ตอน 1

ท่ามกลางความมืดมิดและเย็นเยียบอย่างที่สุดแห่งท้องทะเล มีเพียงสปอร์ตไลท์กันน้ำได้เท่านั้นที่ส่องนำทางลงสู่ด้านล่าง “ยิ่งลึกยิ่งมืด” นั่นคือสิ่งที่มองเห็น ทว่าที่รู้สึกมากไปกว่านั้นก็คือ ยิ่งใกล้ถึงจุดหมายความหนาวที่รับรู้ได้แถวสันหลังช่างสามารถแยกแยะได้แตกต่างไปจากความเย็นที่ลอดผ่านชุดประดาน้ำ อันจะรับรู้ได้เมื่อร่างกายค่อยๆ เคลื่อนที่จากผิวน้ำที่ซึมซับความอุ่นของแสงอาทิตย์มาตลอดทั้งวัน ลงสู่จุดหมายเบื้องล่างที่แสงอาทิตย์สาดส่องไปไม่ถึง

“ดำน้ำลึกตอนเที่ยงคืน”

ช่างเป็นเรื่องที่น่าโง่เขลาเบาปัญญาอย่างยิ่งสำหรับคนที่กล้าเสี่ยงจะทำเช่นนี้ แต่ว่าความโลภไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งต้องทนอยู่ท่ามกลางสิ่งของที่จะสามารถบันดาลให้เขาเป็นเศรษฐีได้เพียงชั่วข้ามคืนแต่กลับไม่สามารถหยิบฉวยออกไปได้สักชิ้นนั้น เขายิ่งทรมานเสียยิ่งกว่าไม่ได้พบได้เห็นเสียอีก

ตลอด 3 วันที่ผ่านมาที่ต้องทนเก็บความโลภไว้และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนักโบราณคดีใต้น้ำจากกรมศิลปฯ กำหนดพื้นที่ของแหล่งขุดค้นที่ชัดเจน อาณาเขตที่กรมศิลปฯ ประกาศเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้ชาวบ้านลงงมโบราณวัตถุนั้นมีระยะทางเป็นรัศมีกว้างกว่า 2 ไมล์ แค่ 3 วันที่ผ่านมายังสำรวจได้ไม่ถึงเสี้ยว แต่แค่ดำสำรวจโดยรอบๆ ก็พบว่ามีซากวัตถุโบราณกระจายอยู่จนทั่ว

สิ่งของที่เหมือนวางล่อตาล่อใจโดยไม่มีใครเคลื่อนย้ายนอกจากทำบันทึกสำรวจ ถ้วยโถโอชามที่มีมากเป็นพันๆ ชิ้นนี้ หากขาดหายไปเพียงชิ้นสองชิ้นหรือว่าสิบชิ้นก็คงจะไม่มีใครสงสัยหรือติดใจแน่แล้วเขา.. จะช้าอยู่ไย หากโชคดีเขาอาจได้สิ่งของที่มีค่ามากกว่าที่เห็นก็ได้ ของโบราณที่ได้ยินพวกนักสำรวจพูดคุยกันว่าคงมีอายุประมาณสัก 700 ปี ในสมัยนั้น...

“สมัยสุโขทัย”

เวลาเดินทางจะมีอะไรใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้ดีไปกว่า “ทองคำ” เข้มเหมือนจะแสยะยิ้มทั้งที่ปากนั้นอมท่ออากาศไว้แน่น เขารู้ว่าตัวเองยิ้มเพราะอะไร เพราะวิมานในฝันขณะนี้สิ่งที่เขาเห็นก็คือตัวเองนั่งอยู่บนกองเงินกองทองที่มากมายเสียจน ตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ยังไม่เคยเห็นของจริงสักครั้ง แต่หลังจากวันนี้ไปเขาคงต้องปรับชีวิตของตัวเองให้ชินกับการเป็นเศรษฐีใหม่เสียที ดีกว่าต้องคอยแต่เป็นลูกมือนักสำรวจใต้น้ำเช่นนี้ หรือหากจะดียิ่งกว่าก็คือทำงานต่อไปเพราะว่าแหล่งสำรวจที่ลงบันทึกทั่วทั้งทะเลอ่าวไทยนั้นที่ยังตกสำรวจอยู่มากกว่า 100 จุด ถึงตอนนั้นเขาคงจะรวยไม่รู้เรื่องไปเสียแล้ว

ทว่า.. ความคิดของเข้มต้องหยุดลงเพราะเสียงบางอย่างที่แล่นเข้ามากระทบโสตประสาท เสียงร่ำไห้ คร่ำครวญของอะไรหรือใครบางคน เสียงที่ไม่มีทางจะสื่อผ่านเข้ามาได้ในสถานที่เย็นเยียบใต้น้ำลึกอย่างนี้ เสียงที่บ่งชี้ไม่ได้ว่าเป็นสัตว์ มนุษย์หรือว่าอมนุษย์ ขนกายทั่วตัวเหมือนจะลุกชันโดยพร้อมเพรียง แต่ก็เพียบแวบเดียวที่รู้สึก.. คนอย่างเจ้าเข้มเสียอย่างจะกลัวอะไรเล่า ถ้ากลัวคงไม่มา

ของเก่ามี “เจ้าของ” เรื่องนี้เขารู้ดีเพราะลูกน้ำเค็มอย่างเขาออกเรือไดหมึกเรือหาปลามาก็มาก เรื่องลี้ลับผิดธรรมชาติเขาเคยชินและรู้ดีว่ามีอยู่จริง และสิ่งที่มักจะติดตามกันมาก็คือ ของชิ้นไหนอาถรรพ์แรงเจ้าของหวง ของชิ้นนั้นยิ่งมีราคาอันประเมินค่าไม่ได้ ประสบการณ์นักโจรกรรมที่สั่งสมบ่งบอกมาอย่างนั้น

ร่างแกร่งกำยำสะบัดตีนเป็ดพาว่ายตรงไปยังจุดหมายไม่สนใจกับเสียงคร่ำครวญส่อให้ขนกายลุกชันที่ก็เพียงข่มขู่ให้กลัวเหมือนเช่นเหตุการณ์หลายๆ ครั้งที่เคยพานพบมา ทว่าพอเอาเข้าจริงก็ไม่เคยมีอมนุษย์ตนไหนทำอะไรเขาได้เพราะทุกครั้งที่ทำมาหากินแบบนี้ ก็ไม่เห็นจะมีวิญญาณหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ผี” นั้นจะทำอะไรเขาได้สักตัว ว่ากันว่า “คนชั่วแม้แต่ผียังกลัว” สงสัยว่าเขาจะจัดอยู่ในคนประเภทนั้นและของดีที่บรรพบุรุษมอบให้ “ตะกรุดภูติ” กันภูติผีและคุณไสยร้ายไม่ให้กล้ำกรายก็เป็นสิ่งที่เขาพกติดตัวอยู่เสมอ

เข้มดำดิ่งสู่จุดหมายพร้อมกับความกระหยิ่มในใจที่ทั้งท้องฟ้าและใต้ท้องทะเลนี้ดูเหมือนจะเป็นใจไปกับเขา สถานที่ที่แม้แต่ตอนกลางวันแสงอาทิตย์ยังสาดส่องลงไปได้ยาก ทว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าในคืนนี้กลับกลายเป็นลำแสงของจันทร์เดือนเพ็ญที่ลอดผ่านลงมาเป็นสายและไปหยุดอยู่ ณ บริเวณปีกซ้ายของลำเรือ

