อ... เข้าใจแล้ว”
“บางทีคุณพ่อกับคุณแม่ก็เลี้ยงลูกด้วยเงิน”
“ไม่เลี้ยงด้วยเงินจะให้กินแกลบหรือไง เดี๋ยวนี้ต้องใช้เงินกันทั้งนั้น”
“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ”
เธอนั่งขัดสมาธิกอดอก ปากยื่น หน้าตูม มองเขาเขม็ง
“แล้วยังไง”
ณัฐเสียงอ่อย ไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรผิดไป
“อาณัฐไม่เคยมีลูกไม่เข้าใจหรอกค่ะ”
“อ้าว... แล้วเราเคยมีลูกกับเค้ารึไง”
“ไม่เคยมีค่ะ แต่ในฐานะลูกคนหนึ่ง ก็ต้องการความรักจากพ่อแม่ อาณัฐไม่ต้องการเหรอคะ ความรักจากพ่อแม่น่ะ”
“มันก็ใช่นะ แต่บางทีเขาก็ทำงานยุ่ง เลยไม่มีเวลาให้เรา”
“ไม่จริงค่ะ หนูดีเถียงใจขาดดิ้นเลย”
เธอหยิบหมอนอีกใบมาตบๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนกอดอก ท่าทีขึงขัง ณัฐเหล่มอง ยัยเด็กบ๊องนี่จะเอาจริงเหรอ แต่เขาง่วงเกินกว่าจะไล่เธอออกไปจากห้อง
“พ่อแม่บางคนเขาก็มีเวลาให้ลูกนะคะ ถึงจะทำงานหนักขนาดไหน เงินมันสำคัญกว่าครอบครัวหรือไง”
“งั้นก็บอกพ่อแม่ว่าให้ทำงานน้อยลง มีเวลาให้เราเยอะขึ้น พูดไปตรงๆ เลย ท่านอาจจะเข้าใจ ถ้าเราไม่พูดเขาก็อาจจะไม่เข้าใจ”
“โอ๊ย! เขาไม่มีเวลาให้หรอกค่ะ คุณพ่อของหนูดีน่ะวันๆ ส่องแต่เด็กสาวเอ๊าะๆ ส่วนคุณแม่ก็กินเด็กเป็นยาอายุวัฒนะ”
“แค่กๆๆๆ”
ณัฐสำลักน้ำลายตัวเอง นุดีพูดตรงจนเขาอึ้ง แต่เธอคงอัดอั้นตันใจเอามากๆ เลยหาทางระบาย และเขาก็ซวยต้องมานอนฟังเธอบ่น
“พ่อแม่เราไม่ได้รักกันหรือไง แยกทางกันแบบนั้นใช่ไหม” เขาถามตรงๆ ดูแล้วถึงเธอจะเศร้าแต่เป็นคนตรงไปตรงมา ยอมรับความจริง
“ไม่รักกันค่ะ แต่อดีตเคยรักกันหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้จริงๆ แต่ไงก็ทำให้หนูดีเกิดมาแล้ว น่าจะมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ไม่ใช่ทำให้เกิดมาแล้วมาทิ้งๆ ขว้างๆ รู้งี้ให้ตายๆ ไปซะตั้งแต่อยู่ในท้องก็ดี”
“แม่เราก็คงรักเรานะ ไม่งั้นไม่อุ้มท้องเรามาตั้งเก้าเดือนหรอก”
“พ่อบอกว่าแม่จะจับพ่อเลยทนอุ้มท้องและคลอดออกมาเพื่อพิสูจน์ดีเอ็นดี พ่อเลยต้องยอมแต่งงานด้วย”
“ยิ่งกว่านิยายน้ำเน่า แต่เขาว่าชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย”
“นั่นน่ะสิคะ”
คนเล่าถอนใจเฮือกใหญ่
“แล้วเราเรียนที่ไหนล่ะ”
“ก็เรียนที่...”
