“ฉันน่ะเคยดูถูกคนอื่น มองคนแค่ภายนอก มองที่ทรัพย์สินเงินทอง และฐานะชาติตระกูล แต่ฉันตระหนักแล้วละว่าความดีของคนต่างหากเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เหมือนเธอไงแม่กานต์ เธอเป็นเด็กดี น่ารัก กตัญญู รู้คุณคน ต่อไปเธอจะต้องได้ดี มีสามีที่ดี มีลูกที่ดีแน่นอน คนดีจะดึงดูดคนดีเข้ามาหา เรียกว่าศีลเสมอกัน”
“หนูไม่อยากแต่งงานหรอกค่ะ อยากอยู่ดูแลคุณท่านมากกว่า”
“ขี้อ้อนเสียจริง แถมยังปากหวานอีกแน่ะ พอมีความรักขี้คร้านจะมาขอออกเรือน”
“ไม่นะคะ กานต์ไม่อยากออกเรือนหรอก”
“จ้ะ รอให้ถึงวันนั้นก่อน” ท่านพูดยิ้มๆ “เราไปกันเถอะ เดี๋ยวคนรถจะรอนาน” คุณหญิงช่อทิพย์ ลูบศีรษะของเด็กในอุปการะไปมาอย่างเอ็นดู
คุณหญิงช่อทิพย์ เดินทางมาถึงงานศพของลูกชายคนเดียวในเวลาเย็น ท่านลงจากรถแล้วขาสั่นระริก แต่พยายามเดินไปให้ถึงที่หมายด้วยฝีเท้ามั่นคง โดยมีกานพลู คอยช่วยประคองท่านเอาไว้ทุกการย่างก้าว
“ทศ ลูกแม่” ประโยคนั้นทำให้ทัศกรที่เดินมาต้อนรับแขกที่มาเคารพศพบิดาชะงัก เขามองหญิงชราแต่งตัวดีและเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
“คุณท่านคะ” กานพลูเรียกผู้มีพระคุณอย่างเป็นห่วง อีกฝ่ายน้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสองข้าง
“คุณเป็นใคร” น้ำเสียงของทัศกรทำให้หญิงต่างวัยทั้งสองหันไปมอง เขาได้มองใบหน้าของหญิงสูงวัยตรงหน้าและหญิงสาวข้างกายเต็มๆ ตา ดวงตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อย เพราะเค้าโครงหน้าที่ถอดแบบกันมาทุกอย่าง ทำให้เขารู้ในทันที
“ทัศกร หลานย่า” ท่านอ้าแขนอออกกว้าง ไม่ได้คิดหรอกว่าอีกฝ่ายจะให้กอดหรือไม่ แต่หน้าตาที่หล่อเหลาคมเข้ม เค้าโครงหน้าที่ผสมผสานระหว่างบิดามารดา ทำให้ท่านน้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุดหย่อน
“คุณหญิงย่า ใช่ไหมครับ” คำถามของหลานชายคนเดียว ทำให้คุณหญิงช่อทิพย์ พยักหน้าทั้งน้ำตา ทัศกรเดินไปก้มลงกราบท่านก่อนจะกอดท่านเอาไว้ คนเป็นย่าถึงกับร้องไห้ไม่หยุดหย่อน กานพลูเห็นแล้วน้ำตาซึมไปด้วย เพราะสิ่งที่ผู้มีพระคุณกังวลในคราแรก ไม่ได้เกิดขึ้นจริง
