หญิงสาวต่างจังหวัดอายุยังน้อย ต้องระหกระเหินจากบ้านเกิดเมืองนอนมา หวังจะหางานทำ เพื่อสานฝันให้กับน้องชายเพียงคนเดียวได้เรียนต่อ ใครจะรู้ว่าโชคชะตากำลังจะเล่นตลกกับชีวิตของเธอ ครอบครัวที่อบอุ่น บ้านที่เคยเป็นบ้าน เวลานี้มันแตกสาแหรกขาด
ตั้งแต่บิดาของเธอนอกใจผู้เป็นมารดาไปมีหญิงอื่น จากนั้นนาราก็ไม่เคยหวังอะไรจากผู้เป็นบิดาอีกเลย ไม่คิดจะขอความช่วยเหลือ แม้ในวันที่ตกทุกข์ได้ยาก เธอก็พร้อมที่จะฝ่าฟันไปด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เธอก็มุ่งมั่นตั้งใจเอาไว้แล้ว จะหางานทำให้ได้ ยังไงก็จะไม่ถอย ไม่ว่าจะเป็นงานหนักหรืองานเบาเธอก็จะไม่เกี่ยง จะไม่เลือกงานใดๆ ทั้งสิ้น ความฝันของน้องชายคือสิ่งที่จุดประกายให้เธอสู้ อย่างน้อยก็มีป้าที่พอจะพึ่งพาได้ หากว่าเธอไปอาศัยอยู่ที่นั่น
คนที่นาราเป็นห่วงที่สุดในเวลานี้คือผู้เป็นมารดา หากเธอกับนาทีไม่อยู่บ้าน นางคงจะโดดเดี่ยว เมื่ออยู่ที่บ้านคนเดียว ความเหงาของมารดานั้นคงทวีคูณเป็นสองเท่า แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น หากนาทีเรียนจบทุกอย่างจะเหมือนเดิมจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง เหมือนที่มารดาเคยรักษาและเยียวยาบาดแผล ที่บิดาของเธอเคยทำเอาไว้ เพื่ออนาคตของลูกนาราเชื่อว่ามารดาต้องยอม เหมือนที่เธอยอมเรียนแค่อนุปริญญา ทั้งที่นารามีความสามารถและฉลาดเก่ง สามารถที่จะเรียนจบปริญญาตรีไม่ยากเลย รถแท็กซี่วิ่งเข้ามาในซอยของหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ที่บอกได้เลยว่าถ้าไม่คุ้นนี่มันทางไปเขาวงกตชัดๆ เมื่อรถแล่นเข้ามาบ้านหลังที่หญิงสาวคุ้นเคย นารารีบพูดออกมาเสียงดัง
"ลุงๆ จอดๆ บ้านหลังนี้ค่ะ หนูเคยมาหลายครั้งแล้ว"
เมื่อฉันจ่ายค่าโดยสารเสร็จแล้ว จึงลงมาจากรถ ก่อนจะมองเข้าไปในบ้าน ที่เวลานี้มืดสนิทไฟก็ไม่เปิดสักดวง ฉันกดกริ่งกดแล้วกดอีกก็ไม่มีใครมาเปิด ลุงกับป้าไปไหนกันหมด นั่นคือคำถามในหัวของฉันเวลานี้ ฉันนั่งตบยุงตั้งแต่หนึ่งทุ่มจนเวลาล่วงเลยมาจะสามทุ่มกว่าแล้ว ฉันมองซ้ายแลขวาก่อนจะตัดสินใจ โยนกระเป๋าเป้ใบเดียวที่ติดตัวมา เข้าไปในบ้าน จากนั้นฉันก็ปีนข้ามรั้วที่ไม่สูงนัก แน่นอนฉันปีนป่ายที่ต่างจังหวัดเก่งจะตาย ต้นมะม่วงต้นมะขามก็ขึ้นมาแล้วรั้วเตี้ยแค่นี้จึงไม่ใช่ปัญหา
