บทนำ
ทะเลทราย ดินแดนที่แฝงเร้นเรื่องราวในอดีต ร่องรอยแห่งอารยธรรม วัฒนธรรม ความเจริญรุ่งเรืองและสิ่งลี้ลับ ซึ่งได้ถือกำเนิดขึ้น ณ ดินแดนที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยเม็ดทรายมหาศาล ที่แม้แต่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถให้คำตอบกับสิ่งลี้ลับที่แอบซ่อนเร้นในรอยทรายนั้นได้
ร่องรอยแห่งอารยธรรมจากอาณาจักรในยุคโบราณได้แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองมาอย่างยาวนานนับหลายพันปี ตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์จนถึงยุคล่มสลายของอาณาจักร ทุกสิ่งล้วนมิยั่งยืน มีเกิดก็ต้องมีดับ มีความเจริญก็ย่อมมีการเสื่อมถดถอยไปตามกาลเวลา และเมื่อมีรักย่อมมีการพลัดพราก
ทว่า แม้กาลเวลาจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปนานเท่าใด สิ่งหนึ่งที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ นั้นคือความรัก รักแท้จากหัวใจ รักที่ติดตามหญิงเดียวในดวงใจอันเป็นที่รัก ดวงจิตเฝ้าเพรียกหา วิญญาณคอยร่ำร้อง เฝ้ารอคอยนางอันเป็นที่รักแม้นรักนี้เป็นรักที่ซ่อนเร้น หากแต่รักนั้นคือรักแรกและเป็นรักเดียว หัวใจรักนั้นมอบให้แก่นวลนางทุกภพชาติไป
“นางคือทุกสิ่งของข้า เป็นรักแรก รักเดียวและเป็นรัก นิรันดร์ของข้าเพียงผู้เดียวตลอดกาล”
คริสต์ศักราช 1998
ณ.กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
กรุงลอนดอน เมืองที่มีความเจริญมาตั้งแต่โบราณ ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของโลก ถือได้ว่าเป็นเมืองที่เจริญที่สุดในโลกเลยทีเดียว ลอนดอนเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของธุรกิจ เป็นผู้นำทางด้านการเงิน เทคโนโลยีและการสื่อสารรวมไปทั้งแฟชั่น ศิลปะและประวัติศาสตร์ของโลก
สะพานลอนดอน เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างนครหลวงลอนดอนและซัทเธิร์คในลอนดอน เป็นสะพานสำหรับข้ามแม่น้ำเทมส์ ตั้งอยู่ระหว่างสะพานรถไฟแคนนอนสตรีทและสะพานทาวเออร์ ทางด้านใต้ของสะพานเป็นที่ตั้งของมหาวิหารซัทเธิร์คและสถานีสะพานลอนดอน ทางด้านเหนือเป็นอนุสาวรีย์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอนและสถานีแบ้งค์และมอนิวเมนท์
ท่ามกลางจราจรอันคับคั่งบนสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ รถเบนซ์สุดหรูสีดำคลาสสิกจอดนิ่งสนิทอยู่บนคอสะพานมิสามารถขับเคลื่อนต่อไปอีกได้ ท่ามกลางรถรามากมายที่จอดนิ่งไม่แตกต่างเช่นเดียวกัน ราวกับว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นด้านหน้าหรือมีเหตุผิดปกติอื่นใดเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด
ภายในรถคันหรู เอเดรียน่า วาเนอร์ หญิงสาวร่างอรชรวัย 21 ปี เชื้อสายอังกฤษปนไทย มีบิดาเป็นชาวอังกฤษและมีมารดาเป็นชาวไทย เธอเกิดและเติบโตในกรุงลอนดอน จึงได้สัญชาติเป็นคนอังกฤษตั้งแต่เกิด
เธอใช้ชีวิตดั่งเช่นเด็กสาวทั่วไปอย่างสนุกสนาน และเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย King’s College London จากคณะพยาบาลศาสตร์ แต่ก่อนที่จะเริ่มอาชีพพยาบาลตามความใฝ่ฝัน เธอจะต้องมีบทบาทอื่นทำควบคู่กันไปด้วย นั้นก็คือบทบาทของภรรยาให้แก่ เอล็กซานเดอร์ รอสโซ่ เจ้าของบริษัทสายการบินทั้งในอังกฤษและทั่วโลก
หญิงสาวอยู่ในชุดแต่งงานสีขาวเรียบหรู หากแต่สวยสง่าประดุจเจ้าหญิง เนื้อผ้าสีขาวขึ้นมันขับเงา ลื่นนุ่มนิ่ม ตัดเย็บด้วยห้องเสื้อชุดเจ้าสาวชื่อดังในกรุงลอนดอน ช่วงบนออกแบบเป็นแขนกุดเผยแขนเรียวดุจลำเทียน เข้ารูปตั้งแต่ช่วงตัวจนไปถึงเอว ผ่าอกตรงกลางลึกไปจนถึงทรวงอกแลดูเก๋
และตั้งแต่ช่วงเอวลงไปตัวผ้าค่อยๆ ทิ้งตัว ออกแบบให้เดินได้สบายไม่รัดรูปจนเกินงาม ผมสีดำสนิทเกล้าขึ้นเก็บไว้อย่างเรียบร้อยเพื่อเตรียมพร้อมที่จะติดผ้าคลุมสำหรับเจ้าสาว
“ตู๊ด! ตู๊ด! ตู๊ด!” เสียงโทรศัพท์มือถือแผดดังลั่น พร้อมกับมือเรียวสวยรีบคว้าโทรศัพท์กดรับสายปลายทาง และทันทีที่กดรับสาย
“เจ้าสาวเดินทางถึงไหนแล้วยะ อีกไม่ถึงชั่วโมงพิธีแต่งงานก็จะเริ่มขึ้นแล้ว เจ้าบ่าวของเธอมารออยู่ที่โบสถ์นานแล้วนะ คุณพ่อคุณแม่ของเธอก็มาถึงแล้วด้วย นี่เธออย่าบอกนะว่าเธอขับรถมาเองใช่ไหม” เสียงปลายสายเอ่ยถามอย่างร้อนรน
“อือ...ใช่... แต่ใกล้จะถึงแล้วตอนนี้อยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ ไม่รู้ว่าข้างหน้าเป็นอะไรรถไม่ขยับเลย ฉันอยู่บนสะพานมาเกือบชั่วโมงแล้ว”
“ถ้างั้นเธอจอดรถทิ้งเอาไว้แล้วรีบเดินมา โบสถ์อยู่เลยตีนสะพานไปอีกนิดเดียว ถ้าเธอขืนอยู่ในรถต่อไปจะมาเข้าพิธีแต่งงานของตัวเองไม่ทันเอาได้นะยะคุณเจ้าสาว” เสียงของเพื่อนเจ้าสาวเอ่ยบอกเร่งเร้า
“จะบ้าเหรอชาร์ลอตต์! เธอให้ฉันใส่ชุดเจ้าสาวเดินจากคอสะพานไปถึงตีนสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ เธอรู้ไหมว่ามันไกลลากเลือดแค่ไหน แล้วต้องเดินทั้งๆ ที่อยู่ในชุดเจ้าสาวนี่ด้วยอีกนะ บ้ากันไปใหญ่แล้วฉันไม่เอาด้วยหรอก” หญิงสาวโวยวายไปตามสาย ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความดีใจ
“แค่นี้นะชาร์ลอตต์ รถขยับแล้วเดี๋ยวเจอกันนะจ๊ะเพื่อนเจ้าสาวของฉัน” หญิงสาวเอ่ยบอกเพื่อนพร้อมกดปิดโทรศัพท์ทันที ก่อนจะติดเครื่องยนต์เตรียมพร้อมเคลื่อนตัวออกไป
“รีบขยับหน่อยสิ ได้โปรดเถอะฉันรีบ” หญิงสาวพึมพำด้วยความร้อนใจ ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อรถข้างหน้าเริ่มจะเคลื่อนตัวออกจากจุดเดิม
