ณ.มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในเชียงใหม่บรรยากาศในช่วงเย็นของหน้าหนาวปลายปีแบบนี้ก็จะดีเป็นพิเศษเหล่านักศึกษาต่างก็จับกลุ่มคุยกันบ้างเล่นดนตรีกันบ้างไม่ก็อ่านหนังสือไม่ก็นั่งจีบกันตามประสาวัยรุ่นหนุ่มสาว
แต่มีเพียงกลุ่มของขวัญข้าวนักศึกษาสาวปีหนึ่งกับเพื่อนอีกสองคนเท่านั้นที่สุมหัวกันคิดว่าจะหารายได้เสริมในระหว่างเรียนกันอย่างไรเพราะค่าใช้จ่ายในการเรียนคณะแพทย์ที่นี่ก็เยอะอยู่พอสมควร
“ตอนเช้าตื่นตีสามมาขายโจ๊กเราจะไม่เหนื่อยกันเกินไปใช่ไหมแก” ลลิลนั่งหน้าห่อเหี่ยวเธอไม่ได้ไม่อยากขายโจ๊กแต่เมื่อรู้ว่าเธอต้องตื่นตีสามเธอก็ท้อใจไม่น้อยเพราะเธอค่อนข้างเป็นคนที่รักการนอนเป็นที่สุด
“มันก็เหนื่อยนั่นแหละแต่เราทำเพื่อที่จะมีเงินเก็บสำรองไว้ปีหน้าตอนนี้เราอยู่แค่ปีหนึ่งยังเรียนไม่หนักมากเห็นรุ่นพี่บอกว่าปีสองจะหนักขึ้นเรื่อยๆ”ขวัญข้าวพอรู้ว่ามันคงเหนื่อยมากๆแน่นอนแต่นั่นมันก็เป็นสิ่งที่พวกเธอจะต้องทำเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายกับครอบครัวแม้จะสอบชิงทุนกันมาจนเรียนแพทย์ได้แต่พวกเธอก็ยังต้องสำรองเงินไว้อีกมากเพราะค่าใช้จ่ายในการเรียนแพทย์นั้นยังมีอีกเยอะและหากไม่รีบเร่งหาเงินกันตอนนี้พอขึ้นปีสองแล้วพวกเธออาจจะไม่มีเวลาได้หาเพราะเห็นรุ่นพี่แต่ละคนเกริ่นๆกับเธอมาบ้างว่าปีสองจะเรียนหนักกว่าปีหนึ่งมาก
“โอเค..ฉันจะตั้งใจๆ”ต้นหลิวนั่งหน้าละห้องแต่ก็พยักหน้าตกลงด้วยสถานะทางการเงินทางบ้านแล้วเธอจะต้องเลิกเป็นคนขี้เซาแล้วขยันขึ้นมาเสียที
“ดีแล้ว”ซินจางที่นั่งยิ้มอ่อนเมื่อเห็นลลิลยอมตกลง”เออ...ข้าวเย็นนี้พวกแกกลับไปก่อนเลยนะฉันต้องไปรับยาที่โรงพยาบาลให้แม่”ซินจางพูดจบก็เตรียมเก็บของเลยทันทีเธอต้องรีบไปรับยาโรคหัวใจที่โรงพยาบาลให้แม่ของเธอ
“โอเค...แล้วแม่ยังอาการไม่ดีขึ้นเลยเหรอ”ขวัญข้าวพยักหน้าเบาๆทั้งยังอยากรู้อาการของแม่เพื่อนเธออีกด้วยเพราะเห็นว่ารักษามานานแล้วอาการตอนนี้ยังไม่ดีขึ้นอีกหรืออย่างไรจึงต้องได้รับยาตลอด
“ไม่เลยอะแก” ซินจางก้มหน้าเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเรื่องนี้เธอก็ยิ่งปวดใจ
“ทำไมไม่ลองติดต่อพ่อแกดูล่ะ”ลลิลรู้ว่าพ่อของซินจางนั้นมีเงินแม้ตอนนี้จะแยกกันอยู่กับแม่ของซินจางแล้วก็เถอะอย่างน้อยก็น่าจะช่วยเหลืออดีตภรรยาได้บ้าง
