บทที่๑
แหวนเพชรเม็ดเดี่ยวรูปหัวใจน้ำงามพิสุทธิ์ตัวเรือนทำจากทองคำขาวแวววาวเคลื่อนเชื่องช้าจากปลายนิ้วเรียวยาวกลมกลึงดุจลำเทียนไปยังโคนนิ้วนางซ้ายของหญิงสาวที่มองตาม ประกายตาระริกด้วยความตื้นตันเกิดขึ้นอย่างไม่อาจบดบัง หล่อนไม่ได้ตื่นเต้นกับขนาดเพชรบนเรือนแหวน แต่ตื้นตันยินดีเพราะคนที่สวมให้คือคนที่หล่อนรักเขามากที่สุดและรู้ว่าคิดไม่ผิดที่จะฝากชีวิตไว้กับเขา น้ำตาแห่งความปรีติเริ่มเอ่อคลอแล้วหลั่งออกมาจากอย่างสุดกลั้นเมื่อชายหนุ่มก้มลงจุมพิตหลังมือขาวนวลเนียนอย่างแผ่วเบา เมื่อเขาปล่อยมือหล่อนเป็นอิสระมือเรียวสวยกลมกลึงก็ประกบกันแล้วกราบลงที่อกเขาอย่างขอบคุณและซาบซึ้งใจ ชายหนุ่มรับไหว้แล้วรวบมือมากำเอาไว้แนบอกแล้วกระซิบคำรัก
“ผมรักมูนครับ” คำหวานล้ำจากปากไม่ทานแววตาหวานซึ้งที่ตรึงดวงตาหล่อนเอาไว้ยามเงยขึ้นมาประสาน สายใยรักบางเบาแต่เหนียวแน่นเพราะเนิ่นนานในการคบหากำลังซ่านซึมผ่านดวงตาแล้วไหลรินสู่ดวงใจเติมความรักที่มีอยู่เต็มจนแทบจะล้นปรี่ สองคนประสานสายตากันนานจนมีเสียงกระแอมเบาๆ ดังขึ้น หญิงสาวรีบละสายตาจากคู่หมั้นหมาดๆ ของเธออย่างขัดเขิน ก่อนจะนิ่งงันเมื่อมองข้ามไหล่ชายหนุ่มไปสบเข้ากับสายตาคู่หนึ่ง
“มูน”
“คะ” เสียงกระซิบเบาๆ ทำให้หล่อนได้สติรีบขานออกไปแล้วหันมาสบตาชวินคู่หมั้นที่กระซิบเรียก
“มองอะไรคะ” เขาถามน้ำเสียงอ่อนโยนเพราะเห็นคู่หมั้นสาวมองข้ามไหล่ไปอย่างสนใจ ขนาดเขาเรียกตั้งหลายครั้งกว่าหล่อนจะรู้สึกตัวแล้วละสายตากลับมา
“ไม่มีอะไรค่ะ” สิตางศุ์บอกปัดพร้อมส่ายหน้าช้าๆ ก่อนหันไปยิ้มกับกล้องเมื่อได้ยินเสียงเร่งเร้า
การถ่ายรูปดำเนินไปพักใหญ่เพราะญาติมิตรและเพื่อนฝูงต่างหวังมีรูปในงานมงคลของทั้งสองไว้เป็นที่ระลึกจนต่างพอใจก็แยกย้ายกันไปรับประทานอาหารเพราะแขกในงานก็เป็นญาติและเพื่อนสนิทของทั้งคู่ถือเป็นคนกันเองทั้งนั้น งานหมั้นของหล่อนจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่บ้าน สนามหน้าบ้านก็กว้างพอสำหรับงานเลี้ยงเล็กๆ ในมื้อกลางวันแบบบุฟเฟต์ มีทั้งอาหารจีน ไทย ที่สั่งมาจากร้านอาหารที่เชื่อฝีมือและรสชาติถูกปากของคนในบ้าน