เธอบอกโรงเรียนให้เขารับรู้
“โรงเรียนดังซะด้วย”
“เหลือเทอมสุดท้ายแล้วค่ะ ใกล้จะเรียนจบแล้ว”
“คิดจะเรียนอะไรต่อล่ะ”
“อยากเป็นเชฟค่ะ อยากทำอาหาร”
“รู้ไหมว่าทำอาหารมันเหนื่อย การเป็นเชฟไม่ใช่ง่ายๆ นะ”
“หนูดีอยากเป็นค่ะ อยากเรียนด้วย”
“คุยกับพ่อแม่บ้างหรือยัง”
“ยังเลยค่ะ”
“ทำไมไม่คุยล่ะ บอกความต้องการของเราให้ท่านรับรู้ ที่บ้านรวยไม่ใช่เหรอ เขาคงส่งเสียได้หรอก”
“พ่อมัวแต่กกอีหนู แม่ก็มัวแต่กกเด็กหนุ่มๆ จะมีเวลาที่ไหนมาฟังหนูดีคะ พอเจอหน้ากันก็ทะเลาะกันยกใหญ่
“อยากให้ช่วยอะไรไหม”
“ถ้ามีก็จะบอกนะคะ ขอบคุณมากที่ให้ที่นอนในคืนนี้ นอนคนเดียวทั้งเหงาทั้งเศร้า บางทีก็กลัว”
“เราอยู่มาตั้งแต่เด็กไม่ใช่เหรอบ้านหลังนี้ กลัวอะไรอีกล่ะ”
“ที่ไหนกันล่ะคะ เพิ่งย้ายมาอยู่ก่อนคุณอาณัฐไม่กี่เดือนเอง”
เธอเห็นหรอกว่าณัฐก็เพิ่งย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ เขาเป็นเพื่อนบ้านที่เธอไม่เคยคุยด้วยเลย แต่วันนั้นไม่รู้จะทำยังไง พ่อแม่ทะเลาะกันก็เลยปีนมาบ้านเขา เจอเข้ากับเจ้าดุ๊กดิ๊ก กลัวมันกัดแทบแย่ แต่มันไม่กัดเธอแฮะ
เธอเลยเข้าใจว่าเจ้าของบ้านคงใจดี เขาว่าสุนัขถูกเลี้ยงมาเป็นยังไง เจ้าของก็เป็นแบบนั้น ใช่ว่าสุนัขพันธุ์ดุ จะดุทุกตัวเสียเมื่อไหร่ สุนัขบางตัวยังรักเด็ก ช่วยเลี้ยงเด็กเลย
“แอบปีนเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว”
“ก็เป็นเดือนแล้วค่ะ พ่อกับแม่ทะเลาะกัน หนูดีไม่อยากฟัง เลยหนีมาอยู่ที่นี่”
“รู้ไหมปีนรั้วบ้านคนอื่นแบบนั้น ตกลงมาแข้งขาหักจะทำยังไง”
“เรื่องปีนไม่กลัวค่ะ เพราะมาทางต้นมะม่วง ตอนแรกกลัวเจ้าดุ๊กดิ๊กมาก แต่มันไม่ยักกะกัด”
“มันไม่ได้โดนเลี้ยงมาให้กัดสักหน่อย”
“ก็เลยคิดว่าเจ้าของเจ้าดุ๊กดิ๊กคงใจดี”
เธอยิ้มแป้น ตะแคงหน้ามามองเขา ณัฐเผลอเกลี่ยผมที่ปรกหน้าของเธอ ก่อนจะดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว
“ตกลงหมาของอาเปลี่ยนชื่อแล้วสิ แล้วทำไมเรียกมันว่าเจ้าดุ๊กดิ๊กล่ะ”
“ก็เห็นมันซนน่ะค่ะ ขี้อ้อนด้วย เลยเรียกว่าเจ้าดุ๊กดิ๊ก”
“ชื่อแปลก”
“อาณัฐเป็นเชฟอยู่ที่ไหนคะ” เธอถามเรื่องที่สนใจ
“ก็โรงแรมไม่ใหญ่นักหรอก เป็นลูกจ้างเขา”
“ไม่คิดจะออกมาเปิดร้านอาหารบ้างเหรอคะ”
“ไม่ดีกว่า”
“ทำอาหารอร่อยแบบอาณัฐ เป็นเจ้าของธุรกิจสิคะดี จะได้รวยเร็ว”