“ไม่อ่ะ...ฉันเคยติดต่อแล้วก็ให้แม่ฉันรักษาตามอาการอยู่ดีไม่คิดจะพาแม่ฉันไปหาหมอดีๆเลยสักครั้ง”ซินจางตอบด้วยน้ำเสียงน้อยใจเธอไม่ใช่ว่าจะไม่เคยติดต่อพ่อของเธอแต่เมื่อเธอติดต่อไปแล้วกลับได้รับการปฏิเสธทุกครั้งเธอจึงไม่อยากจะยุ่งกับพ่อของเธออีก
“โห...พ่อแกนี่ก็จริงๆเลยนะ”ลลิลกัดปากทำสีหน้าไม่พอใจที่รู้ว่าพ่อของเพื่อนเธอใจดำเกินไป
“หลิว..” ขวัญข้าวรีบจับแขนลลิลเอาไว้ก่อนที่ซินจางจะหน้าเสียไปกว่านี้
“เดี๋ยวฉันไปก่อนนะ” ซินจางเก็บของเสร็จก็รีบลุกเดินออกไปทันที
“พ่อซินจางนี่ก็ใจดำไปหรือเปล่านะ” เมื่อซินจางเดินออกไปแล้วลลิลก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงพ่อของเพื่อนเธอ
“เห็นซินบอกว่าแม่ซินเลือกที่จะเดินออกมาเองเค้าออกค่าเทอมให้ซินมันบ้างก็ดีแล้ว” ขวัญข้าวเข้าใจดีว่าตอนนี้ซินจางนั้นอึดอัดใจแค่ไหน
“ยังไงก็เคยรักกันช่วยเหลือกันแค่นี้ไม่ได้หรือไง” แม้จะเข้าใจซินจางแต่ลลิลก็ไม่เข้าใจพ่อของเพื่อนเธออยู่ดีว่ามีเงินล้นเหลือทำไมถึงช่วยเหลือเรื่องเล้กน้อยแค่นี้ไม่ได้
“มันก็เรื่องในบ้านเค้าอีกแหละน่าหลิวเราก็เหมือนคนนอกออกความเห็นเท่าที่จะทำได้ก็เท่านั้น” ขวัญข้าวตบบ่าลลิลเบาๆเรื่องบางเรื่องเธอก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคงต้องให้คนในเค้าตัดสินใจเอาเอง
“งั้นไปกันเถอะ” ลลิลพยักหน้าเบาๆพยายามทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ให้มากที่สุดแม้เธอจะพยายามแต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีจึงไม่เก็บไปคิดจะดีกว่าเพราะวันนึงอาจจะพลั้งปากต่อว่าพ่อซินจางต่อหน้าเพื่อนของเธอได้
ลลิลขวัญข้าวและซินจางเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ม.ต้น ฐานะทางบ้านลลิลและขวัญข้าวนั้นค่อนข้างขัดสนพอกันจึงใช้ข้อดีในความเก่งของพวกเธอสอบชิงทุนเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยได้ส่วนซินจางนั้นมีคนเป็นพ่อออกค่าเทอมให้แต่ส่วนอื่นเธอก็ต้องออกเองทั้งหมดอยู่ดียิ่งตอนนี้ซินจางยิ่งขัดสนเพราะอยู่กับแม่แค่สองคนแม่ก็ดันมาป่วยหนักทั้งสามจึงคิดหาวิธีหารายได้เสริมกัน
ขวัญข้าวหญิงสาวตัวเล็กผิวขาวอมชมพูหน้ารูปไข่คิ้วเข้มปากนิดจมูกหน่อยตาโตหางตาคมขนตางอนยาวทำให้เธอดูเป็นสาวหน้าหวานที่สุดในกลุ่มผมสีน้ำตาลลอนยาวหุ่นนาฬิกาทรายสูง 158 หนัก 45 เธอกำพร้าตั้งแต่เด็กอยู่กับน้าสาวมาเพียงแค่สองคน นิสัยค่อนข้างมองโลกในแง่ดีเข้าอกเข้าใจคนอื่น มีความอบอุ่นในตัวสูงแม้จะไม่มีพ่อแม่เหมือนกับเด็กคนอื่นๆเพราะน้าสาวที่เลี้ยงมาให้ความรักอย่างเต็มที่ บางครั้งก็แอบซุ่มซ่ามอยู่บ้าง เรียนเก่งจนได้ทุนเรียนมาตลอด