บ้านของสิตางศุ์ที่อาศัยอยู่กับบิดามารดา ติดกับบ้านของชวินซึ่งอาศัยอยู่ตามลำพังเพราะบิดามารดาของเขาเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว เรียกได้ว่าสองคนเป็นเพื่อนบ้าน เพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กๆ จนก่อเกิดความผูกพันแล้วพัฒนาขึ้นเป็นความรักเมื่อเข้าวัยหนุ่มสาว และเพราะต่างรู้จักนิสัยใจคอกันดีเมื่อถึงเวลาอันสมควร ต่างมีงานมีการทำมั่นคงดีแล้วบิดามารดาของสิตางศุ์จึงยินดีและเต็มใจที่จะได้ชวินมาเป็นลูกเขย โดยทั้งสองทำพิธีหมั้นในวันนี้แล้วค่อยหาฤกษ์แต่งงานทีหลัง
ระหว่างรอชวินไปตักอาหารสิตางศุ์ก็กวาดตามองพร้อมส่งยิ้มให้เพื่อนฝูงและญาติมิตรที่เอ่ยแสดงความยินดีทุกครั้งที่เดินผ่านหน้าหล่อนไป หญิงสาวกวาดตามองแล้วสะดุดกับแววตาคู่เดิมที่เห็นตอนอยู่ในโถงทำพิธี แววแปลกใจผุดพรายบนใบหน้ารูปไข่และดวงตายาวใหญ่ดำขลับจนต้องลุกขึ้นสาวเท้าเข้าไปใกล้เจ้าของดวงตาที่กำลังมองอยู่หล่อนส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรไปก่อน แม้อีกฝ่ายไม่ได้ยิ้มตอบทว่าไม่มีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใดหล่อนจึงเอ่ยทักทาย
“สวัสดีจ้ะ หนูชื่ออะไรคะ” สิตางศุ์ย่อตัวลงนั่งตรงหน้าเด็กหญิงหน้าตามอมแมมที่ยืนแอบอยู่มุมบ้าน เด็กคนเดียวกับที่ชะเง้อมองตอนทำพิธีหมั้นในห้องโถง
“สวยจัง” เด็กหญิงไม่ได้ตอบคำถามของสิตางศุ์ แต่เอื้อมมือเล็กๆ เหี่ยวๆ ไปจับชายสไบลูกไม้เนื้อดีของชุดไทยประยุกต์แบบแขนเดียวตัดเย็บด้วยผ้าสุโขทัยลายข้าวหลามตัดทั้งชุด ตัวกระโปรงตัดเย็บแบบจีบหน้านางชายพกแบบใบพัดคาดเข็มขัดสามห่วงหัวทรงข้าวหลามตัดประดับด้วยพลอยสีเทา เข้ากับสร้อยคออุบะทรงเดียวกัน
เพียงไม่นานแววตาชื่นชมของเด็กหญิงก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อละมือจากสไบลูกไม้ แล้วหันหลังวิ่งหนีไปทางหลังบ้าน
“อ้าว!เดี๋ยวสิหนู” สิตางศุ์ได้แต่ยกมือห้ามค้าง เพราะร่างผอมแกร็นนั้นวิ่งเร็วจนลับหายไปกับมุมบ้านและต้นไม้ในสวนเสียแล้ว
ลูกใครกัน?
