การสอบวิชาสุดท้ายของนักเรียนสาขาวิชาการบัญชีจบลงในเวลาเที่ยง นักเรียนต่างพากันทยอยออกจากห้อง บางคนยิ้มแย้มเพราะตัวเองทำข้อสอบได้ดี บางคนก็หน้าตาห่อเหี่ยวเพราะทำข้อสอบได้ไม่ดีพอ
นักเรียนที่ออกมาจากห้องแล้วก็พากันจับกลุ่มคุยถึงเรื่องข้อสอบรวมถึงการเรียนต่อในระดับปวส.หรือบางคนก็อยากจะไปต่อปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยและก็มีบางคนที่หยุดเรียนเพียงแค่นี้
ตอนนี้ในห้องสอบเหลือนักเรียนอีกไม่กี่คนและหนึ่งในนั้นก็คือหญิงสาวที่ชื่อชมจันทร์ซึ่งกำลังทำข้อสอบข้อสุดท้ายอย่างตั้งใจ ก่อนจะเก็บดินสอและยางลบบนโต๊ะลงถุงซิปสีใสแล้วลุกขึ้นเพื่อเดินไปส่งกระดาษคำตอบที่อาจารย์คุมสอบหน้าห้อง ชมจันทร์มักจะออกห้องสอบเป็นคนสุดท้ายแบบนี้เสมอ เธออยากทำคะแนนดีๆ เพราะมันจะมีผลกับการขอทุนการศึกษา
“ขอโทษนะบิว ปัท” ชมจันทร์บอกเพื่อนทั้งสองคนที่ยืนรออยู่หน้าห้องสอบทั้งที่ออกมาก่อนหน้าแล้วเกือบ 20 นาที
“ไม่เป็นไรเราสองคนชินแล้ว จันทร์ก็ออกห้องสอบคนสุดท้ายตลอดอยู่แล้ว” บิวหรือบุหลันตอบพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
“เราจะไม่ไปฉลองด้วยกันหน่อยเหรอจันทร์อีกนานเลยกว่าจะได้เจอกันอีก” ปัทมาพรหรือปัทถามด้วยความเสียดายเพราะชมจันทร์บอกตั้งแต่เช้าแล้วว่าสอบเสร็จก็จะรีบกลับบ้านทันที
“ขอโทษจริงๆ จันทร์ต้องรีบกลับ น้าพิกุลบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับเรา บางทีอาจเป็นเรื่องแม่”
“นี่ยังไม่เลิกคิดตามหาแม่อีกเหรอ”
ชมจันทร์ส่ายหน้า เธอตั้งใจเอาไว้แล้วว่าจะตามหาแม่ให้เจอเพราะตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่รู้ว่าแม่ตัวเองเป็นใครและอยู่ที่ไหน หญิงสาวเคยถามบิดาแล้วแต่ท่านก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบจนกระทั่งท่านเสียชีวิตไปเมื่อหนึ่งปีก่อน
“พวกเราจะได้เจอกันอีกทีตอนไหนล่ะ”
“วันประกาศผลสอบดีไหม อาจารย์บอกให้พวกเรามาเตรียมตัวซ้อมรับประกาศนียบัตรด้วย”
“จันทร์ไม่รู้ว่าจะมาได้หรือเปล่า”
“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ถ้าไม่มารับผลสอบบิวไม่ว่าอะไรหรอกแต่จันทร์ต้องมารับประกาศนียบัตรและก็ต้องมาถ่ายรูปด้วยกันนะ”
“นั่นสิวันสำคัญแบบนั้นใครๆ ก็ต้องมา มาให้ได้นะจันทร์”
“อือ”
“แล้วเรื่องเรียนต่อล่ะเอายังไงกันดีเราจะเรียนต่อที่เดิมไหม”
“จันทร์ว่าก็น่าจะเรียนต่อที่เดิมแหละแต่ต้องไปถามน้าพิกุลก่อนไม่รู้ว่าน้าพิกุลจะมีเงินส่งให้เรียนหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็ต้องทำงานพิเศษและขอทุนจากโรงเรียน”
