บทที่1.สาวน้อยสุดอาภัพ
กระท่อมหลังน้อยปลูกสร้างอยู่ใกล้ๆ วัดแห่งหนึ่ง มีสองชีวิตอาศัยอยู่ใต้หลังคาสังกะสีเก่าๆ ที่ผุพังใกล้ถึงเวลาปลดละวางเต็มทน ความจนทำให้ยายสร้อยกัดฟันทน นางทำงานรับจ้างทั่วไป หาเลี้ยงหลานกำพร้าคนเดียวที่สิ้นทั้งบิดา มารดาตั้งแต่อายุไม่ถึงเก้าปีดี นิรดาซึ่งเติบโตมาอย่างเข้มแข็ง วันนี้ในวัยสิบแปดปี สาวน้อยวัยรุ่นไม่เคยน้อยใจกับวาสนาอันต่ำต้อยของตนเอง สิ่งที่นิรดาทำคือการช่วยงานทุกอย่างที่ตนเองทำได้ เพราะอยากแบ่งเบาภาระให้กับยายซึ่งแก่ตัวลงทุกวันให้ยายสร้อยมีเวลาพักเหมือนกับคนสูงอายุคนอื่น
แดดยามเช้าปลายฤดูหนาว อีกสองเดือนนิรดาก็กำลังจะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ความหวังของเธอคือการเรียนให้สูงขึ้น เพื่อวันหน้าจะได้มีงานมั่นคงทำ และใช้วิชาที่ร่ำเรียนมาเลี้ยงดูยายสร้อยที่แก่เฒ่าลงไปทุกวันอย่างดี ความหวังนั้นริบหรี่และจวนจะดับมอด เพราะแค่เลี้ยงปากท้องสองยาย หลานก็ยังต้องกระเบียดกระเสียรกันเต็มที่ อะไรที่เคยอยากได้ ไม่เคยได้อย่างใจหวัง... ค่ายาอันน้อยนิดของยายสร้อยบางครั้งยังไม่มีเงินจ่าย นิรดาพยายามใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ พื้นดินในเขตรั้วบ้านมีน้อยนิดก็จริง แต่เธอใช้สอยเต็มที่ ผักหลายอย่างเธอปลูกไว้ตามพื้นที่ว่างๆ ผลของความขยัน เธอกับยายมีผักกินทั้งปี โดยไม่ต้องซื้อ มะเขือเทศต้นเล็กๆ แต่ลูกดกเต็มต้น คะน้าต้นใหญ่อวบชูใบสลอน ผักกาดที่กำลังเขียวสะพรั่งยืนต้นแข่งกับแปลงต้นหอม แม้กระทั่งต้นแคต้นเตี้ยๆ ยังออกดอกดกจนหล่นเกลื่อนพื้น
หญิงสาวในชุดวอร์มเก่าๆ ที่ใช้มาหลายปีจนสีเดิมซีดลง นิรดาเอี้ยวตัวยกแขนไขว่กัน เพื่อคลายความเมื่อยล้า หลังจากนอนขดมาทั้งคืน เธอสละผ้าห่มผืนบางๆ ผืนเดียวห่มให้ยายสร้อย เมื่อคนแก่ๆ ตอนที่มีอากาศเย็น คนแก่ที่หัวเข่าไม่ดีมักจะมีอาการปวดตามข้อตอนดึกๆ
นิรดาฉวยถังน้ำพลาสติก เดินไปตักน้ำจากลำธารที่ไหลผ่านหน้าบ้าน มารดน้ำให้กับพืชผักที่เธอปลูกไว้ แล้วจึงรีบเข้าไปหุงหาอาหารเช้าเตรียมไว้ให้ยาย เธอกระโจมอก ออกมาอาบน้ำที่ท่าไม้หน้าบ้าน รีบแต่งตัวไปโรงเรียนที่อยู่ไกลออกไปไม่เท่าไหร่แต่เช้าตรู่