“มูน อยู่นี่เอง” เสียงอบอุ่นเสมอสำหรับเจ้าของชื่อดังจากด้านหลัง เมื่อหล่อนหันมาก็เกือบชนกับเจ้าของเสียงที่แกล้งมายืนจนชิด
“อุ๊ย! วินนะ” สิตางศุ์พ้อเสียงกระเง้ากระงอดเพราะรู้ว่าแฟนหนุ่มแกล้ง ยิ่งเห็นรอยยิ้มกริ่มยิ่งหมั่นไส้ หล่อนผลักอกเขาเบาๆ แต่เขากลับรวมมือหล่อนไว้แล้วยื่นหน้าเข้าใกล้จนจมูกโด่งปลายแหลมเกือบสัมผัสนวลแก้มที่หล่อนเอียงหนี พร้อมแหวกลับเบาๆ
“ไม่เอานะวิน เดี๋ยวใครมาเห็นเข้ามูนอายเค้านะ”
“เห็นก็ช่างสิ ใครๆ ก็รู้เรารักกัน เป็นคู่หมั้นกันแล้วด้วย” ชวินไม่ฟังเสียงยังพยายามจะหอมแก้มนวลเปล่งปลั่งของสิตางศุ์ให้ได้ แต่เมื่อหล่อนทำหน้างอปากยื่นโดยไม่ต้องพูดอะไรแม้แต่คำเดียว เขาก็รีบหยุดการกระทำทันที
“จ้ะๆ ไม่แกล้งแล้วครับผม” พร้อมกับการถอยหลังไปหนึ่งก้าว แต่ยังไม่ปล่อยมือเล็กเรียวที่กำอยู่ เขาบีบแน่นขึ้นเมื่อลดมาจากระดับอกเปลี่ยนเป็นการจับจูง แล้วเอ่ยชวน “ไปทานอาหารกันดีกว่าผมตักมาให้แล้ว”
สิตางศุ์ไม่พูดอะไรแต่เดินตามเขาไปโดยดี ชวินน่ารักตรงรู้อะไรควรไม่ควรแม้จะขี้เล่นชอบแกล้ง แต่ถ้าเห็นและรู้ว่าหล่อนไม่ชอบเขาก็จะหยุดทันที แล้วเขายังเป็นคนช่างสังเกตจึงรู้ได้ทันทีว่าควรหยุดหรือเย้าต่อได้
“มูนมาทำอะไรตรงนี้ครับ” เขาถามอย่างแคลงใจเมื่อออกเดินได้สองสามก้าว
“มูนเห็นเด็กผู้หญิงผอมๆ มายืนแอบอยู่เลยเข้ามาดู ไม่รู้ลูกใครหลานใคร”
“เด็กหรือจ้ะ” ชวินก้มลงสบตา ในขณะที่สิตางศุ์ที่สูงระดับไหล่เขาเงยหน้าขึ้นมาประสานสายตาเขาพอดี หล่อนพยักหน้าก่อนตอบเสียงเวทนา
“ผิวคล้ำๆ ผอมแกร็น จะว่าลูกคนแถวนี้มูนก็ไม่คุ้นหน้า”
“เด็กผู้หญิงหรือ หลานยายแตงละสิ”
“แตงพาหลานมาด้วยหรือคะ” สิตางศุ์หายสงสัยเสียทันที ยายแตงหรือแตงโมที่เอ่ยถึงคือเพื่อนและญาติของชวินที่สนิทสนมกันดีเพราะเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ระหว่างเรียนหนังสือแตงโมมาพักที่บ้านของชวินจนเรียนจบ แล้วย้ายออกไปอยู่ใกล้ที่ทำงานเพื่อความสะดวกในการเดินทางหลังได้ที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง แต่ยังแวะเวียนมาช่วยดูแลทำความสะอาดบ้านช่องให้เพราะเห็นใจที่หนุ่มโสดอย่างชวินต้องอยู่บ้านตามลำพัง แม้จะจ้างคนมาทำความสะอาดสัปดาห์ละสามครั้งก็ตามที
