“ถึงไหนแล้วยิป พวกเราจะเมากันหมดแล้วนะ”
(ลิ้นพันแบบนี้ฉันว่าพวกแกเมาแล้ว ไม่ใช่จะเมาหรอก)
“ไม่ต้องมายอกย้อนตอนนี้หล่อนถึงไหนแล้ว”
(ใกล้ถึงแล้ว อีกไม่เกินสิบนาที แค่นี้นะ)
“ว่าไงนังแวน ไอ้ยิปซีมันถึงไหนแล้ว” เพื่อนชายใจหญิงที่ชื่อปลาหมึกถามเสียงอ้อแอ้
“อีกสิบนาทีถึงชัวร์ แกไปรอรับที่หน้าร้านได้เลย”
“ไปไม่ไหวแล้ว ขืนไปฉันคงโดนหนุ่ม ๆ ที่แอบมองฉุดไปข่มขืนแน่” ปลาหมึกทำเสียงวี้ดว้ายน่าหมั่นไส้
“แกขย่มมันหรือมันขย่มแกล่ะนังหมึก คิก ๆ ๆ”
“หยาบคายที่สุดนังปลา ข่มขืนย่ะไม่ใช่ขย่ม” ปลาหมึกทำปากขมุบขมิบแล้วสะบัดหน้าจนคางเชิด
“แวนแกดูกะเทยควายงอนสิ” ปลาหัวเราะดังลั่นกับท่าทีของเพื่อนชายใจหญิง
“กรี๊ด!.. พวกแกว่าฉันเป็นกะเทยควายเหรอ ถ้าไอ้ยิปมาเมื่อไหร่ฉันจะให้มันจัดการพวกแกคอยดู” ปลาหมึกทำเป็นโวยวายเสียงดังลั่น แต่เธอก็รู้ว่าเพื่อนหยอกเพราะรัก และพวกเธอก็มักจะเล่นกันแบบนี้เสมอจนถือเป็นเรื่องปกติ
“พูดถึงไอ้ยิปแล้วฉันก็เห็นใจมันจริง ๆ นะ เรียนปีหนึ่งเสียพ่อ พอเรียนจบปริญญาโทก็มาเสียแม่ไปอีก แล้วยังเกิดเป็นลูกคนเดียวอีก ญาติพี่น้องก็อยู่ไกลแทบไม่เคยติดต่อกัน ความสนิทสนมจึงไม่มี ถ้ามันไม่มีพวกเรามันจะเป็นยังไงบ้างวะ” แวนรำพันถึงเพื่อนด้วยความเห็นใจ เพราะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมจึงรู้เรื่องดีทุกอย่าง
แม้ความสูญเสียของเพื่อนจะผ่านมาเป็นปี แต่ก็ยังจำได้ดี
“ถ้าสงสารมันก็อย่าหนีไปมีผัวก่อนก็แล้วกัน ให้มันมีก่อนแล้วพวกเราค่อยมีทีหลัง”
“แกคิดได้ไงวะนังปลา” แวนใช้สายตาตำหนิเพื่อน แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แกคิดว่าหน้าตาอย่างพวกเราจะขายออกก่อนยิปซีเหรอวะ ยังไงมันก็ขายออกก่อนพวกเราอยู่แล้ว”
“ขำ ๆ น่านังแวน แต่ฉันว่าเป็นยิปซีก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ต้องมีห่วงอะไร ผิดกับพวกเราลิบลับ ที่ยังต้องส่งเสียครอบครัวอยู่ คนเก่ง ๆ อย่างมันไม่ลำบากหรอก เรียนเก่งจบปริญญาโทแค่อายุยี่สิบสอง กีฬาก็เก่ง กับข้าวก็เก่ง สวย หุ่นดี ภาษาก็เก่งทั้งไทย จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ล่าสุดได้ข่าวแว่วมาว่าบ้าเกาหลี ไปแอบเรียนมาซะคล่องเชียว ใครกล้าสู้มันวะ ฉันว่าพ่อกับแม่ของมันไปอย่างหมดห่วงแล้ว เพราะท่านส่งเสียให้มันเรียนจนความรู้มันล้นสมองแล้ว” พูดจบก็ยกแก้วค็อกเทลมาดื่มแก้กระหายไปอึกใหญ่
“พวกแกเล่าเรื่องพ่อยิปซีให้ฉันฟังบ้างสิ แกก็รู้ว่าฉันรู้จักพวกแกทีหลัง” นังปลาหมึกของเพื่อน ๆ ร้องขอ เพราะส่วนตัวแล้วหล่อนก็นิยมชมชอบความเก่งของเพื่อนจนยกให้เธอเป็นไอดอล แต่ก็ไม่เคยรู้เรื่องบิดาของเธอมากนัก เพราะไม่เคยถามสักที
“ฉันเล่าเอง” แวนยกมือเสนอตัว “พ่อยิปซีเป็นเจ้าของค่ายมวยที่อยู่ติดกับบ้านฉันทุกวันนี้ไง พ่อรักมันมาก สอนให้มันต่อยมวยตั้งแต่เด็ก แล้วให้เรียนวิชาป้องกันตัวสารพัด ถึงขนาดได้ลงแข่งเลยนะแก ส่วนแม่ของมันก็กลัวว่าลูกจะเป็นทอมก็เลยส่งให้ไปเรียนพวกดนตรี ภาษา เย็บปักถักร้อย แล้วก็สอนให้ทำอาหาร ทำขนม
แต่พอมันสอบติดมหาลัยเข้าปีหนึ่งยังไม่ทันไรพ่อมันก็ตายเพราะโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แม่มันก็เลยตัดสินใจขายค่ายมวยให้เพื่อนพ่อ เอาเงินมาเป็นทุนการศึกษาให้มันนั่นแหละ แล้วแม่มันก็ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอด ตอนหลังก็ต้องเลิกขายของ แต่ไอ้ยิปซีมันก็ใกล้จบแล้วตอนนั้น ไม่นานแม่มันก็ป่วยหนักแล้วก็จากมันไป ฝืนทนจนลูกเรียนจบแล้วจึงไปอย่างสบายใจไร้กังวล” เธอสรุปส่งท้าย
“แกเคยคุยกับแม่มันเหรอถึงรู้ลึกขนาดนั้นน่ะ” ปลาขัดขึ้น
“วันนี้แม่ฉันอาจจะมาหาแกก็ได้นังปลา” เสียงห้วน ๆของคนที่ยืนอยู่ข้างหลังทำให้ทุกคนให้ไปมอง
“ยิปซี!” อุทานออกมาพร้อมกัน
“เออฉันเอง” กล่าวจบก็นั่งลงข้างเพื่อนชายใจหญิงของตัวเอง แล้วจุ๊บแก้มใส ๆ นั้นหนึ่งที “เดี๋ยวนี้สวยกว่าฉันอีกนะปลาหมึก”
ปลาหมึกมองเพื่อนสาวตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้มเพราะได้รับคำชมที่ถูกใจ จิ้มนิ้วไปที่หน้าผากของเพื่อนรักด้วยความหมั่นไส้
“แค่แกชมว่าฉันสวยครึ่งหนึ่งของแกฉันก็ดีใจแล้วย่ะ ไม่ต้องมากกว่าแกหรอก คนอะไรหุ่นก็ดี หน้าก็สวย เก่งไปหมดทุกอย่าง เลิศไม่มีที่ติ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแกเคยเป็นนักมวย”
“ใครบอกนักมวย ยูโด เทควันโด ฟันดาบฉันก็เป็นนะแก ลองกันสักตั้งมั้ย” แล้วหัวเราะเมื่อเห็นหน้าตาของเพื่อนรัก
“ฉันขอแค่ความสวยกับหุ่นของแกก็พอ เรื่องอื่นฉันยอมแพ้” ปลาหมึกยกมือทั้งสองข้างขึ้นสูงเพื่อยืนยันคำพูด เรียกเสียงหัวเราะของเพื่อน ๆได้ดี
เพื่อนทั้งสี่ดื่มสังสรรค์ ผลัดกันเล่าเรื่องที่ต่างประสบพบเจอแลกเปลี่ยนกันอย่างออกรส
“ทำไมแกไม่ไปเป็นไกด์วะยิป ได้ใช้ความสามารถเต็มที่ด้วย”
“ก็ที่นี่เงินมันดีนี่หว่า ไม่ต้องเดินทางให้เหนื่อยด้วย”
“ไม่ต้องเดินทางตรงไหนวะ ฉันโทรหาแกทีไรแกก็ออกพื้นที่ตลอด ระวังนะโว้ย ฉันเคยอ่านข่าวพวกที่ไปทวงหนี้แล้วถูกยิงตาย ฉันเป็นห่วงแกนะ” ปลาหมึกเตือนเพื่อนที่เป็นฝ่ายเร่งรัดหนี้สินของบริษัทการเงินแห่งหนึ่ง
“นั่นปากเหรออีหมึก!” ปลาตวาดเพื่อนแล้วชี้หน้าแบบคาดโทษ
“อะไรยะ ฉันพูดเพราะเป็นห่วงยิปมันหรอกนะ” ปลาหมึกเชิดหน้าโต้ตอบเพื่อน
“หยุด! กินเหล้า ๆ อย่ามาทะเลาะกัน ชนแก้วโว้ยชนแก้ว” แวนห้ามทัพแล้วยกแก้วรอชน
“ฉันชอบทำงานแบบนี้นะ สนุกดี เดินทางบ้างก็ช่างมันเพราะแค่ในเมืองไทย แต่ถ้าเป็นไกด์ก็ต้องบินไปต่างประเทศ ซึ่งฉันปรับตัวกับอากาศไม่ค่อยไหวน่ะ ฉันมันคนผิวบางพวกแกก็รู้” หญิงสาวทำหน้าทะเล้นใส่เพื่อน
“ผิวบางหรือกลัวหนาวกันแน่ แกไม่ต้องมาทำเป็นผู้ดีหรอก” แวนดักคออย่างรู้ทัน เพราะเพื่อนของเธอคนนี้ไม่ชอบอากาศหนาว ถ้าอากาศเริ่มเย็นเมื่อไหร่ภูมิแพ้จะกำเริบ ต้องพึ่งยาอยู่ตลอดเวลา
“พวกแก..ตกลงเรื่องลาพักร้อนว่ายังไง ลาได้ตรงกันหรือเปล่า” ยิปซีหรือพุทธิญาชี้หน้าเพื่อนทีละคนเพื่อเอาคำตอบ “ดีมาก ต่อไปก็มาโหวตกันว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี”
ปีนี้พวกเธอนัดลาพักร้อนให้ตรงกัน เพื่อเดินทางไปเที่ยวยกก๊วน แต่ก็ยังไม่ได้สรุปว่าจะไปที่ไหน
“ฉันอยากไปญี่ปุ่น” แวนเสนอก่อนเป็นคนแรก
“ฉันอยากไปธิเบตหรือเมืองจีนก็ได้” ปลาหมึกเสนอบ้าง เพราะสองประเทศนี้อยู่ใกล้กัน อารยธรรมก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
“แล้วแกล่ะปลา อยากไปไหน” พุทธิญาถามเพื่อนที่กำลังยกแก้วค็อกเทลขึ้นมาดื่ม
“ฉันอยากไปอเมริกา แต่ปีนี้พวกเราเที่ยวในเอเชียก่อนดีกว่า เมืองจีนก็ดีนะ มีอะไรน่าเที่ยวเยอะดี แล้วแกล่ะยิปซี อยากไปที่ไหน”
“ฉันอยากไปเกาหลี เพราะฉันรักเขา โบกอม อึนอู ซงคัง โรอุน อินฮยอบ” เธอยกมือแตะที่หน้าอก พร่ำรำพรรณถึงพระเอกละครที่ตัวเองชอบ
“อาการหนักนะ” ปลาแซวเพื่อนแล้วหัวเราะ
“พอก่อนเถอะแม่คุณ มาสรุปก่อนเถอะว่าจะไปเที่ยวที่ไหน” แวนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกคนเริ่มออกนอกเรื่อง
“ถ้าตัดสินใจไม่ได้ก็จับฉลาก จบมั้ย”
“ไปจีนมีตั้งสองเสียงนะนังยิป ทำไมต้องจับฉลากด้วย” ปลาหมึกขัดขึ้น
“ก็แกบอกว่าแกอยากไปธิเบตเป็นอันดับแรกนี่นา” พุทธิญาแถไป เพราะยังหวังว่าถ้าจับฉลากเธออาจจะมีสิทธิ์ได้ไปเกาหลี “ไม่ต้องพูดมาก นี่นะแผ่นที่หนึ่งจีน” แล้วพับกระดาษจนเหลือเป็นอันเล็ก แล้วเขียนจนครบทั้งสี่ประเทศแล้วเขย่าคละเคล้า
ปลาหมึกยกมือขึ้น “ฉันเป็นสาวสวยเพียงหนึ่งเดียวในปฐพีนี้ ดังนั้นพวกแกต้องให้ฉันเป็นคนจับ” เมื่อเห็นทุกคนยินยอม จึงเลือกหยิบกระดาษที่พับไว้ขึ้นมาหนึ่งชิ้น..กำลังจะคลี่ออก
“อย่าเพิ่ง ๆ อันนั้นไม่เอา ให้แกจับใหม่อีกครั้งหนึ่ง ขอร้องนะเพื่อน ๆ ที่รักทุกคน” พุทธิญาขอร้องตาละห้อย
เพื่อนอย่างปลาหมึกจึงสนอง หล่อนส่งกระดาษแผ่นแรกที่จับขึ้นมาให้กับแวน แล้วจับอันใหม่ขึ้นมาคลี่อ่านทันที
“กรี๊ด! จีนจ้าเพื่อน ๆ จีนจ้า” ปลาหมึกดีใจ “แล้วที่มือแกเป็นอะไรนังแวน”
แวนแกะกระดาษแผ่นเล็กในมือ “เกาหลีว่ะ” แวนหัวเราะโดยมีเพื่อน ๆ ผสมโรงด้วย เพราะขำยิปซี ถ้าเธอไม่คัดค้านให้จับใหม่ ก็คงได้ไปเกาหลีสมใจอยากแล้ว
“ขำกันเข้าไป เออดวงฉันไม่ดีเองถึงไม่ได้ไปเที่ยวเกาหลี ฉันไปปีหน้าก็ได้วะ” ยิปซีแสร้งตีหน้างอ แต่ดวงตากลมโตกลับมีแต่ความสดใส เพราะถ้ามีเพื่อนไปด้วยที่ไหนก็สนุกทั้งนั้น
วันเดินทางมาถึงแล้ว ทุกคนเดินทางมาถึงสนามบินยกเว้นยิปซี
“ปลาเธอโทรหายิปซีมันอีกรอบซิ ป่านนี้แล้วทำไมยังมาไม่ถึงอีก” แวนพูดด้วยความร้อนใจ เพราะอีกไม่ถึงสองชั่วโมงก็จะถึงเวลาเดินทางแล้ว
“ไม่ต้องโทรหรอก โน่นเห็นยัง กระเป๋ามันอย่างกับใบเป็นเดือน” ปลาหมึกชี้ไปทางสาวสวยหุ่นดี ที่อยู่ในชุดกางเกงขาสั้นแค่คืบสีเขียวเข้มกับเสื้อคล้องคอผ้าพลิ้วสีขาวยาวกว่ากางเกงนิดหน่อย สวมรองเท้าส้นเตี้ยลวดลายน่ารักดูทะมัดทะแมง
ผมยาวสลวยสีน้ำตาลอมทองของเธอ ถูกเกล้าเป็นมวยปักไว้ด้วยปิ่นหยกสีเขียวเข้ากับกางเกง อวดเรียวหน้ารูปไข่ของเธอให้ดูเด่นยิ่งขึ้น
เพื่อนของเขาคนนี้ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็มีแต่ความสวยสะดุดตา เพียงแค่เห็นด้วยหางตายังสวยเด่นจับใจ
