พีรดลรีบวิ่งเข้ามา ก่อนตัดสินใจอุ้มร่างของนิรนาไว้
“เอารถออกเร็วครับ” เขาบอกเสียงสั่น
รถเคลื่อนออกจากรั้วบ้าน โชคดีโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก คนป่วยถูกวางไว้บนเตียง แล้วเข็นเข้าสู่ห้องไอซียูในทันที นิรนากุมขมับนั่งอยู่หน้าห้อง น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอผิดเอง ที่พูดจากับแม่แบบนั้น พีรดลยืนกอดอกพิงกำแพง มองดูผู้หญิงที่บิดาต้องการให้มาเป็นคู่แล้วอดสงสารไม่ได้ ไม่คิดว่ามันจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้
“แม่เธอไม่เป็นไรหรอก” เขาเปรยออกมาราวกับต้องการปลอบ ทว่าอีกคนกลับตวัดสายตามองทั้งน้ำตา
“เก็บความห่วงใยจอมปลอมไว้เถอะ!” หญิงสาวย้อนเสียงเขียว
คนฟังขบกรามชักสีหน้าไม่พอใจ ที่พูดไม่ได้เสแสร้ง อีกฝ่ายตั้งห่าง อคติไม่เลิก คอยจ้องแต่จะหาเรื่องกัน แบบนี้ไง ถึงอยากเอาชนะ
“ปากเธอนี่ เก่งไม่เลิกเลยนะ” เสียงเข้มย้อนรอดไรฟัน
“ฉันไม่ได้ปากเก่งปากดีหรอกนะ ถ้านายปฏิเสธผู้ใหญ่ เรื่องมันคงไม่ลงเอยแบบนี้!”
“ทำไมฉันต้องทำให้ตัวเองโดนตัดเงินด้วย คนเรามันก็เห็นแก่ผลประโยชน์ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งฉันหรือเธอ!”
“นี่นาย!” พอได้ยินคนโกรธลุกยืน มือข้างตัวกำแน่น ความรู้สึกในอกมันอัดแน่นไปหมด อยากตะโกน กรีดร้องออกมา ทำไมไม่มีใครเข้าใจเธอบ้าง ตลอดเวลาที่ผ่านมา ต้องเจอเขากลั่นแกล้งมาตลอด
“ทำไม ฉันพูดแทงใจดำหรือไง!”
“ที่ฉันยอมรับการหมั้นไม่ได้ นายรู้แก่ใจ เพราะคนอย่างนาย ต่อให้หน้าตาดีแค่ไหน แต่สันดาน มันไม่ได้ดีเหมือนหน้าตาไปด้วย!”
“ไม่เหมือนเธอสินะ หน้าตาก็แย่ นิสัยก็เหมือนกัน ท่าจะหนักกว่าฉันเสียอีก” เขาย้อนอย่างเจ็บแสบ
หญิงสาวอ้าปากคิดถกเถียงต่อ แต่กลับต้องหยุดชะงัก เมื่อสายตาเห็นบิดาเดินมากับอาธนากร หย่อนกายลงบนเก้าอี้ตามเดิม พยายามระงับโทสะเอาไว้
หมอเจ้าของไข้ออกมาจากห้อง ทุกคนรีบตรงเข้าไป
“ภรรยาของผมเป็นยังไงบ้างครับ” สุพจน์ถามเสียงสั่น
“อาการปลอดภัยแล้วนะครับ”
สุพจน์และบุตรสาวระบายลมหายใจ ด้วยความโล่งอก
“แล้วผมเข้าเยี่ยมได้หรือยังครับ”
“ยังเข้าเยี่ยมไม่ได้นะครับ หมอต้องรอดูอาการ ต้องให้คนไข้อยู่ในห้องปลอดเชื้อก่อน พรุ่งนี้ถึงเยี่ยมได้นะครับ”