“คุณพ่อเคยพูดถึงคุณย่าครับ” บิดาของเขาพูดถึงผู้เป็นย่าก่อนที่ท่านจะสิ้นไม่นาน แม้เขาจะสงสัยว่าเหตุใดท่านถึงไม่เคยเอ่ยถึงย่าเลย แต่ก็ไม่เคยไถ่ถามเพราะโตมาแบบไม่มีปู่ย่าตายาย บิดาบอกว่าเรื่องในอดีตให้มันจบๆ กันไป เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คือหลานของท่าน ทัศกรรักบิดาและเชื่อฟังท่านมาก เขาจึงไม่ได้ไถ่ถามเรื่องราวแต่หนหลังให้ท่านต้องทุกข์ร้อนใจ
คุณหญิงช่อทิพย์ได้ยินดังนั้น ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเก่า ท่านสำนึกว่าตัวเองผิดเมื่อสายไปแล้ว ท่านมีทิฐิแรงกล้า แต่ลูกชายกับสะใภ้กลับไม่เคยเป็นดั่งที่ท่านคิดเลย แถมยังสั่งเสียลูกชาย และพูดแต่ในสิ่งที่ดี ไม่ให้ทัศกรเกลียดท่านอีก แบบนี้จะไม่ให้ท่านร้องไห้ได้อย่างไรกัน ยี่สิบกว่าปีที่จากกันไม่เคยได้พูดคุยกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้แต่จะสิ้นใจก็ไม่ได้สั่งเสียดูใจ มันเป็นสิ่งที่ท่านเสียใจมากที่สุด ท่านเป็นคนไล่ทศพลออกจากบ้านเอง ถ้าเวลานั้น ท่านไปตามทศพลกลับมาก็คงไม่เป็นแบบนี้ แต่จะโทษชาลินีก็ไม่ได้ อีกฝ่ายก็คงเป็นแค่คนส่งข่าว จริงๆ ท่านต่างหากต้องคุยกับลูกชายด้วยตนเอง
“คุณหญิงย่าอย่าร้องเลยครับ คุณพ่อเคยพูดกับผมว่า เรื่องที่มันแล้วไปแล้ว ก็ให้มันแล้วไปเถอะครับ...”
“ย่าผิดเอง ตั้งแต่แรก” คุณหญิงช่อทิพย์พูดเสียงเศร้า
ลูกชายไม่ได้ไปมาหาสู่ ก็เพราะคำไล่ของท่าน การตัดขาดและบอกว่าอย่ามาเหยียบบ้านหลังนี้อีก เพราะความโกรธเกลียดของท่านแท้ๆ จึงทำให้สูญเสียคนที่รักไป โดยไม่มีช่วงเวลาดีๆ อยู่ด้วยกัน ต่อจากนี้ไป ท่านจะทำทุกอย่าง ไม่ให้สูญเสียช่วงเวลาดีๆ นี้ไปอีกแล้ว
“คุณพ่อกับคุณแม่คงไม่ได้ถือโทษโกรธคุณหญิงย่าหรอกครับ”
“จริงๆ มันเป็นความผิดของย่าเอง” คุณหญิงช่อทิพย์ ยอมรับผิดทุกอย่าง เพราะทิฐิของท่านแท้ๆ
“เรื่องในอดีตช่างมันเถอะครับ” ทัศกรพูดซ้ำคำเดิม ให้ย่าของเขาเลิกคิดเรื่องในอดีตเสียที เขาเองก็ไม่อยากรื้อฟื้นเพราะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่