ลลิลเป็นสาวนิสัยค่อนข้างโผงผางห้าวๆเล็กน้อยคิดแบบไหนก็พูดออกมาแบบนั้นเป็นลูกสาวคนเดียวของบานพ่อแม่มีอาชีพทำสวนอยู่ในเชียงใหม่หน้าตาเธอน่ารักน่าชังสูง160 หนัก 48 ผิวขาวเหลืองผมสีดำเงางามหนายาวถึงกลางคิ้วบางได้รูปหลังตากลมโตปากนิดจมูกหน่อยแก้มป่องๆเล็กน้อยนิสัยอีกอย่างหนึ่งที่เด่นๆของเธอก็คือขี้เซาไปหน่อย
ซินจางนั้นเป็นลูกครึ่งจีนมีพ่อเป็นคนจีนแม่เป็นคนไทยเธอเป็นสาวที่ค่อนข้างจะเงียบๆชอบเก็บปัญหาไว้ในใจคนเดียวยากที่จะพูดออกมาพ่อกับแม่เธอเลิกกันตั้งแต่เธอยังอยู่ประถมเพราะพ่อเธอมีภรรยาใหม่แม่เธอเลยต้องยอมถอยออกมาด้วยความที่เธอไม่ใช่ผู้ชายพ่อเธอเลยไม่ค่อยจะใยดีเธอเสียเท่าไร เธอสูง 165 หุ่นนาฬิกาทรายหนัก 50 ผิวขาวอมชมพูหน้าเรียวตาตี่แต่คมสวยได้รูปคิ้วเรียวบางจมูกค่อนข้างโด่งริมฝีปากบางอมชมพูเป็นกระจับเธอทำทุกอย่างได้ก็เพื่อแม่ของเธอที่เลือกเรียนแพทย์ก็เพราะต้องการจะดูแลแม่เธอให้ดีด้วย
ณ. บ้านหลังใหญ่ที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญและเช้าถึงยากพอสมควรเพราะเจ้าของบ้านต้องการความเป็นส่วนตัวสูงแม้สถานที่ตั้งจะอยู่ห่างไกลจากความเจริญแต่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็ครบครันรวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยยังล้ำสมัยมากๆอีกด้วยเพราะมันเป็นบ้านที่เป็นที่อยู่ของทายาทมาเฟียตระกูลดังของญี่ปุ่นที่มากบดานรักษาชีวิตเอาไว้ที่ประเทศไทยนั่นเอง
ตอนนี้ชายหนุ่มวัย19หนุ่มลุกครึ่งไทยญี่ปุ่นเป็นลูกชายคนเดียวที่จะสืบทอดตระกูลมาเฟียของญี่ปุ่นคือตระกูล โอกินาวะ กำลังนั่งถอนหายใจกำมือแน่นอย่างไม่พอใจที่พ่อกับแม่ของเขาส่งเขาอยู่นอกประเทศบ้านเกิดตัวเองอีกเช่นเคยโดยให้เหตุผลว่าต้องการรักษาชีวิตของเขาเอาไว้เพื่อที่วันนึงเขาโตพอจะได้ขึ้นมาเป็นนายใหญ่ของตระกูลวันนั้นเขาจะไม่ต้องใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆอีกต่อไปแต่เขาคิดว่าเขาโตพอที่จะดูแลตัวเองได้จึงไม่พอใจนักที่เขาจะต้องระหกระเหินมาอยู่ที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านตัวเองแบบนี้
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณพ่อกับคุณแม่ต้องการผลักไสผมทุกครั้งที่มีปัญหาด้วยครับคุณอา” แทนไทยเอ่ยเสียงแข็งกับอาของเขาในห้องที่มีแต่ความเงียบที่มีคนอยู่ในนี้เพียงไม่กี่คน
“ที่พวกเค้าทำแบบนั้นก็เพราะห่วงเรานะตาแทน” ฮิโรชิชายญี่ปุ่นวัย39ผู้มีศักดิ์เป็นอาของแทนไทเขายื่นมือตบบ่าหลานชายของเขาเบาๆ