“ขอบคุณมากครับคุณหมอ”
“หมอขอตัวก่อนครับ” หมอพูดจบ แล้วเดินจากไป
สุพจน์หย่อนกายลงบนเก้าอี้ สีหน้าเคยเครียดดูผ่อนคลายลง เช่นเดียวกันนาฏสุรีย์ รู้สึกราวกับ ยกภูเขาออกจากอก เธอก้าวมาหาบิดาย่อกายตรงหน้า กุมมือพ่อไว้น้ำตาคลอ
“นาขอโทษค่ะพ่อ” บอกพ่อเสียงแผ่วเบา
คนเป็นพ่อเงยหน้าสบตา แล้วลูบศีรษะลูก
“ไม่ใช่ความผิดของนาหรอก แม่อาการปลอดภัยแล้ว เอาไว้นาค่อยปรับความเข้าใจกับแม่ก็ได้นะลูก”
“ค่ะพ่อ”
ธนากรมองดู ก่อนบีบไหล่บุตรชาย ดีใจที่ลูกมีสติ นำตัวของภรรยาเพื่อนมาส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที สุพจน์ลุกยืนแล้วสบตาชายหนุ่ม พีรดลชะงักเล็กน้อย
“ขอบใจมากนะพีที่ช่วยอา”
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี”
นาฏสุรีย์เหลือบมอง ไม่ว่าสิ่งที่เขากระทำ คือความจริงใจหรือแค่ต้องการเอาหน้า ก็นับว่าเป็นบุญคุณ
“ถ้าอย่างนั้นเราเดินทางกลับกันก่อนเถอะ ไปพักที่บ้านของฉันแล้วธนา” สุพจน์บอกเพื่อเสียงแผ่ว
“ได้สิ”
ทั้งหมดมองประตูห้องฉุกเฉิน นาฏสุรีย์หวังแค่เพียงแม่จะฟื้นโดยเร็ว เธอจะไม่ทำให้แม่ต้องเสียใจอีกแล้ว ไม่ว่าแม่ต้องการอะไร ก็ยินดียอมรับ แม้ต้องทรมานแค่ไหนก็ตาม
เสียงประตูห้องพักฟื้นเปิดออก นาฏสุรีย์เดินเข้ามายืนข้างเตียงพร้อมบิดา เห็นมารดาช้อนสายตามอง รอยยิ้มดูอ่อนแรง ใบหน้าแม่ซีดราวกับไม่มีเลือดฝาด ยิ่งเห็นแม่เป็นเช่นนี้ ยิ่งทรมานหัวใจคนเป็นลูกเหลือเกิน เธอทำผิดไปแล้ว ผิดจนไม่น่าให้อภัย ดึงมือแม่มากุมไว้แล้วแนบแก้ม
“แม่คะ... นาขอโทษ” เธอบอกแม่เสียงแผ่วเบา คนเป็นแม่ยิ้มบางๆ
“แม่เองก็ผิดที่บังคับลูก แต่แม่อยากให้นาเข้าใจ ว่าแม่เอง... ก็อยากชดใช้บางอย่างให้กับครอบครัวของธนา”
หญิงสาวชะงักเล็กน้อย ไม่อยากถามอะไร ตอนนี้ขอให้แม่หายเสียก่อน เรื่องอื่นคงต้องว่ากันทีหลัง
“แม่อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะคะ แม่พักผ่อนก่อนเถอะค่ะ”
“จ้ะลูก”
หมอเข้ามาตรวจอาการ สองพ่อลูกเลยแยกออกมา โรงอาหารโรงพยาบาล นาฎสุรีย์สังเกตสีหน้าแววตาบิดา เห็นค่อนข้างเครียด
“พ่อมีอะไรปิดบังนาหรือเปล่าคะ” เธอถามเสียงเครียด
คนเป็นพ่ออึกอัก แล้วยิ้มออกมา
“ไม่มีอะไรหรอกลูก”
“แล้วที่แม่บอกว่าต้องการชดใช้ให้ครอบครัวอาธนา คืออะไรคะ!”
สุพจน์ระบายลมหายใจ ไม่รู้ควรบอกลูกเช่นไร เพราะเรื่องทั้งหมด มันเกิดจากความผิดของเขาเองแท้ๆ เลยทำให้ลูกต้องเจอกับสถานการณ์ยากลำบากไปด้วย แม้ตัวธนากรเองไม่ได้บังคับ แต่เขารู้ดีว่าควรผูกสัมพันธ์กันไว้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องลำบากในภายหลัง
“บริษัทของเรากับอาธนา จะควบรวมกิจการกัน โดยอนาคตตั้งใจให้ลูกสองคนช่วยกันบริหาร”
คิ้วบางขมวดเข้าหากัน ทำไมต้องควบรวมกันด้วย แบบนี้ถ้าเกิดขัดแย้ง มันอาจกลายเป็นปัญหาในภายหลังได้
“ควบรวมทำไมคะพ่อ เราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย!” หญิงสาวโพลงออกมา สีหน้ากังวล
“พ่อจำเป็นน่ะลูก พ่อบริหารงานผิดพลาด ทำให้เราเป็นหนี้หลายร้อยล้าน พ่อเลยจำเป็นต้องให้อาธนาช่วยเหลือเรา”
คนฟังถึงกับนิ่งงัน ราวกับถูกหินหล่นทับร่าง มันชาไปหมด ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย
“มันจะได้อะไรคะ ถ้านาหมั้น”
“พ่อกลัวว่า พ่ออาจเสียบริษัทไป ถ้านาได้หมั้นแล้วแต่งกับพี อย่างไรเสียบริษัทก็ยังอยู่ในมือเรา”
หัวใจมันปวดร้าวขึ้นมา เธอกับพีรดล แทบเรียกว่าเกลียดกันได้เลย ผู้ชายคนนั้นเจ้าชู้ ที่สำคัญเขามีคนรักอยู่แล้ว เพียงแต่ปิดบังไม่ให้ใครรู้เท่านั้น
“มันไม่มีทางอื่นแล้วเหรอคะพ่อ!”
“นาคิดว่ามีไหม ในภายภาคหน้า ถ้าอาธนาไม่อยู่แล้ว เราจะยังรักษาบริษัทไว้ได้ไหม”
ริมฝีปากบางเม้มแน่น สีหน้าเผือดลง
“แม่เป็นห่วงเรื่องนี้มาก เลยทำให้เป็นแบบนี้”
นาฎสุรีย์เงียบ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองควรทำเช่นไร สับสนมึนงงไปหมดแล้ว มันยากทำใจ ต่อให้หมั้นกัน ก็ไม่แน่ใจเรื่องหลักประกันเลย อย่างไรหมอนั่นก็มีคนรัก ถ้าหากเรื่องนี้ถูกแพร่ออกไป เธอคงซวยแน่ แต่ตนเองนั้นก็ไร้ทางเลือก เพราะอาการแม่น่าเป็นห่วง ท่านคงคิดมากเรื่องนี้ เธอต้องทนเจ็บกับเรื่องนี้งั้นเหรอ
“นาขอให้แม่หายดีก่อนนะคะพ่อ แล้วนาค่อยตัดสินใจเรื่องนี้”
สุพจน์ช้อนสายตามองบุตรสาว
“ได้ลูก เรื่องนี้พ่อเองก็ลำบากใจ ไม่อยากบังคับนาเหมือนกัน แต่แม่คงกังวลเกี่ยวกับการหมั้นหมายของลูก เลยทำให้ป่วยกะทันหันแบบนี้”
“ค่ะพ่อ”
หลังจากทานอาหารเรียบร้อย สองพ่อลูกลุกยืน เดินเคียงกันกลับเข้าห้องพักฟื้น นาฎสุรีย์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความอึดอัด ต่อให้ไม่อยากหมั้นหมาย แต่คราวนี้อาจไม่มีทางเลือกมากนัก ต่อให้ต้องทนกับคำพูดของเขา ก็ยังไม่เท่ากับการสูญเสียคนสำคัญไป มันไม่มีอะไรได้ดั่งใจเสียทุกอย่าง เธอจำต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
นาฎสุรีย์ยืนมองคนมากมาย กำลังจัดดอกไม้ และเตรียมสถานที่สำหรับการหมั้นหมาย มารดาเธอยืนสั่งการอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้เตือนให้พักผ่อนก็ไม่ยอมรับฟัง หญิงสาวหลับตาลงแล้วระบายลมหายใจ ความรู้สึกหวาดหวั่นในหัวใจ ทำอย่างไรก็ไม่อาจสลัดมันลง เธอกลัวเหลือเกิน
ตัดสินใจเดินกลับเข้าสู่ด้านใน ตอนนี้ครอบครัวเธอ มาพักกันที่บ้านของอาธนากร เพื่อเตรียมการในงานหมั้นหมายระหว่างเธอกับพีรดลในอีกสองวันข้างหน้า สาวเท้าขึ้นชั้นสองสีหน้ากังวล ตอนที่ยอมรับปากหมั้นหมาย สีหน้าของพีรดลไร้ความรู้สึกใด เขาเงียบ และไม่ยินดียินร้าย มันทำเอากังวลพิกล เปิดประตูเข้าห้องนอน หย่อนกายลงบนเตียง
ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตู หรือว่าแม่ให้ใครมาตาม
“ใครคะ!” ตะโกนถามออกไป แต่ไร้เสียงตอบ
ลุกจากเตียงตรงเข้าไปยืนส่องตาแมว ไม่เห็นมีผู้ใด จับลูกบิดเปิดออก แต่อีกคนกลับแทรกกายเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วปิดประตูล็อกอย่างรวดเร็ว นาฎสุรีย์ชะงักถอยหลังห่างออกมา
“เข้ามาทำไม!” คนตัวเล็กถามเสียงสั่น
“เข้ามาคุยกับเธอไง”
“มีอะไรทำไมไม่ไปคุยกันข้างนอก!”
“ข้างนอกไม่สะดวก ตรงนี้สะดวกมากกว่า”
“แต่ฉันไม่สะดวก ออกไปจากห้องนี้ซะ!” เจ้าของห้องออกปากไล่ สีหน้าไม่ไว้ใจ
พีรดลยกท่อนแขนกอดอก แล้วยิ้มเยาะ
“นี่เธอกลัวฉันเหรอ ถึงได้ทำหน้าแบบนั้น!”
“ฉันไม่ได้กลัวนายเลยสักนิด!” หญิงสาวเถียง แม้รู้สึกเหมือนที่อีกฝ่ายเยาะหยันอยู่ในตอนนี้
“ถ้าไม่กลัว ก็ไม่ต้องไปคุยที่อื่น มันเสียเวลา”
นาฎสุรีย์กวาดตามองรอบๆ หากหมอนี่คิดอะไรแปลกๆ ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ เธอเคยโดนเล่นงานมาหลายครั้งแล้ว เขาน่ากลัวเกินกว่าจะไว้ใจได้
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบว่ามา” เธอรีบเร่งทันที
คนตัวใหญ่หรี่ตามอง พอมองแบบนี้แล้ว นาฎสุรีย์เองก็หน้าตาใช้ได้เลย ยามไม่มีแว่นสวมใส่บนใบหน้า
“รับปากหมั้นทำไม” เขาถามเสียงเย็น
คนถูกถามกัดฟัน สีหน้าหนักใจขึ้นมา เหมือนกลืนน้ำลายตัวเอง
“ฉันมีความจำเป็น ซึ่งนายก็น่าจะรู้”
เขาเลิ่กคิ้ว “ก็พอเข้าใจได้นะ แต่เธอแน่ใจเหรอ ว่าจะให้มันเป็นแบบนี้ หมั้นกับฉันมันไม่ได้จบแค่งานหมั้นหรอกนะ”
คิ้วบางขมวดเข้าหากัน “หมายความว่ายังไง”
พีรดลยักไหล่ “ไม่รู้สิ”
“นายอย่าทำเหมือนไม่รู้เรื่องหน่อยเลย เราสองคนต่างรู้ดี ว่าอะไรเป็นอะไร”
“ฉันไม่เดือนร้อนอยู่แล้ว อย่างที่เคยบอก”
“แล้วฉันจะเดือดร้อนหรือไง!”
“อันนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“แล้วที่มาพูด เพื่ออะไร!”
คนถูกย้อนถาม กระตุกยิ้มมุมปาก
“เพื่อให้เธอระวังตัวไว้ไง”
“ฉันต้องระวังอะไร นายอย่ามาขู่หน่อยเลย!”
ชายหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนใช้จังหวะเผลอของอีกฝ่าย กระชากเรียวแขน แล้วรั้งร่างบางเข้าหา กอดรัดไว้แน่น
“ปล่อยนะ! ทำแบบนี้ทำไม เป็นบ้าไปแล้วหรือไง!” เธอร้องลั่น สีหน้าตื่นตระหนก
“อีกสองวันเราก็หมั้นกันแล้ว ไหน ๆ ฉันก็ยอมเสียชื่อหมั้นกับเธอแล้ว จะไม่แตะต้องกัน มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก”
“แต่ฉันไม่ยอม เราแค่หมั้นกันในนาม ฉันทำเพื่อให้ครอบครัวสบายใจ ส่วนนายก็ทำเพื่อเงินไม่ใช่หรือไง!”
“แต่ฉันอยากได้กำไร อยากลองของแปลก เธอไม่อยากลองบ้างหรือไงกัน!” พีรดลย้อนถาม แล้วโน้มใบหน้าเข้าใกล้
คนในอ้อมแขนตระหนกตกใจ ยกมือดันแผงอกเบือนหน้าหนีด้วยความกลัว แต่เขากลับบดเบียดกายเข้าหามากขึ้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยแตะจมูก ทำเอาหัวใจชายหนุ่มเต้นหนักขึ้นมา ไม่คิดว่านาฎสุรีย์จะทำให้เขาใจเต้นได้ขนาดนี้เลย ร่างนี้ก็นุ่มนิ่มน่ากอดจนแทบไม่อยากปล่อย ทำเอาอยากผลักลงบนเตียงเสียตอนนี้เลย
“เพราะนายมันเป็นคนแบบนี้ ฉันถึงไม่คิดจะหมั้นไง ก่อนคิดจะทำอะไร ควรคิดถึงแฟนนายให้เยอะๆ ดีกว่าไหม!”
เขายิ้มหยัน “คิดถึงแฟนงั้นเหรอ ทำไมต้องคิดด้วย”
“ก็สิ่งที่นายกำลังคิดจะทำ มันผิดต่อแฟนนายไง”
“เธอคิดว่าฉัน กำลังจะทำอะไรงั้นเหรอ?”
คนถูกย้อนถามกัดฟันแน่น ต้องการกวนประสาทกันหรือไง
“แค่เราสองคนอยู่ในห้องเดียวกัน แถมนายยังกอดรัดฉันอยู่เนี่ย มันก็ผิดแล้ว!” หญิงสาวตวาดอย่างเหลืออด ที่ถูกอีกฝ่ายเอาแต่พูดจาวกวนกวนกันอยู่ตอนนี้
เขาหัวเราะในลำคอ ตั้งใจมาคุยเรื่องหมั้น เพราะอยากให้นาฎสุรีย์ช่วยปิดบัง แต่พอเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้ทีไร ก็นึกอยากแกล้งตลอด
“ไม่ผิดหรอก เพราะแฟนฉันไม่เห็นว่าเราสองคนทำอะไรกัน และฉันก็เชื่อว่าเธอคงไม่ป่าวประกาศด้วยจริงไหม?”
“นายมันบ้าไปแล้ว ปล่อยฉัน!” นาฎสุรีย์ดิ้นรนเอาเป็นเอาตาย กรีดร้องด้วยความโกรธเกรี้ยว หวังให้คนด้านนอกได้ยิน จะได้รู้จักนิสัยใจคอผู้ชายอย่างพีรดล บางทีผู้ใหญ่อาจล้มเลิกความคิดเรื่องงานหมั้น
“หยุดร้องนะ หยุดดิ้นด้วย เธอจะแหกปากทำไม บ้าไปแล้วหรือไง!”
“ฉันไม่หยุด จะร้องให้คนมาเห็น ว่าคนอย่างนายมันทุเรศแค่ไหน!”
พีรดลกัดฟันกรอด เมื่อเห็นอีกคนกรีดร้องโวยวาย ราวกับต้องการหักหน้ากัน รู้จักคนอย่างเขาน้อยไปแล้ว ที่ผ่านมายังแค่น้ำจิ้ม ถ้ายังแหกปากไม่เลิก จะให้เจอของจริงเสียตอนนี้เลย ร่างบางผลักดันจนล้มลงบนเตียง นาฎสุรีย์หน้าตาตื่นเมื่อร่างกายถูกคร่อมทับด้วยอีกคน
“กรี๊ด!” หญิงสาวร้องออกมาในทันที
จังหวะเดียวกับที่เขาโน้มใบหน้าลงมา แนบริมฝีปากอย่างรวดเร็ว จนอีกคนไม่ทันตั้งตัว
“อื้อ!” คนถูกจูบทำเสียงในลำคอ
หญิงสาวใช้มือผลักดัน พยายามดิ้นรนตะเกียกตะกาย ทว่าข้อมือสองข้างกลับถูกรวบไว้ แล้วกดลงบนฟูกหนาเหนือศีรษะ รสจุมพิตทำเอาร่างกายชาทั่วร่าง แม้อยากหลุดพ้นจากห้วงอารมณ์ แต่กลับทำไม่ได้อย่างใจ ลิ้นร้อนตวัดควานหาความหวาน ทำเอาคนถูกจูบหายใจไม่ทั่วท้อง
มือหนาเริ่มเลื่อนไล้ไปตามร่างกาย ทำเอาคนตัวเล็กสะดุ้ง ดิ้นรนอีกครั้ง น้ำตาเอ่อคลอด้วยความหวาดกลัว ในเมื่อเกลียดกัน ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยไม่เข้าใจเลย
“ถ้านายทำอะไรฉัน มันคงไม่จบแค่งานหมั้น แต่นายอาจต้องรับผิดชอบด้วยการแต่งงานกับฉัน!” คนเสียเปรียบข่มขู่ จ้องมองเขา แม้หวาดกลัวแต่จำต้องฝืนทน ต้องตั้งสติให้ดี
เขายิ้มเยาะ “งั้นเหรอ เธอคิดว่าฉันกลัวหรือไง มันไม่ทรมานแค่ฉันหรอกนะเรื่องแต่งงาน เธอเองก็ต้องทรมานเพราะทนอยู่กับฉันเหมือนกัน!”