ลำแสงสิ้นสุดที่เห็นเหมือนมีอะไรบอกกับเขาว่า สิ่งที่รอคอยอยู่สุดปลายแสงนั้นต้องเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการเสี่ยงในวันนี้อย่างแน่นอน ไม่รอช้าเข้มเบนร่างไป ณ จุดนั้นทันที ทว่าสายเชือกที่ผูกโยงร่างกับลำเรือที่รอคอยอยู่เบื้องบนกลับเป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาไปไม่ถึง แค่อึดใจเท่านั้นที่เขาคิด สิ่งเร้าตรงหน้ามีค่ามากกว่าที่จะทิ้งไป หากพลาดครั้งนี้เขาคงต้องรอคอยอีกนานจึงจะได้ลงมาอีกหน

เข้มไม่รอช้าค่อยๆ กระถดตัวจนฝ่าเท้าสัมผัสผืนทรายก่อนจะวางสปอร์ตไลท์ไว้แทบเท้าอย่างเบาที่สุด เพราะไม่ต้องการให้ฝุ่นทรายใต้น้ำมาบดบังสิ่งตรงหน้าไปมากกว่านี้ กระแสน้ำด้านใต้ที่พัดเอื่อยไม่รุนแรงทำให้ตัดสินใจเด็ดขาด มือค่อยๆ แกะเชือกบริเวณเอวและผูกไว้กับซากเรือที่พอจะจับยึดได้ แค่นี้ก็หมดปัญหาการจับทิศของเรือที่รอคอยเขาอยู่บนผืนน้ำและไม่ต้องกลัวว่ากระแสน้ำจะพัดพาร่างให้ลอยคว้างออกไปไกล

ตอน 2

วาบบบบ..

ใบหน้าหันขวับตามสัญชาตญาณ ต้นคอเย็นวาบมาพร้อมกับอาการเสียวสันหลังโดยไม่รู้สาเหตุ อะไรบางอย่างทำให้ยิ่งต้องระวังตัวเองมากขึ้น มือกำตะกรุดที่เอวแน่นพร้อมกับท่องมนต์คาถาในใจ ดวงตากวาดมองไปโดยรอบแม้จะไม่เห็นอะไรผิดสังเกต ทว่าสิ่งที่สัมผัสก็ทำให้แน่ใจว่าสิ่งไม่ธรรมดานั้นใกล้ตัวเขาเสียมากมายและเหมือนว่าสิ่งนั้นกำลังยิ้มเยาะเย้ยกับความโลภที่ปะปนมาพร้อมกับความโง่เขลาของเขา

ขณะที่ดวงตากวาดมองระวังภัยที่มองไม่เห็น เข้มย่อกายลงหยิบสปอร์ตไลท์ที่วางไว้แทบเท้า ทว่ากลับพบกับความว่างเปล่า หัวใจเต้นแรงไปกับสิ่งเหนือธรรมชาติที่เริ่มคิดได้ว่ามีพลังมากพอที่จะเคลื่อนย้ายข้าวของ เพราะผืนทรายราบเรียบที่เห็นเมื่อช่วงกลางวันกับกระแสน้ำพัดเอื่อย คงไม่สามารถพัดพาสปอร์ตไลท์ที่มีน้ำหนักให้ปลิวหายไปได้ แต่บางทีมันก็อาจจะเป็นไปได้เพราะแสงไฟที่เห็นอยู่ไม่ไกลว่า 2 เมตรข้างหน้าก็ทำให้รู้ว่าเขาควรจะตรงไปทางไหน เข้มกระหยิ่มย่องในใจเพราะดีที่ว่าเป็นทิศทางเดียวกันกับเส้นแสงของจุดหมายพอดี

“เฮ้ย!..”

ร่างในชุดประดาน้ำทะลึ่งตัวขึ้นโดยเร็ว เพราะบางอย่างที่มองเห็นขณะย่อตัวลงหาดวงไฟที่วางทาบอยู่แทบเท้า ลำแสงที่ส่องผ่านทำให้เขาได้เห็นในสิ่งที่ไม่น่าเลยจะเกิดจะมีได้ในใต้ท้องทะเล

“ชายซิ่น”

ค่อนข้างแน่ใจว่าตาไม่ฝาดแน่นอน มือกำตะกรุดแน่นจนรู้สึกเจ็บขณะฉายสปอร์ตไลท์ไปในบริเวณนั้นอีกครั้ง ชายผ้าซิ่นของผู้หญิง เขาไม่ได้ตาฝาดเพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เคยอยู่ในความนึกคิดเลยสักนิด ชายซิ่นแบบนั้น.. ผ้าลวดลายโบราณ ดูทีสิ่งที่เธอรักษาคงมีค่ามากมายจริงๆ

ดวงตาหลุบมองตะกรุดที่มือ แม้ในขณะที่ใต้น้ำเย็นเยียบทว่าเขากลับรู้สึกได้ว่าภายในอุ้งมือนั้นเหมือนมีความร้อนแผ่ออกมา จะเป็นไปได้ไหมว่าเพราะโลหะสัมผัสกับความเย็นจึงทำให้เกิดในสิ่งที่ตรงกันข้ามคืออุ่นจัดขึ้นมา ดวงตามองตรงไปยังจุดหมายเมื่อตัดสินใจแล้วว่ายังไงเสียวันนี้ก็ต้องมีสิ่งติดมือเขากลับขึ้นฝั่งให้ได้

“หึหึหึ.. ปู่ครูท่านใดก็ช่วยมึงมิได้ หากมึงไม่ยึดอยู่ในศีลในธรรม”

ทว่าหากเจ้าเข้มจะมีญาณล่วงรู้คงจะทำให้มองเห็น.. สตรีหนึ่งที่กำลังมองมันด้วยความสมเพชในความโลภที่ไม่มีสิ้นสุด แม้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มกายจะเตือน ทว่าความโลภที่มากมีก็ไม่อาจทำให้มันยั้งคิด

เรือนกายสะโอดสะองสมส่วนในซิ่นภูษาโบราณ อกอวบอิ่มคาดทับด้วยผ้าสีพื้นเผยให้เห็นช่วงเอวคอด ไหล่เปล่าเปลือยรับกับต้นคองามระหง เส้นผมถูกมวยสูงเหนือกระหม่อมและล้อมไว้ด้วยพวงมาลัยดอกไม้งดงาม เรือนร่างนั้นกำลังก้าวตามมันไปในทุกที่ที่แหวกว่าย ทว่าไม่เพียงเรือนกายจะไม่แม้สัมผัสสายน้ำรายรอบ ตลอดเส้นทางที่นางเยื่องกายยังไม่มีแม้แต่น้ำจะกระเพื่อมละอองทรายให้เห็น

สุดเส้นแสงจันทร์ส่องผ่านกระทบบางสิ่งที่ชวนให้ค้นหาและคุ้มค่าแห่งความเสี่ยง “แจกันสังคโลก” ใบโต ลวดลายแม้จะมองเห็นเพียงรางเลือน ทว่าแค่สภาพที่คาดคิดว่าสมบูรณ์ก็ทำให้มันบวกลบคูณหารตัวเลขในใจได้ว่า มูลค่าของแจกันนี้คงขึ้นเจ็ดหลักอย่างแน่นอน

ขนาดที่ใหญ่โตราวเกือบ 2 ฟุตไม่ทำให้มันยั้งคิดว่าจะไม่สามารถแบกขึ้นไปได้ง่ายๆ และควรมองหาสมบัติของชาติชิ้นอื่นๆ ที่มีน้ำหนักเบาและขนาดเล็ก เช่น เหล่ากาน้ำชาหลายใบที่อยู่ไม่ไกลนั้น ดวงตาแฝงความโลภของมันมองเพียงแจกันใบโตที่ดูราวจะถูกห้อมล้อมด้วยแสงจันทร์เท่านั้น ก่อนจะตรงเข้าหาอย่างถูกมนต์แห่งความโลภสะกดไว้จนสิ้นสติยับยั้งใคร่ควรใดๆ อีกแล้ว

แม้อยู่ใต้น้ำทว่ายังรู้สึกได้ถึงฝ่ามือที่สั่นของตัวเองยามเอื้อมไปสัมผัสแจกันใบสวย ที่ไม่ว่าจะพินิจพิเคราะห์มุมไหนก็ไม่เห็นแม้แต่ตำหนิสักเล็กน้อยที่จะทำให้สมบัติสูงค่าดูด้อยไป ความโลภบังตามองเห็นแต่เพียงเงินทองมากองอยู่ตรงหน้าจนไม่เห็นว่าที่แห่งนี้ มิได้มีมันอยู่เพียงผู้เดียว ณ ใต้ท้องทะเลครวญอีกต่อไปแล้ว

เมื่อส่องไฟดูแล้วไม่พบว่าด้านในแจกันจะมีกรวดทรายทับถมอย่างที่ควรจะเป็น เข้มจึงเอื้อมมือสั่นๆ ของตัวเองออกไปวางทาบไว้แต่ละด้านของแจกันใบโตอย่างมาดหมาย มันไม่รอช้าที่จะโอบอุ้มเงินทองที่จะได้มาจากการซื้อขายสิ่งนี้ขึ้นสู่ด้านบนอย่างรวดเร็ว

ทว่า.. เพียงแค่มันออกแรงยก สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ดวงตาต้องเบิกกว้างอย่างตื่นกลัวสุดขีดในชีวิต และนั่นก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่มันจะได้เห็นบนโลกมนุษย์ที่ชั่วชีวิตของมันต้องการเพียงไขว่คว้าเอาเงินทอง โดยละทิ้งบาปบุญคุณโทษทั้งหลายทั้งปวง และก้าวข้ามผ่านโลกมนุษย์ไปสู่โลกวิญญาณที่ต้องวนเวียนว่ายเป็นนิรันดร์

แสงจันทร์นวลสาดกระทบท้องทะเลดูสว่างไสวระยิบระยับไปทั่ว ทว่าในความสว่างไสวนั้นกลับเป็นสิ่งที่ผู้เฒ่าเจ้าของเรือนหวั่นเกรงเป็นหนักหนา เพราะยิ่งแสงจันทร์เจิดจ้ามากเพียงใด ผู้ที่หลงมัวเมาอยู่ในกิเลสตัณหาและความโลภยิ่งมากมี และเสียงครวญคร่ำที่ได้ยินตั้งแต่รุ่นเด็กยันวัยชรานั้นเล่า เสียงนี้ไม่ใช่หรือที่ดั่งจะร้องครวญถึงอีกชีวิตที่ต้องเซ่นสังเวย

“เสียงอะไรน่ะครับพ่อใหญ่”

ตอน 3

เจ้าของเสียงทุ้มที่เหมือนจะเพิ่งเดินออกมาจากเรือนรับรองตามเสียงแผ่นไม้กระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดที่ได้ยิน ทำให้พ่อใหญ่จงหันกลับมาพร้อมกับยิ้มรับชายหนุ่มจากเมืองกรุง ชายหนุ่มที่จะมารับหน้าที่นักสำรวจวัตถุโบราณใต้น้ำในวันรุ่งขึ้น

“เสียงครวญจากเจ้านาง”

“เจ้านาง..”

“ใช่.. เจ้านาง”

“เจ้านางอะไรครับพ่อใหญ่”

ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มนั้นมีแววสงสัยปนไม่ยี่หระกับเสียงที่ได้ยินเท่าไร เพราะพอจะเดาได้ว่า “เจ้านาง” ที่พ่อใหญ่จงเอ่ยถึงคงหมายถึงสิ่งเหนือธรรมชาติที่คนเลมักจะเชื่อถือตามนั้น แต่ที่ถามก็เพียงแค่สงสัยไม่ได้เชื่อว่าจะมีอยู่จริง

“ไม่รู้ รู้แต่ว่าตั้งแต่พ่อใหญ่แม่ใหญ่ของผมก็เรียกกันมาอย่างนี้ จนมาถึงรุ่นผมก็ยังคงเรียกอยู่เหมือนเดิม และเด็กรุ่นต่อๆ ไปก็คงจะไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากนี้”

เสียงแหบห้าวของผู้เฒ่าวัยชราแฝงไปด้วยความยึดมั่นและยอมรับว่าสิ่งนั้นมีตัวตนอยู่จริงขณะที่ดวงตาแกร่งผ่านพ้นวันเวลาไม่ได้ละไปจากผืนน้ำด้านหน้าเลยสักนิด

“โห.. ถ้าตั้งแต่รุ่นพ่อใหญ่แม่ใหญ่ของพ่อใหญ่อีกที เจ้านางท่านนี้ก็คงอยู่ที่นี่มากว่า 200 ปีแล้วน่ะสิครับ”

“คนเฒ่าคนแก่เล่าต่อๆ กันมา ผมก็ไม่รู้ว่าจะยาวนานแค่ไหนอาจจะ 200 ปี 300 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น หรือดีไม่ดีอาจจะพร้อมๆ กับเรือที่มาอับปางก็ได้ใครจะรู้ แต่พรุ่งนี้.. คุณอาจมีโอกาสได้รู้ก็ได้”

อนล.. หุบยิ้มในทันทีเมื่อเจอกับน้ำเสียงและสีหน้าจริงจังของพ่อใหญ่จง เพราะสิ่งที่ผู้เฒ่าเจ้าของเรือนบนเกาะที่เขาต้องมาขออยู่อาศัยเพื่อเก็บข้อมูลใต้น้ำในช่วงสัปดาห์นี้ให้มากที่สุดก่อนจะวางแผนสำรวจจริงกล่าวต่อ กลับกลายเป็นเขาเองที่ไม่อาจละสายตาไปจากผืนน้ำระยิบระยับสุดสายตานั้นได้ รู้แต่ว่าเสียงครวญคร่ำที่ล่องลอยตามลมมานั้นมันเป็นสิ่งที่ปลุกเขาจากนิทรา และเมื่อออกมารับลมที่ระเบียงก็กลับพบว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่ตื่นดึกอยู่ในขณะนี้

โดยเฉพาะเสียงของกระพรวนหรือกำไลกระทบกันที่ดังแว่วมานั้นช่างคุ้นเคยนักในความรู้สึก แต่เมื่อเขาเดินสำรวจดูรอบๆ เรือนกลับไม่พบว่าจะมีวัตถุใดที่ให้เสียงกังวานดังว่า ซึ่งอาจเป็นได้ที่เสียงดังกล่าวแว่วมาตามลมจากเรือนที่ห่างออกไป

“แล้วในความคิดของพ่อใหญ่ พ่อใหญ่เชื่อจริงๆ หรือครับว่านั่นเป็นเสียงครวญของเจ้านาง ไม่ใช่ว่าเป็นเสียงของแมลงกลางคืนหรือสัตว์บางประเภทที่บังเอิญร้องมาให้เราได้ยิน”

“แมลงหรือสัตว์ที่คุณว่าคงไม่เลือกร้องเฉพาะในคืนวันเพ็ญเต็มดวงหรอกนะ แต่ที่สำคัญเจ้านางนั้นมีอยู่จริง”

“พ่อใหญ่พูดเหมือนเคยเห็น”

อีกครั้งที่อนลต้องเก็บคำพูดเพราะสายตาของพ่อเฒ่าที่มองกลับมามันตอบว่า “ใช่” ว่าแต่ทำไมเขาต้องมารู้เรื่องราวแบบนี้ก่อนวันที่จะต้องลงสำรวจด้วยนะ..ไม่ใช่ว่ากลัวแต่เพราะไม่ต้องการให้อะไรมารบกวนจิตใจมากกว่าความมุ่งมั่นที่จะสำรวจและเก็บรายละเอียดให้มากที่สุดภายใน 7 วันที่ได้รับมอบหมาย

“อย่างงั้นพ่อใหญ่ก็ต้องรู้สิครับว่าเจ้านางนั้นครวญว่าอะไร ผมนอนฟังอยู่ตั้งนานก็ฟังไม่ได้ศัพท์ ไม่แน่ใจว่าเธอพูดว่าอะไรบ้าง”

“แม่ใหญ่คนทรงท่านบอกว่า คนที่เจ้านางเฝ้ารอเท่านั้นที่จะฟังเข้าใจ เพราะเสียงครวญคร่ำของเจ้านางจงใจสื่อผ่านให้เขาเท่านั้นรับรู้”

“หรือครับ.. และคนอื่นนั้นได้ยินว่าอะไรกันบ้าง”

“ฟังไม่ได้ศัพท์ รู้แต่ว่ามันเต็มไปด้วยความเศร้า ความห่วงหา ความอ้างว้างและความแค้นเคืองอาฆาต ความรู้สึกมันบอกอย่างนั้น”

“ฟังเป็นภาษาไทยไม่ได้เลยสักคำหรือครับ”

ใบหน้าพ่อใหญ่จงส่ายไปมาช้าๆ ทว่าสายตาก็ยังคงมองไปยังจุดนั้น จุดที่แสงจันทร์ส่องกระทบมากที่สุด ทั้งเสียงครวญคร่ำร่ำไห้ดั่งคนสูญเสียหมดแล้วทุกอย่างและแสงจันทร์งามระยิบระยับ คล้ายมีมนต์สะกดให้ชายหนุ่มและไม่หนุ่มทั้งในหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียงกล้าที่จะลงไปเผชิญกับความเสี่ยงในยามพระอาทิตย์ลับล่วง ทว่าผู้ที่ลงไปนั้นน้อยนักที่จะกลับขึ้นฝั่งอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและลมหายใจเพราะเขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น พ่อเฒ่าจงหลับตาหวนเข้าสู่ภวังค์

ย้อนไปราวปี พ.ศ.2500 ในวัยหนุ่มนั้นคนเลอย่างเขาไม่เคยยี่หระกับเรื่องใดทั้งสิ้น วิชาอาคมก็บวชเรียนมาพอคุ้มตัว อีกทั้งยันต์กันภัยทั้งหลายตามแต่อาจารย์ไหนที่ว่าดีเขาก็ต้องไปสรรหามาประดับไว้บนผิวกายแทบทั้งสิ้น

กลางค่ำกลางคืนหากไม่ไปส่องนกส่องกบก็มักจะตระเวนหาเกี้ยวสาวเพื่อครองคู่เป็นเมียผัว และเหตุเกี้ยวสาวในยามค่ำคืนก็ทำให้เขาค้นพบเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวจนถึงวันนี้ก็ยังไม่อาจลืมเลือนได้ เพราะเหตุการณ์ในคืนนั้นทำให้เขาสูญเสียเพื่อนเกลอที่พากันเที่ยวพากันเมาไปถึง 2 คนพร้อมๆ กัน ไป 3 ตาย 2 มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รอด รอดเพราะปาฏิหาริย์น่ะหรือ “ไม่ใช่” แม้ใครๆ จะว่าอย่างนั้นทว่าเขาเองกลับรู้ดีเสียยิ่งกว่าใครว่ารอดมาได้เพราะอะไร

คืนนั้นไม่ต่างไปจากคืนนี้ แสงจันทร์นำทางส่องถึงเบื้องล่างบริเวณซากเรืออับปางที่รู้แล้วว่ามากมีไปด้วยทรัพย์สมบัติมีค่ามากมายขนาดไหน ในยามนั้นเครื่องสังคโลกที่กระจัดกระจายอยู่รายรอบไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจ สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือของมีค่าที่ยังคงหลงเหลือและไม่ย่อยสลายไปกับวันเวลาและน้ำทะเลกัดเซาะ เช่น ทองคำหรือเพชรพลอยที่คาดว่าเจ้าของเรือคงจะนำติดตัวมาบ้าง เพราะหากจับพลัดจับพลูเจอขึ้นมาหนึ่งชิ้นก็เพียงพอที่จะนำไปขอสาวได้เลย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED