ตอน 1

วัสสิกาสะดุ้งตื่นลืมตามองรอบกาย ห้องนอนกว้างขวางตกแต่งด้วยสีเหลืองนวลสลับขาวจากม่านมุ้งม่านหน้าต่างจนถึงผ้าปูเตียงปลอกหมอนผ้าห่มและพรมปูพื้น ทุกอย่างยังคงเป็นห้องนอนของเธอไม่ใช่ที่อื่น สิ่งที่เธอเห็นอยู่เมื่อครู่เป็นภาพจากความฝัน ใช่ ฝันอีกครั้งจากหลายครั้งในเวลาสองสามเดือนที่ผ่านมา เธอฝันว่าอยู่ในพระราชวังสวยงาม ได้ทำอาหารขึ้นโต๊ะเสวย แก่ผู้สูงศักดิ์ และเกิดเรื่องราว

“เจ้าเป็นแม่ครัวนะ ไม่ใช่หมอยาที่จะมาสอนสั่งให้ข้า ระวังโรคภัยหรือกินอะไรได้กินอะไรไม่ได้ เอาอาหารบ้าๆของเจ้าออกไป ข้าไม่กิน" และอาหารจานหนึ่งถูกโยนแตกเพล้ง ตรงหน้าวัสสิกา

...หมดกัน...อาหารที่เธอบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยการ คัดเลือกวัตถุดิบสดใหม่จัดลงจานอย่างสวยงามหกกระจายเกลื่อนอยู่ตรงหน้าเหมือนเศษขยะ

เหตุการณ์ความฝันในสถานที่แห่งเดียวกันเกิดซํ้าหลายครั้ง ยิ่งใกล้วันเดินทางไปร่วมประกวดการทำอาหารกับโครงการอาหารและสุขภาพในรายการ...สุดยอดฝีมือเชฟอาเชียน2020...ของสมาคมอาหารเพื่อสุขภาพแห่งอาเซียน วัสสิกาก็ยิ่งฝันบ่อยขึ้น เดือนนี้เธอฝันเป็นครั้งที่สามแล้ว และอีกหนึ่งสัปดาห์เธอกับเพื่อนสนิทอีกสองคนจะเดินทางไปประเทศอินเดียเจ้าภาพที่จัดงานประกวดในปีนี้

วัสสิกาเกิดในประเทศไทยจากมารดาคนไทยเชื้อสายจีน แต่มีความผูกพันกับประเทศอินเดียถิ่นกำเนิดของบิดาเชื้อสาย อินเดียมาตั้งแต่เยาว์วัย โดยครอบครัวของบิดาเข้ามาทำธุรกิจ การค้าเกี่ยวกับเครื่องเทศอยู่ในประเทศไทยนานหลายสิบปี วัสสิกาเป็นลูกหลานคนเดียวที่ชอบกินอาหารอินเดียเหมือนบิดาและปูย่า ทั้งยังเป็นคนเดียวในลูกสี่คนที่ชอบการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ และสนใจเรียนรู้ทุกสาขาวิชาเกี่ยวกับอาหาร

วัสสิกาเรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรเชฟและเชฟเอ็กคิวซีฟจากสถาบันอาหารมีชื่อของฝรั่งเศสและนำความรู้มา ประยุกตัใช้กับกิจการค้าเครื่องเทศปรุงรสและร้านอาหารของ ครอบครัวจนได้รับความชื่นชมและการสนับสนุนจากครอบครัวให้เข้าประกวดการทำอาหารกับโครงการอาหารและสุขภาพใน รายการ...สุดยอดฝีมือเชฟอาเชียน2020...ของสมาคมอาหารเพื่อสุขภาพแห่งอาเซียน

อาหารอินเดียมีความหลากหลายด้านวัฒนธรรมอาหาร และมีจุดเด่นจากการใช้เครื่องเทศมายาวนานกว่า 7,000 ปี ครอบครัวของวัสสิกามีธุรกิจนำเข้าเครื่องเทศทุกรูปแบบและมีเครื่องเทศปรุงรสอาหารเป็นผลิตภัณฑ์ของตนเองมายาวนานกว่า สิบปี ปัจจุบันมีทั้งการนำเข้าและส่งออกในประเทศกลุ่มอาเซียน กับละตินอเมริกาและยุโรปบางประเทศ