"ป้าสาคะป้าอยู่ไหมคะ.." ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ฉันบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพิงกับประตูบ้าน แล้วเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะเดินทางมาทั้งวันความเพลียทำให้นาราหลับลงได้อย่างง่ายดาย
ภูตะวัน
ผมภูตะวันที่บ้านเรียกมักเรียกสั้นๆ ว่าภูครับ ผมเดินทางไปเหนือหลายวันขับรถไปกลับเอง วันนี้ก็มาถึงดึกเลย ไม่ดึกธรรมดานี่มันปาเข้าไปจะตีสองกว่าแล้ว
ผมมีคอนโด แต่ส่วนมากผมจะพักที่บ้านหลังนี้มากกว่า เพราะมันใกล้กับโรงงานผลิตไวน์ ส่วนบ้านใหญ่คือบ้านที่แม่และน้องๆ อยู่กันนานๆ ทีผมจะเข้าไปที ซึ่งบ้านหลังนี้ผมซื้อต่อจากเจ้าของเดิมที่เขาขายให้ ก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปต่างประเทศ และผมเห็นว่ามันใกล้กับโรงงานเลยตัดสินใจซื้ออย่างไม่ลังเลใจ หลังจากที่ผมเอารถไปเก็บแล้วจะเดินเข้าไปในบ้าน ขณะที่ผมกำลังจะเปิดประตูนั้นได้เหยียบโดนอะไรนุ่มๆ
"โอ๊ย!" ฉันร้องออกมาเสียงหลง เมื่อมีใครคนหนึ่งเหยียบมาที่เท้าของฉัน ขณะที่กำลังหลับเพลินๆ เพราะเมื่อยจากการนั่งรถมาทั้งวัน
"เฮ้ย! นี่เธอเป็นใคร เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง เป็นขโมยหรือเปล่าเนี่ย!"
“นี่ลุง! เหยียบลงมาได้ยังไงตาบอดหรือไง โอ๊ย! เจ็บชะมัดเลย" ฉันนั่งชันเข่าพร้อมทั้งเอามือลูบเบาๆ ไปมาที่หลังเท้าอย่างรู้สึกเจ็บ เพราะว่าฉันใส่รองเท้าแตะ ส่วนเขาน่าจะใส่รองเท้าผ้าใบส้นหนาด้วยมั้ง "นี่! เธอเรียกใครว่าลุงปากเธอเนี่ยนะ เข้ามาแอบในบ้านคนอื่นแล้วยังปากเสียอีก เป็นขโมยใช่ไหมเนี่ย!"
"นี่ลุง! ลุงนั่นแหละเข้ามาได้ไง! นี่มันบ้านป้าฉันนะ อย่าทำเป็นเนียน ลุงเป็นขโมยหรือเปล่าเนี่ย! " ฉันพูดกับเขาพร้อมกับตะเกียกตะกายลุกขึ้น เพราะยังเจ็บที่หลังเท้า ภายในใจก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ตาลุงนี่อยู่ เพราะมองไม่ค่อยชัดไฟมันสลัว แต่ก็เห็นลางๆ พอเดาได้ว่าเขาอายุเยอะกว่าฉันหลายปี เขาดูดีจากการแต่งตัวภูมิฐานโครงหน้าก็น่าจะหล่อพอใช้ทีเดียว
"นี่เธอ ใคร ใครเป็นขโมยนี่มันบ้านฉันนะ!"
"มั่วแล้วลุง นี่มันบ้านป้าสา ป้าของฉัน คุณเป็นใคร แล้วถือวิสาสะอะไรเข้ามาอยู่ในบ้านป้าฉันเนี่ย ฮะ"ผมพอเดาได้แล้ว ถ้ายายเนี่ยไม่โกหก ผมเธอคงจะเป็นหลานสาวป้าสาจริงๆ แล้วเธอไปอยู่ไหนมา ทำไมไม่รู้ว่าป้าสาย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศหลายปีแล้ว