“ต่อจากนี้ไป ย่าจะไม่ทำผิดซ้ำซากอีก” คุณหญิงช่อทิพย์ช่วยหลานชายจัดการงานศพของทศพลจนเสร็จสิ้น หลังจากนั้น ทัศกรยังพาย่าของเขาไปเที่ยวทั่วไร่ ยิ่งเห็นความกว้างขวางและฐานะของหลานชาย ยิ่งทำให้ท่านสำนึกว่าอย่าดูถูกคนอื่น เพราะคนที่ดูต่ำต้อยด้อยค่าในสายตาคนอื่น วันหนึ่งอาจจะพลิกฟื้นชีวิตขึ้นมามีฐานะร่ำรวยได้ แต่สิ่งที่ท่านตระหนักไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ ความดีงาม ไม่ว่าจะยากดีมีจน ความดีงามเป็นสิ่งที่ติดตัวคนคนนั้นไปตลอด ความดีของคนเรามันวัดกันที่ทรัพย์สินเงินทองไม่ได้จริงๆ
ในคฤหาสน์หลังใหญ่ของคุณหญิงช่อทิพย์ดูวุ่นวายอยู่มากเมื่อท่านสั่งให้ทุกคนเตรียมตัวต้อนรับหลานชายคนเดียว กานพลูเป็นคนจัดการอาหารมากมาย โดยมีสาวใช้คนอื่นๆ เป็นลูกมือ หลายคนทำความสะอาดบ้าน จัดบ้านเสียใหม่ ถึงกับเปลี่ยนผ้าม่าน ตกแต่งสนามหญ้า ตัดต้นไม้ ดูเอิกเหริกไปเสียหมด แต่กานพลูเข้าใจดีว่าผู้มีพระคุณมีความสุขแค่ไหนที่จะได้ต้อนรับหลานชายคนเดียวของท่าน
“แม่กานต์ ฉันใส่ชุดนี้ดูดีหรือยัง” คุณหญิงช่อทิพย์เอ่ยถามเด็กสาวในอุปการะ หลังจากที่เธอจัดการเตรียมอาหารเรียบร้อย ก็ขึ้นมาดูแลผู้มีพระคุณบนห้อง
“คุณท่านใส่อะไรก็สวยค่ะ”
“แน่ะ! ปากหวานจริงเชียว ฉันเวอร์ไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ตื่นเต้นนักแหละที่ภูเขาจะมาเยี่ยม แถมยังจะมาค้างที่นี่ด้วย”
“ไม่หรอกค่ะ หนูรู้ว่าคุณท่านอยากต้อนรับคุณภูเขาให้ดีที่สุด” ทัศกรหรือภูเขาซึ่งเป็นชื่อเล่นนั้น เป็นหลานชายคนเดียวที่ไม่ได้เจอกันเลยยี่สิบกว่าปี คุณหญิงช่อทิพย์จึงตื่นเต้นเป็นพิเศษ ยิ่งตอนที่อยู่ด้วยกันในงานศพของลูกชาย หลานชายคนนี้ดูแลท่านดีมาก ท่านยิ่งปลาบปลื้ม แม้จะเสียใจที่เสียลูกชายคนเดียวไป แต่อย่างน้อยก็ได้หลานชายกลับมาให้ชื่นใจ แถมยังเป็นหนุ่มหล่อ เฉลียวฉลาด และเก่งกาจไปเสียทุกเรื่อง
“ฉันกลัวใครเขาจะว่าทำตัวเวอร์ แต่ฉันอยากต้อนรับภูเขาให้ดีที่สุด ต่อไปที่นี่ก็ต้องเป็นของเขา ฉันอยากให้เขาได้รู้จักกับผู้หญิงดีๆ คู่ควรกับเขา”
“คุณท่านก็มีเพื่อนมากมายนี่คะ”
“พูดแบบนี้จะให้ฉันแนะนำหลานๆ ของเพื่อนฉันให้ตาภูเขารู้จักน่ะสิ”
“ใช่ค่ะ”
“ไม่หรอก” คุณหญิงช่อทิพย์ส่ายหน้าไปมา