“ยังไงผมก็ไมเข้าใจผมอยู่ที่โน่นผมก็เอาตัวรอดได้คนของเราก็ตั้งเยอะผมคิดว่าพวกเค้าคงอยากให้ผมอยู่พ้นหูพ้นตาไปมากกว่า” แทนไทเบื่อที่จะต้องใช้ชีวิตแบบนี้เต็มทนตั้งแต่เล็กจนโตเขาแทบจะไม่ได้อยู่กับครอบครัวด้วยซ้ำเพราะด้วยครอบครัวที่เป็นตระกูลมาเฟียจึงมีปัญหาที่ทำให้เขาต้องเอาชีวิตรอดบ่อยครั้งเมื่อพูดจบแทนไทก็เดินดุ่มๆออกไปจากห้องนี้ทันที
“แทน..แทน” ฮิโรชิส่ายหัวเบาๆในระหว่างที่มองตามหลังหลานชายของเขา
“ผมดูแลนายน้อยให้เองครับคุณฮิโรชิ” ริกิคนสนิทของแทนไทวัย 35 เขาเลี้ยงแทนไทยมาตั้งแต่แทนไทสิบขวบและเขารู้ดีว่าต้องจัดการกับนายน้อยของเขาเช่นไรจึงเอ่ยปากกับฮิโรชิว่าเขาจะดูแลนายน้อยของเขาเองตอนนี้คงต้องปล่อยให้แทนไทอารมณ์เย็นก่อนแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
“น้าดาคะกลับมาแล้วค่ะ” ขวัญข้าวเดินเข้ามาในบ้านหลังเล็กของเธอที่อยู่ไม่ห่างจากถนนในหมู่บ้านมากนักเมื่อมาถึงก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้าเพราะต้องนั่งรถหลายต่อกว่าจะมาถึงบ้านเพราะตอนนี้รถมอเตอร์ไซต์คู่ใจของเธอนั้นยังซ่อมไม่เสร็จ
“มานั่งเลยจะน้าทำต้มยำกุ้งของโปรดไว้ให้ด้วยนะ” ดารากานยกถ้วยต้มยำกุ้งถ้วยใหญ่มาวางที่โต๊ะอาหารดารากานน้าสาวของขวัญข้าววัย 35เป็นสาวสวยที่ยังครองตัวเป็นสาวโสดเอาแต่ทำงานส่งหลานสาวของเธอได้เรียนสูงๆ
“ว้าว...น่ากินที่สุดเลย” ขวัญข้าวหันไปเห็นน้าของเธอวางถ้วยอาหารของโปรดก็ดีดตัวขึ้นไปนั่งที่เก้าอี้โต๊ะทานข้าวทันที
“พรุ่งนี้ขายของวันแรกไหวกันแน่ใช่ไหม” ดารากานค่อนข้างห่วงเรื่องที่หลานของเธอจะขายโจ๊กกับเพื่อนๆในตอนเช้าตรู่กลัวว่าเด็กๆจะเหนื่อยกันเกินไป
“แน่สิคะน้าดาพวกหนูตั้งใจแล้ว” ขวัญข้าวพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เดี๋ยวน้าช่วยนะ”
“ไม่ต้องค่ะเราแบ่งหน้าที่กันชัดเจนแล้วอีกอย่างน้าดาก็ตัดผ้าเย็บผ้าทุกวันแค่นี้ก็เหนื่อยแย่แล้วค่ะแถมยังต้องดูแลผักในสวนอีก” ขวัญข้าวรีบส่ายหัวปฏิเสธทันทีแค่ทุกวันนี้น้าเธอก็ไม่ได้มีเวลาพักเวลาหยุดแล้วในเมื่อพวกเธอตั้งใจแล้วยังไงก็ต้องทำมันให้ได้
“ถ้าไม่ไหวบอกน้าได้เลยนะ” ดารากานเห็นหลานของเธอตั้งใจแน่วแน่แล้วจึงไม่อยากขัดเธอเองก็อยากเห็นศักยภาพความรับผิดชอบของหลานเธอเหมือนกันว่าทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยมันจะดีทั้งสองอย่างหรือไม่แต่เธอก็ขอเกริ่นเอาไว้ก่อนว่าเธอช่วยได้
วันต่อมา
03.00 น.