“โทษที ๆ หลับเพลินไปหน่อย” ตลอดอาทิตย์นี้เธอมักจะฝันถึงประเทศจีนที่จะไปเที่ยว แล้วฝันเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนเรื่องจริงมาก วันนี้ก็เหมือนกัน ตื่นเช้ามาไม่มีอะไรทำก็คิดว่าจะนอนเล่นฆ่าเวลา เพราะกว่าจะถึงเวลานัดก็เกือบเที่ยง แต่พอนอนแล้วเธอก็ฝันถึงเรื่องราวเดิม ๆ ถ้าเพื่อนไม่โทรหาเธอตกเครื่องแน่นอน เพราะเธอหลับฝันชนิดที่ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์เลยสักนิด
“ไม่เป็นไร รีบไปกันเถอะ” ปลาตอบแทนเพื่อนแล้วคว้าหูกระเป๋าลากนำออกไป
การไปเที่ยวครั้งนี้พวกเธอไม่ได้ไปกับกรุ๊ปทัวร์ แต่ไปกันเองแล้วไปหาไกด์ที่จีนเป็นคนนำเที่ยว เพราะอยากเที่ยวแบบชิล ๆ ไม่อยากรีบกินรีบเดิน
“ไหวมั้ยคะคุณยิป ดิฉันช่วยลากมั้ยคะ” แวนล้อเพราะกระเป๋าของเธอใบใหญ่กว่าใครเพื่อน
“ไหวจ้ะ” ถึงแม้จะรู้ว่าเพื่อนแอบจิกแต่ก็ทำเป็นแบ๊ว
“แกแบกอะไรมาบ้างเนี่ยยิป”
“เสื้อผ้า ชุดชั้นใน เครื่องประดับ เครื่องสำอาง น้ำหอมแปรงสีฟัน ยาสีฟัน รองเท้า ยา แว่นตา กล้องถ่ายรูป ผ้าพันคอกับเสื้อกันหนาวเอาไปเผื่อไว้น่ะ เธอบอกว่าอากาศที่โน่นเท่ากับบ้านเราเปิดแอร์ แต่ฉันกลัวว่ามันจะหนาวกว่า แล้วก็มี..”
“พอเถอะคุณนาย ฉันว่ากระเป๋าเธอน้ำหนักเกินแน่ เตรียมจ่ายเงินได้เลย” ปลาเตือนขำ ๆ เพื่อนของเธอคนนี้ก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะเธอเป็นคนเป๊ะและไม่ชอบใช้ของในโรงแรม เวลาไปเที่ยวจึงมักจะเตรียมของใช้ส่วนตัวไปเองเสมอ
“จ้ะ” ยิปซีหัวเราะ
“เอ้อ เกือบลืมแล้วมั้ยล่ะ” ปลาหมึกเปิดกระเป๋าสะพายของตัวเองแล้วหยิบซองสีน้ำตาลส่งให้เพื่อน “เงินที่เธอฝากแลก เตือนไว้ก่อนนะพวกชะนีทั้งหลาย ถ้าเงินไม่พอให้หยิบยืมกันก่อนแลกเพิ่ม เพราะถ้าแลกมาแล้วใช้ไม่หมด เวลาไปแลกคืนขาดทุนนะจ๊ะ ถ้าไม่พอจริง ๆ ก็รูดบัตรเอาโลดสู”
“เงินแยก ๆ เก็บหน่อยก็ดีนะ เผื่อหายเผื่อโดนล้วง” ยิปซีบอกกับเพื่อน แล้วหยิบเงินออกมาจากซองกระดาษ นับเสร็จก็ใส่กระเป๋าเงินส่วนหนึ่ง กระเป๋าสะพายส่วนหนึ่ง แล้วนำบางส่วนใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงของเธอด้วย
“ยิปซี แกนี่รอบคอบสุด ๆ เลยว่ะ” แวนชมจากใจ
“กันเหนียวน่ะแก แยก ๆ กันไว้เวลาหายจะได้เหลือติดตัวบ้าง ไปต่างถิ่นแบบนี้ ถนนหนทางก็ไม่รู้ ขืนเก็บเงินไว้รวมกัน พอถึงเวลาจะใช้ กำลังควักเงินอยู่ดี ๆ ขโมยวิ่งมาฉกไปต่อหน้าต่อตาแกจะทำยังไง ตามถูกมั้ยล่ะ”