“เงินที่ได้จากพ่อล่ะจันทร์หมดแล้วเหรอ” ปัทมาพรหมายถึงเงินที่ได้จากอุบัติเหตุซึ่งมันก็น่าจะมากพอสำหรับเป็นค่าเทอมของเพื่อน
“น้าพิกุลบอกว่าก่อนตายพ่อสร้างนี่ไว้เยอะก็เลยไม่เหลือเงินเลย”
“ตอนพ่ออยู่จันทร์ไม่เคยรู้เรื่องเป็นหนี้เลยเหรอ”
“ไม่เลยเพราะพ่อไม่เคยบอกอะไรเราเลย แต่ก็อย่างว่าแหละพ่อป่วยตั้งสองสามเดือนค่าใช้จ่ายมันก็มาก”
“แต่ตอนนั้นพ่อนอนโรงพยาบาลรัฐไม่ใช่เหรอจันทร์”
“นอนโรงพยาบาลรัฐก็จริงแต่ค่ากินค่าอยู่เวลามาเฝ้าพ่อก็เยอะอยู่”
“นั่นสินะ” บุหลันพยักหน้าแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยก็ตาม
“จันทร์รีบไปก่อนนะเดี๋ยวจะไม่ทันรถเที่ยวบ่ายสาม”
“แล้วของที่อยู่ที่หอล่ะป้าเจ้าของหอบอกว่าจันทร์ขนออกหมดแล้ว”
“อือ จันทร์ขนออกหมดแต่ฝากไว้ที่ห้องเก็บของก่อน”
“เอาของไปฝากไว้ที่บ้านปัทดีไหม เพราะเดี๋ยวพ่อปัทก็เอารถมาขนของกลับอยู่ดี พอเปิดเทอมก็ค่อยขนมาพร้อมกัน”
“แต่จันทร์เกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจเลย ของเราสองคนใส่หลังรถกระบะไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ”
“เดี๋ยวบิวจะช่วยปัทเอาขึ้นรถเอง จันทร์ไม่ต้องห่วงนะ”
“ขอบใจทั้งสองคนมากนะ”
“เดินทางปลอดภัยนะจันทร์ถึงแล้วอย่าลืมไลน์มาบอกแล้วก็ห้ามขาดการติดต่อเด็ดขาด”
“อือ แล้วเราจะติดต่อมาบ่อยๆ บ๊ายบายนะ ปัท บิว”
ชมจันทร์โบกมือให้เพื่อนก่อนจะเดินกลับมาที่หอพักหลังโรงเรียน เธอขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นอีกส่วนหนึ่งลงกระเป๋าเป้ก่อนจะกระโดดขึ้นรถสองแถวและตรงไปยังท่ารถซึ่งเธอมาได้ทันเวลารถออกพอดี
บ้านของชมจันทร์อยู่อีกอำเภอหนึ่งใช้ระยะเวลาเดินทางเกือบ 2 ชั่วโมงก็ถึงบ้านหลังเล็กที่เธอเคยอาศัยอยู่กับบิดาตั้งแต่จำความ แต่ตอนนี้เหลือแค่เธอกับน้าพิกุลแม่เลี้ยงเท่านั้น
“อ้าว มาแล้วเหรอจันทร์”
“สวัสดีค่ะน้าพิกุล วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอคะ”
“น้าไปทำกับข้าวให้คนงานมาแล้วพอเสร็จก็รีบกลับมาทำกับข้าวรอจันทร์นี่แหละ กินอะไรมาหรือยัง”
“จันทร์กินขนมปังมาบ้างแล้วค่ะ น้าพิกุลทำอะไรกินคะ”
“น้าทำแกงไตปลากับขนมจีน”
“ขอบคุณนะคะ ของชอบของจันทร์เลยค่ะ”
“ไปล้างหน้าล้างตัวให้เรียบร้อยแล้วค่อยมานั่งกินด้วยกันนะ”
“ค่ะน้า” ชมจันทร์รีบเอากระเป๋าเก็บก่อนจะอาบน้ำล้างหน้าและออกมาทานขนมจีนแกงไตปลาของโปรดที่น้าพิกุลทำไว้รอ
“ขอบคุณค่ะ แกงไตปลาของน้าพิกุลอร่อยที่สุดเลยค่ะ จันทร์กินฝีมือใครก็ไม่อร่อยเท่าน้าพิกุลทำเลยค่ะ” ชมจันทร์ทานไปยิ้มไปด้วยความเอร็ดอร่อย
แม้ว่าน้าพิกุลจะไม่ใช่แม่แท้ๆ แต่เขาก็ดีกับเธอในระดับหนึ่งไม่เหมือนกับแม่เลี้ยงใจร้ายที่เคยเห็นในทีวีและเวลาที่บิดาเธอป่วยน้าพิกุลก็ดูแลท่านอย่างดีจนถึงวาระสุดท้าย ทำให้ชมจันทร์รู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ในวาระสุดท้ายของบิดาท่านไม่ได้เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว
“อร่อยก็ต้องกินเยอะๆ น้าว่าเราผอมไปนิด”
“ก็กับข้าวในเมืองไม่ค่อยอร่อยนี่คะแล้วก็แพงมากด้วยสู้ฝีมือน้าพิกุลไม่ได้สักนิด”
“กลับมาอยู่บ้านครั้งนี้น้าจะทำของโปรดกินบ่อยๆ เลยดีไหม”
“ดีค่ะ ขอบคุณนะคะ น้าพิกุลใจดีที่สุดเลยค่ะ” ชมจันทร์ยิ้มจนตาหยี ตั้งแต่บิดาจากไปเธอก็มีน้าพิกุลคอยดูแลมาตลอดหนึ่งปี
“อิ่มสุดๆ ไปเลยค่ะน้าพิกุล ท้องจันทร์แตกไหมเนี่ย” ชมจันทร์รวบช้อนกับส้อมก่อนจะนั่งพิงพนักเก้าอี้และเอามือลูบท้องของตนเองที่ตอนนี้ป่องออกมานิดๆ เพราะทานขนมจีนแกงไตปลาฝีมือน้าพิกุลไปถึงสองจาน
“เดี๋ยวกินเสร็จแล้วจันทร์ช่วยเอาแกงไตปลาไปให้นายหัวชาวีได้ไหม”
“นายหัวชาวีที่อยู่ถัดจากบ้านเราไปเหรอคะน้า”
“ใช่จ้ะ จันทร์เคยไปบ้านหลังนั้นใช่ไหม”
“ค่ะ จันทร์เคยไปแต่ก็นานแล้วตั้งแต่สมัยพ่อของคุณนายหัวชาวียังอยู่ แต่พอท่านเสียจันทร์ก็ไม่ค่อยได้ไปบ้านหลังนั้นเท่าไหร่ค่ะ แล้วทำไมเราต้องเอาไปให้เขาด้วยล่ะคะ” ชมจันทร์ไม่เข้าใจเพราะเท่าที่รู้มาบ้านหลังนั้นก็มีแม่ครัวอยู่แล้ว
“นายหัวชาวีเขาก็ชอบกินแกงไตปลาเหมือนกันเมื่อตอนกลางวันน้าคุยกับแม่ครัวอีกคนว่าจะรีบกลับมาทำแกงไตปลา พอนายหัวได้ยินเขาก็บอกว่าเขาเองก็ชอบกินน้าก็เลยทำเผื่อ”
น้าพิกุลของชมจันทร์ทำงานเป็นแม่ครัวให้คนงานในสวนยางของนายหัวชาวีส่วนบิดาของเธอก็เป็นคนขับรถส่งน้ำยางและปาล์มให้กับสวนของนายหัวมาตั้งแต่เธอจำความได้
“ได้ค่ะเดี๋ยวจันทร์เอาไปให้เองค่ะ น้าพิกุลคะจันทร์ฉันลืมไปเลยค่ะ น้าบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับจันทร์เรื่องอะไรคะ”
“ก็เรื่องบ้านกับสวนยางของพ่อเรานั่นแหละ”
“ทำไมคะ”
“พ่อเราเอาโฉนดบ้านกับสวนยางไปจำนองกับนายหัว”
“อะไรนะคะ สวนยางเรามีแค่ไม่กี่ไร่เองนะคะนายหัวเขาจะเอาไปทำอะไร”
“มันมีไม่กี่ไร่แต่มันอยู่ทางด้านหน้าสวนของเขาไงล่ะ”
“น้าอยากให้จันทร์ช่วยน้าหาทางเอาบ้านกับที่ดินคืนมา”
“แล้วจันทร์ต้องทำยังไงบ้างคะ”
“ระหว่างนี้จันทร์ปิดเทอมน้าอยากให้จันทร์ไปช่วยงานนายหัว”
“ช่วยงานอะไรคะ”
“นายหัวบ่นว่าอยากได้คนมาช่วยงานเอกสารน่ะ งานไม่ได้ยากอะไร แล้วก็ทำบัญชีอีกนิดหน่อย น้าเลยเสนอชื่อของจันทร์ไปเพราะเห็นว่าเรียนมาทางนี้”
“แต่จันทร์เพิ่งเรียนชั้นปวช.เองนะคะไม่ได้เก่งอะไรเลย”
“นายหัวไม่ได้ต้องการคนเก่งหรอก เขาขอแค่คนที่พอทำงานได้เท่านั้น”
“ถ้าจันทร์ไปช่วยงานเขา แล้วเราจะได้บ้านคืนเหรอคะน้าพิกุล” ชมจันทร์คิดว่ามันคงไม่ง่ายขนาดนั้น
“น้าอยากให้จันทร์ทำตัวสนิทสนมกับนายหัว”
“คำว่าสนิทสนมของน้าหมายถึงอะไร” ชมจันทร์รู้สึกแปลกๆ กับคำพูดของน้าพิกุล
“ก็สนิทสนมแบบผู้ชายผู้หญิง”
“น้าหมายถึงจะให้จันทร์เอาตัวเข้าแลกเพื่อเอาที่ดินกับบ้านคืนเหรอคะ จันทร์ไม่ทำหรอกค่ะ”
“น้าไม่ได้บังคับนะจันทร์ เพียงแต่น้าอยากให้เราช่วยกัน”
“มันไม่ต่างอะไรกับการขายตัวเลยนะคะน้า เราหาวิธีอื่นกันดีไหม”
“น้าก็ไม่ได้บังคับนะ ก็แค่เสนอทางออกที่ดีที่สุดเพราะเงินที่พ่อของเราเอาจากนายหัวไปก็หลายแสนลำพังเราสองคนคงใช้หนี้ไม่หมดง่ายๆ หรอกนะ”
“จันทร์จะลองคุยกับนายหัวเองค่ะ อยากจะขอผ่อนเขา”
“น้าคุยแล้วแต่เขาบอกว่าหนี้มันเยอะมาก มันเกินกว่าราคาที่ดินไปแล้ว ถึงเราจะเอาที่ออกมาขายก็ยังใช้หนี้เขาไม่หมด น้ากลัวว่าถ้าเกิดวันใดวันหนึ่งนายหัวเขาอยากจะได้ที่ตรงนี้ขึ้นมาจริงๆ เราสองคนก็คงไม่มีที่อยู่”
“เราไปหาเช่าอื่นอยู่ก็ได้”
“สำหรับน้าไม่เท่าไหร่หรอก แต่จันทร์ไม่เสียดายเหรอ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่พ่อตั้งใจสร้างมาแล้วยังพืชสวนทางด้านหลังที่พ่อของจันทร์ปลูกเอาไว้ให้อีก พ่อเขาตั้งใจเตรียมไว้ให้จันทร์”
“แต่มันไม่คุ้มกันเลยนะคะที่จันทร์จะต้องเอาตัวไปแลก จันทร์ว่าเราทำงานหาเงินใช้หนี้เขาดีกว่า”
“หนี้ตั้งเกือบล้าน เมื่อไหร่เราสองคนจะใช้หนี้หมดล่ะ เผลอๆ เขามายืดทุกอย่างไปเราก็แย่กันพอดี น้าไม่ห่วงตัวเองหรอกนะ แต่น้าห่วงจันทร์ เพราะน้ายังมีบ้านพ่อบ้านแม่ให้น้ากลับไปอยู่ แต่จันทร์ไม่มีใครเลย น้าจะพาจันทร์ไปอยู่ด้วยก็เกรงใจท่าน”
“น้าคิดว่านายหัวเขาจะสนใจหนูแล้วเขาจะยกหนี้ให้หนูเหรอ”
“เท่าที่น้ารู้นายหัวเขาเจ้าชู้และมีผู้หญิงหลายคน แต่ละคนก็ได้เงินจากนายหัวค่อนข้างเยอะ ถ้าเขาถูกใจจันทร์ขึ้นมาจันทร์ขออะไรเขาก็คงจะไม่ว่า”
“แต่จันทร์ไม่อยากทำเลยค่ะ”
“น้าก็บอกแล้วว่าน้าไม่ได้บังคับ แต่น้ามีอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกจันทร์”
“อะไรคะ”
“น้ารู้ว่าแม่ของจันทร์อยู่ที่ไหน”
“จริงเหรอคะน้าพี่กุล แม่ของจันทร์อยู่ที่ไหนคะ จันทร์อยากเจอแม่”
“น้าจะบอกก็ต่อเมื่อจันทร์ทำงานให้น้าสำเร็จ”
“อะไรนะคะ”
“ถ้าเราได้บ้านและที่ดินคืนมาน้าจะบอกความจริงเรื่องแม่ของจันทร์ทุกอย่างนะ”
“น้าพิกุลอย่ามาหลอกจันทร์เลยค่ะ น้าไม่รู้หรอกว่าแม่จันทร์อยู่ไหน”
“ตอนแรกน้าก็ไม่รู้หรอกแต่ตอนที่พ่อของจันทร์ป่วยหนัก พ่อของจันทร์เล่าทุกอย่างให้น้าฟัง จันทร์จะเชื่อน้าหรือไม่เชื่อน้าก็ตามใจนะ ถ้าน้าไม่บอกจันทร์ก็ไม่มีทางหาแม่เจอแน่ๆ”
“ทำไมน้าต้องเอาเรื่องแม่มาบังคับจันทร์ด้วย”
“น้าบอกแล้วว่าน้ำไม่ได้บังคับ เลือกเอาเองนะว่าจะทำตามที่น้าบอกหรือเปล่า”
“จันทร์ขอคิดดูก่อนได้ไหม”
“จันทร์มีเวลาสามเดือนระหว่างปิดเทอม ทำยังไงก็ได้ให้ได้ที่ดินกับบ้านคืนมาเป็นของเราแล้วน้าจะบอกจันทร์ทุกอย่าง”
“แล้วเรื่องเรียนของจันทร์ล่ะคะ” ชมจันทร์ต่อรอง
“ถ้าทุกอย่างสำเร็จจันทร์ก็จะมีเงินไปเรียนต่อโดยไม่ลำบากเผลอๆ จันทร์อาจจะได้กลับไปอยู่กับแม่ก็ได้นะ เพราะตอนนี้แม่ของจันทร์ก็ไม่มีใครเหมือนกัน”
“น้าบอกจันทร์ตอนนี้ได้ไหม จันทร์สัญญาว่าจะทำงานให้สำเร็จ”
“น้าขอดูผลงานของจันทร์ก่อน”
“แต่...”
“น้าให้เวลาคิดไม่นานหรอกนะ เดี๋ยวน้าจะไปเอาแกงใส่ปิ่นโตแล้วจันทร์ต้องเป็นคนเอาไปส่งให้นายหัวชาวีที่บ้าน อย่าลืมผูกมิตรกับเขาไว้ล่ะ”
ชมจันทร์คิดหนักเพราะสิ่งที่น้าพิกุลให้เธอไปทำนั้นไม่ต่างอะไรกับการขายตัวเลยสักนิด
ระหว่างที่น้าพิกุลไปเตรียมแกงไตปลาให้นายหัวชาวี ชมจันทร์ก็เดินไปหลังบ้านเพื่อเอารถจักรยานยนต์ของตนเองออกมาเตรียมไว้ แม้ว่าบ้านของนายหัวชาวีจะอยู่ติดกับบ้านของเธอแต่ระยะทางก็ไกลพอสมควรเพราะบ้านของเขาอยู่ลึกเข้าไปจากถนนอีกฝั่งซึ่งถ้าเดินไปก็คงจะเหนื่อยกว่าจะถึง
“อย่าลืมนะจันทร์ว่าเรามีภารกิจสำคัญคือจะต้องทำให้นายหัวสนใจ” พิกุลบอกกับลูกเลี้ยงที่สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่
ชมจันทร์พยักหน้าให้กับน้าพิกุลก่อนจะรับปิ่นโตและขี่จักรยานยนต์คู่ใจออกไปยังบ้านของนายหัวชาวี
หญิงสาวเคยเจอนายหัวชาวีครั้งสุดท้ายก็หลายปีแล้วเธอไม่รู้ว่าเขาจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่ก่อนก็เคยแอบชอบเขาอยู่หรอกแต่พอได้ยินว่าเขาเจ้าชู้และเปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำหน้าเธอก็เลยไม่ได้ติดตามเรื่องราวของเขาอีกเลย
บ้านของนายหัวชาวีเป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูงมีบริเวณรอบๆ บ้านค่อนข้างกว้าง หญิงสาวจอดรถจักรยานยนต์บริเวณด้านหน้าก่อนจะตะโกนเรียกเจ้าของบ้าน
“นายหัวชาวีอยู่ไหมคะ นายหัวคะน้าพิกุลให้จันทร์เอาแกงไตปลามาให้ค่ะ” หญิงสาวตะโกนอยู่ด้านล่างสักพักก็มีหญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินออกมา
“ใครละนั่น”
“สวัสดีค่ะป้าสมรจันทร์เอง”
“อ้าวหนูจันทร์หรอกเหรอ มาทำไมล่ะ”
“น้าพิกุลให้เอาแกงไตปลามาให้นายหัวค่ะ”
“ขึ้นมาก่อนสินายหัวกำลังทำงานอยู่ในห้อง”
“ไม่เป็นไรค่ะจันทร์ฝากป้าสมรเอาให้นายหัวก็ได้ค่ะ”
“หนูรอป้าเอาแกงใส่ถ้วยก่อนนะจะได้เอาปิ่นโตกลับไปเลย”
“ได้ค่ะ”
“ขึ้นมารอข้างบนดีกว่านะ รอตรงระเบียงก็ได้”
ป้าสมรชวนชมจันทร์ขึ้นมานั่งรออยู่บริเวณระเบียงบ้าน ระหว่างรอป้าสมรเธอก็นั่งเธอก็แชทไลน์คุยกับเพื่อนเพื่อฆ่าเวลา
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมาชมจันทร์ก็เงยหน้าขึ้นเพราะคิดว่าเป็นป้าสมรแต่กลับเป็นเจ้าของบ้านที่กำลังยืนจ้องเธออยู่
“สวัสดีค่ะนายหัว” ชมจันทร์รีบยกมือไหว้ผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าของเขาหล่อกว่าที่เธอเคยเจอเมื่อหลายปีก่อน
“สวัสดี ชมจันทร์ใช่ไหม” นายหัวชาวีเคยเห็นเธอจากรูปที่น้าพิกุลส่งให้ดูแต่ไม่คิดเลยว่าตัวจริงเธอจะหน้าตาสวยและยังดูเด็กมากขนาดนี้
“ใช่ค่ะนายหัวจำจันทร์ได้ด้วยเหรอคะ”
“จำได้สิก็เด็กกะโปโลที่วิ่งตามนายโชคมาที่สวนยางบ่อยๆ”
“แต่ตอนนี้จันทร์ไม่ใช่เด็กกะโปโลแล้วนะคะ จันทร์เรียนจบแล้ว”
“ได้ยินหน้าพิกุลบอกเหมือนกัน เธอเรียนจบอะไรมานะ”
“จบบัญชีมาค่ะ น้าพิกุลบอกว่าช่วงปิดเทอมจะให้จันทร์มาช่วยงานนายหัว”
“เขาบังคับเธอมาหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะจันทร์เต็มใจมาทำงาน” ชมจันทร์ตอบเขาไปโดยไม่คิดอะไรมากแต่คนฟังกลับรู้สึกแปลกๆ เพราะไม่คิดว่าเด็กสาววัยนี้จะอยากมาเป็นนางบำเรอของเขาแต่จะว่าไปชมจันทร์คนนี้ก็มีแค่หน้าตาเท่านั้นที่ยังเด็กเพราะจากมุมที่เขายืนอยู่นี้ก็พอจะเห็นแล้วว่าสัดส่วนของหญิงสาวนั้นไม่เด็กอย่างหน้าตาเลย
“น้าพิกุลบอกว่าเธอต้องทำอะไรบ้างล่ะชมจันทร์”
“นายหัวเรียกจันทร์เฉยๆ ก็ได้ค่ะ เรียกชมจันทร์มันดูแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“อือ ตกลงน้าเธอบอกว่าเธอต้องมาทำอะไรให้ฉันบ้างล่ะ”
“น้าพิกุลบอกว่าให้จันทร์มาช่วยงานเอกสารแล้วก็ดูพวกบัญชีให้นายหัวค่ะและก็ทำงานอย่างอื่นตามที่นายหัวจะใช้”
“แค่นั้นใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ นายหัวมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“เปล่า แล้วเธอจะเริ่มงานได้เมื่อไหร่”
“แล้วแต่นายหัวเลยค่ะ”
“เพิ่งกลับมาบ้านวันนี้ใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ”
“ฉันให้เธอพักสักสองวัน แล้ววันจันทร์มาที่บ้านก่อน 9 โมงเช้าเพราะฉันมีนัดคุยกับหัวหน้าคนงานพอดีจะได้แนะนำให้รู้จัก”
“ได้ค่ะนายหัว”
“วันนี้มาถึงที่นี่มีอะไรหรือเปล่า”
“น้าพิกุลให้เอาแกงไตปลามาให้นายหัวค่ะ”
“แล้วไหนล่ะแกงไตปลา”
“ป้าสมรเอาไปแล้วค่ะ จันทร์แค่รอเอาปิ่นโตกลับบ้าน”
“มาแล้วจ้า มาแล้ว อ้าวนายหัวทำงานเสร็จแล้วเหรอคะ” ป้าสมรถามเจ้านายที่ปกติจะไม่ออกมาจากห้องถ้าหากยังทำงานไม่เสร็จ”
“ยังหรอก พอดีออกมาเดินแก้เมื่อย”
“จันทร์ขอตัวกลับก่อนนะคะ นายหัว”
“อือ ฝากขอบใจน้าพิกุลด้วยที่อุตส่าห์เอาแกงไตปลามาให้แล้ววันจันทร์เธอก็อย่าลืมมาทำงานล่ะ”
“ค่ะนายหัว”
ชมจันทร์รับปิ่นโตจากป้าสมรและเดินลงบันไดก่อนจะขี่จักรยานยนต์ออกไปจากบริเวณบ้าน
“นายหัวอยากกินแกงไตปลาก็ไม่บอกป้า ไม่เห็นจะต้องรบกวนพิกุลเลย”
“ฉันได้ยินเขาพูดถึงแกงไตปลาก็เลยบอกว่าชอบกินเหมือนกัน ไม่คิดว่าน้าพิกุลเขาจะทำมาให้ แต่ก็ดีเหมือนกันนะป้าสมรจะได้ไม่ต้องเหนื่อยไงล่ะ”
“เหนื่อยอะไรกันคะวันๆ ป้าแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ทำงานไม่คุ้มค่าจ้างเลยค่ะ”
“ฉันจ้างป้าสมรให้อยู่กับฉันไม่ได้จ้างให้ทำงานจนคุ้มค่าจ้างสักหน่อย”
“ป้าได้ยินว่านายหัวจะให้หนูจันทร์มาช่วยงานเอกสารจริงหรือเปล่าคะ”
“ก็ตามนั้นแหละช่วงนี้เอกสารฉันเยอะเหลือเกินดูคนเดียวไม่ไหนจะบัญชีทั้งสวนยางสวนปาล์มแล้วก็ที่โรงงานอีก”
“แต่หนูจันทร์เพิ่งเรียนจบเองนะคะไม่รู้จะช่วยงานนายหัวได้หรือเปล่า ทำไมนายหัวไม่จ้างคนที่เขาทำงานเก่งๆ มาช่วยล่ะคะ”
“ฉันว่าจะลองจ้างจันทร์ดูก่อนยังไงก็คนกันเองถ้าไม่ไหวจริงๆก็คงจะจ้างคนอื่นมาช่วยนั่นแหละ”
“ทำไมนายหัวไม่ให้รุ้งช่วยล่ะคะ” สายรุ้งสาวใช้วัย 28 ปีได้ยินบทสนทนาระหว่างป้าสมรกับเจ้านายของตนพอดีก็รีบเสนอตัว
“งานของเธอก็เยอะอยู่แล้วฉันไม่อยากให้เหนื่อยมาก”
“รุ้งเต็มใจช่วยงานนายหัวนะคะ”
“ไม่ต้องไปยุ่งกับงานเอกสารของนายหัวหรอกยายรุ้งเธอจบแค่ม.3จะเอาความรู้อะไรไปช่วยงานเขา ป้าว่าจะทำให้นายหัวปวดหัวล่ะสิไม่ว่า”
“ป้าสมรก็พูดเกินไปถึงหนูจะจบแค่ม.3หนูก็พออ่านออกเขียนได้นะ”
“ขอบใจนะรุ้งที่อยากจะช่วยงานฉัน แต่งานนี้มันค่อนข้างยากเพราะบางครั้งต้องใช้คอมพิวเตอร์ด้วยฉันว่าเธออาจจะไม่ค่อยถนัด”
“ว้ารุ้งเลยไม่ได้ช่วยงานนายหัวเลย”
“แค่ทำงานบ้านก็พอแล้ว เอาล่ะเดี๋ยวป้าสมรจัดโต๊ะเลยนะฉันหิวแล้ว”
“ได้ค่ะนายหัว”