ตอนนี้ขวัญข้าวและซินจางกำลังเตรียมของเพื่อช่วยกันขายที่หน้าบ้านของขวัญข้าวโดยซินจางเป็นคนเตรียมวัตถุดิบและขวัญข้าวนั้นเป็นคนเตรียมก่อเตาเพื่อตั้งหม้อต้มโจ๊กสองสาวทำงานอย่างมืออาชีพทั้งที่วันนี้เป็นการเปิดขายวันแรก
“นี่หลิวมันตื่นหรือยังเนี่ย” ซินจางขับรถของเธอมาถึงบ้านขวัญข้าวก็ลงมือหั่นเนื้อหมูไปชะเง้อมองหน้าบ้านไปว่าลลิลจะมาหรือไม่
“ขับรถออกมาจากบ้านหรือยังก็ไม่รู้ยิ่งหนาวๆแบบนี้ด้วยน่าจะไม่อยากตื่น” ขวัญข้าวรู้ดีว่าอากาศแบบนี้คงทำให้เพื่อนเธอตื่นยากพอสมควร
“นั่นไงพูดถึงก็มาพอดี” เมื่อขวัญข้าวพูดจบประโยคซินจางก็เห็นลลิลจอดรถมอเตอร์ไซต์คู่ใจของเพื่อนเธอที่หน้าบ้านพอดี
“โอ้ย...ทำไมมันหนาวแบบนี้เนี่ย” ลลิลลงรถเดินเข้ามาในร้านด้วยอาการตัวสั่นเพราะความหนาวขนาดใส่เสื้อผ้าห่อตัวมาเป็นมัมมี่แล้วมันก็ยังหนาวจนเธอสั่นอยู่ดี
“มานั่งข้างเตานี่สิจะได้อุ่นพวกฉันกำลังบ่นถึงแกอยู่พอดีว่าจะตื่นหรือเปล่า” ขวัญข้าวเห็นเพื่อนเธอตัวสั่นจึงเรียกให้มานั่งข้างเตาไฟก่อนเพื่อบรรเทาความหนาว
“ถึงฉันจะขี้เซาแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความรับผิดชอบนะจ๊ะคุณเพื่อน” ลลิลหันไปบุ้ยปากใส่เพื่อนเธอทั้งสอง
06.30 น.
