ในโรงภาพยนตร์ส่วนตัวอันกว้างขวาง กำลังฉายการประมูลเครื่องประดับที่ร้อนแรงที่สุดในขณะนี้
“ห้าล้านครั้งที่หนึ่ง”
เมื่อเสียงของผู้ประมูลดังขึ้น เวินซื่อถูกเติมเต็มจนเต็มที่โดยชายที่อยู่เบื้องล่างเธอ
เธอแทบจะไม่สามารถทนทานต่อความดุดันของเขาได้ จึงกัดไหล่ที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นของเขา
ชายคนนั้นครางเสียงต่ำออกมา
“ปล่อยหน่อย” เขาบีบเอวของเธอแน่นขึ้น น้ำเสียงของเขาแหบพร่าด้วยความยากลำบาก
เวินซื่อรู้ว่าการกัดทำให้เจ็บ
เธอจึงเริ่มผ่อนคลายลงและคลายฟันออกทีละนิด
จังหวะที่เธอกำลังจะขอโทษ กลับได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ จากชายหนุ่ม “ผมไม่ได้ให้คุณคลายปากนี้”
เวินซื่อชะงัก
ความรู้สึกผิดกลายเป็นความอับอายดั่งเปลวไฟที่ลุกโชนจนเธอรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว
เวลาผ่านไป ความดุดันก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
จนกระทั่งผู้ประมูลเคาะราคาปิดประมูล “ห้าสิบล้าน!”
“ขอเสียงปรบมือให้กับคุณเซ่หลินโจวเลยครับ!”
ชื่อที่ถูกเอ่ยนั้นทำให้เวินซื่อแข็งทื่อไปทั้งร่างในทันที
ความเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจนมาก จนชายคนนั้นชะงักการเคลื่อนไหว เขาเปิดเปลือกตาขึ้นมองจอภาพอย่างเกียจคร้าน
กล้องจับหันไปภาพใบหน้าของเซ่หลินโจวพอดี
“คุณชายรองตระกูลเซ่ คนรู้จักเหรอ?” เขากดจูบที่ใบหูของเวินซื่อ พลางยิ้มอย่างมีเลศนัย
เวินซื่อขมวดคิ้ว เธอไม่ต้องการพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่น้อย
“การสอดรู้สอดเห็นเรื่องซุบซิบเป็นส่วนหนึ่งของบริการของคุณด้วยหรือไง?”
ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เมื่อได้ยิน
บริการ?
เขาไม่ได้ปฏิเสธ แต่ค่อย ๆ บีบเอวของเธอแน่นขึ้นอีก และเคลื่อนไหวด้วยความรุนแรงที่ไม่ทันตั้งตัว
รอบข้างมืดสลัว ความปรารถนาล้นทะลัก
เสียงที่แสนคลุมเคลือและเสียงหัวใจที่ว้าวุ่นสอดประสานกันอย่างเร่าร้อน
จนกระทั่งถึงจุดสุดยอด
……
หลังจากทุกอย่างสิ้นสุด เวินซื่อฉวยโอกาสตอนที่ชายคนนั้นเข้าห้องน้ำ หยิบเงินสดสิบกว่าใบจากกระเป๋าสตางค์ออกมาวางไว้
จากนั้นเธอก็เดินออกไปโดยใช้มือประคองเอว
เมื่อลี่ซือเหนียนออกมาและพบเงินที่วางอยู่บนเก้าอี้ เขาก็กระตุกมุมปาก
ชายหนุ่มจุดบุหรี่อย่างใจเย็น นั่งลงแล้วหยิบเงินขึ้นมาเล่นในมือ
ไม่นานนัก ผู้ช่วยของเขา ซ่งชวน ก็พรวดเข้ามาอย่างรีบร้อน
กลิ่นอายของความเหนื่อยล้ายังคงไม่จางหาย ทำให้ซ่งชวนรู้สึกชาหนึบที่หนังศีรษะขึ้นมาทันที “ขอโทษครับคุณลี่ ผมพลาดไปชั่วขณะ ขอเวลาอีกหน่อย ผมจะจับเธอกลับมาให้ได้”
พวกเขาเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ แม้จะคอยระวังทุกอย่าง แต่กลับไม่ทันระวังผู้หญิงคนเดียว
ลี่ซือเหนียนพ่นควันบุหรี่ออกมา ดวงตาเขาดูเฉยเมย
“ไม่ต้อง ฉันเต็มใจเอง”
ซ่งชวนอึ้งไป
เขามองรอยข่วนชวนคิดลึกที่หน้าอกของลี่ซือเหนียนอีกครั้ง สมองของเขากลับกลายเป็นว่างเปล่า
อยู่กับเขามานานขนาดนี้ ลี่ซือเหนียนไม่เคยแตะต้องผู้หญิงคนไหนเลย แม้แต่การสัมผัสกันก็ไม่มี
ถึงขนาดในโลกภายนอกต่างลือกันว่าเขามีปัญหาบางอย่างที่ไม่สามารถพูดออกมาได้
แต่ตอนนี้ ข่าวลือกลับถูกชี้แจงไปแล้วทั้งแบบนี้
ยังไม่ทันที่ซ่งชวนจะคิดอะไรมาก เสียงทุ้มลึกของลี่ซือเหนียนก็ดังขึ้นอีกครั้ง “ตรวจสอบชีวิตส่วนตัวของเซ่หลินโจวให้ละเอียด ภายในครึ่งชั่วโมงฉันต้องได้ข้อมูลทั้งหมดของเขา”
เมื่อคืนนี้เธอวิ่งเข้ามาอย่างสับสน ทั้งตัวร้อนเป็นไฟ
เห็นได้ชัดว่าเธอโดนวางยา
เขาที่อดทนมาเนิ่นนานก็ไม่อาจต้านทานการยั่วยวนอย่างซุ่มซ่ามของเธอได้
แต่ในตอนที่เขาครอบครองเธอนั้น เขากลับพบกับอุปสรรคที่ชัดเจน
นี่เป็นครั้งแรกของเธอ
แต่ว่าเธอแต่งงานกับเซ่หลินโจวมาสองปีแล้ว
ครั้งแรกอย่างนั้นหรือ?
ลี่ซือเหนียนนึกถึงรสชาติที่หอมหวานนั้น พลางยกยิ้มมุมปากอย่างลึกซึ้ง
เขาชอบความประหลาดใจนี้อย่างมาก
แต่ก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่เธอเหมือนจะไม่จำเขาได้
……
เมื่อเวินซื่อกลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเช้าแล้ว
เธอกัดฟันเล็กน้อย
ถึงสองสามรอบหลังจะเหนื่อยล้าจนเธอขยับตัวไม่ได้ แต่ชายคนนั้นก็ยังคงดึงเธอเข้าสู่อ้อมแขนและเอาเธอไม่หยุดหย่อน
ใครกันแน่ที่เป็นลูกค้า?
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ หลินไห่ถัง เพื่อนสนิทของเธอก็โทรมาหา
“ซื่อซื่อ!” เสียงแหลมสูงของเธอดังลั่นเข้ามาในสาย “เธอตอนนี้เป็นยังไงบ้าง?”
เวินซื่อถอนรองเท้าออกอย่างเหนื่อยล้า “ดีขึ้นมากแล้ว”
เมื่อได้ยินเสียงอ่อนแรงของเธอ หลินไห่ถังก็ออกปากด่าอย่างอดไม่ได้ “เซ่หลินโจวไอ้คนน่ารังเกียจ เขาทำตัวน่าขยะแขยงเกินไปแล้ว ถ้าไม่อยากอยู่ด้วยกันก็หย่าไปสิ ทำไมต้องใช้วิธีต่ำช้าแบบนี้เล่นงานเธอ เขายังเป็นผู้ชายอยู่ไหม?”
หัวใจของเวินซื่อรู้สึกเจ็บแปลบ
เมื่อวานเป็นวันครบรอบสองปี เซ่หลินโจวส่งข้อความมาบอกว่าจะเลี้ยงฉลอง เธอก็แต่งตัวสวยไปพบเขา แต่กลับถูกทิ้งให้รอเก้อ น้ำเปล่าที่ถูกส่งมาให้ดื่มนั้นก็ทำให้เธอต้องพบกับค่ำคืนอันบ้าคลั่ง
เขาเป็นคนทำหรือเปล่านะ?
เวินซื่อกลั้นความขมขื่นและเสียดสีในใจไว้ แล้วเดินขึ้นบันไดไปช้า ๆ “ไม่เป็นไรหรอก ไห่ถัง ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง”
หลินไห่ถังรู้ดีว่าเพื่อนของเธอเป็นคนยอมใจอ่อนง่าย “ถ้ามีอะไรเธอบอกฉันได้เลยนะ ฉันจะใส่ส้นสูงแหลม ๆ ไปเตะไข่เขาให้ระเบิดเอง!”
เวินซื่อยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“แต่เดี๋ยวก่อนนะ ซื่อซื่อ” หลินไห่ถังถามด้วยความสงสัย “ผู้ชายที่เธอไปหามาได้เมื่อคืนนี้คือใครเหรอ?”
เวินซื่อชะงัก ลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้น “ไม่ใช่ผู้ชายขายตัวที่เธอจ้างมาให้ฉันหรอกเหรอ?”
“ฉันจ้างแล้ว แต่เธอไม่ได้ไปหาเขา ผู้ชายคนนั้นโทรหาฉันแต่เช้า บอกว่ารอเธอทั้งคืนแต่ไม่เจอ ฉันเลยโทรมาถามเธอนี่แหละ”
เวินซื่อ “……”
ในขณะที่เธอกำลังสับสน จู่ ๆ ประตูห้องนอนตรงหน้าก็เปิดออกอย่างกะทันหัน
เธอเงยหน้าขึ้นมอง
เซ่หลินโจวที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จและมีเพียงผ้าขนหนูพันรอบเอวหลุบตามองลงมาที่เธอจากมุมสูง
“ผู้ชายขายตัวอะไร?”
เวินซื่อถูกดึงกลับมาจากความคิดของตัวเอง เธอหันไปมองสามีของเธอ
ชายตรงหน้าเธอยังคงรักษาท่าทีสูงส่งเช่นเคย สายตาที่มองมาที่เธอนั้นทั้งเย็นชาและเหนื่อยหน่าย
สิ่งเดียวที่ดูแปลกไปคือรอยแผลที่ริมฝีปากของเขา ซึ่งชวนให้นึกถึงการจูบที่เร่าร้อน
ตอนที่เขาจูบกับคนอื่น คงดุเดือดมากสินะ?
ความรังเกียจที่ไม่เคยมีมาก่อนพลุ่งพล่านในใจของเวินซื่อ เธอกดปิดโทรศัพท์ แล้วพูดเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ไม่มีอะไรค่ะ”
พูดจบ เธอก็เดินเข้าไปข้างใน
เซ่หลินโจวขมวดคิ้ว จับข้อมือเธอไว้แน่น “เวินซื่อ ท่าทีนี่มันอะไรกัน?”
เขาแทบไม่ค่อยกลับบ้านสักเท่าไหร่
ปกติเวลาที่เธอเจอเขาก็ดีใจจนเหมือนเด็กน้อย วันนี้ทำไมกลับทำหน้าตาเหมือนปลาตาย?
เวินซื่อไม่ได้ขัดขืนอะไร เธอเพียงแค่เงยหน้ามองเขาอย่างสงบ “ฉันก็เป็นแบบนี้มาตลอดไม่ใช่เหรอ? เชื่อฟัง ว่านอนสอนง่าย คอยดูแลงานบ้านให้คุณอย่างดีโดยไม่ปริปากบ่น รับใช้คุณจนคุณอยู่อย่างสบายใจที่สุด เพื่อที่คุณจะได้มีสภาพที่พร้อมที่สุดในการทำงาน”
เธอหยุดพูดไปชั่วครู่ ก่อนจะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “คุณก็ชอบให้ฉันเป็นแบบนี้ที่สุดไม่ใช่เหรอ มันทำให้คุณมีเวลาสะดวกที่จะไปใช้ชีวิตอย่างเร่าร้อนกับคนรักนอกบ้านของคุณไง”
ดวงตาของเซ่หลินโจวลึกล้ำขึ้น
เรื่องแบบนี้คงปิดไม่มิด และเขาเองก็ไม่ได้คิดจะปิด เขาปล่อยมือแล้วพูดออกมา “วันนี้ฉันกลับมาเพื่อจะคุยเรื่องนี้กับเธอพอดี”
เวินซื่อถูข้อมือตรงที่เพิ่งถูกเขาจับไว้เมื่อครู่
ไม่เหมือนการถูเพราะความอาลัยอาวรณ์ แต่เหมือนถูเพื่อเช็ดบางอย่างที่สกปรกออกไปมากกว่า
“คุณกำลังจะเปิดตัวเธอแล้วเหรอ?”
เซ่หลินโจวทำหน้าบึ้งทันที “เธอไปสืบเรื่องของเธอมาเหรอ?”
น้ำเสียงที่ตึงเครียดของเขาทำให้เวินซื่อหลุดหัวเราะออกมา “จำเป็นด้วยเหรอ?” “เมื่อคืนคุณเซ่จ่ายเงินตั้งห้าสิบล้านเพื่อซื้อความสุขให้เธอ ใครมีตาก็มองเห็นทั้งนั้นแหละ”
เซ่หลินโจวจ้องมองเธออย่างเงียบ ๆ
น้ำเสียงของผู้หญิงคนนี้ยังคงเรียบทื่อเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่เขากลับเหมือนโดนบางอย่างทิ่มแทงอย่างบอกไม่ถูก
ใบหน้าขาวใสนั้นมีเสน่ห์ในความยุ่งเหยิง แต่แววตาที่เหมือนกับลูกแก้วใสกลับไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง
ไม่เหมือนกับปกติที่เธอจะมองเขาด้วยความรักเต็มเปี่ยม
เซ่หลินโจวพยายามเมินเฉยต่อความรู้สึกขัดแย้งในใจ แล้วใช้คำพูดที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเดิมเพื่อยั่วยุเธอ “เธอท้องแล้ว ตอนนี้ช่วงครรภ์ไม่ค่อยแข็งแรง ฉันก็แค่ซื้อของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเอาใจเธอเท่านั้น”
หมัดของเวินซื่อกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
ท้องแล้วอย่างนั้นหรือ?
ดังนั้น ตลอดสองปีที่ผ่านมา ในทุกค่ำคืนที่เธอรอคอย เขากลับขยันทำงานหนักอยู่บนร่างของผู้หญิงคนอื่นอย่างนั้นหรือ?
เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของเวินซื่อ เซ่หลินโจวก็รู้สึกพอใจขึ้นมาบ้าง “ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากแตะต้องเธอ แต่เธอน่าเบื่อเกินไป ไม่มีผู้ชายคนไหนชอบน้ำเปล่าหรอก”
คำพูดนั้นแสนทิ่มแทงชวนให้ใจเจ็บแปลบ
เธอไม่ได้ปฏิเสธเรื่องบนเตียง เพียงแค่ไม่ใช่คนที่จะรุกเร้าเองเท่านั้น หรือว่าไม่เก่งเรื่องเล่นตัวและยั่วสวาทก็ผิดด้วยเหรอ
เวินซื่อค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ แล้วพยักหน้าเบา ๆ
“ก็ดีเหมือนกัน เราหย่ากันเถอะ คุณจะได้ให้สถานะกับเธออย่างถูกต้อง”
คำว่า “หย่า” ทำให้เซ่หลินโจวชะงักไปเล็กน้อย
เขาหัวเราะเยาะ “ยังจะใช้แผนเล่นตัวยั่วให้ฉันตามอีกหรือไง? เวินซื่อ ตลอดสองปีมานี้ เธอทำทุกวิถีทางเพื่อเอาใจฉัน ใช้เล่ห์กลเด็ก ๆ มากมาย ต่อให้เธอไม่เบื่อ แต่ฉันเบื่อมากแล้ว”
ยิ่งพูด เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเวินซื่อน่าขัน “เธอรักฉันมากขนาดนี้ เธอจะทนจากฉันไปได้จริง ๆ เหรอ?”
เวินซื่อได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
ทนไปจากเขาไม่ได้หรือ?
เมื่อก่อน ตอนที่เขาล้มเหลวจากการทำธุรกิจ ตกอยู่ในจุดต่ำสุดของชีวิต เวินซื่อเป็นคนที่เอาเงินเก็บทั้งหมดของเธอออกมาเพื่อช่วยเขาผ่านช่วงเวลานั้น
เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ เขามอบชีวิตแต่งงานให้เธอ
หลังจากแต่งงานมาได้สองปี เธอทำหน้าที่ภรรยาที่ดีโดยไม่มีข้อร้องเรียนหรือความน้อยใจใด ๆ ช่วยให้เขาก้าวไปสู่จุดสูงสุด จนกระทั่งตอนนี้ที่เขามีชื่อเสียงและรากฐานที่มั่นคงในเมืองหวาย
แต่สิ่งที่เวินซื่อได้รับตอบแทน คือการที่เขาทำให้ผู้หญิงคนอื่นท้อง
ความรักจริงใจที่เคยมีถูกเหยียบย่ำจนกลายเป็นโคลน ถ้ายังรักต่อไป มันคงน่าอับอายแย่แล้ว
เวินซื่อพูดอย่างสงบนิ่ง “คุณร่างข้อตกลงการหย่ามาได้เลย เงื่อนไขอะไรฉันก็จะยอมรับทั้งหมด”
พูดจบ เธอก็เปิดประตูแล้วเดินเข้าไปข้างใน
เซ่หลินโจวมองตามหลังเธอไป ก่อนจะหัวเราะเยาะด้วยความโกรธเกรี้ยว
เอาเลย เล่นละครต่อไปเถอะ
ดูสิว่าเธอจะเสแสร้งไปได้นานแค่ไหน!
……
หลังจากเซ่หลินโจวเปิดประตูออกไปด้วยความโมโห เขาก็ไปหาเสิ่นจืออี้ คนรักของเขา
“ราบรื่นขนาดนี้เลยเหรอ?” เมื่อรู้ว่าเขาจะหย่าแล้ว เสิ่นจืออี้หัวเราะเบา ๆ ด้วยความตื่นเต้น “เธอก็ไม่ได้รับมือยากอย่างที่คุณบอกนี่นา!”
เซ่หลินโจวโอบกอดเธอพลางหัวเราะเย็น ๆ “เธอมันเจ้าเล่ห์ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการตอบตกลงหย่าของเธอนั้นคือเธอกำลังเล่นสนุกอยู่หรือเปล่า”
เสิ่นจืออี้นั่งลงบนตักของเขา เอาแขนเรียวโอบคล้องคออีกฝ่ายอย่างใกล้ชิด ดวงตาอ่อนหวาน “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะหลินโจว แม้ว่าเธอจะเปลี่ยนใจ ตอนนี้ก็สายไปแล้ว”
เซ่หลินโจวพอสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติ “หมายความว่ายังไง?”
ในแววตาของเสิ่นจืออี้ฉายแววเจ้าเล่ห์แวบหนึ่ง
เธอไม่ได้โง่ขนาดที่จะบอกความจริงเรื่องนั้นออกไป จึงหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยง “หลังแต่งงานสองปี เธอก็ปิดบังตัวตนทำตัวเป็นแม่บ้าน ฐานะห่างไกลจากคุณมาก ถ้าคุณใช้ไม้แข็งสักหน่อย เธอจะมีปัญญามีปากเสียงอะไรได้เหรอ?”
เซ่หลินโจวฟังแล้วเม้มปาก
ในช่วงสองปีมานี้เวินซื่อช่วยเหลือเขามากจริง ๆ และเธอก็รักเขาหมดใจด้วย
แต่ความรักจะมีประโยชน์อะไร
เขาใช้ความพยายามอย่างยากลำบากกว่าจะปีนป่ายมาถึงจุดที่สูงขนาดนี้ได้
และต้องการพลังจากผู้มีอำนาจเพื่อเสริมความมั่นคงให้เขา
ตำแหน่งลูกสาวตระกูลเสิ่นนั้น มีค่ามากกว่าความรักของเวินซื่อหลายเท่านัก
ขณะกำลังคิดอยู่นั้น ริมฝีปากแดงก่ำแสนเย้ายวนของเสิ่นจืออี้ก็ขยับใกล้เข้ามา “หลินโจว ยินดีด้วยนะคะที่หลุดพ้นจากเรื่องที่น่าเบื่อนั้นสักที เรามาฉลองกันดีไหม?”
เซ่หลินโจวหลุบตามองเธอ แล้วจู่ ๆ ก็เผลอคิดถึงใบหน้าที่เยือกเย็นของเวินซื่ออย่างบอกไม่ถูก
——ตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงตอนนี้ก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว แต่เธอกลับยังไม่โทรมาเรียกให้เขากลับไปอีก
ก่อนหน้านี้หากเขาทำอะไรผิดปกติไปนิดเดียว เธอจะร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง
ความคิดนี้ทำให้เซ่หลินโจวรู้สึกหงุดหงิดอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขาจึงผลักเธอออก “คุณเพิ่งท้อง ยังต้องระวังตัวหน่อย”
เสิ่นจืออี้เป็นคนที่ฉลาดพอ
เธอสังเกตเห็นว่าเขาใจลอยจึงถามขึ้น “เกิดอะไรขึ้นคะหลินโจว คุณไม่อยากหย่าหรือไง?”
เขารีบปฏิเสธ “จะเป็นไปได้ยังไง”
“แต่ดูคุณไม่ค่อยมีความสุขเลยนะ”
เซ่หลินโจวปลอบเธอ “พ่อผมอาการทรุดลงมาก คงจะมีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว ลี่ซือเหนียนจู่ ๆ ก็กลับประเทศ คงเป็นเรื่องการสืบทอดตระกูล ผมยังคิดไม่ตกว่าจะรับมือกับเขายังไงดี”
เสิ่นจืออี้ตกใจเล็กน้อย “ลี่ซือเหนียน? ลูกชายที่เกิดจากภรรยาคนแรกของตระกูลเซ่หรือคะ? เขาไม่ได้ใช้แซ่เซ่แล้วด้วยซ้ำ จะมาแย่งสิทธิ์สืบทอดมรดกกับคุณได้ยังไงล่ะ?”
แววตาของเซ่หลินโจวมืดมน
พูดไปก็ใช่ แต่เมื่อคิดดี ๆ สุดท้ายแล้วเขาเองต่างหากที่เป็นลูกนอกสมรส
ตลอดหลายปีที่พยายามทุ่มเททำทุกอย่าง เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่ได้รับการยอมรับในตระกูลเซ่เท่านั้น
แต่ยังต้องการกำจัดพี่ชายต่างแม่ของเขาไปให้พ้นทางด้วย
ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ต้องชนะให้ได้
เวินซื่อนอนไปจนถึงเวลาตกค่ำ แต่เมื่อตื่นขึ้นมากลับรู้สึกเหนื่อยยิ่งกว่าเดิม
เพราะในความฝันนั้น เต็มไปด้วยภาพความเร่าร้อนของชายแปลกหน้าที่เข้าครอบครองตัวเธอ
และก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ยาแรงเกินไป หรือเพราะฝีมือของชายคนนั้นช่างเหนือชั้นนัก
แม้เวินซื่อตื่นขึ้นมาแล้ว แต่ร่างกายยังคงรู้สึกเหมือนล่องลอยจนทำให้เธอหน้าแดงขึ้นโดยควบคุมไม่อยู่
กระทั่งตอนที่โทรศัพท์ของเพื่อนรักดังขึ้น เธอก็ยังไม่ทันหายจากอาการเลย
หลินไห่ถังฟังเสียงจากปลายสายก็รู้สึกผิดสังเกต “เสียงของเธอช่างใสเนียนราวกับน้ำเชียว เกิดอะไรขึ้น อย่าบอกนะว่าเธอเคลียร์ปัญหากับหมอนั่นเรียบร้อยแล้ว?
เวินซื่อกระแอมเบา ๆ “อย่าพูดเรื่องที่ชวนหดหู่แบบนั้นเลย”
หลินไห่ถังหัวเราะขำ
“อ้อจริงสิซื่อซื่อ ผลตรวจเลือดของเธอออกมาแล้วนะ ส่วนประกอบของยาที่ตรวจพบ ฉันส่งให้เพื่อนดูแล้วล่ะ เขามีคอนเน็กชั่นกว้างขวาง บางทีเขาอาจช่วยสืบหาคนที่ซื้อยานี้ได้”
เวินซื่อกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง “ขอบใจนะ ไห่ถัง”
“ถ้าอยากขอบใจจริง ๆ ก็อย่ามัวแต่ติดใจกับคนไร้ค่าอย่างหมอนั่นอีกเลยนะ หลังหย่าแล้วก็ขยันทำงานไปเลย ให้ฉันเห็นหน่อยว่าเธอจะสร้างอะไรได้บ้าง”
หัวใจของเวินซื่อรู้สึกอบอุ่นขึ้น เธอก้มหน้าตอบเบา ๆ “เข้าใจแล้ว”
ในความเป็นจริง หากคิดดี ๆ เหตุผลที่เธอรู้สึกชอบเซ่หลินโจว ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะรู้สึกซาบซึ้งใจ
เธอมาจากครอบครัวที่มีความคาดหวังในตัวเธอสูงลิบ จนวัยเด็กของเธอเต็มไปด้วยความอึดอัด และมีแค่เซ่หลินโจวที่อยู่ข้าง ๆ คอยให้กำลังใจ
ความรู้สึกผูกพันนั้นค่อย ๆ กลายเป็นความรู้สึกคลุมเครือที่เธอเข้าใจผิดว่าเป็นความรัก
“ดีที่ฉันคุ้นเคยกับการขาดความรักแล้ว เลยไม่ได้โลภกระหายมันมากนัก” เวินซื่อพึมพำกับโทรศัพท์ “สองปีที่ผ่านมา ถือเสียว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เขาเคยมีให้ก็แล้วกัน”
หลินไห่ถังนึกย้อนถึงอดีต ตอนนั้นเซ่หลินโจวก็รักเธออยู่เหมือนกัน
แต่ใจคนมักเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
“ซื่อซื่อ ขอให้เธอปล่อยวางได้จริง ๆ นะ”
เวินซื่อรู้สึกจุกในอก เธอรีบยกมือปิดตาอย่างไม่ยอมให้ตัวเองร้องไห้
และก็ในขณะนั้นเอง เธอเพิ่งสังเกตว่านิ้วนางของตัวเองว่างเปล่าไปแล้ว
เธอตะลึงไปชั่วครู่
แหวนหายไปแล้ว
สิ่งที่เธอเคยหวงแหนมาก ตอนนี้ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนถึงเพิ่งจะมารู้ตัว
หัวใจที่เคยบีบรัดแน่นกลับรู้สึกโล่งโปร่งอย่างประหลาด เวินซื่อพึมพำเบา ๆ “ใช่ ฉันปล่อยวางได้จริง ๆ แล้ว”
……
เรื่องแหวนหาย ไม่นานเซ่หลินโจวก็รู้เรื่อง
เขากลับมาบ้านเพราะมีธุระ และทันทีที่เห็นนิ้วของเวินซื่อที่สะอาดสะอ้าน เขาถามออกมาโดยไม่รู้ตัว “แหวนแต่งงานของเราไปไหนแล้ว?”