สินค้าเครื่องเทศปรุงรสที่บริษัทของครอบครัววัสสิกา นำเข้าและผลิตแบรนด์( Brand-ยี่ห้อ)ของตนเองเรียกว่า...มัสซา ลา(Masala) กับ การัมมัสซาลา(Karammasara)...เป็นรายแรก ของเมืองไทย และผลิตสูตรใหม่เป็นผงเป็นซอสเป็นกลิ่นออกมา ตามความต้องการของผู้บริโภคอีกหลายชนิดที่สามารถนำไปใช้ ปรุงรสอาหารได้ทุกรูปแบบ เช่น การหมัก การทอด การผัด การ แกง การอบ ฯลฯ หรือใส่ในอาหารประเภทของหวานของขบเคี้ยว และเครื่องดื่ม

บิดาเล่าให้ฟังว่าต้นสกุลจันทรัสมิ์(จัน-ทะ-รัด)เป็นชาว อินเดียนับถือศาสนาพุทธที่มีอยู่เพียง 0.7 % ในปัจจุบันทำการค้าเครื่องเทศสืบทอดกันมาช้านาน คุณทวดของวัสสิกาเป็นรุ่นบุกเบิกเดินทางค้าขายในต่างประเทศ และพาครอบครัวเข้ามาทำการค้าในประเทศไทยหลังจากเทียวไปเทียวมาจนการค้ามั่นคงก็พำนักอยู่ในประเทศไทยอย่างถาวร คุณปูของวัสสิกาเป็นบุตรชายคนเดียวที่สานต่องานการค้าเครื่องเทศและเป็นเจ้าของธุรกิจการค้าเครื่องเทศรายใหญ่รายหนึ่งในเอเชียและบิดากับพี่ชายทั้งสองของวัสสิกาได้สืบต่อธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน

คุณกฤษณะ จันทรัสมิ์ บิดาของวัสสิกาแต่งงานกับคุณวิมลหญิงสาวชาวไทยเชื้อสายจีน มีบุตรด้วยกันสี่คน พี่น้องสี่คนของวัสสิกาเป็นพี่ชายสองคนกับน้องสาวคนหนึ่ง พี่ชายคนโตแต่งงานกับสาวสวยเชื้อสายอินเดีย พี่ชายคนรองแต่งงานกับหญิงสาวชาวไทยเชื้อสายจีนอย่างมารดา และน้องสาวคนเล็กกำลังเรียนมัธยมปลาย โดยมีวัสสิกาคนเดียวที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารและโภชนาการ

วัสสิกาเติบโตในแวดวงอาหารอินเดียและเครื่องเทศของครอบครัวมาตั้งแต่เยาว์วัย ระหว่างเรียนก็คอยช่วยบิดากับพี่ชายต่อยอดธุรกิจเครื่องเทศปรุงอาหาร โดยคิดสูตรนํ้ากลิ่นเครื่องเทศกับผงสูตรและซอสมัสซาลากับการัมมัสซาลาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ในแบรนด์บริษัทของครอบครัวและกำลังเป็นสินค้าที่นิยมของลูกค้าทั่วโลก

แต่สิ่งที่อยู่ในความใฝ่ฝันของวัสสิกา คือ ทำให้คนสนใจกินอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น และการเข้าร่วมประกวดทำอาหารเพื่อสุขภาพในโครงการอาหารและสุขภาพของสมาคมอาหารเพื่อ สุขภาพแห่งอาเซียนก็เป็นโอกาสสำคัญ วัสสิกาชนะการคัดเลือก เป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดในรายการ...สุดยอดฝีมือเชฟ อาเชียน...ที่ปี ค.ศ. 2020 ประเทศอินเดียเป็นเจ้าภาพ โดยผู้เข้า แข่งขันการทำอาหารทุกประเทศต้องเดินทางไปพักเตรียมตัวและ ร่วมประกวดนานหนึ่งสัปดาห์ ณ โรงแรมชัยปุระ ฮาวา รอยัล พาวิลเลี่ยน เมืองชัยปุระ รัฐราชสถานหรือราชาสถานประเทศอินเดีย อันมีคำลํ่าลือว่าเป็นโรงแรมสวยหรูอันดับหนึ่งและมีประวัติการสร้างยาวนานนับร้อยปี