ตอนนี้ลูกค้าในหมู่บ้านเริ่มเดินมาซื้อโจ๊กตอนเช้ากันแล้วคราแรกสามสาวคิดว่าวันแรกคนน่าจะยังไม่เยอะมากแต่ตอนนี้มือเป็นระวิงกันเลยทีเดียวเพราะคนต่างก็อยากลองโจ๊กร้านใหม่ที่เปิดใกล้ๆหมู่บ้านกันทั้งนั้น
“โจ๊กถุงนึงค่ะพิเศษใส่ไข่นะคะ”
“ได้ค่ะ” ขวัญข้าวรับออเดอร์ตักโจ๊กใส่ถุงแล้วส่งให้ซินจางใส่เครื่องเสร็จแล้วก็เป็นหน้าที่ของลลิลที่ต้องคิดเงิน
“ของพี่ยี่สิบบาทค่ะ” ลลิลจับถุงโจ๊กใส่ถุงหูหิ้วละคิดเงินอย่างรวดเร็วทั้งสามแบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัวแม้จะเป็นการรับมือกับลูกค้าวันแรกตอนนี้ทุกคนหายเหนื่อยกันเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นว่าของขายดีเอามากๆ
ไม่กี่นาทีผ่านมาโจ๊กที่เดือกเต็มหม้อก็หมดภายในพริบตายังดีที่ตอนนี้ยังเหลือให้พวกเธอได้เอาไว้กินตอนเช้ากันบ้าง
“ฉันดีใจจังเลยแกถ้าขายดีแบบนี้ทุกวันฉันตื่นตีสองก็ยังได้” ลลิลล้างหม้อโจ๊กไปยิ้มไปเธอภูมิใจเหลือเกินที่วันนี้เธอทำหน้าที่ของตัวเองได้เป็นอย่างดี
“ให้มันแน่นะ” ซินจางที่กำลังเก็บของเข้าเคาเตอร์ก็หันมาเอ่ยหยอกลลิล
“เอ่อ...ตีสามก็เช้าแล้วนะ” ลลิลขมวดคิ้วคิดเล็กน้อย
“ฮ่าๆๆ...ไปอาบน้ำเตรียมตัวไปมหาลัยกันเถอะ” ขวัญข้าวอดจะหัวเราะเพื่อนเธอไม่ได้เธอจัดการกับเตาไฟทำให้มันมอดเสร็จเห็นทุกคนเก็บของอะไรกันเรียบร้อยแล้วจึงให้ทุกคนรีบไปอาบน้ำเพราะตอนนี้มันเจ็ดโมงกว่าแล้วกว่าจะขับรถไปถึงมหาลัยอีกอาจจะสายได้
ณ.เมืองเมืองหนึ่งในประเทศญี่ปุ่นที่ค่อนข้างเงียบสงบผู้คนไม่พลุกพล่านมีบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งที่คนค่อนข้างเข้าถึงยากด้านในมีเหล่ามาเฟียมากมายคอยผลัดกันมาดูแลที่นี่และตอนนี้นายใหญ่ของตระกูลอิโตะอย่างเคซากุมาเฟียวัย35คนที่พึ่งรับกิจการต่อจากคนเป็นพ่อ
เคซากุเป็นนายแบบดังมาก่อนเมื่อพ่อของเขาเสียจึงรับช่วงต่อเป็นนายใหญ่ของตระกูลอิโตะเป็นคนที่หน้าตารูปร่างดีอย่างหาตัวจับยากเลยทีเดียวเขาสูง190 หุ่นบึกบึนกล้ามเป็นมัดสักที่เขนซ้ายเป็นรูปมังกรเต็มแขนผมยาวมัดรวบตึงคิ้วเข้มตาคมจมูกโด่งริมฝีปากหนามีไรเคราเล็กน้อยเป็นคนที่พูดน้อยต่อยหนักค่อนข้างโมโหร้ายแต่ทำอะไรรอบคอบ
และตอนนี้ธุรกิจทุกอย่างของตระกูลก็เริ่มพังลงมาพักใหญ่แล้วเพราะถูกมาเฟียตระกูลใหญ่อย่างโอกินาวะเล่นงานในสื่อว่าธุรกิจนำเข้าเทคโนโลยีของนั้นไร้คุณภาพทำให้หุ้นของเขาตกฮวบลงมาแล้วคนก็เลือกไปลงทุนกับธุรกิจของโอกินาวะมากกว่าตอนนี้เขาต้องทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นและหาทางแก้แค้นโอกินาวะอยู่อย่างรอบคอบ