การจราจรเริ่มจะคล่องตัวมากขึ้น และรถของเธอก็เริ่มใช้ความเร็วมากขึ้นตามไปด้วยเพื่อเดินทางไปให้ทันประกอบพิธีแต่งงานของเธอ ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองถนนตรงหน้าด้วยใจที่จดจ่อเพื่อขับรถให้ไปถึงเป้าหมายซึ่งอยู่อีกไม่ไกลมากนัก ก่อนจะมองเห็นรถจากพิพิธภัณฑ์อังกฤษที่มีศิลป์โบราณอยู่ภายในตัวรถกำลังแล่นผ่านนำหน้ารถของเธอออกไป
ทันใดนั้นเอง ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตเบิกกว้างขึ้นโดยพลันด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อเธอมองเห็นบางสิ่งบางอย่างปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาอย่างไม่คาดฝัน
ร่างอันเลือนรางของบุรุษสูงใหญ่ในชุดอียิปต์ในสมัยโบราณ ศีรษะประดับด้วยมงกุฎทองคำ บ่งบอกฐานะว่าอยู่ในชนชั้นสูงยิ่งนัก ร่างเลือนรางดังกล่าวค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นจนหญิงสาวสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน กลายเป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลาแต่กลับอยู่ในชุดราชสำนักของยุคอียิปต์ในสมัยโบราณ ร่างดังกล่าวยืนขวางรถของเธอ ดวงตาคมดุภายใต้ใบหน้าอันคมเข้มจ้องมองมาที่หญิงสาวตาไม่กระพริบ
“มากับข้าเถิด! ข้ามารับเจ้า” ชายหนุ่มในชุดโบราณที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ารถเอ่ยบอกเธอโดยผ่านทางจิต
“ป...ไป...ไปไหน...ฉันไม่รู้จักคุณ! ออกไป!” หญิงสาวตะโกนก้องออกไปด้วยความตกใจอย่างสุดขีด ก่อนจะเหยียบคันเร่งจนมิดผ่านร่างบุรุษลึกลับในชุดโบราณอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เหยียบคันเร่งของรถผ่านร่างลึกลับดังกล่าว หญิงสาวหันกลับไปมองด้านหลังของตัวรถเพื่อดูให้แน่ใจว่าสิ่งที่เธอเห็นเป็นเพราะตาเธอฝาดหรือเธอกำลังเห็นอะไรกันแน่
“เจ้ามองหาข้าอยู่ใช่ไหม” เสียงทุ้มกังวานแต่แฝงเร้นไปด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ดังขึ้นตรงเบาะนั่งข้างคนขับ
ร่างบุรุษรูปงามลึกลับ ทอดสายตามองมาที่เธอด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความรักและความคิดถึง เพียรเฝ้าโหยหาแต่เธอมาโดยตลอด ดวงตาสีนิลกาฬแม้จะคมกล้าแต่หวานซึ้งเป็นยิ่งนักเมื่อทอดสายตามองมาที่เธอ หากแต่คนถูกมองในยามนี้ สติกำลังจะแตก
“นี่...ฉันเห็นอะไรกันแน่ นี่ฉันกำลังเห็นอะไร!” หญิงสาวพูดพร้อมสะบัดศีรษะของตัวเองไปมาเพื่อขับไล่ความผิดปกติของเธอ ก่อนจะลืมดวงตากลมโตขึ้นมาอีกครั้ง
“กรี๊ดดดดดดด!” หญิงสาวกรีดร้องออกมาจนสุดเสียงด้วยความตกใจ
เมื่อจู่ๆ รถที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามพุ่งลอยละลิ่วตรงมาที่รถของเธอ มือเรียวหมุนพวงมาลัยเพื่อหลบหลีกการถูกพุ่งเข้าชนของรถคันดังกล่าว ทว่าการหลบหลีกรถของเธอกลับไม่เป็นไปตามที่คิด รถยนต์คันหรูของหญิงสาวเสียหลักพุ่งชนกับราวสะพานลอยละลิ่วตกลงไปในแม่น้ำเทมส์ทันที
“ตูม!” รถยนต์ค่อยๆ จมลงใต้น้ำอย่างรวดเร็ว ก่อนจะจมมิดตัวรถไปในที่สุดพร้อมๆ กับร่างของเจ้าสาวที่ไปไม่ถึงงานแต่งงานของตัวเอง!
ใต้แม่น้ำเทมส์
เอเดรียน่า พยายามปลดล๊อกเข็มขัดนิรภัยจนสามารถหลุดออกมาได้เป็นผลสำเร็จ สองมือพยายามปลด ล๊อกรถยนต์แต่ไม่สามารถทำได้เพราะรถทำงานด้วยระบบไฟฟ้า เท่ากับว่าเธอติดอยู่ภายในตัวรถไม่สามารถออกไปจากรถได้และที่สำคัญแม้จะออกจากรถได้แต่เธอว่ายน้ำไม่เป็น! เท่ากับว่าเธอกำลังจะจมน้ำตายนั่นเอง!
หญิงสาวตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างสุดขีดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอพยายามช่วยเหลือตัวเองโดยใช้สองมือพยายามทุบกระจกด้านข้างตัวรถ แต่ก็ทุบไปได้ไม่เท่าไรหญิงสาวก็เริ่มเคลื่อนไหวช้าลงด้วยเพราะกำลังใกล้หมดลมหายใจ แต่ก่อนที่ใกล้จะหมดลมหายใจ ร่างของบุรุษลึกลับในชุดอียิปต์โบราณ เจ้าของดวงตาหวานคมซึ้งก็ได้ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง พร้อมตรงเข้ามาโอบกอดร่างของเธอไว้ในอ้อมอกของเขา แนบใบหน้าหล่อเหลาไปกับใบหน้าสวยของโฉมงาม
“ไม่ต้องกลัวยอดรักของข้า...ข้ามารับเจ้าแล้ว” เสียงทุ้มนุ่มนวลแฝงเร้นอำนาจที่ยิ่งใหญ่เอ่ยบอกเธอ
หญิงสาวยกมือลูบใบหน้าคมเข้มของบุรุษลึกลับพร้อมส่งยิ้มให้บางๆ ท่ามกลางสายตาของเขาที่เฝ้ามองด้วยความรัก ความเสน่หามิรู้ลืม ร่างบุรุษลึกลับในชุดโบราณโอบกอดรัดร่างของอรชรด้วยความหวงแหนอย่างยิ่งยวด ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตค่อยๆ ปิดสนิทพร้อมลมหายใจที่ค่อยๆ หลุดลอยออกจากร่างเพื่อเดินทางไปพร้อมกัน
ตอนที่ 1 อดีต
ยุคอาณาจักรใหม่ (1554-1090 B.C.)
ธีปส์ เมืองหลวงอันยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิอียิปต์ สิ่งก่อสร้างที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันชวนพิศวง ซ่อนเร้นแนวคิดสร้างสรรค์ อันมีรากเหง้ามาจากจารีตประเพณีโบราณของอียิปต์ และสะท้อนหลักความเชื่อของชาวไอยคุปต์โบราณซึ่งมีต่อเทพเจ้าของตน ความเจริญรุ่งเรืองของจักรวรรดิอียิปต์ ก่อให้เกิดความมั่งคั่ง อุดมไปด้วยทองคำมูลค่ามหาศาล เพชรนิลจินดามากมาย ซึ่งได้มาจากอาณาจักรน้อยใหญ่ส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าได้ศิโรราบยอมสยบอยู่ภายใต้เงาของจักรวรรดิอียิปต์อันยิ่งใหญ่แห่งนี้
ในยามนี้ชาวไอยคุปต์ทั่วทั้งจักรวรรดิกำลังดื่มด่ำอย่างสำราญ เพื่อเฉลิมฉลองให้กับการขึ้นครองราชย์ของฟาโรห์พระองค์ใหม่ ซึ่งพระองค์เป็นกษัตริย์ที่ชาวไอยคุปต์ทั่วทั้งจักรวรรดิต่างยกย่องว่ามี พระอัจฉริยะภาพในการเป็นนักรบอย่างยิ่งยวด ทรงร่วมรบกับพระราชบิดามาโดยตลอดเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาท
จนสามารถขยายอำนาจแผ่แสนยานุภาพให้กับจักรวรรดิอียิปต์เป็นที่ประจักษ์แก่เหล่าอาณาจักรน้อยใหญ่ไปไกลจนถึงดินแดนแห่งเมโสโปเตเมีย ยุคทองของราชวงศ์ที่ 19 ในรัชสมัยของกษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่ ฟาโรห์เมนมาตเร หรือที่รู้จักในอีกพระนามว่า “เซติ”
วรองค์สูงสง่าของกษัตริย์ยอดนักรบผู้ยิ่งใหญ่ในฉลองพระองค์งานพระราชพิธีราชาภิเษก ช่างงดงามเป็นยิ่งนัก ฉลองพระองค์และพัสตราภรณ์เลอค่ามากมายล้วนทำมาจากทองคำทั้งสิ้น ประกายแสงสีทองระยิบระยับเปล่งประกายเจิดจรัส ยิ่งต้องกับแสงของสุริยะเทพด้วยแล้วไซร้ ยิ่งทำให้พระองค์น่าเกรงขามเพิ่มขึ้นทวีคูณ
พระองค์ทอดสายพระเนตรไปยังประชาชนที่อยู่เบื้องล่างของพระราชวังพร้อมยกพระหัตถ์ตอบรับประชาชนที่มาร่วมถวายพระพรให้แก่พระองค์ในยามนี้ ไม่ว่าจะทอดสายพระเนตรไปทิศทางใด ล้วนคราคร่ำไปด้วยพสกนิกรชาวอียิปต์และรวมไปถึงแขกรับเชิญจากทุกอาณาจักรที่อยู่ภายใต้การปกครองจักรวรรดิอียิปต์ ต่างพร้อมใจเดินทางไกลเพื่อมาร่วมอวยพรให้กับกษัตริย์อียิปต์พระองค์ใหม่กันอย่างคับคั่ง
“ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” เสียงไชโยโห่ร้องของพสกนิกรดังเอ็ดอึงไปทั่วหล้าทั่วทุกครัวเรือน ทุกหัวเมืองและทุกหย่อมหญ้าต่างดื่มกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ
“เจ้าพี่ทอดพระเนตรสิเพคะ” เสียงเอื้อนเอ่ยดังมาจากเบื้องหลังพร้อมชี้ชวนให้พระองค์ทอดพระเนตรตาม
พระองค์หันพระพักตร์ทอดพระเนตรตามเสียงที่เอื้อนเอ่ย พระเนตรสีนิลกาฬภายใต้ขนพระเนตรยาวงามงอนแลดูชวนฝันเป็นยิ่งนัก หากแต่ภายใต้พระเนตรที่ชวนฝันกลับแฝงเร้นไปด้วยความเศร้า กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรเช่นพระองค์มีเรื่องที่เศร้าหมองกระนั้นหรือ
“เจ้าให้ข้าเพ่งพิศสิ่งใดทูย่า ข้าไม่เห็นมีสิ่งใดแปลกประหลาดตามที่เจ้าชี้ชวน” สุระเสียงรับสั่งถาม
“แหม! เจ้าพี่ทอดพระเนตรดีๆ สิเพคะ ในกลุ่มนักบวชจากวิหารหลวง หม่อมฉันเห็นนักบวชหญิงด้วยเพคะ เป็นเวลานานมากแล้วที่วิหารหลวงไร้นักบวชหญิง น้องเพิ่งไปขอพรกับเหล่าทวยเทพในวิหารหลวงเมื่อคราก่อนก็ยังมิพานพบนักบวชหญิงแต่อย่างใด ถ้าเป็นนักบวชหญิงจากวิหารอื่นก็ไม่สงสัยกระไร แต่เป็นนักบวชหญิงที่มาจากวิหารหลวงนี่สิมาได้เช่นไร” สุระเสียงหวานรับสั่ง พระขนงขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย
“นักบวชหญิงคนดังกล่าวเพิ่งจะได้รับการคัดเลือก เข้ามาถวายการรับใช้ให้กับเหล่าทวยเทพในวิหารหลวงเมื่อไม่กี่วันนี่เองพ่ะย่ะค่ะ พระสังฆราชโฮราเป็นผู้ทำการคัดเลือกนักบวชหญิงผู้นี้ตามพระบัญชาจากเทพเจ้าอาเมนราพ่ะย่ะค่ะ” เสียงราชองครักษ์ผู้ใกล้ชิดกราบทูลถวายคำอธิบาย
“เทพอาเมนราทรงมีพระบัญชาโดยตรงอย่างนั้นรึ” สุระเสียงรับสั่งถามจากองค์กษัตริย์เต็มไปด้วยความแปลกพระทัย พร้อมๆ กับเสียงหนึ่งดังสำทับตามติดมา
“ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสียงแหบของชายชราพร้อมร่างสันทัดค่อยๆ ก้าวเดินตรงมาหาองค์กษัตริย์
ชายชราในวัย 60 ตอนปลาย ผู้ครองตำแหน่งพระสังฆราช อันเป็นตำแหน่งสูงสุดของเหล่านักบวชแห่งจักรวรรดิอียิปต์ มีนามว่าโฮรา ทำหน้าที่ปกครองเหล่านักบวชและควบคุมวิหารเทพเจ้าทั่วทั้งจักรวรรดิ
คอยสื่อสารและรับสารจากเหล่าทวยเทพเจ้าที่คอยปกป้องจักรวรรดิอียิปต์อันยิ่งใหญ่ ถือได้ว่าเป็นกำลังสำคัญของจักรวรรดิอียิปต์ ร่างสันทัดของชายชราโน้มลำตัวพร้อมก้มคำนับทำความเคารพให้กับองค์กษัตริย์พร้อมกล่าวคำอธิบาย
“กระหม่อมตั้งใจจะกราบทูลถวายรายงานฝ่าพระบาทหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีราชาภิเษกของพระองค์ แต่ในเมื่อเจ้าหญิงทูย่า ทอดพระเนตรนักบวชหญิงจากวิหารหลวงแล้ว กระหม่อมขอกราบทูลให้ฝ่าพระบาททรงทราบเสียตั้งแต่เพลานี้พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้ามีอะไรก็ว่ามาโฮรา ข้าก็ใคร่อยากรู้เช่นกัน ว่านักบวชหญิงผู้นี้มาอยู่ในวิหารหลวงแห่งเทพเจ้าได้เช่นไร” สุระเสียงทุ้มดังก้องทว่าเฉียบขาดยิ่งนัก
“กราบทูลฝ่าพระบาท นักบวชหญิงผู้นี้มีพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยกันทั้งคู่ ตั้งแต่นางอายุได้เพียง 3 ขวบ นางเติบโตมาโดยการเลี้ยงดูจากเหล่านักบวชของวิหารคอมเอลซุลตาน แห่งเมืองอาบิดอส จนกระทั่งเทพเจ้าอาเมนราได้ทรงมีพระบัญชาให้กระหม่อมคัดเลือกนักบวชหญิงเพื่อถวายการรับใช้แด่เทพีไอซิส
และยิ่งไปกว่านั้นองค์เทพีไอซิสมีพระประสงค์เจาะจงที่นางแต่เพียงผู้เดียวเพื่อให้มาทำหน้าที่ถวายการรับใช้องค์เทพีไอซิสและให้มาทำหน้าที่ถือตราประทับขององค์ฟาโรห์เท่านั้นพ่ะ...” ชายชรายังมิทันที่กล่าวจบ เสียงสูงปรี๊ดของเจ้าหญิงทูย่าดังแทรกขึ้นทันใด
“เหตุใดองค์เทพีไอซิสจำต้องเจาะจงนักบวชหญิงผู้นั้นมาทำหน้าที่ถือตราประทับเจ้าพี่ของข้า ในเมื่อหน้าที่นั้นจะต้องเป็นของนักบวชชั้นสูงจากวิหารหลวงเท่านั้น เพราะอะไร!” สุระเสียงรับสั่งถามด้วยความไม่พอพระทัย
“เงียบ!” สุระเสียงขององค์กษัตริย์ดังก้องคำรามขึ้นมาทันที
เจ้าหญิงทูย่าถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินสุระเสียงรับสั่งดังก้องเช่นนั้น ทำให้พระนางรู้สึกพระองค์ขึ้นมาทันใด ว่ากำลังแสดงพระอารมณ์ที่ส่อไปทางหึงหวงต่อหน้าข้าราชบริพารมากมาย
ฟาโรห์เซติทอดพระเนตรเจ้าหญิงทูย่าเขม็ง เพื่อเป็นการกำราบให้พระนางรู้สึกพระองค์ ก่อนจะละสายพระเนตรหันกลับไปรับสั่งกับชายชรา
“เจ้าจงกล่าวต่อไปโฮรา ข้ากำลังฟังเจ้าและใคร่อยากรู้เช่นกัน ว่าเหตุใดเทพีไอซิสจึงเจาะจงนักบวชหญิงผู้นั้นมาทำหน้าที่ถือตราประทับของข้า เหล่านักบวชหญิงนอกจากจะมีหน้าที่ดูแลวิหารเทพต่างๆ และคอยบันทึกข้อมูลของเหล่านักบวชชั้นสูงแล้ว เหตุใดเล่านางจึงมารับหน้าที่ถือตราประทับของข้าเช่นนี้ได้” พระเนตรสีนิลกาฬทอดพระเนตรไปยังร่างสันทัดตรงพระพักตร์ พร้อมเสียงของสังฆราชโฮรากราบทูลอธิบาย
“นางเป็นหลานสาวแท้ๆ ของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ พ่อของนางคือบุตรชายของกระหม่อมซึ่งเกิดกับหญิงสาวชาวเมืองอาบิดอส ก่อนที่กระหม่อมจะเข้าสาบานต่อหน้าเทพเจ้า และอุทิศตัวเพื่อถวายการรับใช้ต่อเหล่าทวยเทพทั้งมวล
ทำให้กระหม่อมมิได้ล่วงรู้ว่าหญิงสาวผู้นั้นได้ตั้งครรภ์บุตรชาย และที่กระหม่อมล่วงรู้ได้เพราะเทพี ไอซิสเสด็จมาหากระหม่อมด้วยพระองค์เองพร้อมนิมิตภาพให้ได้รับรู้เรื่องราวของกระหม่อม...” ชายชราหยุดชะงักเพียงครู่พร้อมครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยกราบทูลต่อองค์ฟาโรห์
“กระหม่อมยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เคยล่วงรู้มาก่อนซึ่งเทพเจ้าอาเมนราและเทพีไอซิสได้ส่งสารแห่งเทพเจ้ามาเป็นนัย และจำต้องอธิบายให้แก่ฝ่าบาททรงทราบเป็นการส่วนพระองค์เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ” สังฆราชชรากล่าวถวายรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่นชัดถ้อยชัดคำ
ฟาโรห์เซติทรงก้มพระพักตร์ขึ้นลงเมื่อได้ยินคำอธิบายจากสังฆราชโฮรา
“เป็นเช่นนั้นหรอกรึ ที่แท้นางก็เป็นหลานสาวแท้ๆ ของเจ้า ด้วยเหตุนี้เองนางจึงกลายเป็นนักบวชชั้นสูงของวิหารหลวงเพราะมีเจ้าเป็นตาของนาง แต่เพราะเหตุใดองค์เทพีไอซิสจึงให้มาทำหน้าที่ถือตราประทับประจำตัวของข้า” องค์กษัตริย์รับสั่งถามด้วยความสงสัย
“กราบทูลฝ่าบาท เหตุที่นางมาทำหน้าที่ถือตราประทับของพระองค์ เพราะนางผ่านการเข้าพิธีสาบานตนต่อหน้าทวยเทพเจ้าทั้งมวลของจักรวรรดิอียิปต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พร้อมอุทิศตัวถวายการรับใช้ขึ้นตรงต่อเทพีไอซิสและถือครองพรหมจรรย์ ไม่ว่าชายใดมิอาจแตะต้องนางได้เพราะนางคือสมบัติของวิหารเทพเจ้าพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นเสียงกราบทูลของสังฆราชโฮรา สุระเสียงสูงดังแทรกขึ้นมาทันใด
“ค่อยยังชั่ว! ได้ยินแบบนี้ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย” เจ้าหญิงทูย่ารับสั่งพร้อมถอนพระทัย ก่อนจะรู้สึกพระองค์เมื่อสายพระเนตรขององค์ฟาโรห์ทอดพระเนตรตรงมาที่พระนางอย่างตำหนิที่ทรงแสดงพระอาการเมื่อครู่ออกมา
“น้องขอประทานอภัยเพคะเจ้าพี่” เจ้าหญิงรับสั่งสุระเสียงอ่อย
องค์กษัติริย์ส่ายพระเศียรไปมาเบาๆ ด้วยความเหนื่อยพระทัย พร้อมเสด็จออกจากบริเวณงานพระราชพิธีพร้อมมีรับสั่งกับสังฆราชโฮราเบาๆ
“เจ้าจงตามข้ามาโฮรา ข้ามีกิจการงานของบ้านเมืองอันเป็นสำคัญที่จะต้องปรึกษากับเจ้า”
ชายชราก้มศีรษะคำนับเมื่อได้ยินรับสั่งเช่นนั้น หากแต่เจ้าหญิงทูย่าก็มิวายที่จะรับสั่งแทรกทะลุกลางปล้องด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ถ้าจะปรึกษาพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าพี่กับน้อง น้องขอไปด้วยนะเพคะ” รับสั่งพร้อมตีพระพักตร์เรียบเฉยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แต่อย่างใดพร้อมเตรียมเสด็จตามองค์กษัตริย์
“ไม่!” องค์กษัตริย์รับสั่งตวาดดังก้อง เป็นเหตุให้เจ้าหญิงทูย่าหยุดเสด็จติดตามทันที
องค์ฟาโรห์หันพระพักตร์คมเข้มกลับมาพร้อมทอดสายพระเนตรไปยังเจ้าหญิงทูย่าเขม็ง เจ้าหญิงทูย่าทรงยืนพระวรกายแข็งทื่อเมื่อถูกพระองค์ตวาดดังก้องต่อหน้าข้าราชบริพาร
“ข้าปรึกษาภารกิจสำคัญของบ้านเมือง หาใช่ปรึกษาพิธีอภิเษกสมรสแต่อย่างใด เสด็จพ่อเพิ่งสวรรคตมันสมควรแล้วหรอกรึทูย่าที่เจ้าจะรีบจัดงานอภิเษกเช่นนี้” องค์กษัตริย์รับสั่งสุระเสียงกร้าว
หากแต่เจ้าหญิงทูย่าก็ไม่วายที่จะรับสั่งเถียงองค์กษัตริย์
“แต่เจ้าพี่ก็ผ่านพระราชพิธีราชาภิเษกในวันนี้เรียบร้อยแล้วนะเพคะ จักรวรรดิอียิปต์ของเราก็ได้เจ้าพี่เป็นกษัตริย์เมื่อผลัดแผ่นดินใหม่และเปลี่ยนรัชกาลใหม่เป็นของเจ้าพี่ มันก็สมควรและถึงเวลาที่จักรวรรดิจะต้องมีราชินี น้องคือคู่อภิเษกของเจ้าพี่เหตุใดเล่าจึงไม่ใส่พระทัยงานพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าพี่กับน้อง เมื่อมีกษัตริย์ก็ต้องมีราชินีช่วยกันปกครองมิใช่หรือเพคะ”
“ไม่!” สุระเสียงตวาดดังก้องไปทั่วบริเวณ เล่นเอาข้าราชบริพารต่างพากันสะดุ้งด้วยความตกใจไปตามๆ กัน สุระเสียงเช่นนี้บ่งบอกแน่ชัดว่าพระองค์ทรงเริ่มพิโรธ
กษัตริย์รูปงามเริ่มมีพระพักตร์ถมึงทึง สายพระเนตรกร้าวเมื่อได้ยินรับสั่งของเจ้าหญิงทูย่าเช่นนั้น วรองค์สูงใหญ่กำยำค่อยๆ เสด็จไปหาเจ้าหญิงทูย่า พระองค์ทรงหยุดยืนพร้อมก้มลงทอดพระเนตรเจ้าหญิงทูย่าตรงพระพักตร์
“เจ้า...มันก็เป็นได้แค่...คู่อภิเษกเท่านั้น” รับสั่งสุระเสียงเบาได้ยินเพียง 2 พระองค์เท่านั้น
สิ้นรับสั่งขององค์ฟาโรห์ เจ้าหญิงทูย่าแทบจะกรีดร้องออกมาทันใด หากแต่ต้องหยุดพระองค์เมื่อองค์กษัตริย์ทรงทอดพระเนตรสีนิลกาฬอย่างดุดันตรงมาที่พระนาง จนพระนางเกรงกลัวว่าจะต้องพระราชอาญาหากโต้เถียงพระองค์ไปมากกว่านี้
จึงทำได้แต่เพียงทอดพระเนตรตามหลังองค์กษัตริย์ เมื่อพระองค์เสด็จออกจากบริเวณงานพระราชพิธี โดยมีสังฆราชโฮราพร้อมด้วยราชองครักษ์คอยตามเสด็จถวายการอารักขากันอย่างเนืองแน่น
เจ้าหญิงทูย่าทอดพระเนตรองค์กษัตริย์และขบวนตามเสด็จอย่างไม่ลดละ พระนางขุ่นเคืองพระทัยเป็นยิ่งนักเมื่อนึกถึงรับสั่งขององค์กษัตริย์
“เจ้า...มันก็เป็นได้แค่...คู่อภิเษกเท่านั้น!”
“ไม่! ข้ามิใช่เพียงแค่คู่อภิเษก แต่ข้าคือราชินี! มเหสีของฟาโรห์เซติคือข้าเพียงผู้เดียวเท่านั้น!” พระนางคำรามลั่นอยู่ภายในพระทัย
สายพระเนตรจับอยู่ที่องค์กษัตริย์ท่ามกลางบรรดาราชองครักษ์และข้าราชบริพารที่คอยตามเสด็จ พระเนตรมุ่งมั่นที่จะต้องขึ้นมาเป็นราชินีเพียงหนึ่งเดียวของจักรวรรดิอียิปต์อันยิ่งใหญ่ไพศาลแห่งนี้ให้จงได้
ภายในห้องทรงงาน
“เจ้าว่าอะไรนะโฮรา พิธีอภิเษกสมรสจะต้องมีขึ้นอย่างนั้นรึ” องค์กษัตริย์รับสั่งถามด้วยความขัดพระทัย เมื่อทรงได้รับทราบจากปากพระสังฆราชด้วยพระองค์เอง
“เป็นลิขิตของเทพเจ้าพ่ะย่ะค่ะใต้ฝ่าพระบาท หากพระองค์ทรงหลีกเลี่ยงไม่เข้าพิธีอภิเษกสมรส จะไม่เป็นการดีต่อจักรวรรดิเป็นแน่แท้ อีกทั้งเจ้าหญิงทูย่าเป็นสายเลือดแห่งเทพเจ้าโดยตรงเช่นเดียวกับฝ่าพระบาท หากอาณาจักรอื่นๆ ได้อภิเษกกับพระนางเท่ากับได้ราชบัลลังก์ของจักรวรรดิอียิปต์ไปครึ่งหนึ่ง ใต้ฝ่าพระบาทจะทรงยอมให้เป็นเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่! ข้ามิยอมให้อาณาจักรใดเข้ามาครอบครองจักรวรรดิของข้า โดยใช้ประโยชน์จากสายเลือดเทพเจ้าเป็นเด็ดขาด แผ่นดินอียิปต์แห่งนี้ ข้าทำศึกออกรบมาอย่างยาวนาน หลั่งเลือดทหารอียิปต์นับเรือนแสนและปกป้องผืนแผ่นดินพวกที่รุกรานคิดจะครอบครองอาณาจักรของข้าจนพ้นไปจากแผ่นดินอียิปต์...” องค์กษัตริย์หยุดรับสั่ง พร้อมทอดพระเนตรใบหน้าสังฆราชชราตรงพระพักตร์
“เจ้าเองก็รู้ว่าข้าไม่ได้รักทูย่าแต่อย่างใด จะให้ข้าเข้าพิธีอภิเษกทั้งๆ ที่หัวใจของข้าหามีใจรักนางนั้นได้กระนั้นรึ” องค์กษัตริย์รับสั่งพร้อมถอนพระทัย
“ใต้ฝ่าพระบาททรงมีนางในพระทัยแล้วใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ พระองค์จึงไม่อยากอภิเษกกับเจ้าหญิงทูย่า” สังฆราชชรากราบทูลด้วยความอยากรู้
“เปล่าเลย ข้ายังไม่มีนางในดวงใจข้า แต่ทำไมข้าจึงมีความรู้สึกว่ากำลังเฝ้ารอใครสักคน เหตุใดข้าจึงมีความรู้สึกเช่นนั้นอยู่ภายในใจเสมอมาโดยตลอด คนที่ข้าเฝ้ารอคือผู้ใดกันเล่า ข้าใคร่อยากรู้ยิ่งนัก! พยายามทำใจให้รักทูย่ามาแล้วหลายคราแต่ก็หาทำได้ไม่” องค์กษัตริย์พรั่งพรูสิ่งที่เก็บอยู่ภายในพระทัยมาโดยตลอดให้สังฆราชผู้สูงวัยได้ฟัง พระองค์เสด็จตรงไปหยุดอยู่ที่มุมระเบียงห้อง
พระวรกายสูงใหญ่บึกบึนของฟาโรห์หนุ่มรูปงามไม่มีที่ติ พระพักตร์คมเข้ม พระทาฐิกะ เขียวครึ้มเรียงตัวได้รูปสวย พระฉวีสีน้ำตาลเข้มสมชาติบุรุษลงตัวเหมาะเจาะกับฉลองพระองค์กษัตริย์แห่งจักรวรรดิอียิปต์ยิ่งนัก
พระเนตรสีนิลกาฬภายใต้ขนพระเนตรงอนยาวดั่งเช่นอิสตรีทรงทอดพระเนตรไปยังสายน้ำแห่งไนล์ตรงพระพักตร์ที่กำลังไหลเอื่อยพร้อมลมเย็นๆ จากแม่น้ำสายสีน้ำเงินพาดผ่านพระวรกายเบาๆ บรรเทาความอบอ้าวให้คลายลง และบรรเทาความร้อนรุ่มภายในพระทัยขององค์กษัตริย์ให้ผ่อนคลาย
“สักวันฝ่าบาทจะได้พานพบกับสิ่งที่กำลังหาคำตอบ มันถูกลิขิตแล้วจากเหล่าทวยเทพ” สังฆราชโฮราเอ่ยกราบทูลแฝงเร้นความนัย พร้อมรอยยิ้มจางๆของผู้สูงวัย
ฟาโรห์เซติทรงหันพระวรกายกลับมาทันใด สายพระเนตรจับดวงหน้าชายชราสูงวัยตรงหน้าด้วยทรงแปลกพระทัยกับคำกราบทูลที่แฝงเร้นบางสิ่งบางอย่างของผู้ที่ได้ชื่อว่ากำชะตาชีวิตบ้านเมืองก็ว่าได้
“เจ้าล่วงรู้บางสิ่งบางอย่างจากเหล่าทวยเทพเช่นนั้นรึโฮรา จึงได้กล่าวเช่นนั้นกับข้า” รับสั่งถามด้วยความใคร่รู้
“กระหม่อมได้รับสารจากเหล่าทวยเทพมาเพียงเท่านี้พ่ะย่ะค่ะ มิอาจกราบทูลไปมากกว่านี้ได้อีก ลิขิตจากเทพเจ้ามิมีผู้ใดฝืนได้ ภายในพระทัยของฝ่าบาทรอคอยสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นจะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ชายชรากราบทูลตามจริงในสิ่งที่ตนได้รับสารจากเหล่าทวยเทพ
“เช่นนั้นรึ! นั่นสิ...ข้าก็ใคร่รู้ยิ่งนักว่าข้ากำลังรอคอยสิ่งใด และสิ่งที่ข้ารอคอยนั้นเหตุใดมันจึงเฝ้ารบกวนจิตใจของข้ามาโดยตลอด เพราะเหตุใดข้าจึงมีความรู้สึกเช่นนี้ตั้งแต่ข้าจำความได้ มันกินระยะเวลายาวนานมากว่า 21 ปีแล้วนะที่ข้าเป็นแบบนี้” พระองค์รับสั่งพร้อมทอดพระเนตรใบหน้าชายชรา ก่อนจะตัดบท
“อย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลย เอาเป็นว่าผู้ที่จะมาทำหน้าที่ถือตราประทับของข้ามีความสามารถอะไรบ้าง และจะเข้ามาทำหน้าที่นี้เมื่อใด” พระองค์รับสั่งพร้อมยกพระกรขึ้นกอดพระอุระ
สังฆราชโฮราส่งยิ้มบางๆ ให้กับองค์กษัตริย์ ชายชราหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเหตุให้องค์กษัตริย์ต้องตรัสถาม
“ข้ากล่าวสิ่งใดผิดหรือไร เหตุใดเจ้าจึงยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เช่นนั้น”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะใต้ฝ่าพระบาท กระหม่อมเพียงแต่จะกราบทูลว่า นักบวชหญิงยังไม่มาทำหน้าที่ถือตราประทับประจำพระองค์ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ จะต้องรอจนกว่าองค์เทพีไอซิสจะส่งสารมาถึงข้าพระองค์ นางจึงจะสามารถเข้ามาถวายการรับใช้ได้ อีกทั้งนางยังเยาว์ต้องศึกษาวิชาความรู้จากกระหม่อมและเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายภายในวิหารหลวงพ่ะย่ะค่ะ” สังฆราชชรากล่าวอธิบาย
“เป็นเช่นนั้นรึ ข้านึกว่านักบวชหญิงที่องค์เทพีไอซิสทรงเลือกพร้อมแล้วทุกอย่างเสียอีก ที่แท้ก็ยังเยาว์วัย” องค์กษัตริย์รับสั่งด้วยความแปลกพระทัย
“พ่ะย่ะค่ะ นางยังจำต้องศึกษาและเรียนรู้สรรพวิชาต่างๆ จากข้าพระองค์เพื่อเตรียมความพร้อมและความสามารถทำหน้าที่เป็นนักบวชหญิงประจำวิหารหลวง และทำหน้าที่ถวายการรับใช้พระองค์อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง”
องค์กษัตริย์พยักพระพักตร์ขึ้นลงเป็นการเข้าใจแทนการรับสั่ง พร้อมเอ่ยสิ่งที่พระองค์คิดไว้ในพระทัยตั้งแต่ดำรงตำแหน่งเป็นรัชทายาท
“โฮรา...เจ้าจงสังเกตดวงดาว ข้าจะสร้างวิหารเทพเจ้าประจำรัชกาลของข้าเหล่าทวยเทพทรงกำหนดวิหารประจำรัชกาลของข้าไว้ ณ แห่งหนใด ข้าจะลงมือสร้าง ณ ที่แห่งนั้น หลังจากเสร็จพิธีเฉลิมฉลองราชาภิเษกของข้าแล้ว ข้าจะเรียกประชุมเหล่าขุนนางเพื่อบริหารราชการแผ่นดินของข้าทันที
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ชายชราน้อมรับคำสั่งขององค์กษัตริย์
พร้อมก้มคำนับก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องทรงงานไปอย่างช้าๆ ภายในใจของสังฆราชผู้สูงวัยเต็มไปด้วยคำถามและคำตอบมากมายแต่มิอาจเอื้อนเอ่ยกับผู้ใดได้ ทำได้แต่เพียงเอาใจช่วยองค์กษัตริย์ของตนได้เพียงท่านั้น
ฟาโรห์เซติประทับยืนทอดพระเนตรสายน้ำแห่งไนล์ตรงพระพักตร์ สายน้ำสีน้ำเงินที่ทอดยาวอย่างสงบนิ่งมาอย่างยาวนานนับหลายพันปี จวบจนถึงจักรวรรดิอียิปต์ในยุคทองของพระองค์ แม่น้ำไนล์ก็ยังคงไหลพาดผ่าน มิเคยเหือดแห้งแต่อย่างใด ตรงข้ามกับพระหทัยขององค์กษัตริย์ที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ไร้สิ้นน้ำหล่อเลี้ยงพระหทัยยามทรงอ่อนล้าและอ่อนแรง องค์กษัตริย์ทรงมีพระอุปนิสัยเด็ดขาด เด็ดเดี่ยว ทรงจริงจังและจริงใจ อีกทั้งยึดมั่นและมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทรงกระทำลงไปเสมอ
ทว่ากษัตริย์หนุ่มรูปงามก็ยังมิเคยสัมผัสกับความรัก ด้วยทรงออกรบทำศึกเคียงคู่ฟาโรห์รามเสสที่ 1 เสด็จพ่อของพระองค์มาตั้งแต่เยาว์ชันษา จวบจนกระทั่งเพลานี้พระองค์ขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา
เครื่องบรรณาการมากมายรวมไปถึงบรรดาเจ้าหญิงจากทุกอาณาจักรต่างหลั่งไหลมอบให้พระองค์แสวงหาความสุข หวังขึ้นมาเป็นหนึ่งและเคียงข้างพระวรกายองค์กษัตริย์รูปงามกันอย่างยิ่งยวด
แต่ทว่ามิใส่พระทัยเครื่องบรรณาการมีชีวิตเหล่านั้นแต่อย่างใด ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าหญิงทูย่า คู่อภิเษกของพระองค์ ว่าที่ราชินีอียิปต์ในอนาคต ต่างกินแห้วไปตามๆ กัน องค์กษัตริย์ไม่ผูกจิตเสน่หากับหญิงใดแม้แต่น้อย จนต่างกล่าวขานว่า ฟาโรห์เซติทรงไร้รักและมิเคยรักหญิงใด พระองค์รักแผ่นดินอียิปต์ของพระองค์เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วพระองค์เป็นเช่นไร ฟาโรห์เซติทรงรักแผ่นดินอียิปต์ยิ่งกว่าพระชนม์ชีพ หากทรงรักสิ่งใดแล้วจะทรงอุทิศพระวรกายและพระหทัยกับสิ่งนั้นจนตราบวาระสุดท้ายของพระองค์ และถ้าหากองค์กษัตริย์ผูกจิตเสน่หากับหญิงใด หญิงผู้นั้นคือผู้ที่โชคดีอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะพระองค์ทรงยึดมั่นและมั่นคงในรักต่อหญิงผู้นั้นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น มิมีสิ่งใดสั่นคลอนหรือทำให้พระองค์แปรเปลี่ยนไปได้แต่อย่างใด
รักแท้คือรักที่มั่นคง เพียรเฝ้าคอยในสิ่งที่คาดหวัง เพียรคอยรักนั้นชั่วชีวัน หมายใจให้รักนั้นแด่คนที่รอคอย
3 ปี ผ่านไป
“เฮรู! ซีน่า! เบนนู!” รับสั่งหาราชองครักษ์คู่พระทัย
“พ่ะย่ะค่ะ!” ราชองครักษ์ทั้ง 3 นายขานรับขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน พร้อมปรากฏกายขึ้นภายในพระตำหนักฟาโรห์
“ใต้ฝ่าพระบาทมีพระประสงค์สิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าราชองครักษ์กราบทูลถาม พร้อมหันไปมองหน้าเพื่อนราชองครักษ์ที่นั่งอยู่เคียงข้างด้วยความสงสัย ซึ่งต่างก็แปลกใจไม่แพ้กัน เมื่อต่างพากันมองเห็นองค์กษัตริย์ฉลองพระองค์เป็นสามัญชน
“เหตุใดฝ่าพระบาทจึงฉลองพระองค์เช่นนั้น ในเมื่อพิธีอภิเษกสมรสเพิ่งจะเสร็จสิ้น อีกทั้งช่วงค่ำต้องคอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองจากทุกอาณาจักรซึ่งเดินทางมาแสดงความยินดีให้กับพระองค์ แต่เหตุไฉนจึง...” หัวหน้าราชองครักษ์กล่าวเบาๆ กับเพื่อนที่นั่งเคียงข้างกัน และต้องกล่าวเพียงเท่านั้น เมื่อพระองค์หยุดประทับยืนตรงหน้าตน
“พวกเจ้าแปลกใจที่เห็นข้าเปลี่ยนใส่ชุดสามัญชนกระนั้นสิ ทั้งๆ ที่ข้าเพิ่งจะผ่านพ้นพิธีอภิเษกมาหมาดๆ” ฟาโรห์เซติเอ่ยถามราชองครักษ์คู่พระทัยทั้งสาม
“พ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าพระบาทจะเสด็จไปแห่งหนใด พระองค์มีงานเลี้ยงช่วงค่ำกับบรรดาตัวแทนจากอาณาจักรน้อยใหญ่ที่เดินทางมาร่วมอวยพรงานอภิเษกสมรส ยังมีเวลาเตรียมพระองค์พอสมควร หรือว่ามีการศึกบุกเข้าประชิดจักรวรรดิอียิปต์อย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าราชองครักษ์เบนนู กราบทูลถามด้วยความร้อนใจ
“มิใช่ดั่งที่เจ้าคิดหรอกเบนนู ในยามนี้บรรดาอาณาจักรน้อยใหญ่ต่างยอมศิโรราบให้จักรวรรดิอียิปต์ด้วยกันทั้งสิ้น หากแม้นมีอาณาจักรใด หาญกล้าลุกฮือสายภายในจะคอยรายงานให้ข้าได้ล่วงรู้ทันที”
องค์กษัตริย์รับสั่งพร้อมยกพระหัตถ์ใช้ผ้าลินินสีดำยกขึ้นปิดบังพระพักตร์คมคร้ามแสนเร้าใจ เหลือเพียงดวงเนตรอันชวนฝัน พร้อมเสด็จออกจากพระตำหนัก
“ฝ่าพระบาทจะเสด็จไปที่แห่งใดพ่ะย่ะค่ะ!” ราชองครักษ์กราบทูลถามโดยพร้อมเพรียงกัน ต่างรีบลุกขึ้นพร้อมรีบเดินตามเสด็จองค์ฟาโรห์ไปอย่างกระชั้นชิด
“ข้าจะออกไปดูความเป็นอยู่เหล่าพสกนิกรของข้า เป็นเวลานานแล้วที่ข้ามิได้ออกเยี่ยมเพราะติดพันการศึกรอบด้านที่ผ่านมา ว่างๆ แบบนี้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพสกนิกรของข้าดีเสียยิ่งกว่ามานั่งอยู่ในงานเลี้ยงที่น่าเบื่อเช่นนี้”
สิ้นรับสั่งราชองครักษ์ทั้งสามถึงกับมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ต่างรีบก้าวเดินเพื่อตามเสด็จองค์ฟาโรห์ให้ทัน เพราะพระองค์เสด็จพระราชดำเนินอย่างรวดเร็วนำหน้าไปทางตำหนักหลังอันเป็นทางออกของพระราชวังติดกับแม่น้ำไนล์ แต่ก็มิวายที่จะถามด้วยความเป็นห่วงกษัตริย์ของตน
“ฝ่าพระบาทเสด็จออกตรวจเยี่ยมพสกนิกรแบบเงียบๆ เช่นนี้ แล้วงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้มิวุ่นวายหรอกหรือ พ่ะย่ะค่ะกับการที่พระองค์หายไป”
“ปล่อยให้คนที่อยากเป็นราชินีคอยต้อนรับไปสิ หมดหน้าที่ของข้าแล้ว อยากจัดพิธีอภิเษกสมรสข้าก็ตามใจทุกอย่าง อยากเป็นราชินีก็ได้เป็น ข้าทำถูกต้องตามจารีตและกฎมณเฑียรบาลและตามพระบัญชาของเหล่าทวยเทพ สมดั่งใจทุกฝ่าย ในยามนี้ข้าจะทำตามใจข้าเองบ้าง”
รับสั่งขององค์กษัตริย์ทำให้ราชองครักษ์ทั้งสามปิดปากของตนเองโดยพลัน มิกล้าทักท้วงสิ่งใดอีก ในเมื่อทุกสิ่งที่รับสั่งออกมาเป็นจริงทุกประการ พระองค์อุทิศพระวรกายเพื่อปกป้องแผ่นดิน ยอมเสียสละความสุขส่วนพระองค์เพื่อรักษาจารีตประเพณีและกฎมณเฑียรบาลที่ตีกรอบไว้ ทุกลมหายใจเข้าออกพระองค์ทำเพื่อแผ่นดิน เพื่อพสกนิกรและเพื่อรักษาราชบัลลังก์ให้มั่นคงมาโดยตลอด ไม่มีเลยสักคราที่พระองค์จะทำเพื่อตัวเอง
ภายในงานเลี้ยงฉลองพิธีอภิเษกสมรส
เสียงเครื่องดนตรีกำลังบรรเลงขับกล่อมบรรดาทูตจากอาณาจักรน้อยใหญ่ที่มาร่วมอวยพรและแสดงความยินดีให้จักรวรรดิอียิปต์ เมื่อฟาโรห์แห่งอียิปต์ประกาศจัดพิธีอภิเษกสมรส ซึ่งราชินีองค์ใหม่มิได้ผิดโผแต่อย่างใด ยังคงเป็นเจ้าหญิงทูย่า คู่อภิเษกองค์เดิม
และบัดนี้พระนางได้กลายเป็นราชินีของกษัตริย์เมนมาตเร หรือที่รู้จักกันในนามฟาโรห์เซติ สมความมุ่งมาดปรารถนาของพระนางทุกประการ ได้ครอบครองจักรวรรดิอียิปต์อันยิ่งใหญ่และได้ครอบครองบุรุษที่พระนางหลงรักมาตั้งแต่เยาว์วัย ถูกสั่งสอนมาตั้งแต่จำความได้ว่าพระนางคือคู่อภิเษกของกษัตริย์ยอดนักรบ
ทว่าท่ามกลางเสียงดนตรีแว่วหวานและนางรำเอวอ่อนได้รูปสวยกำลังร่ายรำไปตามจังหวะเสียงพิณ บัดนี้พระที่นั่งขององค์กษัตริย์กลับว่างเปล่า คงเหลือแต่เพียงองค์ราชินีประทับนั่งเพียงองค์เดียวท่ามกลางนางกำนัลผู้ใกล้ชิดและราชองครักษ์เฝ้าถวายอารักขากันอย่างเนืองแน่น
พระพักตร์เรียบเฉยไม่แสดงพระอาการใดๆ ออกมา ด้วยพระนางอยู่ในตำแหน่งของราชินีจะแสดงพระอาการดั่งเช่นกาลก่อนหาได้ไม่ ได้แต่เพียงส่งรอยแย้มพระสรวลบางๆ เมื่อเหล่าทูตต่างทยอยมาแสดงความยินดี
“ขอถวายพระพรองค์ราชินีพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเฝ้ารอฟังข่าวมาโดยตลอดว่าจักรวรรดิอียิปต์จะสถาปนาราชินีองค์ใหม่เมื่อใด ทราบแต่เพียงว่าพระนางคือคู่อภิเษกของฟาโรห์เซติแห่งจักรวรรดิอียิปต์
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงกระหม่อมจึงได้มีโอกาสมาร่วมอวยพรและได้กล่าวแสดงความยินดีกับพระนาง แต่เหตุใดกระหม่อมจึงมิเห็นฟาโรห์แห่งอียิปต์เลยพ่ะย่ะค่ะ” ทูตจากอาณาจักรซีเรียเอ่ยพลางเหลือบมองไปยังพระที่นั่งอันเป็นที่ประทับของฟาโรห์
ราชินีทูย่าทรงแย้มพระสรวลพยายามปรับสีพระพักตร์ให้เป็นปกติ แม้ว่าภายในพระทัยอยากจะกรีดร้องออกมาเพียงใดก็ตาม แต่ทรงทำได้เพียงสงบนิ่ง
“ข้าเป็นตัวแทนแห่งองค์ฟาโรห์เพื่อคอยต้อนรับท่านตลอดจนถึงท่านทูตจากทุกอาณาจักร เหตุที่มิเห็นฟาโรห์แห่งอียิปต์มาในงานเลี้ยงค่ำคืนนี้ด้วยเพราะพระองค์มีข้อราชการอันสำคัญยิ่งที่ต้องรีบเร่งพิจารณา
ข้าจึงออกมาต้อนรับพวกท่านไปพลางก่อน อีกเพียงไม่นานพระองค์ก็จะเสด็จมาประทับ ขอเชิญท่านดื่มกินได้อย่างสำราญ มีสิ่งใดต้องการขอให้บอกเหล่านางกำนัลของข้า” ราชินีทูย่ารับสั่งพร้อมแย้มพระสรวล ก่อนจะทอดพระเนตรไปทั่วบริเวณงานเลี้ยง
“จนป่านนี้แล้วฝ่าบาทยังไม่เสด็จออกมาต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ปล่อยให้ข้าต้อนรับอยู่เพียงลำพัง พระองค์มิเคยเสด็จล่าช้า แต่ไหนแต่ไรมาจะตรงต่อเวลาทุกครั้ง”
ราชินีทูย่ารับสั่งพึมพำเบาๆ พลางชะเง้อคอยทอดพระเนตรหาองค์ฟาโรห์ตลอดเวลาก่อนจะทอดพระเนตรร่างท้วมของนางกำนัลคนสนิท ค่อยๆ คลานเข้ามาพร้อมหมอบลงข้างๆ พระที่นั่ง
“เป็นเยี่ยงไรมูทาร่า ฝ่าบาททรงประทับอยู่ที่ใด เลยเวลามามากแล้วเหตุใดจึงยังไม่เสด็จมาร่วมงานเลี้ยง” องค์ราชินีรับสั่งถามนางกำนัลคนสนิท
ข้างฝ่ายนางกำนัลเมื่อได้ยินองค์ราชินีทรงมีรับสั่งถามด้วยความร้อนพระทัยเช่นนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะตอบเยี่ยงไรเพื่อมิให้พระนางรู้สึกเสียพระทัยกับสิ่งที่ตนล่วงรู้มา แต่ถ้าไม่ตอบก็ไม่ได้จึงตัดสินใจตอบตามความเป็นจริง
“กราบทูลองค์ราชินี องค์ฟาโรห์ไม่ได้ประทับในพระตำหนักใดๆ เลยเพคะ พระองค์เสด็จออกจากพระราชวังพร้อมด้วยราชองครักษ์คนสนิทอีก 3 คนเพคะ”
“เจ้าว่าอะไรนะ!” องค์ราชินีหันพระพักตร์กลับมารับสั่งถามด้วยความตกพระทัยเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น
นางกำนัลคนสนิทหมอบราบกับพื้นแทบไม่ทัน เมื่อราชินีทูย่ารับสั่งถามสุรเสียงดัง และเหมือนพระนางจะรู้สึกพระองค์ จึงรีบลดพระสุระเสียงก้มพระพักตร์รับสั่งถามอีกครั้งเพื่อความแน่พระทัย
“เจ้าบอกข้าให้ละเอียดมูทาร่า! ฝ่าบาทเสด็จไปไหน!” ราชินีทูย่ารับสั่งพร้อมตั้งพระทัยฟังนางกำนัลคนสนิท
“กราบทูลพระนาง องค์ฟาโรห์เสด็จออกนอกวังพร้อมกับราชองครักษ์คนสนิท 3 คนเพคะ ทหารที่อยู่ป้อมตรงกำแพงเมืองบริเวณท้ายวังรายงานมาว่า ฝ่าบาทเสด็จออกทางประตูวังติดกับแม่น้ำไนล์พร้อมท่านเฮรู ท่านซีน่าและท่านเบนนู พระองค์เสด็จออกไปหลังจากเสร็จสิ้นพิธีอภิเษกเพคะ”
ราชินีทูย่านิ่งงันไปโดยพลันเมื่อนางกำนัลถวายรายงานเสร็จสิ้น คำถามมากมายพรั่งพรูออกมาทันที
“พระองค์รีบร้อนออกนอกวังเช่นนั้นมีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือไร หรือมีการศึกเกิดขึ้นอีกแต่ไม่ใช่สิในยามนี้ทุกอาณาจักรต่างศิโรราบให้แก่จักรวรรดิอียิปต์ทั้งสิ้น อาณาจักรใดจะมาหาญกล้าลุกฮือขึ้นมาได้ ถ้ามีข้อราชการสำคัญเหตุใดพระองค์ต้องแอบหลบออกไปจากนอกวังเช่นนั้นเล่า” องค์ราชินีรับสั่งกับนางกำนัลคนสนิทเบาๆ
“แต่ถ้าจะว่าไปแล้วหากมีข้อราชการสำคัญยิ่ง ฝ่าบาทไม่เสด็จในยามนี้อย่างแน่นอนเพคะพระนาง เพราะจะทำให้บรรดาแขกต่างๆ มีหัวข้อสนทนาเกิดขึ้นได้ พระองค์เลือกที่จะเสด็จออกไปเงียบๆ ไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้จะเป็นการสะดวกแก่พระองค์ก็อาจเป็นได้เพคะ” นางกำนัลมูทาร่าเอ่ยแสดงความคิดเห็น
“แม้แต่ข้าที่เป็นราชินีก็ไม่ล่วงรู้ที่ฝ่าบาทเสด็จออกนอกวังอย่างนั้นหรือมูทาร่า” พระนางรับสั่งแทรกขึ้นมาโดยพลันด้วยทรงมีความเห็นแตกต่างออกไปอย่างไม่พอพระทัย
เพียงครู่เหมือนพระนางจะนึกถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้
“ฝ่าบาทเสด็จออกนอกพระราชวังเช่นนี้ แล้วคืนนี้ล่ะ ข้าก็ต้องนอนแต่เพียงผู้เดียว ฝ่าบาทไม่ทรงอยู่เข้าเรือนหอกับข้า หากพระองค์เสด็จออกไปแล้วไม่ทรงกลับมาเข้าหอกับข้า ข้าจะทำเช่นไรจะปล่อยให้ข้านอนเฝ้าเรือนหอแต่เพียงลำพังเช่นนี้อย่างนั้นหรือ ไม่นะ...ข้าไม่ยอม! ข้าจะไม่ยอมนอนเดียวดายเป็นอันขาด!” ราชินีทูย่าอยากจะกรีดร้องให้สุดพระสุระเสียงเมื่อทรงคิดได้เช่นนั้น
ทว่าพระนางก็มิอาจแสดงกิริยาเหล่านั้นออกมาได้ ทำได้แต่เพียงประทับนั่งนิ่งๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าภายในพระทัยของพระนางในยามนี้ทรงอยากกรีดร้องให้หายเจ็บพระทัยเป็นยิ่งนัก
อียิปต์ล่าง
บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์