“ไม่เสียแรงที่ชาตินี้ได้เกิดเป็นเพื่อนแกเลยว่ะยิปซี ทั้งสวย เก่ง ฉลาด ละเอียดรอบคอบไม่มีที่ติจริง ๆ” ปลายกนิ้วโป้งให้เพื่อน
“เฮ้ยแก เขาประกาศเรียกแล้ว” ปลาหมึกกระวีกระวาดเดินนำเพื่อน ๆ ด้วยความตื่นเต้น
ประเทศจีน
พุทธิญาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของโรงแรมด้วยความรู้สึกสดชื่นสดใส ไม่มีวี่แววว่าเหน็ดเหนื่อยแม้แต่นิด
วันนี้เป็นวันที่สามแล้วที่เธออยู่ที่นี่ ได้ไปเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง
วันนี้เธอได้นั่งเรือล่องแม่น้ำฮวงโหหรือแม่น้ำเหลืองในอดีต ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของคนที่นี่มาตั้งแต่โบราณกาล
ถ้าเธอจำไม่ผิดคนไทยก็มีถิ่นกำเนิดจากแถบนี้เหมือนกัน
จึงสรุปเอาเองว่าไทยจีนก็มาจากเทือกเดียวกัน แต่พอแตกหน่อไปอยู่ต่างถิ่นจึงต่างภาษาออกไป
ช่วงบ่ายเธอก็ได้ไปวัดเส้าหลิน เป็นวัดแห่งแรกที่บุกเบิกพุทธศาสนาในดินแดนแห่งนี้ของผู้ออกบวชจากประเทศอินเดีย เธอและเพื่อน ๆ ชมความงามของงานสถาปัตยกรรมในสมัยโบราณต่าง ๆ ตบท้ายด้วยการชมโชว์กังฟู จนถึงเวลาบ่ายแก่ ๆจึงบอกให้ไกด์หน้าตาหล่อตี๋ ขวัญใจนังปลาหมึกพากลับเข้าที่พัก...
‘กุ้ยถิง เจ้ารู้ตัวหรือไมว่าความงามของเจ้า ในปฐพีนี้หาได้มีใครเสมอเหมือน เจ้างามยิ่งนัก ออกเรือนมาเป็นพระชายาของข้าเถิดนะ’
ชายหนุ่มที่เธอเห็นเป็นเพียงเงารางเลือน ค่อย ๆ เดินเข้ามา เธอพยายามเพ่งมองด้วยความตั้งใจ เพราะอยากเห็นหน้าของเขาชัด ๆ
แต่เธอยิ่งเพ่งมองมากเท่าไหร่ มันก็เหมือนกับการเดินเข้ามาของเขาถอยห่างออกไปทุกก้าว เธอจึงตัดสินใจเป็นฝ่ายเดินไปหาเขาเอง พยายามซอยเท้าเพื่อให้ทันเขา
“คุณคะ กลับมาก่อน คุณเป็นใคร กลับมาหาฉันก่อน คุณ.. คุณคะ อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน คุณ..” เธอทั้งวิ่งทั้งเรียกจนเหนื่อยหอบ “คุณคะ คุณ”
“เฮ้ย! ยิปซี ละเมออะไรของแกน่ะ” ปลาหมึกเขย่าตัวของเพื่อนรักที่นอนห้องเดียวกัน ด้วยความเป็นห่วงระคนหวาดหวั่น
พุทธิญาลืมตาตื่น แล้วมองหน้าเพื่อนสนิทที่มองจ้องเธออยู่
“ปลาหมึก” เธอยันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วดูนาฬิกาที่ข้อมือ “จะหนึ่งทุ่มแล้วเหรอ โทษทีนะฉันเผลอหลับไม่รู้ตัวเลย”
“เธอฝันอะไรเหรอยิปซี เธอเรียกใครให้กลับมาเสียงดังมาก ทำฉันขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย” ปลาหมึกยื่นแขนให้เพื่อนดูเพื่อยืนยัน
“หมึก แกจะเชื่อฉันมั้ย ถ้าฉันบอกว่าฉันฝันเห็นผู้ชายคนนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว ฝันถึงเขาตั้งแต่ก่อนเดินทางมาเที่ยวด้วยซ้ำ ฝันซ้ำ ๆ อยู่แบบนี้ตลอดเลย”
“แล้วแกฝันถึงใครล่ะ”
“ไม่รู้ ฉันไม่รู้จักเขา รู้แต่ว่าเป็นคนจีนแต่งชุดโบราณ ท่านจอมยุทธ์ประมาณนั้น”
“ฉันว่าแกฟุ้งซ่าน จะมาเที่ยวเมืองจีนเลยคิดมากจนเอามาเป็นความฝัน ฟันธง” ปลาหมึกทำท่าสะบัดมือแบบหมอดูชื่อดัง
“ค่ะคุณหมอรัก” พุทธิญาล้อเลียนเพื่อน ลึก ๆ ก็หวั่นไหวแต่ไม่อยากแสดงออกให้เพื่อนเห็น “ใกล้ถึงเวลานัดแล้ว ฉันขอเข้าห้องน้ำแป๊บนะ” แล้วลุกไปเข้าห้องน้ำ สำรวจความเรียบร้อยของหน้าตาและเสื้อผ้า
ออกมาก็เห็นเพื่อน ๆ มารวมตัวกันที่ห้องแล้ว จึงชวนกันลงไปกินข้าวที่ร้านอาหารที่ไกด์แนะนำ…
วันที่ห้าในประเทศจีน ไกด์หนุ่มตี๋พาลูกทัวร์ทั้งสี่ไปเยือนที่หลงเหมิน สือคูหรือถ้ำผาประตูมังกร ซึ่งมีงานเขียนโบราณ งานประติมากรรม และศิลาจารึกเรื่องราวต่าง ๆ มากมายนับหมื่นผลงาน
เที่ยวเมืองลั่วหยางซึ่งเป็นเมืองหนึ่งในห้าอันเก่าแก่ของประเทศจีน เป็นเมืองหลวงในสมัยโบราณถึงเจ็ดสมัยด้วยกัน และปิดท้ายด้วยการไปสักการะกวนหลิน หรือสุสานขุนพลกวนอู ซึ่งคนจีนเปรียบท่านเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม
วันที่หก พวกเธอได้ไปเที่ยวที่กำแพงเมืองโบราณ ที่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ที่มีขนาดยาวและกว้างมากขนาดเอารถสามคันไปวิ่งบนกำแพงได้ ไปดูศาลไคฟงของท่านเปาบุ้นจิ้น และปิดทริปวันนี้ด้วยการเดินเที่ยวตลาดใกล้ ๆ กับโรงแรมที่พัก
“ขอบคุณมากนะคะคุณเฉิน พรุ่งนี้พบกันค่ะ” พุทธิญาพูดภาษาจีนกลางกับไกด์เมื่อเขาส่งพวกเธอลงที่ตลาด
“พรุ่งนี้พบกันครับ ยิปซี พวกคุณชอบดูดวงมั้ย ถ้าชอบผมขอแนะนำให้คุณเดินเข้าไปในซอยเล็ก ๆ นั้น เดินตรงเข้าไปสักพักจะเจอศาลเจ้า ที่นั่นมีหมอดูเป็นหญิงชราที่ดูหมอแม่นมาก ใคร ๆ ก็เรียกเธอว่าธิดาเทพ”
“จริงเหรอคะคุณเฉิน ฉันไม่ได้ดูดวงมานานแล้วค่ะ อยากลองเหมือนกัน” พุทธิญากล่าวอย่างกระตือรือร้น เพื่อให้คนที่แนะนำรู้สึกดีไปด้วย
“จริงครับ แต่ผมไม่รับรองนะว่าป้าเขาจะดูให้พวกคุณหรือเปล่า”
“ทำไมล่ะคุณเฉิน” พุทธิญาสงสัย
เขามองหน้าเธอแล้วส่งยิ้มให้ “เพราะป้าเขาจะเลือกดูให้บางคนเท่านั้น ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือเปล่านะครับ..” แล้วขยับหน้าไปใกล้ ๆ ยกมือป้องปากอย่างมีมารยาท “ผมยังได้ยินเขาลือกันว่าป้าเขาอยู่แบบนี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว” กระซิบกับเธอเพราะกลัวคนอื่นจะได้ยินด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พุทธิญายิ้มอ่อน ๆ แล้วส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะคุณเฉิน คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น”
“แต่เธอไม่ใช่คน ป้าเขาเป็นธิดาเทพนะครับ” เขายืนยันเสียงแข็ง
ยิปซีไม่อยากค้านเพราะเกรงว่าจะเสียมารยาท “โอเคค่ะฉันจะลองไปตามที่คุณแนะนำ แต่เธอคงไม่เลือกฉันหรอก” เธอพูดติดตลก
“ผมหวังว่าคุณจะถูกเลือกนะครับ” แล้วบอกลาเธอกับคนอื่น ๆ ก่อนจากไป
เมื่อเฉินเดินจากไปแล้ว พุทธิญาจึงเดินนำหน้าเพื่อน ๆไปตามซอกซอยต่าง ๆไม่ได้สนใจซอยที่เขาแนะนำเลยสักนิด เพราะถ้าเป็นอย่างที่เขาพูดจริง เธอคงไม่ได้ดูดวงกับธิดาเทพท่านนั้นแน่
ก็เธอทั้งไม่เชื่อและไม่ใช่คนจีน ท่านคงไม่ดูให้เธอ
“หุย! คนจีนนี่เขากินอะไรกันแปลก ๆ เนอะแก กินโหดยิ่งกว่าบ้านเราอีก ดูสิ ตะขาบ หนอน แมลงอะไรนั่น โอ๊ย! ไม่ไหวแล้ว รีบไปจากตรงนี้เถอะพวกแก ฉันจะตายอยู่แล้ว” พุทธิญาทนไม่ไหวจริง ๆ กับสิ่งที่เห็น
เธอไม่ใช่ผู้หญิงจุกจิกเรื่องการกินสักเท่าไหร่ แต่แบบนี้เธอรับไม่ได้จริง ๆ...
หลังจากที่ออกมาจากตลาดแล้ว ทุกคนก็เห็นพ้องว่าเดินกลับโรงแรมดีกว่า ตอนนี้จึงลงเอยที่คาเฟ่ภายในโรงแรม เพื่อหาเครื่องดื่มเย็น ๆ แก้กระหาย
“กาแฟที่นี่สู้กาแฟเย็นบ้านเรายังไม่ได้เลย” พุทธิญาเจ้าเดิมบ่นพึมพำ เธอไม่ใช่คนขี้เหนียว แต่เมื่อเสียเงินแสนแพงไปแล้วก็ต้องได้ของดีรสชาติถูกลิ้น “แต่ก็คงอร่อยของบ้านเขาแหละ ฉันเรื่องมากเอง”
“ทนกินไปก่อนเถอะยิปซี อีกสามวันก็ได้กลับบ้านเราแล้ว” แวนพูดปลอบ แล้วยกน้ำชาที่รสชาติเข้มมากสำหรับคนไทยอย่างเธอ แต่เมื่อกลืนลงคอไปแล้วกลับรู้สึกชุ่มคอดีเหลือเกิน จึงชักชวนให้เพื่อนคนอื่นได้ลิ้มชิมรสกันบ้าง