“ผมมองหนทางไม่ออกเลยครับนาย” โทชิโอะมือขวาคนสนิทของเคซากุวัย 34 เขาค่อนข้างกังวลที่นายของเขานั้นคิดจะงัดข้อกับตระกูลใหญ่อย่างโอกินาวะเพราะมันเท่ากับการขี่หลังเสือและถ้าหากสงครามนี้เกิดขึ้นแล้วมันจะจบลงยากไม่ใครก็ใครต้องตายกันไปข้างหนึ่งเรื่องถึงจะจบซึ่งเขารู้ว่ามันจะต้องมีการนองเลือดกันเกิดขึ้นแน่นอน
“ฉันไม่เคยท้อแม้คนของเรามันจะด้อยกว่าพวกโอกินาวะก็ตามในเมื่อมันไม่รักษาสัญญาฉันก็จะไม่รักษาสัญญาเหมือนกัน” เคซากุมองหน้าโทชิโอะด้วยสายตาแน่วแน่เขาเป็นคนที่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของเขาเมื่อเขาต้องการจะเอาคืนใครก็ขวางเขาเอาไว้ไม่ได้เมื่อคนของเขามีอิทธิพลน้อยกว่าก็ต้องทำตัวเป็นหมาลอบกัดคอยกัดกร่อนอีกฝ่ายให้เสียกำลัง
ในเมื่อโอกินาวะไม่รักษาสัญญาที่ให้กับพ่อของเขาเอาไว้เขาก็ไม่จำเป็นจะต้องอยู่เบี้ยล่างของโอกินาวะอีกต่อไปเป้าหมายแรกที่เขาจะทำก็คือเล่นงานจุดอ่อนของโอกินาวะคือว่าที่นายใหญ่ของตระกูลคือลูกชายของชินอิจินั่นเอง
ตระกูลโอกินาวะ
ณ.คฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลโอกินาวะที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากโตเกียวมากนักใครๆก็รู้ว่าตระกูลนี้มีอิทธิพลมากแถมความเป็นอยู่ยังกับราชาแต่ใครจะไปคิดว่าในนั้นมีปัญหามากมายที่ต้องคอยสะสางไม่เว้นแต่ละวันทั้งคนที่อยู่ที่นี่ยังไม่เคยมีใครได้หลับตาลงอย่างสนิทเลยสักครั้งเพราะการเป็นมาเฟียใหญ่นั้นมักมีศัตรูรอบด้าน
“แกทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรฉันไม่คิดว่าแกจะโง่สร้างปัญหาใหญ่นี้ให้ฉัน” ชินอิจิหัวเสียอย่างมากเมื่อเรื่องครั้งนี้ฮิโรชิน้องชายต่างแม่ของเขานั้นเป็นคนสร้างเรื่องโดยการเปิดโปงกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานของพวกอิโตะเพราะเขาไม่อยากมีปัญหากับใครเพราะตอนนี้จุดอ่อนของเขาก็คือลูกชายนั่นเองและการทำผิดพลาดของน้องชายของเขาครั้งนี้ก็เป็นเหตุที่ทำให้เขาต้องส่งแทนไทไปอยู่ที่เมืองไทยนั่นเอง
“ผมขอโทษครับพี่” ฮิโรชิทำอะไรไม่ได้นอกจากกล่าวคำว่าขอโทษคำตวาดของพี่ชายเขาเจอมันมาจนชินแล้วตั้งแต่เด็กครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เขาถูกโมโหใส่จึงไม่ค่อยสะทกสะท้านอะไร
“แกจะไปไหนก็ไปฉันไม่อยากเห็นหน้าแก” ชินอิจิเอ่ยด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไรเขาไม่เคยเห็นว่าน้องชายของเขานั้นจะทำอะไรเข้าตาเขาเลยสักครั้ง