“ตกลงที่นายเข้ามาในห้องฉัน เพราะต้องการแค่นี้น่ะเหรอ แค่ทำให้ฉันทรมาน แค่ทำให้ฉันเกลียดนายมากกว่าเดิม แค่นี้หรือไง!” เธอย้อนถาม ยิ่งหวาดกลัวผู้ชายพีรดลมากเท่าไหร่ยิ่งเสียเปรียบ ถ้าหากอ่อนลงแล้วหาทางเอาตัวรอด อาจเป็นหนทางที่ดีกว่า
“มันไม่ใช่แค่นี้” ไม่รู้จะอธิบายยังไง ถ้าไม่เกิดเรื่องกับคุณนิรนา ทุกอย่างมันคงดีกว่านี้ เขาเองก็ไม่ต้องหมั้นหมายกับนาฎสุรีย์ แต่ทุกอย่างมันผิดแผนไปหมด เลยต้องยุ่งยากใจ
“แล้วนายต้องการอะไร ฉันคิดว่านายจะเข้าใจ ว่าฉันรู้สึกยังไง ต่อให้นายเกลียดฉันแค่ไหน ก็น่าจะมีจิตสำนึกเห็นใจกันบ้าง!” หญิงสาวกัดฟันแน่น “เพราะนายก็รู้ดี ว่าฉันยอมหมั้นทำไม!”
ชายหนุ่มกัดฟันกรอด “ถ้าอย่างนั้นก็ก้มหน้า ก้มตารับกรรมกันไปก็แล้วกัน แบบนี้ถึงพอใจใช่ไหม!”
“แล้วมันมีทางไหนบ้างล่ะ” น้ำเสียงคนพูดเริ่มสั่นเครือ ทำทุกอย่างแล้วจริง ๆ จนทะเลาะกับแม่ จนแม่ต้องเข้าโรงพยาบาล หมอนี่ยังไม่พอใจอีก “ฉันรู้ว่านายรักแฟนนายมาก ฉันรับปากจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้แน่นอน มันจะเป็นความลับระหว่างเรา”
คิ้วเข้มขมวด “แน่ใจนะ” เขาย้อนถามเสียงเครียด
“แน่ใจ ไม่ใช่แค่นายที่อายหรอกนะ”
พีรดาชะงักจ้องมองใบหน้าคนใต้ร่าง แล้วหรี่ตามอง ความจริงนาฎสุรีย์ หน้าตาไม่ใช่ขี้เหร่เลย จำได้ว่าสมัยเด็ก เธอน่ารักมากเลย แต่พอโตมาไม่รู้ไปได้นิสัยไร้รสนิยมการแต่งตัวมาจากไหน ถึงไม่สนใจตัวเองบ้างเลย
“จะปล่อยฉันได้หรือยัง” หญิงสาวถามเสียงแผ่ว อึดอัดที่ร่างกายถูกบดเบียดอยู่แบบนี้
เขายอมผละห่าง ปล่อยอีกคนเป็นอิสระ ที่มันเกิดขึ้นเพราะต้องการแกล้งนาฎสุรีย์ ตั้งแต่รู้จักกันมา ยัยเด็กผมเปียที่เคยติดเขาหนึบตอนเด็ก กลับกลายเป็นรังเกียจกันหนักหนาแบบนี้ ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์แย่ลงระหว่างกัน มันเกิดขึ้นตอนไหนกันแน่