"นี่เธอหลบไปก่อนซิ ฉันจะเปิดประตู เราค่อยไปคุยกันในบ้านฉันเหนื่อย ขับรถมาตั้งไกลยังต้องมาเจออะไรแบบนี้อีก" ที่ผมสงสัยคือผมคุ้นหน้ายัยเด็กนี่มากเลย แต่นึกไม่ออกเคยเจอที่ไหนมาก่อน รู้แต่ว่าคุ้นเอามากๆ ผมจึงให้เธอเข้ามาข้างใน เพราะตอนนี้มันดึกมากแล้ว
"ว้าว!..ลุงจัดบ้านใหม่เหรอ เปลี่ยนไปเยอะเลยแต่ก็คลาสสิคดี"
ผมหันไปตามเสียงเจี๊ยวจ๊าวนั่นเธอน่ารักมาก ดูสดใสทำไมเธอทำให้หัวใจของผมเต้นแรงไม่เป็นจังหวะแบบนี้ ผมไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมความรู้สึกของผม มันเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังตกหลุมรักแรกอีกครั้ง เธอใส่เสื้อยืดกางเกงยีนต่างกับผู้หญิงที่ผมเจอแทบทุกวัน
ผู้หญิงพวกนั้นแต่งตัวเปรี้ยวโชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งแต่ผมกลับรู้สึกเฉยๆ ผิดกับเด็กคนนี้ ยัยเด็กนี่กำลังทำให้ผมรู้สึกใจเต้นแรงขึ้น เมื่อเธอเข้ามาใกล้ตอนนี้หัวใจของผมมันเต้นดังกลองเพล ผมบ้าไปแล้ว เด็กคนนี้ไม่น่าใช่สเปกของผมด้วยซ้ำ แต่พอเห็นหน้าเธอแล้ว
ทำให้ผมถึงกับตาสว่าง ความง่วงเหล่านั้นได้หายไปเป็นปลิดทิ้ง มันจะแปลกไหมถ้าผมจะตกหลุมรักยัยเด็กจุ้นคนนี้ ดูจากหน้าตาของเธอแล้ว ไม่รู้ว่าบรรลุนิติภาวะหรือยัง ผมยังไม่อยากเจอข้อหาพรากผู้เยาว์ แต่ความรักไม่มีกฎเกณฑ์ไม่มีกติกา มีเพียงหัวใจที่เป็นที่ตั้งมั่นไม่ใช่หรือ?
บ้านหลังนี้ได้เปลี่ยนไปเยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์หรือว่ามุมต่างๆ ของบ้าน บ่งบอกถึงรสนิยมคนอยู่อาศัย ดูอบอุ่นเป็นผู้ใหญ่และน่าค้นหา มันทำให้ฉันรู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้ การจัดบ้านแบบนี้น่าอยู่กว่าบ้านที่ป้าเคยจัดเสียอีก ฉันมัวแต่ก้มดูโน่นนี่นั่นจนลืมไปว่าเวลานี้ฉันได้ยืนอยู่ใกล้ๆ กับชายแปลกหน้า ฉันเผลอเลอขนาดนี้เลยเหรอ หากว่าเขาทำอะไรฉัน คิดไม่ดีไม่ร้ายกับฉันอะไรจะเกิดขึ้น ฉันค่อยๆ หันกลับไปมองเขา แต่ภาพที่เห็นทำให้ฉันแทบจะหยุดหายใจ
“โอปา” ฉันสตั๊นไปสิบวิ
“คนอะไรหล่อวัวตายควายล้ม เกิดจากท้องพ่อท้องแม่มาไม่เคยเห็นใครหล่ออะไรป่านนี้มาก่อนโอ๊ย! ใจนาราละลายแล้ว” ฉันบ่นพึมพำเบาๆ แต่ต่อให้เบาแค่ไหน เขาก็คงได้ยิน เพราะมันดึกเงียบสงัดขนาดนี้ แม้แต่เสียงหายใจฉันเขายังได้ยินเลย
“ถ้าฉันหล่อแล้ววัวตายควายล้ม ฉันขอไม่หล่อดีกว่าบาปกรรมเปล่าๆ”
“โอ๊ย..ลุง” ฉันลากเสียงยาว
“ฉันแค่พูดเล่น อย่างลุงเนี่ยนะหล่อ ประเทศนี้ไม่มีใครขี้เหร่แล้งมั้ง ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!”