ตอน 2

การเดินทางครั้งนี้ วัสสิกามีผู้ช่วยเชฟเป็นเพื่อนสนิท ติดตามไปสองคน คือ มณีรัตน์กับบุรินทร์โดยทั้งสองเป็นนักเรียนกับเพื่อนเรียนการทำอาหารระดับเชฟรุ่นเดียวกัน และมีเป้าหมายว่าจะเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์ด้านวัฒนธรรมอาหารของกลุ่มประเทศอาเซียนให้ครบทั้งสิบประเทศ และครั้งนี้ก็เป็นโอกาสดีที่ทั้งสองได้ติดตามมาเป็นผู้ช่วยการประกวดสุดยอดฝีมือเชฟอาเซียนของวัสสิกา

“โห...โรงแรมชัยปุระ สวยยิ่งกว่าคำลํ่าลือออีกนะ แกสอง คนรู้ไหมว่าหน้าต่างทั้งหมดมีกี่บาน" มณีรัตน์หันมาถามเพื่อนทั้ง สองที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังและนับจำนวนหน้าต่างอยู่ในใจ

“953 บาน" บุรินทร์ตอบฉาดฉาน ยักคิ้วหลิ่วตาให้เพื่อนสาวทั้งสองเป็นเชิงถามว่า...เท่ห์ไหม...แต่ที่ตอบได้รวดเร็วเพราะเขาศึกษาประวัติหมู่พระตำหนักทุกหลังในอาณาเขตพระราชวังหลวงและโรงแรมสวยหรูแห่งนี้มาแล้ว

“เอ๊ะ! ทำไม่นับเร็วนักล่ะ ฉันนับได้ไม่ทันถึงครึ่งร้อยเลย" มณีรัตน์มองเพื่อนหนุ่มอย่างทึ่งจัด

“ยายเฟอะ ขืนมัวยืนนับอย่างหล่อนคงเป็นวันเป็นคืน กว่าจะนับได้ครบ แล้วหล่อนไม่ได้ศึกษาหาความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโรงแรมที่จะมาพักบ้างเลยหรือ" บุรินทร์ย้อนถาม

“ไม่..." มณีรัตน์ปฏิเสธเสียงยาน "จะรู้มากไปทำไม่ แค่รู้ ว่าโรงแรมอะไร สภาพห้องดีระดับไหน ราคาเท่าไร ปลอดภัยหรือ เปล่าก็พอแล้ว" เหตุผลเดียวที่มณีรัตน์ไม่อยากรู้ประวัติโรงแรม ใดๆที่จะเข้าพักเพราะกลัวจะรู้เรื่องผีๆสางๆที่ตัวเองกลัวสุดชีวิตมากกว่าอย่างอื่น

“ก็นี่แหละ หล่อนถึงขาดฉันกับวัสสิกาไม่ได้ เราสองคนต้องเป็นแผนที่กับโบว์ชัวร์ติดตัวหล่อนตอนเดินทางไปพัก ต่างประเทศตลอดๆ และฉันก็คิดว่าใครได้ผู้หญิงอย่างหล่อนเป็น แฟนหรือเป็นเมียละซวยฉิบ" บุรินทร์ทำปากเบ้

“รวยสิไม่ว่า ทายาทสาวคนเดียวของร้านข้าวแกงปักษ์ใต้ ตั้งหลายสาขาชื่อดังระดับจังหวัดนะยะ เงินหมุนเวียนเดือนละ เป็นแสนใครไม่เอาก็โง่แล้วแก" มณีรัตน์คุยโอ่ เพราะทางบ้านทำ ร้านอาหารขนาดใหญ่ขายดิบขายดีเป็นที่หนึ่งจนต้องเปิดสาขา หลายจังหวัดท่องเที่ยวทางภาคใต้

“เออ...ฉันคนหนึ่งละที่ยอมโง่ยายแม่มณียุคศตวรรษที่21" บุรินทร์ว่าแล้วก็หัวเราะ เขาชอบเรียกมณีรัตน์ว่าแม่มณี เพราะเพื่อนสาวมีหน้าตาคล้ายแม่มณีนางเอกรุ่นเก่าจันทร์จิราจูแจ้งในภาพยนตร์ปี พ.ศ.2533 จากนิยายของทมยันตีนักเขียนศิลปินแห่งชาติที่เขาชื่นชอบมากถึงกับเป็นแฟนคลับตามข่าวจน รู้ว่านิยายเรื่องนี้มีการสร้างเป็นภาพยนตร์มาก่อนหลายปีและนำมาสร้างเป็นละครโด่งดังทางทีวีถึงสองครั้งสองครา