ฟาโรห์เซติประทับนั่งอยู่บนหลังม้า พร้อมด้วยราชองครักษ์ทั้งสามนายเฝ้าคอยถวายอารักขาอยู่ตลอดเวลาองค์กษัตริย์ ฉลองพระองค์เฉกเช่นชาวสามัญชน ฉลองพระองค์นั้นทำมาจากผ้าลินินสีขาวทอแบบหยาบๆ เฉกเช่นบุรุษชาวอียิปต์ทั่วไป
มิได้ใช้ผ้าที่ทอด้วยด้ายทอง มิได้ลงดิ้นตรงปลายผ้าด้วยทองคำ มิได้ยกจีบหลายๆ ชั้นเพื่อแสดงฐานะว่าเป็นองค์กษัตริย์ พระองค์ต้องการเป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดาเท่านั้น อาภรณ์เลอค่าหรูหรามากมายรวมไปถึงเครื่องประดับ ถูกถอดออกจากพระวรกายจนหมดสิ้น แม้แต่ฉลองพระบาทก็ยังสวมใส่ฉลองพระบาทที่ทำมาจากต้นกก แทนที่จะทำมาจากต้นปาล์ม ที่ตกแต่งด้วยทองคำ
ไม่เว้นแม้กระทั่งเส้นพระเกศาสีดำสนิทที่มีความยาวคลอเคลียเพียงพระศอเท่านั้น หาได้โกนพระเกศา จนหมดพระเศียรเฉกเช่นชาวอียิปต์ทั่วไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้ดูกลมกลืนไม่ตกเป็นเป้าสายตาแต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ด้วยวงองค์สูงใหญ่ บึกบึน ภายใต้ผ้าคลุมสีดำทะมึนก็ยังไม่สามารถปกปิดความสง่างามน่าเกรงขามของพระองค์ไปได้แม้แต่น้อย
พระวรกายสูงใหญ่ประทับนั่งบนหลังม้า ทรงทอดพระเนตรปากทางเข้าหมู่บ้านชาวประมงตรงพระพักตร์ วิถีชีวิตของชาวบ้านที่กำลังดำเนินไปกำลังปรากฏให้พระองค์ได้ทอดพระเนตร แต่ละครอบครัวกำลังช่วยกันทำงาน ภรรยาช่วยสามีทำไร่
บางครอบครัวภรรยานั่งดูแลลูกๆ พร้อมทั้งดูแลพืชผักสวนครัว ดูแลเถาองุ่นให้ออกดอกผล เป็นวิถีชีวิตที่มีความสุขเสียนี่กระไร พระองค์ทรงทอดพระเนตรพร้อมแย้มพระโอษฐ์เมื่อเห็นพสกนิกรของพระองค์ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
“ข้าอยากใช้ชีวิตเฉกเช่นสามัญชนสักพัก” จู่ๆ องค์กษัตริย์ทรงรับสั่งออกมา
“หา!” เสียงราชองครักษ์ทั้งสามต่างส่งเสียงร้องออกมาพร้อมกัน
“พวกเจ้าพากันตกใจอะไรกัน” องค์กษัตริย์รับสั่งด้วยความแปลกพระทัย
“จะดีหรือพ่ะย่ะค่ะฝ่าพระบาท จะเกิดภัยขึ้นกับฝ่าพระบาทเอาได้หากมีคนล่วงรู้ว่า พระองค์แท้จริงแล้วทรงเป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์ และถ้าหากพำนักอยู่เป็นเวลานานทางธีปส์จะวุ่นวายเพียงใดพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าราชองครักษ์เบนนูกราบทูลคัดค้านอย่างไม่เห็นด้วย
ฟาโรห์เซติหันกลับไปทอดพระเนตรราชองครักษ์ทั้งสามที่คอยตามเสด็จ พระองค์ทอดพระเนตรเขม็งจนราชองครักษ์ทั้งสามต่างพากันหลบสายพระเนตรไม่กล้าสบพระพักตร์แต่อย่างใดพร้อมสุระเสียงรับสั่ง
“เรื่องนั้นข้าล่วงรู้ดีว่าจะต้องจัดการอย่างไร เฮรู!” ฟาโรห์แห่งอียิปต์รับสั่งพร้อมเรียกชื่อราชองครักษ์หนึ่งในสาม
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“เจ้าจงเป็นม้าเร็วเดินทางกลับธีปส์ แจ้งข่าวของข้าให้อุปราชอาเปปและสังฆราชโฮรารับทราบว่าข้าอยู่ที่ใดและให้อาเปปคอยรายงานข่าวเกี่ยวกับข้อราชการให้ข้าได้รู้ทุกระยะ และอย่าให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าข้าพำนักอยู่แห่งหนใด” องค์กษัตริย์รับสั่งกำชับ
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” ราชองครักษ์เฮรูรับคำอย่างแข็งขัน ก่อนจะเอ่ยกราบทูลองค์กษัตริย์
“ฝ่าบาทกระหม่อมขอเสนอความคิดเห็นได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ราชองครักษ์เฮรูทูลถาม
“เจ้าว่ามามีการสิ่งใดอยากถามข้า” องค์กษัตริย์รับสั่งอนุญาต
“กระหม่อมอยากให้ฝ่าพระบาทประทานอนุญาตให้เหล่าองครักษ์มาคอยถวายอารักขาฝ่าพระบาทให้มากกว่านี้พ่ะย่ะค่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของฝ่าพระบาท เพราะพวกสอดแนมจ้องที่จะหมายปลิดพระชนม์ชีพของพระองค์อยู่ตลอดเวลายิ่งอยู่นอกพระราชวังเช่นนี้แล้ว สุ่มเสี่ยงเป็นยิ่งนัก จำต้องต้องถวายความปลอดภัยให้แก่พระองค์มากขึ้นไปอีกพ่ะย่ะค่ะ”
“หึหึหึหึ” องค์กษัตริย์ทรงพระสรวลออกมาเบาๆ
“ไม่ต้องหรอกเฮรู...ยิ่งพากันมามากยิ่งทำให้น่าสงสัย ข้ามีพวกเจ้าเพียงสามคนก็เพียงพอแล้ว พากันยกโขยงมากันมากมายมันจะทำให้ข้ารู้สึกไม่เป็นส่วนตัว ข้าอยากใช้ชีวิตเฉกเช่นสามัญชนว่าประชาชนของข้ามีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง
ยากจน แร้นแค้นหรือประสบปัญหาสิ่งใดข้าจะนำไปแก้ไขให้ประชาชนของข้ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไปกว่าเดิม” องค์กษัตริย์รับสั่งอธิบาย จนแล้วจนรอดพระองค์ก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่าทรงต้องการความเป็นส่วนพระองค์
ราชองครักษ์ทั้งสามได้แต่นั่งนิ่งเงียบเมื่อได้ยินองค์กษัตริย์ยังคงยืนยันเช่นนั้น หากทรงมีพระประสงค์เช่นนั้นหน้าที่ของราชองครักษ์ต้องถวายการอารักขาอย่างเต็มที่ แม้ภายในใจของทั้งสามจะห่วงองค์กษัตริย์ของพวกตนเป็นยิ่งนักก่อนจะได้ยินฟาโรห์แห่งอียิปต์รับสั่งดังขึ้น
“เบนนู! ซีน่า!” องค์กษัตริย์รับสั่งเรียก
“พ่ะย่ะค่ะ!” ทั้งสองขานรับโดยพร้อมเพรียงกัน
“พวกเจ้าทั้งสองจงไปจัดหาที่พัก ซึ่งข้าและพวกเจ้าต้องพำนักอยู่สักระยะไม่ต้องจัดหาที่พักหรูหราเอาแบบชาวบ้านธรรมดา ข้าไม่ต้องการความแตกต่างจากชาวบ้านแต่ข้าต้องการความเป็นอยู่แบบวิถีชาวบ้านเหมือนประชาชนของข้า พวกเจ้าเข้าใจแล้วนะว่าที่พักธรรมดา...ธรรมดา” ฟาโรห์หนุ่มรับสั่งย้ำหนักย้ำหนา
“พ่ะย่ะค่ะ! เอาแบบธรรมดา ธรรมดา จัดให้เลยพ่ะย่ะค่ะ!” ราชองครักษ์ทั้งสองต่างรับคำอย่างแข็งขัน
“ตามนั้น” องค์กษัตริย์รับสั่งเบาๆ ก่อนจะมีรับสั่งสำทับตามติดมา
“ส่วนเจ้าเฮรู!” องค์กษัตริย์รับสั่งเรียก
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“เจ้าออกเดินทางเสียตั้งแต่เพลานี้จะได้ไม่เสียเวลา กว่าจะไปและกลับมาใช้เวลาหลายวันหากมีข้อราชการเร่งด่วนจงรีบเร่งแจ้งให้ข้าได้รู้”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าพระบาท เกล้ากระหม่อมขอทูลลา” ราชองครักษ์เฮรูเอ่ยทูลลาพร้อมถวายบังคมให้แก่องค์กษัตริย์ ก่อนจะบังคับม้าบ่ายหน้ากลับพระราชวังเพื่อรายงานข่าวให้อุปราชอาเปปและสังฆราชโฮราได้ล่วงรู้
กษัตริย์หนุ่มรูปงามค่อยๆ บังคับม้านำหน้าราชองครักษ์ทั้งสอง มุ่งตรงไปยังเป้าหมายคือหมู่บ้านชาวประมงตรงเบื้องพระพักตร์ซึ่งอยู่ใกล้จากสายตา ทว่าในการเดินทางจริงๆ แล้วอยู่ไกลกว่าที่คิด