“หุบปากไปเลย! เธอเป็นใครมาจากไหนต้องการอะไร”
“คำถามนี้ฉันต้องเป็นคนถามลุงมากกว่า ลุงเป็นใคร มาอยู่ในบ้านป้าสาได้ยังไง”
“ก่อนอื่นฉันต้องทำความเข้าใจกับเธอก่อน ฉันไม่ใช่ลุง เรียกให้มันถูกด้วย หน้าฉันไม่ได้แก่ขนาดนั้น”
“แล้วลุงอยากให้ฉันเรียกอะไรล่ะ น้องชาย พี่ชาย น้าชาย ว่ามาสิฉันจะได้เรียกถูก" ผมอยากจะบ้าตายยัยเด็กนี่กวนประสาทชะมัดถ้าเป็นน้องเป็นนุ่งนะผมจะมาจับตีก้นซะให้เข็ดเลย
“อยากเรียกอะไรก็เรียกตามใจเธอเลย เชิญเรียกได้ตามสบาย”คำพูดกระแทกแดกดันของตาลุงนี่ ช่างสร้างความพอใจให้กับฉันยิ่งนักรู้จักนาราน้อยไปซะแล้ว
“สรุปเรียกลุงนั่นแหละเหมาะที่สุด ฉันไม่เรียกคุณตาก็บุญเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“เธอนี่มันจริงๆ เลย”
“เอาล่ะ เรามาเข้าสู่คำถามกันดีกว่า ลุงเข้ามาอยู่ในบ้านป้าสาได้ยังไง เพราะนี่มันบ้านป้าของฉัน”
“เอาล่ะ ฉันขอถามเธอก่อนแล้วกัน เธอเป็นหลานประสาอะไร ไม่รู้ว่าป้าย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ฉันก็ซื้อบ้านหลังนี้ต่อจากป้าสาหลายปีแล้ว"
“โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! ป้าสากับลุงย้ายไปอยู่ต่างประเทศกับพี่ธนาเหรอ บรรลัยแล้ว”
“สรุปว่าเธอเป็นหลานสาวของป้าสาจริงหรือเปล่าเนี่ย ไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎหรอกนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะจับเธอส่งตำรวจแน่”
“โธ่! ลุงอย่าจับฉันส่งตำรวจเลยนะ ฉันเป็นหลานสาวของป้าสาจริงๆ”
“นั่งลง! ฉันบอกให้นั่งลง!” ผมพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเกรี้ยวกราด เพราะไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับยายเด็กนี่ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอใครแบบเธอมาก่อน เด็กอะไรกวนได้ตลอดเวลา เสียงของเธอราวกับนกแก้วนกขุนทองก็ไม่ปาน
อยู่ๆ ตาลุงนี่ก็พูดเสียงดังออกมา อะไรของเขา ฉันค่อยๆ หย่อนก้นนั่งลงที่โซฟาตรงข้ามกับตาลุง สายตาของฉันเหลือบไปเห็นกรอบรูป นั่นมันรูปของฉันที่ถ่ายกับคุณลุงคุณป้าแล้วก็พี่ธนา ซึ่งเป็นลูกชายคนเดียวของคุณป้านี่นา แปลกจังทำไมเขายังเก็บกรอบรูปนี้ไว้ทั้งๆ ที่มันไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย
“ลุง!” ฉันร้องเสียงดังขึ้นมา
“นี่เธอ! อยู่ใกล้กันแค่นี้จะตะโกนอะไรนักหนา หัดสำรวมเสียบ้างเป็นผู้หญิงยิงเรือ” ผมพูดออกมาอย่างหัวเสียอะไรของเธอ ผมอยู่กับเธอไม่กี่นาทีประสาทจะกินแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยครอบครัวของเธอ เพื่อนของเธอ ทุกคนที่อยู่ใกล้เธอคงต้องปวดหัวทั้งวันแน่
“ลุงฉันขอโทษ นั่นไงรูปฉัน เห็นไหมฉันบอกแล้ว ฉันเป็นหลานสาวของป้าสาจริงๆ ฉันไม่ได้โกหกเชื่อหรือยังล่ะ”