“ถึงแกจะฉลาดเกินศรีปราชญ์ก็หมดสิทธิ์ย่ะ ฉันไม่รับ พิจารณาเพศลักปิดลักเปิดอย่างแก" มณีรัตน์โต้กลับ

“เฮ้ย...ฉันเป็นผู้ชายเต็มร้อยนะหล่อน และฉันก็จอง ตำแหน่งแฟนวัสสิกาเป็นคนแรกด้วย" บุรินทร์เถียง แสร้งทำ ตาหวานใส่เพื่อนสาวที่เขาอ้าง

“วัสสิการับจองแกหรือ เห็นเป็นมดแดงแฝงพวงมะม่วงมาจะเป็นสิบปีแล้วมั้ง" มณีรัตน์แกล้งว่า

ในกลุ่มเพื่อนหญิงชายสมัยเรียนมัธยมต้นบุรินทร์จะเกาะแจอยู่กับวัสสิกาที่เขาชื่นชมมากกว่าเพื่อนสาวคนใดๆ และมักจะอาสาทำสารพัดโดยเฉพาะเรื่องยกจานข้าวยกนํ้าดื่ม หรือถือกระเป๋าเรียนให้วัสสิกา เมื่อทั้งสามมีโอกาสไปเรียนต่อที่สถาบันทำอาหารในประเทศฝรั่งเศส บุรินทร์แสดงตัวเป็น สุภาพบุรุษคอยเทคแคร์ดูแลเพื่อนสาวทั้งสองทุกอย่าง แต่ไม่เคยแสดงชัดเจนว่ารักใคร่เสน่หาในตัวเพื่อนสาวแบบชายหนุ่ม

“เออ...มดแดงอย่างฉันนี่แหละ จะอยู่เฝ้ามะม่วงสวยพวง นี้ไปจนแก่ตาย" บุรินทร์หันมาทำตาหวานใส่เพื่อนสาวที่เขาชอบ กล่าวอ้างอีกครั้ง

“แกได้เฝ้าจนแก่ตายแน่ จริงไหมวัสสิกา" มณีรัตน์หันมา ถามเพื่อนสาวแล้วหัวเราะคิกคักกับความคิดของตนที่เห็นภาพบุรินทร์ยามแก่ผมขาวหมดหัว

“เธอสองคนจะยืนเถียงกันถึงเช้าหรือไง ดูสิ คนหยุดมองกันใหญ่แล้วรีบเข้าข้างในกันเถอะ”

วัสสิกากำลังเพลินชมความงามของโรงแรมที่มีประวัติ มานานนับร้อยปี หันมาเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมาหยุดฟังการสนทนาของเพื่อนทั้งสองเป็นกลุ่มใหญ่ก็นึกอายรีบลากกระเป๋า ใบโตที่นำลงจากรถแท็กซี่เป็นใบสุดท้ายเดินนำเข้าประตูโรงแรม ที่ผู้แต่งกายด้วยเสื้อสูทประจำชาติสีแดงเปิดรอเชื้อเชิญ

ก้าวแรกที่ย่างเท้าเข้ามาวัสสิกาสัมผัสถึงพลังบางอย่าง จนขนลุกกรูเกรียว เสี้ยววินาทีหนึ่งเธอเห็นภาพสถานที่เก่าแก่ แห่งนี้มีหญิงสาวสวยมากมายแต่งกายนุ่งห่มส่าหรีสีสดใสบ้างเดิน บ้างนั่ง บ้างนอน บ้างเต้นระบำรำฟ้อนตามจังหวะ ดนตรีที่มีเพียงเสียงกลองเสียงพิณและเสียงปี่ด้วยนาฏลีลา แปลกตาที่ผสมผสานระหว่างความสนุกสนานร่าเริงกับการยั่วยวนชวนเสน่หาในตัวนางรำที่มีเพียงผ้าน้อยชิ้นปิดกาย เมื่อภาพนั้นวับหายไปจึงทำให้วัสสิกานึกถึงประวัติความเป็นมาของโรงแรมแห่งนี้แห่งนี้