“ทำไมรึคะ” กานพลูเอ่ยถามด้วยความสงสัย เธอคิดเสมอว่าคนรวยก็อยากแต่งงานกับคนรวย มีฐานะชาติตระกูล มีการศึกษา ทรัพย์สินเสมอกัน จะได้ช่วยกันทำมาหากิน เธอเจียมเนื้อเจียมตัวเสมอ ว่าสิ่งไหนเกินอาจเอื้อม การได้แค่มองเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว สำหรับคนฐานะเช่นเธอ ทัศกรเป็นผู้ชายที่อยู่สูงเกินกว่าที่เธอจะเอื้อมถึง แม้แรกพบสบตาเธอจะรู้สึกต้องใจเขามากเพียงใด แต่เพราะเป็นหญิง และฐานะต่ำต้อย เธอจึงไม่กล้าอาจเอื้อม
“ในอดีตฉันบังคับตาทศเสียจนเขาต้องหนีไป สุดท้ายผู้หญิงที่ฉันรังเกียจก็กลับรักตาทศจริงๆ ถึงแม้ตาทศจะมีแต่ตัว ฉันไม่ได้ยกทรัพย์สมบัติอะไรให้เขาเลย เขาดิ้นรนกันเอง จนสร้างเนื้อสร้างตัวได้ขนาดนี้ถือว่าเก่ง ฉันนะไม่อยากมองคนแค่ภายนอกอีกต่อไปแล้ว” กานพลูยิ้มกับประโยคบอกเล่าเชิงเปรียบเทียบสั่งสอนของท่าน
“เธอน่ะ คิดว่าหลานชายของฉันเป็นยังไงคะ”
“เอ่อ... เป็นยังไงคะ” กานพลูหน้าแดง คุณหญิงช่อทิพย์อมยิ้มกับอาการของเด็กสาวในอุปการะ
“ฉันหมายถึงจากสายตาของเธอ ภูเขาเป็นคนยังไงบ้าง หลานชายของฉันคนนี้น่ะ”
“คุณภูเขาก็ดูเป็นคนดีนะคะ ดูเป็นผู้นำ ตัดสินใจเฉียบขาด และใจดีด้วยค่ะ”
“รู้ได้ไงว่าใจดี”
“หนูได้ยินลูกน้องของคุณภูเขาพูดน่ะค่ะ เอ่ยชมหลายเรื่อง คุณภูเขา ช่วยคนงานเอาไว้ ลูกหลานคนงานก็ส่งเสียให้เรียนด้วยค่ะ จะหาเจ้านายดีๆ แบบนี้ยากนะคะ”
“จ้ะ เขาเป็นคนดี”
“ค่ะ” กานพลูยิ้มให้ผู้มีพระคุณ
“กานพลู”
“คะ คุณท่าน”
“ชอบหลานชายฉันไหม”
“คะ เอ่อ... คุณท่านถามว่าอะไรนะคะ”
“เอาเถอะๆ ฉันอยากจะบอกว่าเธอเป็นคนดีมีน้ำใจ เรียบร้อยและน่ารัก ฉันอยากให้ภูเขามีภรรยาน่ารักแบบเธอ ก็แค่นั้นแหละ ฉันคงจะพูดมากไปแล้ว ภูเขาจะมีภรรยาแบบไหน สุดแต่เขาแล้วกัน เธอเองยังเด็ก อายุเพียง 19 ควรจะตั้งใจเรียนหนังสือมากกว่าคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ฉันแก่แล้ว เมื่อก่อนเขาแต่งงานกันเร็ว ผู้ใหญ่หาให้” ท่านถอนใจและไม่พูดอะไรอีก กานพลูว่าท่านพูดแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้เอ่ยถามอะไรเลย
ทัศกรแนะนำให้คนเป็นย่าได้รู้จักกับแฟนสาวที่คบหาดูใจกันอยู่ แขนภาไหว้คุณหญิงย่าของแฟนหนุ่มอย่างอ่อนช้อย ตอนเดินเข้ามาเธอเห็นคฤหาสน์หลังใหญ่ก็นึกดีใจที่ทัศกรจะได้มรดกอีกมากมายนอกจากไร่กลีบเมฆ ที่เขาดูแลอยู่ เรียกว่าเขาคงกลายเป็นเศรษฐีที่รวยมาก และอายุน้อยที่สุดในประเทศกระมัง
“แฟนของภูเขาหน้าตาน่ารักเชียว”
“แขนภา... เขาคบกับผมตั้งแต่สมัยเรียนแล้วครับคุณหญิงย่า เราคิดว่าจะแต่งงานกันในอนาคตอันใกล้”
“ดีสิ แต่งงานเสียตั้งแต่ตอนนี้จะได้มีเหลนให้ย่าอุ้มตอนแก่ๆ ได้เห็นเด็กตัวเล็กๆ รู้สึกดีเหลือเกิน” คุณหญิงช่อทิพย์ไม่ได้นึกรังเกียจว่าที่หลานสะใภ้ จะเป็นใครมาจากไหน ขอแค่ให้หลานชายรักก็เพียงพอแล้ว เพราะยังไงเขาสองคนก็อยู่ด้วยกัน ไม่ได้อยู่กับท่านเสียหน่อย คิดว่า... ทัศกรคงจะตาแหลมเหมือนพ่อของเขา เลือกผู้หญิงที่ดีมาเป็นคู่ครอง
“แหม... คุณหญิงย่าคะ เรื่องแบบนี้คงต้องให้ฝ่ายชายเขาเอ่ยนะคะ” แขนภาพูดแล้วทำท่าเอียงอาย
“อะแฮ่ม วันนี้คุณหญิงย่าทำอาหารต้อนรับผมเสียเยอะแยะไปหมดเลยครับ น่ากินทั้งนั้นเลย” ทัศกรเปลี่ยนเรื่อง เขายังไม่พร้อมจะมีครอบครัวในตอนนี้ ถึงจะคบกับแขนภาในฐานะคนรัก แต่เขายังไม่ได้มั่นใจอะไรหลายอย่าง อยากจะดูกันไปเรื่อยๆ เรื่องนี้เขาเคยคุยกับแขนภาแล้ว ตั้งแต่คบกันครั้งแรกๆ แต่อย่างไรเขายกให้เธอเป็นที่หนึ่ง เพราะเขาไม่ใช่ผู้ชายเจ้าชู้ คบใครก็คบทีละคน ไม่คบซ้อนหลายคน ถ้าไปกันไม่ได้ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง แต่จะไม่ทำให้ผู้หญิงเสียใจเรื่องที่เขาไปมีคนอื่น หรือเจ้าชู้ไปทั่วอย่างแน่นอน
“แม่กานต์เค้าเป็นคนจัดการทุกอย่าง อาหารน่ากินก็ต้องกินเยอะๆ นะ ทั้งสองคนเลยจ้ะ”
“แม่กานต์อะไรนี่ แม่ครัวเหรอคะคุณหญิงย่า”
“ไม่ใช่จ้ะ แม่กานต์น่ะเด็กในบ้านของย่าเอง พูดถึงก็มาเลย” คุณหญิงช่อทิพย์บุ้ยใบ้ไปทางเด็กสาวในอุปการะที่เดินมาหาด้วยกิริยาเรียบร้อย แขนภาเห็นเข้าก็นึกไม่ชอบนัก เพราะอีกฝ่ายทั้งสวยทั้งน่ารัก หน้าตาจิ้มลิ้ม เห็นทัศกรหันไปยิ้มด้วยก็ยิ่งขวางหูขวางตาเสียนัก
“คุณท่านขาดเหลืออะไร หรือต้องการอะไรอีกไหมคะ หนูจะได้จัดการให้”
“ฉันไม่ต้องการอะไรแล้ว เราน่ะเหนื่อยมาทั้งวัน เตรียมโน่นเตรียมนี่ มานั่งกินข้าวด้วยกันดีกว่า” คุณหญิงช่อทิพย์เอ่ยชวนเด็กสาวในอุปการะ เพราะเห็นว่าอาหารเยอะแยะ กินกันแค่สามคน คงไม่หมด ปกติท่านก็กินข้าวกับกานพลูอยู่แล้ว เพราะนั่งทานคนเดียวมันเหงา ก็มีกานพลูนี่แหละที่คอยเป็นเพื่อนคลายเหงาให้ท่าน
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูไปทานในครัวกับคนอื่นๆ ดีกว่า ขอแค่ยืนรับใช้อยู่แถวๆ นี้เผื่อทุกคนต้องการอะไร”
“รอไปทานในครัวก็หิวแย่ อาหารเยอะแยะ” คุณหญิงช่อทิพย์รู้ดีว่ากานพลูปฏิเสธเพราะเห็นว่ามีแขก เพราะหากมีแขก เด็กสาวมักจะเลี่ยง แต่จะคอยรับใช้แทน
“จริงด้วยครับคุณย่า อาหารเยอะแยะ มากินด้วยกันดีกว่า” ทัศกรเห็นด้วย
“ย่าเองแหละ สั่งให้ทำหลายอย่าง ไม่รู้ภูเขาชอบอะไรบ้าง กลัวจะไม่ถูกปาก”
“ถูกปากทุกอย่างเลยครับ เด็กของคุณหญิงย่าทำอาหารอร่อยเชียว”
“แหม... ที่นี่ดีจังเลยนะคะ ให้คนรับใช้หรือเด็กในบ้านร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วย” แขนภาพูดขึ้นบ้าง ไม่ค่อยถูกชะตากับกานพลูสักเท่าไหร่ อีกฝ่ายก็เอาแต่ชวน ยายเด็กนั่นก็เอาแต่เล่นตัว เห็นแล้วขัดลูกหูลูกตาชะมัด
“แม่กานต์เขาไม่ใช่คนใช้ และย่าก็เอ็นดูเขาเหมือนลูกหลานจ้ะแม่แข” คุณหญิงช่อทิพย์เริ่มไม่ค่อยชอบการพูดการจาของแขนภาสักเท่าไหร่ พูดจาเหยียดคนอื่น พูดกับท่านก็พยายามเอาอกเอาใจจนเกินเหตุ ดูเหมือนปรุงแต่งมากกว่าจะเป็นนิสัยที่แท้จริง ท่านนึกไปถึงมณีนิล ลูกสะใภ้ที่ท่านไม่ชอบแต่แรก ตอนทศพลพามณีนิลมากราบ อีกฝ่ายสุภาพเรียบร้อย มีสัมมาคารวะ พูดจาอ่อนโยนแต่ดูจริงใจ ไม่เหมือนกับแขนภา ที่ดูชอบกลเสียเหลือเกิน แต่เพราะเวลานั้น ท่านไม่ชอบคนไร้สกุลรุนชาติ และคิดว่าชาลินีเหมาะสมคู่ควรกับบุตรชายที่สุด จึงตั้งแต่แง่รังเกียจ
“แหม... ก็เค้าไม่อยากจะนั่งร่วมโต๊ะกับเรานี่คะคุณหญิงย่า”
“มาสิ ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ไม่ดีนะ” ทัศกรหันไปพูดกับกานพลูคล้ายดุ และเหมือนจะตัดปัญหาการโต้เถียงเล็กๆ นั้นด้วย หญิงสาวจึงเดินไปทรุดนั่งข้างๆ ทัศกร เพราะเขานั่งตรงข้ามกับแขนภา และคุณหญิงช่อทิพย์นั่งตรงหัวโต๊ะ ประมุขใหญ่ของบ้านอมยิ้ม ก่อนจะเรียกให้เด็กเอาจานมาเพิ่ม
กานพลูรู้สึกว่าใจของเธอเต้นแรงอย่างประหลาดเมื่อได้นั่งใกล้ๆ กับทัศกร กลิ่นกายของเขาแตะจมูกเธอ หญิงสาวรู้สึกว่ามือไม้แข้งขาจับอะไรไม่ถูกไปเสียหมด
นี่นะเหรอ การแอบชอบใครสักคน...
