เสียงเพลงกล่อมเด็กยังคงดังขึ้นคลอเบาๆ เพื่อกล่อมให้เจ้าตัวน้อยนอนหลับฝันดี โดยข้างๆ มีพี่เลี้ยงสาวสวยนั่งดูแลอยู่ไม่ห่าง แม้นี่จะเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลายที่สุดก็ตาม แต่ทรายแก้วก็เลือกที่จะนั่งอยู่ข้างๆ เด็กน้อยในการดูแลของเธอ แก้มยุ้ยๆ เวลาหลับช่างดูน่ารัก แพขนตางอนๆ รับกับดวงตา จมูกได้รูป ปากกระจับ รูปหน้าพ่อแม่ช่างปั้นแต่งออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อเดือนก่อนเธอถูกไล่ออกจากงานที่ทำอยู่อย่างกะทันหัน นั่นทำให้เธอกลุ้มใจจนเผลอร้องไห้กับตัวเองหลายครั้ง ทุกๆ วันยังคงแต่งตัวออกจากบ้านแต่เธอไม่ได้ไปทำงานแต่อย่างใด เธอเดินสมัครงานจนขาทั้งสองข้างแทบจะเดินไม่ไหว ปริญญาบัตรและเกียรตินิยมที่ได้มาแทบไม่ได้ช่วยอะไรในเวลานั้น กระทั่งเพื่อนสนิทยื่นมือมาช่วย
“น้องอายหลับแล้วหรือจ๊ะทราย”
“หลับแล้วจ้ะ” ทรายแก้วหันมาตอบมารดาของเด็กหญิงตัวน้อยพร้อมส่งยิ้มให้
“งั้นเราออกไปคุยกันที่ห้องรับแขกหน่อยสิ” ฤทัยเอ่ยบอกก่อนจะเดินนำออกไปก่อน ทรายแก้วจับผ้าห่มคลุมตัวให้เด็กหญิงอีกนิดแล้วกวาดสายตามองรอบๆ จากนั้นจึงเดินตามออกไป
“มีอะไรจะคุยกับเราอย่างนั้นเหรอ” พี่เลี้ยงสาวเอ่ยถามขึ้นอย่างเป็นกันเอง นั่นเพราะเธอกับฤทัยเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย พออีกฝ่ายรู้ว่าเธอถูกไล่ออกจากงานจึงเสนอให้มาเป็นพี่เลี้ยงลูกของเธอ ทั้งๆ ที่ทรายแก้วปฏิเสธไปด้วยเหตุผลว่าเธอไม่มีประสบการณ์ แต่ฤทัยกลับไว้ใจและขอร้องให้มาลองทำงานนี้ดูก่อน บวกกับเธอเองก็ไม่ไว้ใจคนอื่นพอที่จ้างได้เช่นกัน
จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเกือบสี่เดือนแล้วที่ทรายแก้วเข้ามารับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ลูกสาว ซึ่งทรายแก้วก็รับผิดชอบงานของตัวเองได้เป็นอย่างดี เธอใจเย็นเวลาอยู่กับเด็กและบวกกับความรักเด็กอยู่แล้วงานที่คิดว่ายากจึงไม่ยากอย่างที่คิด
“คือ...อย่างที่เราเคยบอกทรายไปว่าคุณเมฆมีแผนจะย้ายไปทำงานที่ต่างประเทศ” ฤทัยเกริ่นนำออกไปก่อน
“อื้อ...เราจำได้” นอกจากจำได้แล้วทรายแก้วยังสนับสนุนให้ฤทัยย้ายตามสามีไปด้วย แต่ตอนนั้นเพื่อนกลับปฏิเสธเพราะกลัวจะปรับตัวไม่ได้
“เรามาลองคิดกับตัวเองดูอีกทีตามที่ทรายแนะนำ ก็เลยได้คำตอบว่าเราจะตามคุณเมฆไปทำงานที่ต่างประเทศ” คำตอบของฤทัยทำให้ทรายแก้วยิ้มออกมา
“ดีแล้ว แล้วนี่จะเดินทางเมื่อไหร่”
“อีกสองอาทิตย์ ขอโทษนะที่เรามาบอกกะทันหันแบบนี้” ฤทัยเอ่ยขอโทษออกไป ทีแรกเธอเองก็ตั้งใจจะอยู่เลี้ยงลูกรอสามีที่นี่ แต่ไปๆ มาๆ การย้ายไปอยู่ด้วยกันน่าจะดีกว่าแยกกันอยู่ โดยเฉพาะกับลูกสาวของเธอ
“ไม่เป็นไรเลย มีเวลาให้เราหางานใหม่อีกตั้งหลายวัน สบายมาก” ทรายแก้วส่งยิ้มให้เพื่อนสนิท
“ถ้าไงเราจะช่วยหางานใหม่ให้อีกแรง เพราะทรายก็เป็นพี่เลี้ยงได้อย่างดี ดีมากๆ เลยด้วย” ฤทัยเอ่ยชมจากใจ
“ขอบใจเธอมากนะฤทัย”
“เราต่างหากที่ต้องขอบใจเธอ ส่วนนี่เราให้” เอ่ยจบฤทัยก็ยื่นอะไรบางอย่างมาให้ทรายแก้ว นั่นทำให้คนตรงหน้าเกิดความสงสัยขึ้นทันที
“อะไร”
“เงินเดือนเดือนนี้กับโบนัสพิเศษ”
“ยังไม่หมดเดือนจะรีบให้เราไปทำไมแล้วเงินโบนัสพิเศษอะไรนั่นเราไม่รับได้ไหม เก็บไว้ให้น้องอายเถอะ”
“ไม่ได้ เธอต้องรับแล้วก็ห้ามปฏิเสธด้วย มันออกจะน้อยไปด้วยซ้ำกับสิ่งที่เธอทำให้น้องอาย” ฤทัยคว้ามือของทรายแก้วไว้แล้วส่งซองสีน้ำตาลให้พร้อมกำมือเพื่อนไว้แน่นเพื่อไม่ให้ปล่อย สุดท้ายทรายแก้วก็จำต้องยอมรับ
คืนนั้นหลังจากกลับมาถึงบ้าน ทรายแก้วก็ค้นหางานใหม่ในอินเตอร์เน็ตและส่งใบสมัครไปทันที รวมถึงผ่านไปที่ไหนแล้วเห็นป้ายติดประกาศรับสมัครงงานเธอก็เข้าไปสมัครอย่างไม่รีรอ ทว่ากลับยังไม่มีที่ไหนเรียกตัว บวกกับบรรยากาศในบ้านที่ไม่น่าอยู่มากขึ้นทุกวัน เธอก็ยิ่งอยากไปให้พ้นๆ
“มีเงินไหม ขอหน่อย” เอ่ยจบธิดาก็แบมือขอเงิน แม้เธออายุมากกว่าทรายแก้วสิบกว่าปีแต่เรื่องวุฒิภาวะนั้นแทบจะติดลบ
“ไม่มีค่ะ”
“ไม่มีได้ยังไง เห็นออกไปทำงานทุกวัน” เมื่อถูกปฏิเสธธิดาก็เริ่มหัวร้อน เพราะหวังเต็มเปี่ยมว่าทรายแก้วต้องให้เงินเธอใช้
“ไม่มีให้คนอื่นใช้ค่ะ” ทรายแก้วเน้นย้ำคำว่าคนอื่นจนธิดาหน้าชา ลูกติดของสามีเธอคนนี้ภายนอกดูเรียบร้อยๆ แต่คำพูดคำจาร้ายกาจไม่เบา
“อีนังทราย ลืมไปแล้วหรือไงว่ากูเป็นแม่มึงนะ” ธิดาเท้าสะเอวตะคอกใส่ทรายแก้ว ทว่าคนตรงหน้ากลับไม่ได้ให้ค่าอะไร
“แค่แม่เลี้ยงไม่ใช่หรือคะ”
“เออ...ต่อให้กูเป็นแค่แม่เลี้ยงมึงก็ต้องให้เงินกูใช้ ไม่อย่างนั้นกูจะหนีไป คราวนี้พ่อมึงได้ลงแดงตายเพราะกูไม่อยู่อีกแน่” ธิดาเอาเรื่องเก่าๆ มาขู่ เพราะเธอเคยเรียกร้องความสนใจจากสามีรุ่นราวคราวพ่อด้วยการหอบเสื้อผ้าหนีไปแล้ว สุดท้ายโกมลก็ไปตามเธอกลับมา
“เชิญค่ะ เพราะน้าก็ใช่ว่าจะรักพ่อทรายมากขนาดนั้น วันก่อนยังเห็น...”
“หยุด...มึงจะพูดอะไร หุบปากไปเลยนะ” คนตรงหน้ารีบห้าม เพราะรู้อยู่ว่าทรายแก้วนั้นเห็นและจะพูดอะไรออกมา
“ทรายจะไม่พูด แต่น้าก็อย่ามาระรานกัน พ่อทรายยังไงทรายก็จะเลี้ยง แต่คนอื่นยังไงก็คือคนอื่น”
“งั้นก็เอาเงินมา กูจะเอาไปให้พี่โกมลเอง”
“ยังไม่ถึงวันที่ทรายจะให้เงินพ่อค่ะ” ทรายแก้วเอ่ยบอกเพราะเธอให้เงินพ่อใช้เป็นรายเดือน ถ้าหมดก่อนก็ถือว่าหมดเธอไม่มีให้อีกแล้ว ถึงใครจะมองว่าเธอใจร้ายใจดำกับผู้ให้กำเนิด แต่ใครเหล่านั้นไม่ได้เป็นเธอที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้
“อีนี่”
“น้าธิดามีอะไรจะพูดแค่นี้ใช่ไหม ถ้าใช่ทรายขอตัว
ไปทำงานก่อน”
“อีนังทราย ฝากไว้ก่อนเถอะ” ธิดากระทืบเท้าเต้นเร้าๆ อยู่ด้านหลัง ส่วนทรายแก้วก็ถอนหายใจออกมาหนักๆ กับชะตาชีวิตของตัวเองที่มันลุ่มๆ ดอนๆ ไม่เหมือนคนอื่น เธออยากย้ายออกไปอยู่ที่อื่นรวมถึงยิ่งทำให้คิดถึงแม่ขึ้นมาจับหัวใจ
“รออีกหน่อยนะคะแม่ ทรายกำลังเก็บเงินค่ะ” ทรายแก้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอันกว้างไกล ความฝันของเธอคือการบินไปหาแม่ผู้ให้กำเนิดที่สวีเดนสักครั้ง เพราะท่านไปทำงานที่นั่นได้หลายปีแล้วและเธอจะไปแบบไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว รับรองว่าแม่ต้องเซอร์ไพรส์มากแน่ๆ ที่เห็นเธอ
“เป็นอะไรครับ ทำไมถึงนอนถอนหายใจเฮือกๆ แบบนั้น” ปราณเอ่ยถามภรรยา เพราะตั้งแต่เขากลับมาก็เห็นสีหน้าของฤทัยเต็มไปด้วยความครุ่นคิด ขนาดจะเข้านอนแล้วคิ้วก็ยังขมวดผูกกันเป็นโบ
“คิดเรื่องทรายอยู่นะคะ เพราะตอนนี้ดูเหมือนจะยังหางานใหม่ไม่ได้เลย” นั่นคือสิ่งที่ฤทัยกังวล
“อืม...พี่ว่าเราพอจะช่วยได้นะครับ”
“ยังไงคะ” ฤทัยเอ่ยถามขึ้น
“พอดีญาติห่างๆ ของพี่เขากำลังต้องการพี่เลี้ยงเด็ก”
“จริงหรือคะ งั้นเราแนะนำทรายไปได้ไหม”
“พี่ว่าได้นะ เพราะทรายก็ทำงานดีแล้วลูกของญาติพี่คนนี้ก็อายุไล่เลี่ยกับน้องอาย ค่าตอบแทนดีด้วย” ปราณยิ้มออกมา เพราะทันทีที่ได้ฟังเขาก็คิดถึงทรายแก้วเป็นคนแรก
“งั้นพรุ่งนี้ฤทัยจะบอกทรายค่ะ”
“ครับ...ยิ้มออกเสียทีเมียพี่”
“ก็ฤทัยเครียดนี่คะ อีกอย่างก็อยากช่วยทรายเท่าที่ช่วยได้เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาเจอกันอีก”
“พี่รู้ เอาเป็นว่าพี่ฝากเรื่องนี้ด้วยนะ ถ้าทรายตกลงทางนั้นก็ให้เริ่มงานได้เลย”
“ค่ะ” ฤทัยยิ้มรับก่อนจะเข้าไปนอนซุกอยู่ในอ้อมกอดของสามี เธอกับปราณแต่งงานใช้ชีวิตด้วยกันมาได้สองปีแล้ว ตั้งแต่คบกันเป็นแฟนจนถึงแต่งงานสร้างครอบครัว ชายหนุ่มไม่เคยทำอะไรให้เธอต้องผิดหวัง เขาเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งแฟน สามีและพ่อของลูก
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากส่งสามีไปทำงานแล้ว ฤทัยก็เข้าไปคุยกับทรายแก้วที่วันนี้ยังคงมาทำงานก่อนเวลาเช่นเคย ทั้งๆ ที่ในบ้านมีห้องว่างที่ทรายแก้วสามารถนอนค้างได้แต่เธอกลับขอไปเช้าเย็นกลับแทน บางวันที่ลูกสาวเธองอแงก็กลับค่ำแถมยังไม่รับโอทีอีก
“เขาให้เงินเดือนสูงขนาดนั้นเชียวเหรอ” ทรายแก้วเอ่ยถามเพราะเงินเดือนที่ทางนั้นเสนอให้คือเกือบสามหมื่น ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขคือหากเธอตกลงก็ต้องย้ายไปพักที่บ้านนายจ้างด้วย เพราะทางนั้นอยากให้พี่เลี้ยงอยู่ดูแลใกล้ชิดกับลูกตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
“ใช่...ที่อยู่ที่กินก็มีให้พร้อม ถ้าไปต่างประเทศทรายก็จะได้ไปด้วยในฐานะพี่เลี้ยงนะ ทำงานครบปีมีโบนัสพิเศษให้ เราว่าโอเคมากนะ” ฤทัยเอ่ยบอกเพราะคิดว่าทรายแก้วเหมาะกับงานนี้มากจริงๆ อีกอย่างเงินเดือนสูงไม่ต้องเสียค่าเดินทางค่ากิน ทรายแก้วสามารถเก็บเงินได้มาก ฝันที่อยากซื้อคอนโดมิเนียมหรือบินไปหาแม่ที่ต่างประเทศก็จะง่ายขึ้น
“เราก็สนใจ แต่ที่กังวลคือนิสัยของเจ้านาย” ทรายแก้วเอ่ยบอกไปตรงๆ
“ทางนั้นเป็นญาติห่างๆ ของพี่เมฆ ฉะนั้นเราว่าไว้ใจได้หรือทรายจะเก็บไปคิดดูก่อน”
“ไม่เป็นไร เราตัดสินใจแล้วว่าจะรับงานนี้ ขอบใจมากนะฤทัย”
“ขอบใจเราอีกแล้ว ไม่เบื่อบ้างหรือไง” ฤทัยเอ่ยถามขึ้น เพราะตั้งแต่คบกันมาดูเหมือนปีนี้ทรายแก้วขอบใจเธอมากเป็นพิเศษ
“ไม่จ้ะ”
“งั้นวันนี้เราออกไปกินข้าวนอกบ้านกัน ถือว่าเลี้ยงส่งเราทั้งคู่”
“เราขอเป็นเจ้ามือนะ” ทรายแก้วรีบบอกทำเอาฤทัยที่กำลังจะพูดเช่นเดียวกันส่ายหน้าไปมา
“ไม่ตกลงไม่ได้ใช่ไหม”
“ไม่ได้”
“งั้นจะกินให้พุงกาง ใช่ไหมคะน้องอาย วันนี้เราจะออกไปกินข้าวนอกบ้านกัน หนูต้องเป็นเด็กดีไม่งอแงนะคะ” ฤทัยหันไปคุยกับลูกสาวตัวน้อยที่เวลานี้นอนเล่นอยู่บนใกล้ๆ
ก่อนที่ครอบครัวฤทัยจะเดินทาง ทรายแก้วอยู่ช่วยจัดกระเป๋าจนดึกดื่น เพราะอีกคนก็กลัวตกหล่นจึงมีอีกคนคอยตรวจสอบให้ วันเดินทางทรายแก้วก็ยังไปส่งที่สนามบิน เธออุ้มและบอกลาน้องอายด้วยรอยยิ้ม แม้ข้างในนั้นจะเศร้ากับการจากลาในครั้งนี้จนอยากร้องไห้ก็ตาม
ทรายแก้วโบกมือลาทั้งสามคน โดยเฉพาะเด็กหญิงตัวน้อยที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นพ่อแต่ทว่ากลับเอี้ยวตัวมองตรงมายังเธอ ทรายแก้วยืนส่งพวกเขาจนลับตาก่อนจะปาดน้ำตาที่กำลังไหลทันที เธอสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ แล้วเดินทางไปยังบ้านเจ้านายคนใหม่
เมื่อมาถึงทรายแก้วก็ได้รับการต้อนรับจากเจ้าบ้านเป็นอย่างดีและเธอก็ยังได้พบกับเด็กหญิงตัวน้อยที่ชื่อว่าไลลา ทรายแก้วรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้อย่างบอกไม่ถูก รวมไปถึงเด็กหญิงวัยเก้าเดือนก็เหมือนจะชอบพี่เลี้ยงคนใหม่ไม่น้อย เพราะเอามือจับนิ้วของทรายแก้วไม่ยอมปล่อย
“ท่าทางน้องไลลาจะชอบเธอเสียแล้วละ” เพียงนภาเอ่ยบอกเพราะเธอไม่เคยเห็นปฏิกิริยาแบบนี้ของลูกสาวมาก่อน แม้กระทั่งกับพี่เลี้ยงคนก่อนก็ตาม
“ค่ะ”
“ฉันไม่มีสัญญาจ้างงานให้เธอเซ็นจะมีก็แค่สัญญาใจเท่านั้น ถ้าเธออยากจะลาออกก็ขอแค่บอกให้ฉันรู้ล่วงหน้าสักหนึ่งเดือนเพื่อให้ฉันมีเวลาหาคนใหม่มาแทน อย่าไปโดยที่ไม่บอกกัน ฉันสงสารน้องไลลา”
“ค่ะคุณนภา”
“ตั้งแต่คลอดลูกฉันก็ไม่ค่อยแข็งแรง อารมณ์จึงสวิงขึ้นๆ ลงๆ ฉันไม่อยากให้มันกระทบกับลูกก็เลยอยากมีคนที่ไว้ใจได้คอยช่วยดูแลอีกแรง ฉันไว้ใจเธอนะทราย ไว้ใจเหมือนที่น้องฤทัยไว้ใจ” เพียงนภาสบตาทรายแก้ว เพราะคนตรงหน้าคือพี่เลี้ยงคนแรกของลูกสาวของเธอ
การรับพี่เลี้ยงไม่เคยอยู่ในความคิดของเพียงนภามาก่อน แต่เพราะสุขภาพไม่เอื้อจนส่งกระทบต่อสภาวะทางอารมณ์ บวกกับไม่อยากส่งลูกให้ไปอยู่กับปู่ย่าตายายเพราะคงอดคิดถึงไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจที่จะลองรับพี่เลี้ยงและคนแรกที่เธอปรึกษาคือเมฆ เพราะเห็นว่ารับพี่เลี้ยงมาช่วยดูแลลูกเช่นกัน
“ขอบคุณค่ะคุณนภา” ทรายแก้วยกมือไหว้เพียงนภา แม้อีกฝ่ายจะอายุมากกว่าสามปีแต่เธอก็ต้องเว้นระยะห่าง เนื่องจากเพียงนภาคือเจ้านายส่วนเธอก็คือลูกน้อง ต่อให้จะมาทำงานเป็นพี่เลี้ยงที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กหญิงไลลา แต่ก็ต้องมีเส้นแบ่งไม่ตีสนิทมากจนเกินควร
หลังจากเด็กหญิงตัวน้อยนอนกลางวันแล้ว เพียงนภาก็พาทรายแก้วไปยังห้องพักรวมถึงพาเดินสำรวจรอบๆ บ้าน ทรายแก้วกวาดสายตามองอย่างสนใจ เพราะนี่คือบ้านหลังใหญ่และมีพื้นที่โดยรอบเยอะที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา แถมยังอยู่ใจกลางเมืองอีกด้วย ซึ่งบ่งบอกฐานะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี
นอกจากบ้านหลังที่เพียงนภาอาศัยกับครอบครัวแล้ว ถัดไปไม่ไกลคือบ้านอีกหลังที่มีขนาดเล็กกว่า ที่เธอชอบคือซุ้มประตูดอกพวงแสดที่ออกแบบให้เชื่อมระหว่างบ้านทั้งสองหลัง ที่รู้เพราะตอนนี้ดอกของมันกำลังชูช่อสวยงาม
“ที่นี่มีบ้านสองหลัง หลังที่เรายืนอยู่นี้ฉันอยู่กับสามีแล้วก็น้องไลลา ส่วนอีกหลังเป็นของพี่ชาย ที่นานๆ จะกลับมา เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ที่คอนโดมิเนียม”
“ค่ะ”
“แม่บ้าน คนขับรถอยู่เรือนเล็กด้านหลัง ส่วนเธอก็นอนที่นั่นเหมือนกัน ฉันให้แม่บ้านจัดห้องไว้รอแล้ว”
“ได้ค่ะ”
“เราสองคนมาช่วยดูแลน้องไลลากันนะ” เพียงนภาคว้ามือของทรายแก้วมากุมไว้แล้วเอ่ยบอกจากใจ ทั้งคู่รู้สึกเหมือนคนที่คุ้นเคยกันมานานทั้งๆ ที่พึ่งรู้จักเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนด้วยซ้ำ
“ค่ะ”
“หลังจากนี้ถ้ามีอะไรขาดเหลือก็บอกฉันได้ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบคุณมากค่ะคุณนภา” ทรายแก้วยกมือไหว้ เพราะลึกๆ ก็กลัวว่าเธอจะเข้ากับเจ้านายคนใหม่ไม่ได้ รวมถึงกังวลว่าอุปนิสัยของเพียงนภานั้นจะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ได้สัมผัสทรายแก้วก็โล่งอกและบอกตัวเองให้รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มกำลังเพื่อดูแลต้นกล้าเล็กๆ ต้นหนึ่งให้เติบโตมาอย่างแข็งแรงและสมบูรณ์แบบ
เย็นวันนั้นทรายแก้วได้พบกับภีมสามีของเพียงนภา ทันทีที่ได้พบภีมก็ถูกตาต้องใจพี่เลี้ยงสาวคนนี้ของลูกขึ้นมาทันที แต่ก็ต้องสงวนท่าทีเอาไว้เพราะไม่อยากให้ไก่ตื่นตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน
“แล้วนี่นภาให้ทรายพักที่ห้องไหนจ๊ะ”
“ด้านหลังค่ะ”