“เดี๋ยวมันก็ผ่านไปนะคะ” สุมนทิพย์ที่นั่งอยู่ด้านล่างเมื่อเห็นน้องสามีของเธอเดินลงมาด้วยสีหน้าหดหู่จึงเอ่ยให้กำลังใจเบาๆเพราะเธอเห็นแบบนี้มานักต่อนักแล้วด้วยความที่สามีเธอเป็นคนค่อนข้างโมโหร้ายคนที่ถูกระบายด้วยบ่อยก็จะเป็นฮิโรชิแต่เธอก็ไม่เคยเห็นฮิโรชิเอ่ยปากบ่นเลยสักครั้ง
“.....” ฮิโรชิเดินผ่านสุมนทิพย์ออกไปโดยที่ไม่พูดอะไรตอนนี้เขาอยากพักผ่อนมากกว่า
สามวันต่อมา
มหาวิทยาลัยXX
“นี่แกเห็นผู้ชายที่มานั่งหลังห้องในคาบเรียนหรือเปล่า” หลังจากที่เรียนจนพักเที่ยงแล้วสามสาวก็เดินออกไปที่โรงอาหารลลิลแอบสงสัยอยู่ไม่น้อยว่านักศึกษาผู้ชายคนที่นั่งแอยู่หลังห้องน่าจะเป็นนักศึกษาที่เข้ามาใหม่
“ทำไมเหรอ” ขวัญข้าวมองหน้าลลิลด้วยอาการสงสัย
“เค้ามาใหม่ใช่ไหมแล้วเข้ามาในช่วงใกล้สอบแบบนี้ได้ด้วยเหรอ” ลลิลขมวดคิ้วครุ่นคิด
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันอะแกเค้าอาจจะมานานแล้วแต่เราไม่ได้สังเกตเห็นก็ได้” ขวัญข้าวเห็นว่าลลิลน่าจะคิดมากไปเองนักศึกษาที่เข้าเรียนพร้อมกันก็มีตั้งหลายคนเพื่อนเธออาจจะจำสับสนก็ได้
“ฉันสังเกตทุกคนแต่ไม่เคยเห็นคนนี้” ลลิลส่ายหัวเบาๆเธอยังคงมั่นใจในความคิดของตัวเอง
“นายนั่นนั่งอยู่ตรงนั้นเข้าไปถามเลยสิ” ซินจางเห็นว่าลลิลสงสัยนักก็ให้เข้าไปถามนักศึกษาคนนั้นเลยเพราะเธอเห็นเข้านั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนคนเดียวริมทางเดินไปโรงอาหาร
“จะดีเหรอแก...อ้าวเฮ้ยหลิว” ขวัญข้าวหันไปหาซินจางไม่ทันได้คำตอบอะไรลลิลก็เดินพรวดเข้าไปหานักศึกษาผู้ชายคนนั้นแล้ว
“นี่นายเข้ามาใหม่เหรอแล้วเข้ามาแบบนี้ได้ด้วยเหรอ” ลลิลสะกิดบ่าชายหนุ่มเบาๆแล้วถามคำถามที่เธออยากรู้ทันที
“.....” แทนไทเงยหน้ามองลลิลด้วยสายตาเรียบเฉยและหันหน้าหนีเธอโดยที่ไม่ได้ให้คำตอบอะไร
“อ้าวพูดด้วยก็ไม่พูด” ลลิลยืนเท้าเอวและมองหน้าชายนุ่มอย่างไม่พอใจที่เขาทำเป็นเมินเธอ
“เค้าเป็นใบ้หรือเปล่าแก” ขวัญข้าวรีบเดินเข้ามาดึงตัวลลิลเอาไว้ก่อนที่จะพูดอะไรไม่รักษามารยาทออกไป
“ฉันไม่ได้เป็นใบ้...เข้ามาได้ไม่ได้ฉันก็เข้ามาเรียนแล้วพวกเธอมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” แทนไทได้ยินคำกล่าวจากหญิงสาวอีกคนที่หาว่าเขาเป็นใบ้จึงหันไปตอบกลับขวัญข้าวด้วยอาการไม่พอใจเขาพูดจบก็จ้องมองหน้าหญิงสาวอยู่อย่างนั้นไม่ละสายตา
“อ่อ..ไม่หรอกพวกฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรขอโทษด้วยนะที่รบกวน” ขวัญข้าวหลบสายตาชายหนุ่มเล็กน้อยทั้งขอโทษเขาที่พวกเธอมารบกวนและรีบลากลลิลออกไปพร้อมเอทันทีคราแรกกลัวว่าลลิลจะพูดอะไรเสียมารยาทกลับเป็นเธอที่พูดจาเสียมารยาทใส่ชายหนุ่มโดยที่ไม่ได้ตั้งใจเสียอย่างนั้น