ผมว่าแล้วทำไมคุ้นหน้าเธอจัง ผมอยากจะเจอเด็กผู้หญิงที่ยิ้มแป้นคนนี้มานาน ผมอยากเจอตัวจริงของเธอ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ที่ผมซื้อบ้านต่อจากเจ้าของเดิม ซึ่งผมยังคงเก็บกรอบรูปนี้เอาไว้เพราะหวังว่าสักวันจะได้เจอกับเธอ แล้ววันนี้ก็มาถึงวันที่ผมได้เจอกับเธอจริงๆ
“ถ้าฉันรู้นะว่าคนในรูปนั้นเป็นเธอ ฉันทิ้งไปนานแล้ว คนอะไรพูดอย่างกับต่อยหอย เธอกินนกหวีดแทนข้าวหรือไง”
“ใจร้ายจัง ลุงเองก็ปากร้ายไม่เบาเหมือนกันนั่นแหละ ทีนี้เราก็มาพูดเรื่อง ที่ฉันจะอยู่ที่นี่กันดีกว่านะ”
“ใคร! ใครว่าฉันจะให้เธออยู่ที่นี่ มโนไปเองหรือเปล่า”
ฉันจะทำยังไงดีถ้าตาลุงนี่ ไม่ให้ฉันอยู่ด้วย มีหวังได้นอนวัดแน่ เพราะฉันไม่รู้จักใครเลยนอกจากป้าสาคุณลุงแล้วก็พี่ธนา ป้ากับคุณลุงคงย้ายตามพี่ธนาไปต่างประเทศแน่เลย ฉันน่าจะติดต่อหาคุณป้าบ้าง ไม่น่าปล่อยให้เวลาผ่านเลยจนขาดการติดต่อกันหลายปี ไม่อย่างนั้นฉันคงจะได้รู้ข่าวคราวป้า ไม่ต้องมาเจอกับเรื่องบ้าๆ แบบนี้
“อย่าใจร้ายเลยนะลุง นอกจากป้าสาแล้ว ฉันก็ไม่รู้จักใครเลย ให้ฉันอยู่ที่นี่เถอะนะ ให้ฉันทำอะไรก็ได้ ขอเพียงมีที่ซุกหัวนอน นะลุงนะ น๊าพลีส” ฉันตีหน้าเศร้าเล่าความจริง แต่ตาลุงนี่ก็ยังคงเงียบเฉย เขาทำราวกับว่าคำอ้อนวอนขอร้องของฉันเป็นเพียงอากาศธาตุ ฉันยังคงนั่งก้มหน้าต่อไป ภายในใจของฉันมันบอกว่าเศร้าไว้ ทำหน้าเศร้าเอาไว้นารา ผู้ชายร้อยทั้งร้อยแพ้มารยาผู้หญิงทั้งนั้น
“เธอเป็นผู้หญิง ฉันเป็นผู้ชาย เธออยู่ที่นี่กับฉันไม่ได้หรอก ใครรู้เธอมีแต่จะเสียหาย” ผมพูดตามความเป็นจริง ผมไม่เคยอยู่ร่วมชายคากับผู้หญิงคนไหนเลย นอกจากพลอยแฟนเก่าของผม ซึ่งผมคิดว่าเธอยังเด็กถ้าใครรู้แน่นอนมันคงไม่ดีกับตัวเธอ เพราะใครๆ ต่างก็รู้จักผมไม่ว่าจะเป็นนักข่าวหรือว่าคนละแวกนี้ เขาอาจมองเธอไม่ดีก็ได้
ฉันจะบ้าตาย เขามาสุภาพบุรุษเอาอะไรตอนนี้ ฉันง่วงจะตายอยู่แล้ว แต่ยังไงก็ต้องเจรจาให้ได้ ไม่อย่างนั้นฉันต้องกลับบ้านไปตั้งหลักก่อน และน้องชายของฉันต้องอดเรียนหมอแน่
“ลุงใครจะว่าอะไรก็ช่างเขาเถอะนะ ฉันไม่มีที่ไปจริงๆ ราชสีห์ยังเคยขอความช่วยเหลือจากหนูฉันใด สักวันลุงอาจจะขอความช่วยเหลือจากฉันก็ได้ ฉันสัญญาจะช่วยอย่างไม่รีรอเลย เพียงลุงให้ที่ซุกหัวนอนกับฉันก็พอ ถ้าฉันมีงานทำมีเงินพอ ฉันจะออกไปหาบ้านเช่าข้างนอก นะลุงน๊า คิดว่าช่วยลูกนกลูกกาเถอะ นะ นะ น๊า” ฉันยังคงตีหน้าเศร้าอ้อนวอนเขาสุดฤทธิ์สุดเดช ยังไงบ้านหลังนี้ฉันก็เคยอยู่ มันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยสำหรับฉันมาก
ผมเริ่มลังเล แต่ใจหนึ่งก็คิดว่าจะปล่อยให้เธอไปเผชิญกับชะตากรรมภายนอกได้ยังไง เธอเป็นเด็กผู้หญิงอาจจะไม่ปลอดภัยก็ได้
“ก็ได้..แต่...”
“เย้! ลุงใจดีที่สุดในโลกเลย ฉันจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้เลย ถ้าลุงมีอะไรให้ฉันช่วย ฉันยินดี ไม่ว่าจะบุกน้ำลุยไฟ ฉันก็ทำให้ลุงได้ ขอบคุณนะลุง ขอบคุณ ขอบคุณมากๆ” ฉันยังคงพนมมือไหว้เขารัวๆ ก็ฉันดีใจนี่นาอย่างน้อยตาลุงนี่ ก็ไม่ใจจืดใจดำกับฉัน
ผมจะบ้าตาย คำว่าแต่ ไม่มีผลอะไรในประโยคบอกเล่าของผมเลยยัยนี่ร้ายไม่เบา
“แต่เธอต้องทำงานบ้านทั้งหมดแทนแม่บ้าน ฉันไม่อยากให้ใครมาเห็นเธออยู่บ้านเดียวกับฉัน เดี๋ยวเขาจะมองเธอไม่ดีแล้วเอาไปนินทาในทางเสียหายได้”
“ขอบคุณมากลุง ขอบคุณมากนะคะ งานบ้านสบายมากไม่มีปัญหา แค่ลุงให้ฉันพักที่นี่ก็ดีมากแล้ว ขอบคุณนะลุง” ฉันพนมมือขึ้นไหว้เขาอย่างอ่อนน้อมอีกครั้ง อย่างน้อยเขาก็เป็นห่วงชื่อเสียงของฉัน สุภาพบุรุษพ่อของลูกชัดๆ ความคิดบ้าบอของฉันก็บังเกิดขึ้น แม้ว่าเขาจะขี้เก๊กไปหน่อยก็เหอะ
“เธอนอนห้องซ้ายมือนะ นอนได้ใช่ไหม แล้วรู้ใช่ไหมห้องไหน”
“นั่นมันห้องเก่าที่ฉันเคยมาพักที่นี่ ช่วงปิดเทอม และเวลามาเยี่ยมป้าสา ไปแล้วนะลุง ฉันง่วงมากเลยตอนนี้ ยืนไม่ตรงแล้วเนี่ย ขอบคุณค่ะลุง” ฉันลุกขึ้นยืนแล้วเดินขึ้นบันได แต่ก็ยังคงตะโกนขอบคุณเขาอยู่ร่ำไป ในระหว่างที่เดินขึ้นไปยังชั้นบนของบ้าน
“ยัยเด็กบ้าเอ้ย! เธอนี่มันจริงๆ เลย” ผมบ่นพึมพำเบาๆ กับตัวเอง เมื่อเธอเดินขึ้นห้องไปแล้ว ปล่อยให้ผมนั่งงงอยู่คนเดียว ต่อไปนี้ชีวิตผมคงไม่เป็นสุข ความวุ่นวายกำลังจะเกิดขึ้นกับผม แน่นอนนี่มันหายนะชัดๆ แค่คุยกับเธอคืนนี้คืนเดียวไม่กี่นาที ผมยังปวดประสาทขนาดนี้ ต่อไปผมต้องเป็นลูกค้าประจำ โรงพยาบาลประสาทแน่นอน
เวลาล่วงเลยผ่านมาจนจะครึ่งเดือนแล้ว แต่ฉันยังหางานทำไม่ได้เลย เรียนที่ว่ายากแล้วหางานทำยากกว่าเป็นหลายเท่า ทุกที่ที่ฉันไปสมัคร ก็ถามหาแต่ประสบการณ์ทั้งนั้น ถ้าฉันมีประสบการณ์ ฉันคงหาประสบการณ์ที่ทำงานเดิมนั่นแหละคงไม่ลาออก วิ่งโร่หางานจนแทบหมดสภาพขนาดนี้หรอก
ละแวกนี้ก็เหลือแค่ที่เดียว ที่ฉันยังไม่สมัครคือโรงงาน x x y group จำกัด มันคงเป็นทางเลือกสุดท้ายของฉันแล้วสินะ ที่ฉันไม่ยอมมาสมัครที่นี่ ก็เพราะว่าฉันมีเหตุผล ที่จะไม่สมัครตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“โอ๊ย! เหนื่อยแล้วก็ร้อนมากเลย อากาศเมืองไทยเนี่ย! ฉันกำลังนึกว่าตัวเองกำลังซ้อมลงนรก อะไรจะร้อนขนาดนี้ตายแน่ๆ เลยถ้าเป็นแบบนี้" ฉันพูดกับตัวเองพร้อมกับเดินเข้าไปในร้านอาหารตามสั่ง ข้างๆ โรงงาน ตอนนี้เลยเที่ยงมาแล้วอีกไม่กี่นาทีก็จะบ่าย ฉันทั้งเหนื่อยทั้งหิวยังไงโรงงานก็ใกล้บ้าน กินเสร็จอิ่มท้องก่อนแล้วค่อยไปสมัครก็ได้ ฉันไม่รอช้าเดินเข้าไปสั่งอาหารทันที เพราะหิวจนตาลายแล้ว