แตงโมคนที่ถูกเอ่ยถึงนั่งยิ้มรอทั้งสองอยู่ที่โต๊ะพร้อมจานอาหารที่ชวินตักมาวางไว้ก่อนไปตามหาสิตางศุ์ หล่อนจึงเหมือนนั่งเฝ้าจานอาหารให้ทั้งสองคนไม่ให้แมลงวันไต่ตอม แตงโมมองสองคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้อย่างชื่นชมในความเหมาะสม ทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะและนิสัยใจคอที่แตกต่างแต่กลับเข้ากันได้อย่างลงตัวและน่าชื่นชม
ทุกครั้งที่ชวินลุกเป็นไฟสิตางศุ์จะกลายเป็นน้ำไหลเย็น เมื่อสิตางศุ์เป็นพายุชวินก็พร้อมจะเป็นสนที่ลู่ตามลมได้ทันที ทั้งสองจึงประคองความรักกันมาได้จนถึงทุกวันนี้แต่น้อยครั้งมากที่ชวินจะเป็นคนเปลี่ยนตามอารมณ์เขาพยายามยอมให้สิตางศุ์จนถึงที่สุด ซึ่งตรงจุดนี้เองที่บิดามารดาของสิตางศุ์เล็งเห็นว่าจะฝากฝังลูกสาวไว้ได้
“อ้าว! จะไปไหนแตง” สิตางศุ์ถามแปลกใจเมื่อคนที่นั่งอยู่ก่อนลุกขึ้นพร้อมคว้าจานอาหารเมื่อพวกเธอเข้ามาถึง
“ไม่อยากเป็นกอขอคอ” แตงโมบอกใบหน้ายิ้มแย้ม จึงถูกสิตางศุ์ย่นจมูกใส่ ก่อนแกล้งไล่ส่ง
“อย่างนั้นรีบไปไกลๆ เลยนะ”
แตงโมหัวเราะคิกที่เพื่อนประชด ก่อนยกจานในมือให้ดู “เอาไปให้เด็กน้อย ป่านนี้คงหิวแล้ว”
“ทำไมไม่พามากินที่นี่ล่ะแตง” ชวินเอ่ยขึ้น
“ชวนแล้ว บอกคนเยอะไม่อยากมา เลยให้ดูทีวีอยู่ในบ้าน ไปก่อนนะ” แตงโมบอก ก่อนขอตัวเดินถือจานอาหารและขนมกลับไปให้เด็กที่พูดถึงที่รออยู่ในบ้านของชวิน
งานเลี้ยงฉลองหมั้นของทั้งสองเลิกราเมื่อแขกคนสุดท้ายกลับไปตอนบ่ายแก่ กว่าจะเคลียร์สถานที่และเก็บข้าวของเสร็จก็เย็นค่ำ แต่ไม่มีใครเหน็ดเหนื่อยกลับรู้สึกอิ่มเอมมีความสุขไปกับงานมงคลของทั้งสองครอบครัว ตอนค่ำเพื่อนสนิทของทั้งสองที่ไม่สามารถมาร่วมพิธีในตอนกลางวันได้นัดเลี้ยงฉลองให้ทั้งสองอีกครั้ง ซึ่งงานนี้ญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายไม่ได้ไปร่วมด้วยเพราะอยากให้เด็กๆ สนุกสนานกันเต็มที่
เกือบตีสองหลังงานฉลองในผับเล็กๆ เลิกรา รถเก่งสีขาววิ่งฝ่าสายฝนที่โปรยปรายลงมา สองคนในรถนั่งคุยกันกระหนุงกระหนิงโดยไม่รู้เบื่อถึงความสุขความสนุกแล้วแถมท้ายด้วยการแสดงความเสียดายแทนคนที่ไม่ยอมไปด้วย
“แตงรู้ต้องอิจฉาแน่ๆ”
“ทำไงได้ละ กลายเป็นแม่ลูกติดไปแล้ว”
“ทำไมไม่เคยได้ยินใครพูดถึงหลานคนนี้ละ วิน”
“ญาติห่างๆ จ้ะ เรียกว่าห่างมากๆ ก็ได้ จะว่าไปแล้วผมกับแตงแทบจะไม่รู้จักครอบครัวของมะปรางเลย มาเห็นมะปรางก็ตอนที่รู้ว่าทั้งพ่อและแม่ถูกรถชนตายแล้วแตงไปงานศพแทนอาสุขกับอาบัว ญาติใกล้ชิดคนเดียวของมะปรางที่เหลืออยู่คือปู่ที่บวชเป็นพระ ท่านเป็นคนจัดการงานศพ ส่วนตัวมะปรางเองทีแรกท่านก็คิดจะลาสิขาบทมาดูแลจนกว่าจะโต แต่มีหลายเสียงคัดค้านเพราะความตั้งใจเดิมของท่านคือจะอยู่ในผ้าเหลืองไปตลอดชีวิต มีคนเสนอให้ญาตินำมะปรางไปอุปการะ” ชวินเล่าเนิบนาบ
“แตงก็เลยรับมาดูเสียเอง” สิตางศุ์ต่อให้ แล้วหัวเราะเบาๆ ชวินก็หัวเราะไปกับหล่อนด้วยเพราะมันเป็นเรื่องจริง และดูเหมือนแตงโมจะรักเอ็นดูมะปรางเอามากๆ ไม่อย่างนั้นมีหรือสาวโสดวัยทำงานเช่นหล่อนจะรับมะปรางเป็นลูกบุญธรรม พามาส่งเสียให้เรียนหนังสือและให้เรียกว่าแม่แตง ทั้งที่พ่อกับแม่ของหล่อนพยายามให้เลี้ยงในฐานะหลาน
“เดี๋ยวเข้าบ้านผมก่อนแล้วค่อยเดินกางร่มไปส่งมูนแล้วกันนะครับ” ชวินบอกเมื่อเลี้ยวเข้าซอย
“ว้าย!” สิตางศุ์ร้องเสียงหลงแล้วเอามือปิดหน้าอย่างตกใจ
“อะไรมูน” ชวินถามทันควันเมื่อจู่ๆ คู่หมั้นสาวร้องอย่างตกใจขึ้นมาตอนเขาเลี้ยวรถก่อนนำรถเข้าจอดข้างทางแล้วแตะมือที่หล่อนปิดหน้าอยู่ “เป็นอะไรครับ”
สิตางศุ์ลดมือลงแล้วมองไปหน้ารถ ก่อนกวาดตามองไปรอบๆ จนมาหยุดที่ดวงตาอาทรของชวินที่กำลังมองมา
“เอ่อ..” หล่อนอึกอักที่จะบอกว่า ร้องตกใจเพราะเห็นคนวิ่งผ่านหน้ารถอย่างกระชั้นชิดและคิดว่าชวินต้องชนร่างนั้นเป็นแน่ แต่หล่อนกลับไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกหรือการหยุดรถอย่างกะทันหันแต่อย่างใด รับรู้แต่รอยอุ่นจากมือที่แตะและเสียงถามอย่างอาทรของเขา หล่อนจึงเสบอกไปว่า “มูนเห็นนกหรืออะไรไม่รู้บินผ่านเลยตกใจค่ะ”
“โถ คิดว่าอะไร” มือใหญ่เลื่อนมาขยี้ผมอย่างเอ็นดู แล้วขยับไปนั่งตัวตรงบังคับให้รถออกตัวอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่าคนนั่งข้างที่บอกออกมาแบบนั้น ใจกำลังเต้นแรงเพราะยังไม่คลายความตกใจ ไม่นานนักรถก็แล่นมาถึงหน้าบ้าน ชวินเปิดประตูลงมาพร้อมร่มแล้วเดินอ้อมไปรับสิตางศุ์เพื่อเดินไปส่งที่บ้าน
สิตางศุ์ลงมาจากรถแล้วอดที่จะมองเข้าไปในบ้านของชวินที่เปิดไฟสว่างอยู่ไม่ได้ ก่อนสะดุดตากับดวงตาแวววาวตรงระเบียงห้องชั้นสอง จนต้องกะพริบตาแล้วมองใหม่อีกครั้งเพราะคิดว่าดึกดื่นขนาดนี้แล้วซ้ำฝนก็ยังตกพรำๆ เด็กที่ไหนจะมายืนอยู่ตรงนั้น...เด็กหรือ สิตางศุ์ไม่เข้าใจทำไมตนเองถึงมั่นใจว่าเป็นเด็ก เพราะระดับของดวงตาที่เห็นหรือ แต่หลังกะพริบตามองให้ชัดอีกครั้งก็เห็นแต่ระเบียงชั้นสองที่ว่างเปล่า
“อะไรจ้ะ” ชวินถามเพราะเห็นว่าแฟนสาวมองไปที่ระเบียงชั้นสองตรงห้องนอนของเขาอย่างสนใจแต่หล่อนหันมาสบตาเขาแล้วส่ายหน้าช้าๆ
“แตงคงเปิดไฟทิ้งไว้ให้ก่อนกลับนะ เล่นเปิดเสียทั้งบ้านเลย สงสัยเดือนนี้ต้องไปเก็บค่าไฟจากมันแล้วละ” ชวินพูดกลั้วหัวเราะแล้วออกเดินโอบไหล่สิตางศุ์ไปพร้อมกันภายใต้ร่มกันฝนคันเดียวท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายไม่ขาดสาย
แตงโมกลับไปแล้วหรือนี่...ถ้าอย่างนั้นเราก็คงตาฝาดจริงๆ มะปรางไม่ได้มายืนอยู่ที่ระเบียงแน่ วันนี้ทำไมตาฝาดซ้ำซ้อน เมาแล้วละมูนเอ๊ย...
“ราตรีสวัสดิ์ครับ”
“ว้าย!” สิตางศุ์ถึงกับอุทานเมื่อถูกจู่โจมด้วยปลายจมูกเข้าที่แก้มนวลเนียนเมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน ก่อนย่นจมูกใส่ทำปากยื่นโอดครวญเสียงกระเง้ากระงอด
“นี่มันหน้าบ้านนะวิน เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า”
“งั้นเข้าไปในบ้านก็ได้” สายตากรุ้มกริ่มหวานหวาม ยามมองคู่หมั้นสาว แสงสว่างจากไฟหน้าประตูบ้านส่องให้เห็นแก้มเปล่งปลั่งของหล่อน อาจเป็นผลพวงมาจากเหล้าที่ดื่มเข้าไปเล็กน้อยกับอาการขวยเขินที่ถูกเขาหอมแก้ม แต่มันกลับดึงดูดให้เขาอยากทำซ้ำและทำมากกว่าเดิม
“ทะลึ่ง! กลับไปได้แล้วค่ะ มูนจะเข้าบ้านละ” หล่อนยอมรับว่าหัวใจเต้นแรงกับสัมผัสของเขา แม้เป็นการจู่โจมที่นวลแก้มก็สร้างความวาบหวามให้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่แทนที่เขาจะกลับไปตามคำของหล่อน เขากลับดึงมือที่กำลังไขกุญแจบ้านไปกำไว้ รั้งเอวหล่อนมากอดกระชับแล้วซุกหน้าเข้ามาหมายจะจูบอีกครั้ง ทว่าสิตางศุ์หรือจะยอมง่ายๆ หล่อนบ่ายหน้าหนีแล้วทุบอกเขาเบาๆ เพื่อเรียกสติ
“วิน อย่าทำแบบนี้สิ”
“นิดเดียวนะ คืนนี้มูนน่ารักมากรู้ไหม” เขาพยายามจะจูบให้ได้อยู่ดีแม้สิตางศุ์จะเบี่ยงหนีพัลวัน สุดท้ายหล่อนก็พูดออกมาทำเอาเขาหยุดกึก
“อยากเห็นมูนน่ารักแค่คืนนี้คืนเดียวใช่ไหมคะ” หล่อนถามเสียงเรียบ หน้านิ่งทั้งที่ในใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นระคนขัดเขินเลือดในกายหล่อนสูบฉีดแรงขึ้นคาดว่าใบหน้าที่เรื่อแดงเพราะส่าเหล้าจะแดงจัดขึ้น แต่พยายามกลบเกลื่อนด้วยการทำหน้านิ่งเอาไว้ และก็ได้ผลจริงๆ เมื่อชวินละมือจากเอวหล่อนปล่อยตกลงข้างตัวเหมือนคนปลงกับชีวิต แล้วถอยห่างไปสองก้าวพร้อมทำหน้างอบ้าง
“ใจร้าย ผมเป็นคู่หมั้นนะ”
“ก็แค่คู่หมั้นนินา ยังไม่แต่งงานกันเสียหน่อย” หล่อนลอยหน้าลอยตาพูดอีกเมื่อเห็นว่าตนเองเป็นต่อ
“ไว้แต่งงานกันก่อนเถอะ มูนจะมาอ้างโน่นอ้างนี้ไม่ได้อีกแล้ว คอยดู” ชวินคาดโทษ
“ค่ะ จะคอยดู” หล่อนยักไหล่น่าเอ็นดูพร้อมยิ้มยั่วเย้ากับการถือไพ่เหนือกว่า สิตางศุ์รู้ดีว่าเขาจะไม่ฝืนใจหากหล่อนไม่ยินยอม แม้เป็นการแสดงความรักซึ่งถือว่าเล็กน้อยมากสำหรับคู่รักสมัยนี้ แต่หล่อนเกรงใจพ่อกับแม่ ยิ่งท่านไว้ใจมากเท่าไหร่ การวางตัวของหล่อนต่อชวินยิ่งต้องให้เหมาะสมมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นคู่รักและหมั้นหมายกันแล้วก็ตามที
“ผมอยากแต่งงานเร็วๆ จัง แต่งกันพรุ่งนี้เลยดีไหม”
“บ๊องแล้ว” สิตางศุ์หัวเราะกิกกับคำพูดของแฟนหนุ่ม ก่อนจะพูดจริงจัง “เหนื่อยมาทั้งวันแล้วกลับไปนอนเถอะค่ะ”
“ครับ มูนรีบเข้าบ้านไปพักผ่อนเถอะ” เขาบอก แล้วรอคู่หมั้นสาวไขกุญแจเพื่อเปิดประตูบ้าน แต่จะให้รอเฉยๆ เลิกราไปง่ายดายก็ใช่ที่ เขาหยับเข้ามาทีละนิดจนมายืนชิดโดยหล่อนไม่รู้ตัว เมื่อสิตางศุ์เปิดประตูแล้วหันมาจะบอกลา เขาก็ชิงจังหวะใช้มือประคองแก้มตรึงใบหน้าไม่ให้เบี่ยงหนีหรือหลบเลี่ยง แล้วลดใบหน้าตนเองใช้ริมฝีปากแนบไปบนริมฝีปากที่เผยออย่างตกใจกดแนบแน่นชั่วเวลาไม่นานก่อนถอนออก แล้วขยับมาจุมพิตหน้าโหนกนูนพร้อมกล่าวราตรีสวัสดิ์แล้วหมุนร่างหล่อนให้หันกลับดันร่างเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว ส่วนเขาก็หับประตูตาม ทำสัญญาณให้หล่อนล็อกประตูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สิตางศุ์ได้แต่แยกเขี้ยวใส่ผ่านประตูต่างกระจก ก่อนจะล็อกแล้วหันหลังหนีรวดเร็วเหมือนเคืองขุ่นทว่ารอยยิ้มอย่างขัดเขินและพึงพอใจค่อยๆ คลี่ออกเมื่อเดินห่างออกมา