ดังนั้นเมื่อยายสร้อยตื่นนอน นางจึงไม่ได้พบหลานสาวแล้ว
หญิงสูงวัยมองสำรับกับข้าวที่นิรดาเตรียมไว้ให้ ด้วยดวงตาเออน้ำใสใส ยายสร้อยอยากจะกลับมาแข็งแรงมีกำลังเหมือนเก่า เมื่อนางอยากส่งเสียให้หลานสาวได้เรียนสูงๆ อย่างที่เจ้าตัวหวัง แต่วัยที่เกินเลข6มาหลายปีไม่อำนวยให้ตัวเองทำเช่นนั้นได้ นางเหนื่อยง่ายขึ้น เรี่ยวแรงที่เคยมีก็เริ่มลดน้อยถอยลง
นิรดาเดินเอื่อยๆ ไม่ได้เร่งร้อน เธอออกมาแต่เช้าเพราะไม่อยากใช้สตางค์ที่มีน้อยนิดไปกับค่าโดยสารรถประจำทาง หญิงสาวใช้กำลังเดินด้วยสองขา ประหยัดอดออมเพียงน้อยนิด เพื่อไม่ต้องให้ยายทำงานมากขึ้น
“นิดาๆ” เสียงตะโกนเรียกดังๆ มาจากรถปิคอัฟใหม่เอี่ยม มีเด็กสาวรุ่นเดียวกันกับเธอโผล่หน้าออกมาทางช่องหน้าต่าง พร้อมกับตะโกนเรียก
“ดีจ้าเพชร” หญิงสาวโบกมือตอบกลับยิ้มตอบไปในทันใด
เพชรชมพูเป็นเพื่อนเรียนชั้นเดียวกันกับเธอ เพื่อนสนิทคนเดียวที่ไม่เคยรังเกียจว่าเธอจน “ไปพร้อมเราเถอะนิดา วันนี้พ่อไปส่ง” ธรรมดาแล้วเพชรชมพูจะขับรถมอเตอร์ไซน์ไปโรงเรียน วันนี้นิรดาจึงแปลกใจเมื่อเห็นเพื่อนโดยสารรถยนต์คันโก้มา
“คือ...” หญิงสาวตัดสินใจไม่ถูก
ผู้ใหญ่เที่ยงเลยช่วยเรียกอีกคน ลุงผู้ใหญ่เป็นบิดาของเพชรชมพูนั่นเอง เพื่อนของเธอมีครอบครัวอบอุ่น มีพี่ชายที่กำลังศึกษาอยู่ในรั้วโรงเรียนตำรวจที่จังหวัดนครนายก เขาเป็นความภาคภูมิใจของทุกคนในครอบครัวนั้นเลย
“สวัสดีค่ะลุงผู้ใหญ่” หญิงสาวยกมือทำความเคารพบิดาของเพื่อน ก่อนจะมุดขึ้นไปนั่งเบาะด้านหลังเพชรชมพู
“สวัสดีหนูนิดา ยายสร้อยยังแข็งแรงดีไหมล่ะ” คนโตกว่าทักตอบ ก่อนจะขับเคลื่อนรถยนต์ตรงไปข้างหน้า
“ไม่เลยค่ะ ยายสุขภาพค่อยไม่ดีเท่าไหร่ แต่ไม่ยอมบอกนิดา” หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะบ่น เมื่อตนเองมีญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียว หากยายเป็นอะไรไป เธอจะอยู่ยังไง
“โรคคนแก่ล่ะซิ...”
“พ่ออย่าชวนนิดาคุยนอกเรื่องสิคะ ไหนบอกว่ามีข่าวดีมาบอกนิดาไง!!” บุตรสาวคนเล็กของผู้ใหญ่เที่ยงท้วงเสียงใส
นิรดาเหลียวมามองเพื่อน พร้อมกับเลิกหัวคิ้วขึ้นสูงเป็นเชิงถาม
“เรื่องนั้นแหละ...หากนิดากลับมา เราจะได้ไปเรียนด้วยกัน” เพชรชมพูยิ้มแป้น หากนิรดาผ่านสัมภาษณ์ ได้ไปทำงานที่บิดาเธอแนะนำ เรื่องการเรียนต่อของนิรดาก็ไม่น่ามีปัญหา
หญิงสาวมีโอกาสจะได้เป็นนักเรียนโคต้า ผลการเรียนของเธอดีและอยู่ในเกณฑ์คนจนขาดทุนทรัพย์ มีทุนสนับสนุนให้นิรดาเลือก แต่เพราะเธอขัดสนเรื่องค่าใช้จ่ายเลยยังแบ่งรับแบ่งสู้อยู่ หากจะไปเรียนต่อ ก็สงสารยายสร้อย ยายจะอยู่อย่างไรคนเดียว หมู่นี้ยิ่งไม่ค่อยแข็งแรง...และหากเธอเลือกที่จะเรียน ยายคงทำงานหนักเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้เธอมีเวลาเรียน ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย
“ใช่เลยหนูนิดา ทางอำเภอเขามีงานน่าสนใจ รายละเอียดลุงจะอธิบายให้ฟังอีกที” ผู้ใหญ่เที่ยงเอ่ยเสียงทุ้ม เวทนาเด็กสาวตรงหน้า เมื่อบุตรสาวร้องขอให้หาทางช่วย ผู้ใหญ่เที่ยงเลยหาทางให้ และน่าจะดีกับนิรดาด้วย
โครงการของกระทรวงแรงงาน หาคนงานไปทำงานที่เบลเยียม เป็นคนงานเก็บผลไม้ รายได้ต่อเดือน70,000-80,000 บาท ช่วงปิดเทอมของนิรดาก่อนเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักศึกษา นิรดามีเวลามากกว่าสี่เดือน เงินเก็บสักสองแสน คงพอดีสำหรับคนอดออมอย่างเพื่อนของเธอ เพชรชมพูเลยรีบนำมาเสนอให้เพื่อนรับรู้
สาวอาภัพห่อปากทำตาโต หลังได้ยินรายละเอียดทั้งหมด หัวใจเธอเต้นตึกตัก ความหวังเรืองรองขึ้นมาทันที
“เราไม่มีสตางค์ค่าเดินทางหรอกนะเพชร” หญิงสาวกล่าวเสียงอ่อย เมื่อคิดถึงค่าใช้จ่าย
“นิดา...ถ้าไม่มีทางทำได้ เราไม่มาบอกเธอหรอกนะ...ไปกับกระทรวงแรงงาน เราจะให้พ่อเซ็นรับประกันให้นิดาเอง พอทำงานได้ค่อยหักจากค่าแรงที่ได้รับ...เธอไปสัก4เดือน ก็มีเงินเก็บสำหรับเรียนต่อได้แล้วล่ะ”
เพชรชมพูรีบชี้แจงรายละเอียด ปัญหาหมดไปหนึ่งเปลาะ แต่นิรดาก็ยังกังวลอยู่ดี
“เราเป็นห่วงยายอะเพชร!!” หญิงสาวหน้าม่อยลง เมื่อคิดถึงยายสร้อยที่พักนี้จะเจ็บป่วยบ่อยขึ้น
“เราอยู่ทั้งคนนะนิดา...เราจะช่วยดูแลยายแทนเธอเอง” เพราะรักและหวังดีกับเพื่อน เพชรชมพูจึงรีบเสนอตัว
“เราเกรงใจเธอหน่ะ” นิรดากล่าวเสียงอ่อย
“ไม่ต้องเกรงใจ เราจะเก็บค่าจ้างจากเธอ เธอจะได้ใช้เราเต็มที่ไง” สาวรุ่นหาทางออกให้กับเพื่อนได้ตลอด
“เราคงต้องไปถามยายก่อนนะเพชร” เมื่อปัญหาหลายทางถูกขจัดออกไป นิรดาเริ่มมีความหวังอีกครั้ง
“อืม...มันไม่ได้ไปกันง่ายๆ หรอกนิดา แต่เราคิดว่าเธอมีสิทธิ์ เพราะว่าเธอหน่ะ พูดภาษาฝรั่งเศสได้”
ข้อได้เปรียบสำหรับนิรดาคือเธอมีพื้นฐานเรื่องภาษาอยู่แล้ว หญิงสาวเป็นตัวเต็งของห้อง เมื่อนิรดาเชี่ยวชาญภาษาฝรั่งเศสเป็นพิเศษ มันเป็นความสามารถพิเศษของเธอ หญิงสาวเรียนรู้ด้วยตัวเอง และหลงรักภาษาต่างชาติ จนทำให้เธอพยายามขวนขวาย วันนี้เองที่ความพยายามนั้น ทำให้โอกาสดีๆ เปิดทางให้สำหรับเธอ
ในขณะที่คนอื่นๆ จะต้องเรียนภาษาก่อนเดินทางไป
นิรดาจะมีโอกาสได้เดินทางก่อน เมื่อเธอสามารถตัดขั้นตอนนั้นออกไปได้ หญิงสาวจะมีเวลาทำงานนานกว่าทุกคน จนกว่าจะหมดฤดูเก็บผลไม้...สำหรับนิรดาแล้ว สี่เดือนก็เหลือเฟือสำหรับเธอ เงินก้อนนั้น เธอสามารถเปลี่ยนหลังคาใหม่ พายายไปหาหมอเช็คสุขภาพ และเก็บไว้สำหรับตัวเองใช้เรียนต่อจนจบ...
หลังเลิกเรียน เพชรชมพูบังคับให้นิรดากลับพร้อมกัน เพื่อไปฟังรายละเอียดที่ผู้ใหญ่เที่ยงอุตส่าห์ไปขอที่อำเภอมาอีกครั้ง และหากไม่ติดว่ารับปากนิรดาไว้ว่าจะคอยดูแลยายสร้อย เพชรชมพูเองก็อยากจะไปหาประสบการณ์พร้อมกับเพื่อนด้วย ได้เรียนรู้การสื่อสารกับเจ้าของภาษาโดยตรง และเป็นประสบการณ์ไปต่างแดนของตนเองครั้งแรก
“แหม...เสียดายจัง เพชรอยากไปด้วยจังเลย”
หญิงสาวบ่น ผู้ใหญ่เที่ยงยกมือขึ้นโยกศีรษะบุตรสาว “อย่างเราน่ะ พ่อให้ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ ขี้คร้านจะร้องไห้คิดถึงบ้าน” บุตรสาวของท่านไม่เคยนอนค้างอ้างแรมที่ไหน ผู้ใหญ่เที่ยงไม่เคยให้เพชรชมพูลำบาก การไปทำงานเป็นคนงานเก็บผลไม้ในต่างแดนมันต้องใช้ความอดทน คนหยิบโหย่งอย่างบุตรสาวท่าน ไปก็เสียเที่ยวเปล่า
“พ่ออะ ดูถูกเพชรจัง!” ใบหน้าเล็กๆ งอลง พร้อมกับบ่นอุบอิบ
“แหงสิ...พ่อน่ะเลี้ยงเรามานะ ทำไมจะไม่รู้ ไปร้องไห้ขี้มูกโป่งอายยัยหนูนิดาแย่เลย”
คนโตกว่ายังไม่หยุดกระเซ้า
“เพชรอยู่ที่นี่แหละดีแล้ว เราจะได้ไม่ห่วงยายมากนัก”
หญิงสาวรวบเอกสารในมือยัดใส่กระเป๋าสะพาย คงต้องไปศึกษารายละเอียดยิบย่อยอีกที ก่อนถึงวันที่เขาเปิดรับสมัคร แต่นิรดามีความตั้งใจ เธอจะต้องผ่านการทดสอบครั้งนี้ให้ได้ เพื่อตัวเอง...และอนาคตของยาย
ในอนาคตอันใกล้นี้ เธอต้องใช้เงินอีกไม่น้อย ไหนจะซ่อมหลังคาบ้านที่สังกะสีผุกร่อนเกินจะทานรับแรงลมและฝนได้ ยายจะได้พักผ่อนเหมือนผู้สูงอายุคนอื่นๆ หากเธอมีเงินเก็บสักก้อน เป็นทุนรอนไว้ในยามเดือดร้อน
“ให้เราไปส่งนิดานะ” เพชรชมพูเดินตามมาด้วย เมื่อนิรดาขอตัวกลับ
“อย่าเลย จวนจะมืดแล้ว” หญิงสาวบอกปัด ค่ำๆ มืดๆ เธอไม่อยากให้เพื่อนมีอันตราย
“เพราะว่ามันค่ำแล้วไง เราถึงต้องไปส่ง หากนิดาเดินไปเองเมื่อไหร่จะถึง” เพื่อนสาวบ่นก่อนจะเดินนำหน้า เพชรชมพูเข็ญรถมอเตอร์ไซน์ของเธอออกมา ก่อนจะยิ้มกว้าง เมื่อเพื่อนรักส่ายใบหน้าช้าๆ
“เร็วๆ เดี๋ยวค่ำก่อน” เวลาช่วงหน้าหนาว กลางคืนยาวกว่ากลางวันไม่ทันไรก็จะมืดค่ำ เมื่อพระอาทิตย์ลาลับลงจากฟ้า
“ดื้อตามเคย” นิรดาบ่นเบาๆ ก่อนจะวาดปลายเท้าขึ้นนั่งซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซน์ของเพื่อน
เพชรชมพูสตาร์ทรถคู่ใจ ขับออกไปจากบ้านความเร็วไม่มากนัก สายลมเย็นๆ พัดผ่านใบหน้า ความทุกข์ที่เคยเกาะถ่วงอยู่ในหัวใจเริ่มเบาบางลง หลังมีความหวัง
สาวอาภัพโบกมือให้เพื่อน ก้าวเดินผ่านประตั้วรั้วต้นกระถินเข้าไปด้านใน ยายสร้อยเปิดไฟกลางบ้านไว้ แต่ตัวนางกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว นิรดาวางกระเป๋าลงบนพื้น เดินเลยไปหลังบ้าน “ยายทำอะไรกินจ้ะวันนี้” เธอเอ่ยทักยายสร้อยที่กำลังก้มหน้าก้มตาจุดไฟในเตาฟืน
“ทอดไข่เจียวน่ะ มีน้ำพริกตาแดงของโปรดนิดาด้วยนะ”
วันนี้สร้อยมีงานจ้าง นางเลยมีสตางค์พอที่จะซื้อไข่ไก่มาทำอาหารให้หลานสาว
“ยายไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวหนูทำเองจ้ะ” นิรดาอาสา ยายเหนื่อยมาทั้งวันยังจะต้องมาหุงหาอาหารให้เธออีก อะไรที่ช่วยผ่อนแรงยายได้ นิรดาอยากทำแทนทั้งหมด
“เรานั่นแหละ ไปเปลี่ยนชุดก่อน เข้ามาทำไมไม่รู้ในครัวมีแต่ควัน”
พอไฟติดเชื้อฟืน ควันกับฝุ่นก็กระจายตามแรงพัดที่โบกไปมา เพื่อเพิ่มอุณหภูมิของเปลวให้แรงขึ้น
“หนูไปบ้านผู้ใหญ่เที่ยงมาจ้ะยาย” นิรดารีบหันหลังกลับ เธอรีบเปลี่ยนชุดนักเรียน แต่ก็ไม่วายตะโกนเล่าให้ยายสร้อยฟังด้วย เมื่อความหวังนั้น มีท่าทีเป็นจริง
“ไปทำไมกันล่ะ หรือผู้ใหญ่จะจ้างให้ไปทำอะไร?” สร้อยหยุดพัด เหลียวมองหลานสาวที่เดินมาทิ้งตัวนั่งข้างๆ
“เปล่าหรอกจ้ะ แต่ดีกว่านั้นอีก” นิรดาพูดต่อ ดวงตามีประกายสดใสขึ้น จนยายสร้อยพลอยรู้สึกยินดีไปด้วย
“อะไรหล่ะ...เล่ามาสิ ยายอยากรู้แล้ว” ยายสร้อยเอ่ยเสียงตื่นเต้น เดาจากท่าทีหลานสาว มันต้องเป็นข่าวดีแน่ๆ
“ยายไปอาบน้ำก่อนเถอะเดี๋ยวจะมืดก่อน ส่วนไข่เจียวนี่ เดี๋ยวหนูทำเองจ้ะ”
นิรดาแย่งตะหลิวในมือของยายสร้อยมาถือไว้เอง แล้วยังดันหลังนางให้ออกไปอาบน้ำก่อนที่ฟ้าจะมืดเพราะหมดแสง “ส่วนเรื่องนั้น หนูจะเล่าให้ฟังตอนกินข้าวจ้า” ไข่ไก่ใบใหญ่ๆ นิรดากะเทาะเปลือกเทใสชามพร้อมกับเทเครื่องปรุงใส่แบบรู้งาน ท่าทางทะมัดทะแมงจนยายสร้อยอดอมยิ้มไม่ได้
นางเลยปล่อยให้หลานสาวทำงานครัวไปเงียบๆ เดินไปฉวยผ้าถุงเก่าๆ ที่พาดไว้บนราวไม้ข้างบ้านหลัง ฉวยตระกร้าที่มีสบู่ ยาสีฟัน เดินตรงไปยังท่าน้ำ
กลิ่นไข่เจียวโชยไปถึงท่าน้ำตอนที่นางกำลังฟอกสบู่ สร้อยน้ำตารื้น คิดถึงบุตรสาวและลูกเขย เสียดายแทนลูกทั้งสอง ที่อยู่ไม่ถึงวันที่นิรดาโตเป็นสาว เด็กคนเดียวกันกับคนที่กอดนางไว้พร้อมกับร่ำไห้ปานใจจะขาด เมื่อข่าวร้ายมาเยือนครอบครัวนางในค่ำคืนหนึ่ง พ่อ-แม่ ของนิรดาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่ ทิ้งลูกน้อยไว้ให้แม่ที่แก่เฒ่าอุปการะ
แต่เด็กขี้แยคนนั้นไม่เคยทำให้นางร้อนใจเลย ยิ่งเติบใหญ่ ความกตัญญูยิ่งเพิ่มขึ้น หากอะไรที่นิรดาทำได้ เจ้าตัวจะแย่งมาทำไว้เสียเอง นางรักและเป็นห่วงหลานสาว จนกัดฟันทน แม้ป่วยไข้ก็ไม่ปริปากบอก เพราะนั่นจะทำให้นิรดาพลอยกังวลไปด้วย
สร้อยชะเง้อคอมอง เมื่อเห็นนิรดาโผล่หน้าไปที่หลังบ้าน บริเวณนั้นไม่มีไฟฟ้าส่องถึง และรกครึ้มไปด้วยวัชพืช
หลานสาวของนางคงกำลังเก็บผักข้างรั้ว ไปทำอาหารเพิ่มอีกอย่าง แถวนั้นต้นตำลึงขึ้นหนาแน่น ยอดอ่อนๆ กำลังแตก ผัดน้ำมันจิ้มน้ำพริกก็อร่อยจนลืมอาหารหรูๆ
สร้อยเตรียมจะขึ้นจากน้ำ นิรดาก็เดินตรงมาพอดี นางขยับที่ให้หลานสาวนั่ง แต่ยังไม่กลับไปที่บ้าน อยู่รอจนหลานสาวอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ถึงเดินกลับไปพร้อมกัน
ใต้หลังคาบ้านเก่าๆ คือความอบอุ่นที่สุดที่นางพยายามยื้อเวลาไว้ สร้อยวิงวอนสิ่งศักดิ์สิทธิในใจ ขอแค่เธอมีชีวิตถึงวันที่นิรดาสามารถยืนด้วยขาของตัวเองได้ นางไม่ได้ขอโชคลาภ ไม่ขอให้ตนเองร่ำรวย แต่ที่อยากได้คือลมหายใจที่อยู่กับนางไปนานๆ จนกว่าหลานสาวตัวน้อยจะมีหลักที่ปลอดภัยคุ้มครอง...
กับข้าวพื้นๆ น้ำพริกไข่เจียว และตำลึงผัดน้ำมัน สองยายหลานก็ร่วมรับประทานอาหารมื้อนั้นอย่างเอร็ดอร่อย
ยายสร้อยรอฟังสิ่งที่หลานสาวจะเล่า นางแทบอดใจรอไมไหว
“ลุงผู้ใหญ่เขาเอานี่มาให้นิดาดูน่ะยาย” เอกสารที่นิรดาเอามาจากบ้านผู้ใหญ่เที่ยง หญิงสาวยื่นให้ยายดู
ยายสร้อยส่ายหน้าปฏิเสธ ถึงมีไฟฟ้า แต่สายตาของนางมองไม่ชัดเสียแล้วยามกลางคืน “ยายมองไม่เห็นหรอก เล่ามาเลยอีหนูยายรอฟังอยู่”
หญิงสาวเล่าตามที่ผู้ใหญ่เที่ยงบอกมาอีกที ยายสร้อยฟังนิ่งๆ เริ่มห่วงขึ้นมานิดๆ แต่เมื่อนิรดาชี้แจงให้ฟัง นางก็เริ่มเห็นด้วย ช่วงเวลาที่ว่างก่อนมหาวิทยาลัยเปิดเกือบ5เดือน ช่วงนั้นนิรดาเองก็วางแผนที่จะทำงานเพื่อเก็บเงินสักก้อน แม้จะรู้ดีว่าเงินก้อนนั้นไม่มีวันพอกับค่าใช้จ่ายหากเธอหวังจะเรียนต่อ แต่เมื่อมีโอกาสที่จะทำให้ฝันเป็นจริงมาจ่ออยู่ตรงหน้า ถึงมันจะดูหน้าหวาดกลัวไปสักนิด เมื่อต้องเดินทางไกล อยู่ต่างบ้านต่างเมือง แต่ผลสำเร็จรับประกันได้ว่าชัวร์
“ยายบอกตามตรงนะนิดา...หากยายมีเงิน ยายจะไม่มีวันอนุญาตให้นิดาไปไกลขนาดนี้เลย ยายเป็นห่วง” ยายสร้อยเอ่ยเสียงเครือ ตัวแปรสำคัญคือเรี่ยวแรงและอายุของตนเอง หากทำแทนได้ ยายสร้อยก็จะอาสาไปเสียเอง แต่นี่ แค่งานจ้างในแต่ละวัน สังขารของนางก็แทบจะไม่ไหว
“นิดาเองก็ห่วงยายจ้ะ แต่...” หญิงสาวก้มหน้าลง ความฝันของเธอต้องใช้เงิน ดังนั้นเธอก็ต้องขวนขวายเอาเอง
“ยายรู้...เรามาพยายามไปด้วยกันนะ ยายอยากเห็นนิดาในวันที่นิดารับปริญญา”
สุขใดจะเท่า มองเห็นหลานสาวมีอนาคต...นางขอแค่ให้ตนเองอยู่ถึงวันนั้นก็พอ
“จ้ะยาย...นิดาจะคว้าปริญญามาฝากยายให้ได้”
หญิงสาวให้คำมั่น สอดมือกอดเอวของยายสร้อยไว้ พร้อมกับซุกหน้าซ่อนรอยน้ำตากับอกของหญิงชรา
บทที่2.การเดินทางไกลครั้งแรกของนิรดา
นิรดาเริ่มต้นศึกษาหาข้อมูลของประเทศเบลเยียมตั้งแต่วันนั้น เธอเตรียมพร้อมกับการสอบ แต่ก็ไม่วายหาข้อมูลไว้เพื่อความได้เปรียบ
วันสอบปลายภาคมาถึงและจบลงตามความคาดหมาย ข้อสอบส่วนใหญ่ นิรดาเคยอ่านผ่านตาและอาจารย์ประจำวิชาเคยติวเข้มให้บางแล้ว ดังนั้นผลสอบน่าจะออกตามความคาดหมาย
อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกนิรดาเข้าไปพบ เมื่อท่านรู้ข่าวที่น่าจะเป็นประโยชน์กับนักเรียนของตัวเองมา
คำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาท่านนั้นทำให้ความฝันของนิรดาขยับเข้ามาใกล้ตัวอีกนิด...
ขั้นแรกที่เธอต้องทำ คือการไปสมัครขายแรงงานที่อำเภอ โดยที่ผู้ใหญ่เที่ยงจะเป็นคนเซ็นรับรองให้ จากนั้นก็รอวันคัดเลือก และหากสมหวัง...เธอจะได้เดินทางไปทำงานเก็บผลเชอรี่ในรอบแรกของการเดินทาง...
เบลเยียม เป็นประเทศในโซนยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ มีพรมแดนติดต่อกับหลายประเทศ เช่นเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และทะเลเหนือ เมืองหลวงของ เบลเยียม คือ กรุงบรัสเซลส์ไม่น่าเชื่อว่าประเทศที่เธอตั้งใจจะไปเยือนมีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยถึง สิบเจ็ดเท่า สภาพอากาศ ภูมิอากาศของเบลเยียมมีลักษณะเหมือนกับทางยุโรปตอนเหนือ คือเป็นแบบชายฝั่งทะเล จะค่อนข้างอบอุ่นและชุ่มชื้น ซึ่งประกอบไปด้วย สี่ฤดู