"ป้าเอาข้าวผัดกระเพราจานหนึ่งค่ะ” ฉันสั่งอาหารแล้วนั่งลง คนค่อนข้างเยอะ แต่ส่วนมากเขากินกันใกล้เสร็จแล้ว คงจะเป็นคนในโรงงานนี้มั้ง ฉันนั่งได้สักพักใหญ่ๆ ป้าคนนั้นก็เอาข้าวผัดกระเพราที่ฉันสั่งมาเสิร์ฟ
"ขอบคุณมากค่ะป้า"
"รับน้ำอะไรดีหนู น้ำอัดลมชาเขียว ชามะนาวน้ำแดงมะนาวโซดา" แล้วป้าแกก็พูดถึงเมนูน้ำเยอะแยะมากมายบลาๆ
"ขอเป็นน้ำเปล่าแล้วกันจ้าป้า" ตอนนี้ฉันต้องประหยัดเงินไม่รู้ว่าจะได้งานหรือเปล่า แค่พักบ้านตาลุงนั่นก็เกรงใจเขาจะแย่แล้ว แถมเช้าเย็นก็ยังกินข้าวที่บ้านนั้นอีก ขอให้ได้งานทำทีเถอะ ฉันจะเลี้ยงลุงให้พุงกางเป็นการตอบแทนเลย ฉันนั่งไปคิดไป โชคชะตาคงไม่เล่นตลกกับฉันหรอกมั้ง แค่นี้ฉันก็รู้สึกแย่มากพอแล้ว
"เก็บตังค์จ้า เท่าไหร่คะป้า”
"สี่สิบบาทจ้า" ฉันก็ยื่นแบงค์ยี่สิบไปให้ป้าสองใบ ก่อนจะถามออกไป
"ป้าคะ หนูขอถามอะไรหน่อยสิ โรงงานนี้เขารับสมัครพนักงานเยอะเหรอคะป้า หนูเห็นเขาติดประกาศหน้าโรงงาน แต่ยังไม่กล้าไปสมัคร"
"ใช่แล้วหนู ผู้บริหารเขาเก่งนะ เห็นว่าโสดแถมหล่อด้วย เขาส่งออกหลายประเทศ ถ้าได้เข้าไปทำงานโบนัสดีด้วยนะหนู ลูกชายของป้าก็ทำอยู่โรงงานนี้แหละ”
"เหรอคะป้า ขอบคุณนะคะ เดี๋ยวหนูจะลองไปสมัครดูค่ะ เอ่อ..ป้าคะของน้ำแดงมะนาวโซดาแก้วหนึ่งค่ะ" ฉันรู้สึกร้อนมาก จนอดใจไม่ไหวที่จะสั่งน้ำหวานกินต่อ ก่อนที่จะไปสมัครงาน
วันนี้ผมมาทานข้าวกับลูกค้ารายใหญ่ เธอเป็นสาวสวยมีนามว่าเจสซี่ เธอคือผู้หญิงอีกคน ที่มารดาของผมหมายมั่นปั้นมือ จะยัดเยียดให้กับผม เพื่อมาเป็นสะใภ้ของบ้าน
"อาหารร้านนี้อร่อยจังเลยนะคะพี่ภู ลองชิมนี่ดูนะคะ" เธอไม่พูดเปล่า แต่ตักอาหารมาจะป้อนผมให้ได้ ท่าทางของเธอมั่นอกมั่นใจ แน่นอนเธอเป็นสาวมั่นและเป็นลูกสาวนักธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ ชุดที่เธอสวมใส่แบรนด์เนมทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้า ถ้าเป็นยัยเด็กนั่นคงจะไม่ใส่อะไรแบบนี้แน่ ทำไมนะผมถึงต้องนึกถึงยัยเด็กจุ้นนั่นตลอดเวลาด้วย
"ขอบคุณครับคุณเจสซี่ คือว่าผมแพ้กุ้งนะครับ” ความจริงผมก็พอรับประทานได้นะ แต่ผมไม่อยากปฏิเสธเธอออกไปตรงๆ ผมเลยพูดแบบอ้อมค้อม เพื่อรักษาน้ำใจเจสซี่เอาไว้ อย่างน้อยธุรกิจของเราก็ต้องอาศัยบิดาของเธอในฐานะลูกค้ารายใหญ่