ตอน 3

โรงแรมชัยปุระ ฮาวา รอยัล พาวิลเลี่ยน เป็นหนึ่งในพระตำหนักสวยหรูของพระราชวังหลวงที่เพิ่งเปิดทำการมาสองปี ข่าวว่าในทีแรกพระตำหนักนี้เคยเปิดรับนักท่องเที่ยวให้เข้าชม ภายนอกเพียงอย่างเดียว ต่อมาผู้มีสิทธิ์ครอบครองเห็นว่า กาลเวลาทำให้พระตำหนักสวยงามแปลกตาหาดูยากทรุดโทรมลงและมีห้องจำนวนมากถูกทิ้งร้างอย่างไร้ประโยชน์จึงทำการบูรณะซ่อมแซมเปิดเป็นโรงแรมให้ผู้คนเข้าพักเพื่อการดูแลรักษาที่ดีกว่า จะยกเว้นก็แต่ห้องส่วนพระองค์ที่พระราชวงค์ชั้นสูงเคยครอบครอง

วัสสิกากับมณีรัตน์แยกกับบุรินทร์เข้าห้องพักบนชั้นห้าที่ความจริงที่พำนักของผู้เข้าประกวดสุดยอดฟีมือเชฟอาเซียนทั้ง สิบคนพักร่วมกันห้องละสองคนอยู่ฟากหนึ่งของชั้นสี่ แต่ห้องที่วัสสิกากับมณีรัตน์จะเข้าพักเกิดมีปัญหาเรื่องท่อนํ้าใช้ และห้องในฟากตรงข้ามก็มีแขกเข้าพักเต็มหมด วัสสิกากับมณีรัตน์จึงต้องแยกขึ้นมาพักบนชั้นห้าที่รับเฉพาะแขกระดับวีไอพีของโรงแรมที่สวยงามกว่าห้องในชั้นถัดลงไป

การแข่งขันมีสองรอบ คือ รอบรอง เพื่อคัดให้ผู้แข่งเหลือ สามคนในรอบตัดสิน ที่จัดในห้องหนึ่งบนชั้นสองของโรงแรม โดย ทุกคนจะได้พักผ่อนหนึ่งวันก่อนเริ่มการประชุมสัมมนาเพื่อเตรียม ตัว จากนั้นก็จะได้ผ่อนคลาย(รีแร็กซ์-Relax)ตามอัธยาศัยอีกสอง วันก่อนเริ่มต้นการแข่งขันกันในปลายสัปดาห์วัสสิกากับผู้ช่วยที่ เป็นเพื่อนสนิทจึงนัดออกเที่ยวชมสถานที่สำคัญของเมืองชัยปุระ โดยบุรินทร์เสนอให้จองห้องเพื่อเข้าพักต่ออีกสองวันหลังเสร็จงานประกวดเพราะต้องการอยู่เที่ยวชมส่วนที่เปิดรับนักท่องเที่ยวในอาณาเขตพระราชวังหลวงของเมืองชัยปุระอย่างไม่ต้องรีบร้อน

ในคืนที่สองของการเข้าพัก ณ โรงแรมชัยปุระ ฮาวา รอยัล พาวิลเลี่ยน วัสสิกาได้ฝันถึงเรื่องประหลาดคล้ายเดิมอีก คราวนี้ในความฝัน วัสสิกามีคู่กรณีเป็นผู้สูงศักดิ์ร่างสูงสง่าหน้าตาคมสันหล่อถึงชั้นนายแบบหรือพระเอกหนังอินเดีย ในความฝันนั้นเขากำลังเรียกหาเธอ

“วัสสิกา วัสสิกา ที่รัก อยู่ไหน...”

ในความฝันวัสสิกากำลังนอนหลับอยู่บนเตียงสี่เสาหลัง ใหญ่ติดม่านสีชมพูปักดิ้นทองเป็นรูปดอกบัวหลวงรายรอบเตียง มีม่านลูกไม้สีขาวปิดคลุมทั้งสี่ด้านมองผ่านออกไปเห็นภายนอก เป็นห้องกว้างใหญ่ทาสีชมพูพาสเทลวาดลวดลายเป็นดอกบัวสี ทอง นอกห้องเป็นสวนดอกไม้กว้างใหญ่ มีสระน้ำทันสมัย ที่รอบ สระจัดวางกระถางใบใหญ่ปลูกดอกบัวหลวงชูช่อไสว ถ้าห้องใน ความฝันเป็นห้องพักของโรงแรมแห่งนี้ คงจัดอยู่ในประเภทห้อง สูทเดอร์ลุกซ์(Suit Deluxe)เพราะพื้นที่ในห้องนอนและหน้า ห้องนอนมีเนื้อที่กว้างขวาง ด้านหนึ่งมีบาร์เตรียมเครื่องดื่มขนาด เล็กที่มุมนั่งกินอาหาร อีกด้านหนึ่งเป็นมุมพักผ่อนที่มีเก้าอี้นอน และโซฟาตัวยาวให้นอนนั่งมองทัศนียภาพสวนสวยได้เต็มตา

วัสสิกาสะดุ้งตื่นจากการขานรับการเรียกชื่อของตนเอง สิ่งแรกที่ทำคือคว้าโทรศัพทัมือถือมาดูเวลาเจ็ดโมงเข้าไม่ใช่เวลา ปกติที่วัสสิกาจะตื่น เพราะไม่เคยตื่นนอนเกินหกโมงเข้า วัสสิกา เรียกหามณีรัตน์เพื่อนสาวที่พักห้องเดียวกัน แต่ไม่มีเสียงขานรับ และเจอโน้ตเขียนแปะหน้าห้องน้ำว่าต้องลงไปตรวจเช็กข้าวของ เครื่องใช้ให้เรียบร้อยก่อน

“เรามัวแต่นอนฝันบ้าอะไรก็ไม่รู้" วัสสิกาล้างหน้าอาบน้ำ แล้วเร่งรีบแต่งตัวลงมายังห้องแข่งขันเพื่อมาช่วยมณีรัตน์กับ บุรินทร์เช็กความพร้อมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพราะบ่ายวันนี้ผู้แข่งขันทุกคนต้องทำอาหารอินเดีย 5 อย่าง คือ...แป้งจาปาตี (Chapati) แป้งนาน(Naan) กินกับดาลหรือแกงถั่ว แกงแพะ ไก่แทนดูรี(Tandoori Chicken)กินกับซอสสามอย่าง เช่น ซอส มะขามมัสซาลา ซอสมิ้นต์มัสซาลา ซอสโยเกิร์ตมัสซาลา รสจัดจ้าน และสลัดแตงกวา ส่วนอาหารหวานเป็นบาลูชาฮี(Balushahi)กับเครื่องดื่มชานม มัสซาลา-ไจ(Masala-chi)ที่วัสสิกาดัดแปลงมาใช้น้ำนมถั่วเหลืองผสมมอลต์สกัดจากข้าวบาร์เลย์ที่ล้วนเป็นเมนูอาหารที่ดัดแปลงมาจากตำรับดั้งเดิมของอินเดียและชัยปุระให้กรรมการกิตติมศักดิ์ที่มีทั้งผู้แทนจากพระราชวังหลวงมหาราชา นักการเมืองนักธุรกิจและนักแสดงได้ชิมก่อนวันแข่งขันจริง

ส่วนวันแข่งขันทางเจ้าหน้าที่กองงานจากสมาคมอาหาร เพื่อสุขภาพแห่งอาเซียนจะจัดวัตถุดิบให้ผู้แข่งขันทั้งสิบคน เหมือนกันหมดในรอบรองทุกทีมจะต้องออกแบบอาหารตาม ความถนัดทั้งคาวหวานและเครื่องดื่มโดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ใน ประเทศอินเดีย ทีมของวัสสิกาเลือกทำอาหารที่ผสมผสานทาง วัฒนธรรมอินเดียกับไทยเพราะมีหลายสิ่งคล้ายคลึงกันจากการใช้เครื่องเทศ ก่อนเดินทางนานนับเดือนวัสสิกาคิดเมนูอาหารใหม่ซักซ้อมกับเพื่อนทั้งสองมาแล้ว จึงไม่ตื่นเต้นหรือเครียดเกินไปกับ การประกวดครั้งนี้

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED