ตอนที่ 2
“ถ้าพฤกษ์มีธุระด่วนก็ไปเถอะ” ถึงมี...ก็คงจะไม่ใช่เวลาคุยแล้วล่ะ
“เปล่าหรอกครับ ผมแค่ไม่อยากนั่งฟังไอ้ผู้ใหญ่แต่ตัวแต่สมองเท่าเด็กอายุสามขวบพล่าม...โตเป็นควายแล้ว แต่ยังหาเรื่องเรียกร้องความสนใจอยู่ได้”
“มึงจะหาเรื่องกูใช่ไหมไอ้พฤกษ์”
“พอได้แล้วกันต์” ปฐมพรปรามน้องชายด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ วัยที่โตไม่ได้ทำให้กันต์ศักดิ์มีความคิดความอ่านเลย มีแต่จะเลือดร้อน มุทะลุ พาลพาโลหาเรื่องหาราวโดยไม่ฟังคำตักเตือนของใครๆ จนหลายคนเกิดความระอิดระอาใจ เลิกให้ความสนใจไป คงมีแต่เธอที่ยังพอจะพูดได้...ในบางเวลา ปฐมพรตวัดสายตาแวววาวมีโทสะไปมองน้องชายคนเล็ก
“พี่พรควรจะบอกไอ้เวรพฤกษ์มากกว่า...พี่เห็นไหมว่ามันด่าผม”
“ถ้ากันต์ไม่ไปเล่นงานพฤกษ์ก่อน พฤกษ์ก็ไม่โต้ตอบมาแบบนี้หรอกนะ”
ปฐมพรกัดฟันพูดเสียงราบเรียบ ถ้ากันต์ศักดิ์ไม่หยุดพูดจาทำร้ายพฤกษ์ให้เจ็บปวด เธอนี่แหละที่จะตักเตือนด้วยการเมินหน้าหนี ไม่ไถ่ถามหรือสนใจ ถ้าไม่ใช่ปีใหม่ที่เธอต้องการให้ลูกน้องที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานหนักจนเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งปี ได้ผ่อนคลายและสนุกสนานจากวงดนตรี และอาหารการกินที่สั่งเป็นพิเศษจากร้านอาหารในเมืองละก็...เธอจะไม่ทนกับการต้องเป็นคนกลางห้ามทัพสองพี่น้องแล้วล่ะ เพราะเธอเหนื่อยจนหมดไร้เรี่ยวแรงแล้ว
“เออ...เข้าข้างกันไป พิศวาสมันมาก เอาใจกันเข้าไป จะให้ผมไสหัวออกจากบ้านด้วยไหม” กันต์ศักดิ์ใส่อารมณ์กับพี่สาว ตวัดขาแกร่งพาดทับกันไว้ เบี่ยงกายเล็กน้อยแล้วเอนไปเบาะและพาดแขนไปตามความยาวของพนักเก้าอี้ไม้ มองพฤกษ์ด้วยสายตาเกรี้ยวกราดและจงเกลียดจงชัง
“พี่พรจะได้พาไอ้ลูก...”
“กันต์!” ปฐมพรทำเสียงดุใส่น้องชาย “อายคนอื่นเขาบ้างซิ เห็นไหม เขามองกันใหญ่แล้ว” หญิงสาวบอกให้รู้ว่ารอบกายมีทั้งหัวหน้าคนงาน แขกที่สนิทสนมกับครอบครัว รวมถึงลูกค้าที่ได้รับการเชื้อเชิญเริ่มที่เมียงมองมา
“ทำไมผมจะต้องอายด้วย คนที่ควรอาย น่าจะเป็น...” กันต์ศักดิ์ปรายสายตาไปมองพี่ชายต่างมารดาด้วยรอยยิ้มหยามเหยียด แต่ใบหน้าที่สะท้อนกับแสงไฟนีออนที่ประดับประดาไปทั่วงานกลับทำให้กันต์ศักดิ์ดูหล่อละมุนและมีเสน่ห์น่าค้นหา ก่อนที่เขาจะยิ้มกว้างเมื่อเห็นหญิงที่มาใหม่
“รัตน์” กันต์ศักดิ์ร้องเรียกนารีรัตน์ที่มาถึงก็นั่งทรุดนั่งลงใกล้กับพฤกษ์ด้วยความปวดร้าวใจ
เกลียด...ไอ้บ้านี่ที่สุด เมื่อไหร่เขาจะสามารถกำจัดมันออกไปจากชีวิตได้เสียที
“เกิดอะไรขึ้นคะพฤกษ์ ดูท่าทางคุณไม่ค่อยดีเลย...มีใครพูดให้คุณไม่สบายใจอีกแล้วใช่ไหมคะ” ถามพฤกษ์แต่สายตานารีรัตน์กลับมองกันต์ศักดิ์ด้วยความไม่ชอบใจอย่างรุนแรง
“ใคร...ใครจะกล้าทำอย่างนั้นกันละรัตน์” กันต์ศักดิ์เอ่ยกับหญิงที่เขาถูกตาต้องใจอยากได้มาเป็นศรีภรรยา
“ฉันไม่ได้ถามนาย อย่ามาสะเออะ” นารีรัตน์ตวาดและถลึงตาใส่กันต์ศักดิ์ ก่อนจะเมินหน้าหนีเพราะไม่ชอบหน้าชายหนุ่ม
หน้ากันต์ศักดิ์ร้อนผ่าว ในหัวใจร้อนรุ่มเหมือนกับมีเปลวเพลิงไฟสุมอยู่ กรามหนาขบกัดจนแก้มตอบนูนเด่นขึ้นมา มองพฤกษ์อย่างเกรี้ยวกราดและโกรธแค้น ความเกลียดชังในตัวพี่ชายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
ผู้หญิงคนไหนจะชอบพฤกษ์เขาไม่คิดสนใจ ยกเว้นนารีรัตน์ที่ตอนแรกทำเหมือนสนใจเขา คบหาดูใจกันจนคนที่ได้เห็นนึกว่าเป็นแฟนกับ แต่ได้เจอได้ใกล้ชิดพฤกษ์เพียงแค่ไม่ถึง ก็บอกปัดเขาหน้าตาเฉย
การเลิกราไม่ทำให้เขาเจ็บหากแค้นจนแทบจะกระอักออกมาเป็นเลือดสดๆ เพราะนารีรัตน์ไปเลือกพฤกษ์...ไอ้ลูกชู้ ไอ้ตัวมารทำลายความสุขของเขาไปเสียทุกอย่าง ควงกันมาเยาะเย้ยเขา หน้าตาระรื่นยังกับปลากระดี่ได้น้ำ ไอ้ลูกชู้สะใจที่ได้ทำให้เขาเจ็บปวด
“ก็แค่บอกให้รู้...กลัวบางคนจะใส่ไฟ ทำให้ผมดูไม่ดีในสายตารัตน์ไง” ต้นเหตุที่ทำให้เขากับนารีรัตน์ต้องห่างกันก็คือไอ้ลูกชู้!
เห็นพฤกษ์มองนารีรัตน์ด้วยสายตารักใครแล้ว...ใจกันต์ศักดิ์ยิ่งร้อนรุ่มราวกับถูกเพลิงเผา
กันต์ศักดิ์มองหน้าพี่ชายต่างมารดาที่ทอดสายตารักใคร่ขณะมองนารีรัตน์ ไอ้บ้าพฤกษ์แค้นเขามาก ถึงคิดหักอกเขาโดยการรับรักนารีรัตน์ง่ายๆ ฮึ! คอยดูนะ เขาจะทำให้ทั้งสองคนเจ็บจนกระอักเลือดเลย
“ไม่มีใครทำอย่างนั้นหรอกกันต์ เราละชอบคิดมาก” หวังว่าคำที่เธอพูดไปจะสะกิดใจกันต์ศักดิ์ให้คิดได้ ไม่ใช่เพราะนารีรัตน์ใจโลเล แต่สาเหตุที่ทำให้หญิงสาวเปลี่ยนใจ น่าจะตัวกันต์ศักดิ์นั่นแหละ
“อย่าไปสนผู้หญิงรักง่ายหน่ายเร็วอย่างแม่คนนั้นเลยกันต์ หน้าตาหล่อๆ พ่อก็รวยอย่างกันต์ จะหาผู้หญิงที่ทั้งสวย รวยและดีกว่าแม่คนนั้นได้ถมไป” ปฐมพรจับมือกันต์ศักดิ์บีบเบาๆ
“ไม่เข้าใจก็หุบปากบ้างนะพี่พร” กันต์ศักดิ์ตวาดปฐมพรด้วยความรำคาญ
ปฐมพรถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตอนอยากได้ เธอคือนางฟ้า แต่พอไม่ได้ดังใจ กันต์ศักดิ์สามารถสรรหาคำพูดมาทำร้ายจิตใจให้เจ็บปวดได้เสมอ
“ว่าไงคะพฤกษ์ มีใครทำให้คุณไม่สบายใจใช่ไหมคะ” นารีรัตน์ถามพฤกษ์เสียงหวาน หากตวัดสายตาวาวจ้าไปมองไอ้คนปากเปราะอย่างเกลียดชัง
ไอ้ปากเสียกันต์ศักดิ์จะต้องหาคำพูดมาทำร้ายจิตใจของพฤกษ์อีกแน่ ปากอวบอิ่มเบะออกอย่างเหนื่อยหน่ายและระอิดระอาใจ ไม่รู้เมื่อไหร่กันต์ศักดิ์จะมีนิสัยเป็นผู้ใหญ่สักที ตอนที่มาจีบเธอก็เคยใช้ถ้อยคำที่ทำให้ไม่สบายใจอยู่บ่อยครั้ง คิดว่าเลิกกันไปแล้วจะเข้าใจ กลับยิ่งเป็นหนักกว่าเก่า
“เปล่า” พฤกษ์ตอบกลับสั้นๆ เขาเหนื่อยใจไม่น้อยเมื่อต้องรบรากับน้องชายทุกครั้งที่เจอกัน แม้พยายามหลีกหนีแล้ว แต่กันต์ศักดิ์กลับตามวอแวราวีจนบางครั้งเขาอยากจะต่อยให้ล้มคว่ำ
“ทำไมแกถึงไม่บอกไปละว่าถูก...” กันต์ศักดิ์เกือบจะพูดมึงกูตามคำพูดปกติที่เคยใช้กับพฤกษ์ออกไปแล้ว ดีว่าระงับเอาไว้ทัน สำหรับผู้หญิงตรงหน้า เขายังอยากที่จะรักษามารยาทเอาไว้บ้าง เผื่อวันหน้าเขาและเธออาจจะได้หันมาคบหากันอีก “ฉันประจาน เรื่องที่แกเป็นลูก...ชู้”
“แหม...เรื่องตั้งแต่ปีมะโว้ ยังอุตส่าห์ขุดเอามาพูดอยู่ได้ แต่ที่ทำอยู่ นอกจากประจานตัวเองแล้ว ยังบอกให้รู้วุฒิภาวะของตัวเองด้วยนะกันต์...ยังเป็นเด็กไม่รู้จักโต” หลายคนนินทาว่าเธอโง่ ที่เลิกคบกับชายหนุ่มที่จะเป็นทายาดของบ้านไร่พฤกษาสวรรค์ ไปคบกับลูกชังไม่มีวันที่จะได้ครองทรัพย์สมบัติอันมากมายมหาศาล แต่เธอคิดว่าตัดสินใจถูกแล้ว
ภายนอกกันต์ศักดิ์เป็นคนที่น่าสนใจ รูปร่างกำยำล่ำสันชวนมอง เค้าโครงหน้าที่รับกันตั้งแต่ดวงตา จมูกโด่งได้รูปและริมฝีปากหนาสีแดงระเรื่อ สะดุดตาจนต้องเหลียวมอง แต่พอได้คุยกัน เลยรู้ว่าเขามีนิสัยแบบเด็กไม่รู้จักโต เจ้าคิดเจ้าแค้น การงานก็ทำบ้างไม่ทำบ้างแล้วแต่อารมณ์ อีกทั้งมีนิสัยขี้โอ่ ยามรักก็หวานจนไม่กลัวมดจะขึ้น แต่ยามที่ไม่ได้ดังใจต้องการอารมณ์ก็จะร้อน มุทะลุและโมโหร้าย ชอบทำให้เธอเจ็บตัวอยู่บ่อยๆ
แต่สำหรับพฤกษ์ ดูเหมือนชายหนุ่มจะหยิ่ง เพราะเป็นคนพูดน้อย ค่อนข้างเก็บเนื้อเก็บตัว แต่เมื่ออยู่ใกล้ชิดเข้าจริงๆ จะรู้ว่าชายหนุ่มเป็นคนอบอุ่น เข้าอกเข้าใจผู้อื่นและแอบมีมุมเหงาๆ เศร้าสร้อยเพราะขาดความรักความอบอุ่น นัยน์ตาสีนิลล้อมกรอบด้วยแพขนตายาวงอนมีเสน่ห์ชวนให้อยากค้นหา เวลาที่เขายิ้มก็ชวนให้ใจละลายเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่พฤกษ์มักจะทำหน้าเรียบเฉย แต่ไม่ว่าจะเป็นมุมไหน เขาก็มีเสน่ห์ทำให้เธอหลงรักจนถอนตัวถอนใจไม่ขึ้น
ตอนที่ 3
“ไม่เป็นไร ชินแล้วกับปากมอมๆ ที่ดีเห่าให้คนเขารำคาญหู แต่เอาเข้าจริง ทำได้แค่แทะรองเท้าเล่น” พฤกษ์พูดกับนารีรัตน์ แต่ปรายสายตาไปมองกันต์ศักดิ์ นึกว่าเขาจะให้เล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวหรือไง เขาเพียงแค่รอเวลาเท่านั้นเอง
“มึง...ไอ้พฤกษ์!” กันต์ศักดิ์ลุกอย่างเร็วจนเก้าอี้ที่นั่งอยู่ล้มเก้กัง เพราะชายหนุ่มเป็นคนค่อนข้างขาว เมื่อโกรธขึ้นมาก็จะเห็นสีหน้าที่แดงระเรื่ออย่างชัดเจน ดวงตาคมกริบลุกโชนด้วยไฟโทสะ
“มึง! ไอ้ลูกชู้ มึงกล้าด่ากูเป็นหมาเหรอ” กันต์ศักดิ์ชี้หน้าใส่พี่ชาย
นารีรัตน์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้อยู่แล้วว่ากันต์ศักดิ์พาลหาเรื่องจะต่อยปากตัวเองอยู่แล้ว พฤกษ์ก็ดันจุดชนวนให้มันเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้ซิน่า
‘เล่นพูดจนกันต์ศักดิ์หน้าแดงอย่างกับกุ้งต้มแบบนี้ เดี๋ยวจะต้องมีเรื่องอีกแน่เลย เฮ้อ!’
“ใจเย็นๆ นะกันต์ พฤกษ์” ปฐมพรรีบห้ามน้องชายทั้งสองคนไม่ให้มีเรื่องทะเลาะต่อยตีกันภายในงานจนกลายเป็นข่าวอื้อฉาวชาวบ้านลือกันไม่รู้จักจบสิ้นไปอีกนาน
ศึกหน้านาง...พี่น้องต่อยตีแย่งชิงผู้หญิงคนเดียวกัน บ้าจริง!
ปฐมพรมองผู้หญิงที่ทำให้กันต์ศักดิ์หยุดหาเรื่องพฤกษ์ไปช่วงหนึ่งก่อนจะกลับมาหาเรื่องหนักขึ้น จนบางครั้งเธอตามไปห้ามทัพไม่ไหว ก็จำต้องปล่อยให้ทั้งคู่ต่อยตีกันจนพอใจ จากนั้นเธอก็หาหยูกยามารักษา
ถ้าทั้งคู่ยังเป็นเด็ก เธอจะลงโทษให้ไปยืนกลางแดง ปากงับไม้บรรทัด กางแขน ยกขาเหมือนกับที่ครูทำโทษเด็กที่ไม่สนใจเรียน แต่ตอนนี้แต่ละคนโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว...โตกว่าเธอเป็นสองเท่าด้วย แค่ผลักเบาๆ เธอก็กระเด็นหล่นจากเก้าอี้วิวแชร์ (เก้าอี้สำหรับคนพิการ) แล้ว เธอก็แก่ผู้หญิงพิการคนหนึ่ง จะไปสู้อะไรได้
นารีรัตน์วางบนมือพฤกษ์และบีบเบาๆ “พอเถอะค่ะพฤกษ์ เห็นไหม พี่พรเครียดมากแล้ว”
หากพฤกษ์กลับไม่สนใจ เขาคิดก่อกวนน้องชายอารมณ์ร้อนไม่เลิก ใบหน้าคมคร้ามที่วันนี้สะอาดสะอ้าน เพราะโกนหนวดโกนเคราเรียบร้อยมีรอยยิ้มเหมือนกำลังเยาะเย้ย ในดวงตาก็เต็มไปด้วยความรื่นเริง สองมือใหญ่สอดไขว้ไปวางด้านหลังศีรษะทุย เอนแผ่นหลังอิงพนักเก้าอี้ เท้าแข็งแกร่งยื่นล้ำไปด้านหน้า นั่งสองขาโยกไปมา
“เมื่อกี้กูว่ามึงเป็นหมาเหรอ...แต่กูจำได้ว่าไม่ได้พูดว่าออกไปสักคำ แต่ถ้ามึงจะคิดไปเองว่าเป็น กูก็ไม่ว่า”
“ไอ้พฤกษ์!” กันต์ศักดิ์จับคอเสื้อพฤกษ์เอาไว้ “มึงถอนคำพูดนะไอ้ลูกชู้” ชายหนุ่มกัดฟันพูดเสียงลอดไรฟัน
“พฤกษ์...กันต์ ถ้าเราสองคนไม่หยุดพี่จะ...” ไม่คิดหรอกนะว่ามันจะได้ผล แต่ยังไงก็ลองดู ปฐมพรคว้าส้อมมาถือหันด้านปลายแหลมคมเข้าหาตัว
“พี่พร!” สองพี่น้องหนุ่มร้องเรียกพี่สาวด้วยความตกใจพร้อมๆ กัน
“ผมขอโทษครับพี่พร” เป็นพฤกษ์ที่ยอมถอย เขาลุกขึ้นเดินออกจากโต๊ะอาหาร ด้วยรู้ดีว่าถ้ายังนั่งอยู่ตรงนั้นคงยังทะเลาะกับกันต์ศักดิ์ไม่เลิก เป็นต้นเหตุทำให้พี่สาวต้องเจ็บกายด้วย
“พฤกษ์คะ!” นารีรัตน์วิ่งตามพฤกษ์ไป แต่ต้องหยุดชะงักเมื่ออีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเหงาเศร้าที่พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจจนเธอถึงกับน้ำตาคลอ เมื่อรู้ว่าพฤกษ์เจ็บปวดเพราะการกระทำของคนในครอบครัว
“ขอผมอยู่คนเดียวก่อนนะรัตน์” ชายหนุ่มบอกหญิงคนรักที่อยู่ใกล้พร้อมให้กำลังใจเขามาสองปีกว่าเกือบจะสามปีในอีกสามเดือนข้างหน้า เขารู้ว่านารีรัตน์เป็นห่วง แต่ตอนนี้เขาอยากจะอยู่ตามลำพังมากกว่า
“รัตน์อยู่ทางนี้ฝากช่วยดูแลพี่สาวผมด้วยนะ” ชายหนุ่มขอเสียงเบา ก่อนจะเดินไหล่ห่องุ้มด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้พี่สาวน้อยใจ จนคิดจะใช้ช้อนส้อมทำร้ายตัวเอง ไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดซ้ำๆ ไปอีกกี่ครั้งมันถึงจะหยุด หรือเขาจะต้องออกจากไร่แห่งนี้ตามความต้องการของกันต์ศักดิ์จริงๆ
“ผมจะทำยังไงดีครับแม่” พฤกษ์ถามเสียงแผ่วเบา เมื่อเดินมาถึงต้นกัลป์พฤกษ์อันเป็นที่ฝังศพของมารดา ชายหนุ่มนั่งคุกเข่าใต้ต้นแก้วซึ่งออกดอกบานสะพรั่งเต็มต้น
เขาไม่เคยได้รู้ว่าอ้อมกอดของมารดานั้นอบอุ่นเพียงใด เพราะแม่เสียไปตั้งแต่เขายังเล็ก จะรับรู้ความรักก็จากคนเก่าคนแก่ที่เล่าให้ฟังยามที่เขาเปรยตัดพ้อต่อว่าที่แม่ทิ้งเขาไว้ในบ้านหลังใหญ่แต่ขาดความอบอุ่น ส่วนตัวเองก็หนีไปและตายอยู่กับชายชู้ แต่ก็มีคนที่ไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น เพราะรู้ว่าแม่รักพ่อมาก แต่สำหรับพ่อ...เขาไม่เคยรู้เลยว่าผู้ชายคนนั้นรักแม่บ้างหรือเปล่า หรือเห็นแม่เป็นเพียงแค่ผู้หญิงใสซื่อที่หลอกฟันแล้วก็ปลูกบ้านไว้ให้หนึ่งหลังที่ท้ายไร่ ต้องการเมื่อไหร่ก็แวะเวียนมาหา
พฤกษ์เอนนอนราบกับพื้นหญ้า สอดขาไขว้กัน สอดมือซ้อนประสานกันไว้ที่ท้ายทอย มองพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ส่องสว่างแข่งกับดวงดาราที่กะพริบ ในหูก็มีคำพูดหลอกเด็กของคนที่เคยเลี้ยงดูดังแว่วมา
“หนูต้องเป็นคนดีนะพฤกษ์ จะต้องรักพี่รักน้อง คอยปกป้องดูแล อย่าให้ได้รับความเดือดร้อน แล้วแม่ที่คอยดูหนูอยู่บนสวรรค์จะได้ดีใจ แต่ถ้าหนูไม่ทำ แม่ก็จะร้องไห้นะลูก”
“เราจะรู้ได้ไงละฮะว่าแม่มองดูอยู่ ถ้าผมทำไม่ดีแล้วแม่จะรู้ได้ยังไง แม่รู้ได้ยังไงว่าผมมีน้อง แม่ตายก่อนไม่ใช่หรือฮะ”
“เพราะแม่คือดวงดาวอยู่บนฟ้าที่รู้ว่าหนูเหงา เศร้าและไม่มีความสุข แม่ถึงได้อยู่ดูแลตอนที่หนูหลับ เวลาหนูทำดีและมีความสุข แม่ก็จะยิ้มและส่องประกายระยิบระยับ แต่ถ้าหนูทำให้แม่เสียใจ น้ำตาของแม่ก็จะหล่นลงมาเป็นสายฝนไงลูก”
พฤกษ์อยากจะหัวเราะ ตอนเป็นเด็กเขาเชื่อนิทานพวกนี้เป็นตุเป็นตะ เวลาใครบอกว่าแม่ตายแล้วต้องตกนรก เพราะทำผิดกับพ่อ เขาก็จะเถียงจนปากสั่นตัวสั่น พาลหาเรื่องจนตัวเองเจ็บตัว เขาชกต่อยชนะเสมอแต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ไม้เรียวที่พ่อใช้ลงโทษเป็นประจำ
กรามหนาขบกัดบดเบียดจนนูนเด่น ประกายในดวงตาแข็งกร้าว ฮึ! อยากรู้นัก พ่อรักเขาบ้างหรือเปล่า หรือเพียงทำตามหน้าที่ ดูแลส่งเสียไอ้ลูกที่ไม่อยากมีตามอัตภาพ
พฤกษ์สะบัดศีรษะไล่ความคิดที่ทำให้เขาเจ็บปวดออกไปจากสมองและหัวใจ จะไปคิดถึงคนที่ทำให้เขาเจ็บปวดทำไมกัน
พฤกษ์หันหน้าไปทางฝั่งที่มีร่างของผู้หญิงซึ่งใครจะว่าไม่ดีเพียงใดแต่เธอคนนี้ก็คือคนที่ให้กำเนิดเขามาและเป็นคนที่เขารักสุดชีวิต
“ขอบคุณนะครับแม่ที่อยู่เป็นเพื่อนผม”
ชายหนุ่มลุกขึ้น เมื่อมาที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะในหัวใจจะร้อนรุ่มแค่ไหน แต่เมื่อได้ยินเสียงหรีดหริ่งเรไรกับสายลมเย็นที่ผัดแผ่วพลิ้วหอบเอากลิ่นของแก้วมาแตะจมูก เหมือนจะช่วยปลอบโยนให้ไฟร้ายร้อนเผาไหม้หัวใจดับลง แม้จะไม่สนิทเพราะยังมีตะกอนหลงเหลืออยู่
ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีตัวตนแล้ว แต่คนเราก็วาดภาพจินตนาการถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการได้เสมอ เหมือนกับเขาในยามนี้ ที่รู้ว่าแม่ไม่มีตัวตน แต่ก็ยังคิดและเล่าเรื่องราวให้ฟังอยู่ดี อย่างน้อยการมาที่นี่ก็ทำให้เขาเหมือนได้อัดพลังเพื่อจะได้ลุกขึ้นสู้ชีวิตในวันพรุ่งนี้โดยไม่มีคำว่าท้อแท้และหวาดกลัวกับอุปสรรคและปัญหาที่เป็นเหมือนกับไม้ท่อนที่บางคนโยนใส่ลงมาทีละท่อนๆ พอได้กองใหญ่ ก็ราดด้วยน้ำมันและจุดไฟเผา
ดึกดื่นเลยเที่ยงคืนไปแล้วแต่พฤกษ์ก็ยังคงนั่งเงียบๆ อยู่ใกล้ๆ กับหลุมศพของมารดา จนคิดได้ว่า เขาไม่ควรนำเรื่องทุกข์ร้อนมารบกวนคนตายให้ต้องมาทุกข์ตรมด้วย จึงตัดสินใจที่จะกลับบ้านพัก แต่ก่อนนั้นเขาก็ยื่นมือไปจับป้ายชื่อของแม่อย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน
“ผมไปก่อนนะครับแม่ แล้วจะมาเยี่ยมใหม่”
เหมือนกับคนที่อยู่ใต้ดินแห่งนั้นจะรับรู้ สายลมแผ่วพลิ้วผัดหอบเอากลิ่นดอกไม้มาไล้กายแกร่งเพื่อบอกลาเช่นกัน