“รู้ไหมว่าเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือทำอะไรเองน่ะมันเหนื่อยนะ”
“เหนื่อยแต่ก็คุ้มไม่ใช่เหรอคะ”
“อาอาจจะไม่อยากรวยก็ได้”
“แต่ดูแล้วอาณัฐก็รวยนะคะ”
“รู้ได้ไง”
“อามีบ้านมีรถและของใช้ในบ้านก็แพงๆ ทั้งนั้น”
“ของนอกกาย ไปกู้หนี้ยืมสินมาก็ได้”
“จริงนะคะ คนเดี๋ยวนี้มีแต่เปลือกเยอะแยะไป ชอบอวดร่ำอวดรวยดูดี แต่จริงๆ มีแต่หนี้”
“เรานี่พูดเหมือนคนแก่ อายุก็ยังไม่เยอะ”
“ดูจากคนรอบข้างน่ะค่ะ คนรวยจริงๆ เขาไม่โม้กันหรอกค่ะ”
“คนรวยขี้โม้ก็มีนะ”
“แต่หนูว่าอาณัฐคงไม่ได้ติดหนี้หรอกค่ะ”
“ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ”
“ก็อาณัฐไม่เหมือนคนเป็นหนี้”
“แล้วคนเป็นหนี้เขาเป็นยังไงกันล่ะ”
“นอกบ้านหน้าชื่นตาบาน กลับบ้านมาหน้าเหี่ยวหน้าแห้ง กินข้าวกับไข่ต้ม คิกๆ”
“เออ... นะ เพิ่งรู้ว่าคนเป็นหนี้ชอบกินข้าวกับไข่ต้ม”
ณัฐไม่รู้สักนิดว่าเขานอนคุยกับเธอนานแค่ไหน แต่เขาหลับไปพร้อมๆ กับเธอหลังจากนั้นไม่นาน
ณัฐปรือตาตื่นเพราะรู้สึกว่ามีอะไรมากอดก่ายเขาเอาไว้เหมือนลูกลิง
เขากะพริบตาปริบๆ ตกใจไม่น้อย แต่พอตั้งสติก็นึกได้ว่าคนที่นอนกอดก่ายเขาเหมือนหมอนข้างคือใคร
เขามองคนในอ้อมแขนตาไม่กะพริบ เด็กสาวที่ปีนรั้วเข้ามาบ้านเขา และมาขอนอนด้วย เมื่อคืนเขากับเธอคุยกันจนเผลอหลับไปทั้งคู่
ใบหน้าของเธอขาวผ่อง แก้มแดงระเรื่อเป็นสีชมพู ริมฝีปากอวบอิ่ม ใบหน้าเป็นรูปหัวใจรับกับเส้นผมหยักศกสีดำสนิท สัมผัสแล้วนุ่มมืออย่างที่สุด
กลิ่นหอมประจำกายของเธอทำให้เขาเผลอสูดดม เป็นกลิ่นสาบสาวที่แสนบริสุทธิ์ ท่าจะอาการหนักนะเรา
เขาเตือนสติตัวเอง แต่โนมเนื้ออวบอูมของหน้าอกหน้าใจดันมาเบียดอยู่กับเรือนร่างของเขานี่สิ
ณัฐก้มลงไปดูใกล้ๆ อยากจะจุ๊บเธอสักทีเพราะอดใจไม่ไหว แต่จู่ๆ ยัยเด็กแสบก็ลืมตาขึ้นมา
“โอ๊ย!”
ณัฐตกใจกลิ้งตกจากเตียงในทันที คนบนเตียงสลึมสลือยังงุนงงขณะชะโงกมาดูร่างสูงที่ลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างเตียง
“อาณัฐลงไปทำอะไรตรงนั้นคะ”
“เราน่ะสิ เตะอาตกเตียง”
“หนูดีนี่นะ เตะอาณัฐตกเตียง”
เธอทำหน้าไม่เชื่อ ในขณะที่เขากุมสะโพกยืนขึ้นเต็มความสูงอยู่ข้างเตียง มองเด็กสาวหัวยุ่งแต่หน้าตาใสกิ๊กแล้วใจแกว่งอย่างบอกไม่ถูก
“กลับห้องไปอาบน้ำอาบท่าได้แล้ว เดี๋ยวจะได้ลงไปหาอะไรกินกัน”