“อาหารถูกปากไหมภูเขา” คุณหญิงช่อทิพย์เอ่ยถามหลานชายอย่างใส่ใจ
“อาหารอร่อยมากๆ เลยครับคุณหญิงย่า เด็กของคุณหญิงย่าเก่งนะครับ ทำอาหารมากมายขนาดนี้” เขานึกทึ่งฝีมือการทำอาหารของกานพลู หน้าตาอาหารน่าทาน ทั้งยังอร่อย กลิ่นหอมนั้นไม่ต้องพูดถึง มีกลิ่นเฉพาะบ่งบอกถึงวัตถุดิบที่ใช้ว่าล้วนเป็นวัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี
“เด็กคนนี้ย่าเลี้ยงมากับมือ แม่กานต์น่ะเค้าชอบทำอาหาร แล้วแม่แขล่ะ ชอบทำอาหารหรือเปล่า” คุณหญิงช่อทิพย์หันไปถามว่าที่หลานสะใภ้
“แหม... แขไม่ค่อยมีเวลาหรอกค่ะ ต้องทำงานนอกบ้าน กานพลูเขาไม่ได้ทำงานทำการอะไร ก็ว่างทำงานก้นครัวหรือกวาดบ้านถูบ้านอยู่แล้วแหละค่ะ”
“ใครบอกกันจ๊ะ แม่กานต์น่ะเขาเป็นเลขาของย่าด้วยนะ เขาช่วยทำงานที่บริษัท เรื่องอาหารน่ะเขาชอบเป็นพิเศษก็เลยทำให้ย่ากิน ไม่ใช่เขาเอาแต่หมกอยู่แต่ก้นครัวเหมือนแม่แขว่าเสียหน่อย” คุณช่อทิพย์พูดยิ้มๆ แต่สายตานั้นประเมินว่าที่หลานสะใภ้อยู่ในใจ
“อ้อ... เหรอคะ” แขนภาหน้าเหวอ ไม่คิดว่าหน้าตาจืดๆ ชืดๆ ไร้รสนิยมแบบนี้จะทำงานนอกบ้านกับเค้าด้วย
“แต่ย่าก็เข้าใจนะ ผู้หญิงสมัยนี้เก่งกาจไม่แพ้ผู้ชาย ทำงานนอกบ้านยิ่งกว่าผู้ชายก็มี ไม่มีเวลาทำอาหารก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แค่มีเงินอยากจะซื้ออะไรอร่อยๆ ทานก็สั่งได้เลยเหมือนใจนึก” คุณหญิงช่อทิพย์พูดเหน็บว่าที่หลานสะใภ้ แต่แขนภาคิดว่าเป็นการเอ่ยชม จึงรีบพูดสนับสนุนคำพูดนั้น
“จริงค่ะคุณหญิงย่า เดี๋ยวนี้ร้านอาหารดังๆ ในประเทศไทยมีหลายร้าน ไม่เห็นต้องมานั่งทำให้เหนื่อยเลยค่ะ ซื้อกินเอาสะดวกกว่า เอาเวลาไปทำงานหรือดูแลธุรกิจดีกว่า”
“ย่าก็ว่าอย่างนั้น สมัยย่าน่ะเสน่ห์ปลายจวักสำคัญมากสำหรับผู้หญิง สามีรักสามีหลง แต่เมื่อก่อนผู้หญิงไม่ค่อยทำงานนอกบ้านกัน เดี๋ยวนี้ทำงานนอกบ้านไม่มีเวลาให้กันก็มีปัญหามากมาย แต่คนเขาก็ไม่ค่อยคิดกันหรอกนะ ให้เหตุผลว่าเข้ากันไม่ได้ เลิกกันก็จบ ทางใครทางมันเสียมากมาย เมื่อก่อนจะจีบกันสักทีต้องเขียนจดหมายถึงกัน มีความพยายามกันเหลือเกิน เดี๋ยวนี้จะจีบกัน คุยกันครั้งสองครั้งก็นัดเจอกัน ไปกันไม่รอดก็เลิก เลิกกันง่ายเหลือเกิน”