"ตายจริง! ขอโทษนะคะพี่ภู เจสซี่ไม่รู้ เดี๋ยวเจสซี่จะสั่งอาหารอย่างอื่นเพิ่มให้พี่ภูนะคะ" ผมห้ามไม่ทัน เมื่อเจสซี่กวักมือเรียกพนักงานมาเก็บจานอาหาร ที่มีกุ้งไปจนหมด ก่อนจะสั่งอาหารอย่างอื่นมาเต็มโต๊ะ อาหารที่เธอสั่งมาสิบคนก็กินไม่หมด เธอไม่นึกถึงคนที่เขาไม่มีจะกินเลยหรือยังไง
"ผมว่าเรามาเซ็นสัญญากันเลยไหมครับ คุณเจสซี่"
"พี่ภูขา กว่าเจสซี่จะได้ทานข้าวกับพี่ภู โอกาสหาไม่ได้ง่ายๆ นะคะ เจสซี่งานเยอะพี่ภูก็เหมือนกัน ฉะนั้นเราทานไปคุยไปแล้วค่อยมาเซ็นกันก็ได้ว่าไหมคะพี่ภู” เธอไม่พูดเปล่า แต่ยังเอามือมาคล้องแขนแล้วลูบหัวไหล่ของผมไปมา จากนั้นเธอก็เอาใบหน้ามาถูไถ พร้อมกับซบที่ไหล่ของผมอีก บอกตรงๆ ผมอึดอัดมาก แต่ก็ยังคงนั่งนิ่ง ซึ่งการเพิกเฉยของผมนั้น ทำให้เธอยิ่งได้ใจ คราวนี้เธอก็เกาะติดหนึบเลย จนผมแทบหายใจไม่ออกเลยทีเดียว
ในขณะที่ผมทานข้าวกับเจสซี่อยู่ชั้นสองของร้าน ตรงข้ามกับโรงงาน เมื่อผมมองลงไปข้างล่าง ฝั่งที่มีร้านอาหารตามสั่ง นั่นมันยัยเด็กจอมจุ้นนี่นา เธอมาทำอะไรที่นี่ อย่าบอกนะว่าเธอจะมาสมัครงานที่โรงงานของผม
"ยัยเด็กจอมจุ้นเอ๊ย!" ผมบ่นพึมพำเบาๆ ขณะที่ผู้หญิงข้างๆ นั่งเล่นโทรศัพท์ไปซบไหล่ผมไป ตักอาหารใส่ปากไป อะไรของเธอเนี่ย บิดามารดาของเธอคงเลี้ยงให้สบายและตามใจเสียจนเคยตัว เธอถึงได้ทำอะไรโดยที่ไม่แคร์สายตาใครๆ ในร้านอาหารแบบนี้
"มีอะไรหรือเปล่าคะ เห็นพี่ภูมองลงไปข้างล่างนานแล้ว ใครเหรอ คนรู้จักหรือเปล่า” เธอพูดพร้อมกับชะโงกมองไปข้างล่างแล้วหันมายิ้มให้กับผม เจสซี่เป็นผู้หญิงสวยมีเสน่ห์ แต่ทำไมผมกลับไม่รู้สึกชอบหรือมีความพิเศษกับเธอเลยแต่น้อย ผิดกับเด็กนั่นที่เธอดูธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษเหมือนใครๆ เธอกลับทำให้หัวใจของผมมันเต้นแรงทุกครั้งเวลาเข้าใกล้
“คุณเจสซี่ ผมขอตัวก่อนนะครับ เรื่องเซ็นสัญญาเดี๋ยวผมจะให้เลขานัดคุณอีกที ผมขอโทษจริงๆ พอดีผมมีนัดกับลูกค้าอีกราย แต่ผมลืมสนิทเลย เป็นเรื่องแน่ๆ ถ้าผมไม่ไป ผมขอตัวก่อนนะครับ"
"พี่ภู! พี่ภูจะทิ้งเจสซี่ไปแบบนี้ไม่ได้นะคะ พี่ภู! เจสซี่จะฟ้องคุณป้าคอยดู!" ผมไม่สนใจเสียงของเธอเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เป้าหมายของผมคือยัยเด็กนั่น ผมอยากรู้เธอมาทำอะไรแถวนี้ เด็กนั่นไม่เคยขอความช่วยเหลือจากผมเลยเรื่องงาน แต่ถ้าเธอมาสมัครงานที่โรงงานของผม ผมก็ยินดีจะช่วยเธอโดยไร้เงื่อนไข ทำไมนะเวลาที่ผมนึกถึงใบหน้าของนาราหัวใจถึงได้พองโต และตื่นเต้นทุกครั้ง