กิ่งต้นหลิวกำลังถูกสายฝนพัดจนใบไม้ปลิวลงไปตามสายลม จนกระทั่งกิ่งโยกเอนขยับไปมาราวกับเสียงร้องในใจนางในตอนนี้ อนงค์ร่างบางอรชร ใบหน้าเรียวรูปไข่ขับรับกับดวงตาหงส์ คิ้วเรียวดัง กิ่งหลิว ริมฝีปากดั่งดอกบัวแรกแย้ม
ดวงตานางหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า สามปีที่ผ่านมาสำหรับนางแล้วเหมือนสามสิบปี ตั้งแต่ก้าวเข้ามาสกุลลู่ ในใจนางแต่ละวันล้วนไม่ได้อยู่สงบสุข
ประตูใหญ่ด้านหน้าไหว้ฟ้าดินรับนางเข้ามา
หากแต่ประตูเล็กกลับรับอนุมาเช่นกัน
ในคืนเข้าหอที่ควรเป็นของนาง แต่อนุที่ต่ำกว่ากลับช่วงชิงไปได้ ชีวิตรักที่จะสงบก็ไม่เคยมีนับตั้งแต่นั้น นางคิดว่าหากนางทำตัวเป็นภรรยาที่มีความเมตตาต่อภรรยาคนอื่นๆ ของสามี ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี สามีนางก็คงจะยกย่องนางและให้ความเคารพบ้าง แต่สามปีที่ผ่านมา นางเหมือนตกอยู่ในนรกไม่เว้นวัน
เขาเอาแต่สร้างเรื่องเอาอนุเข้าเรือนไม่เว้นแต่ละวัน อย่างที่เขาบอกว่ามีหนึ่งก็ต้องมีสอง มีสองก็ต้องมีสาม ในเมื่อนางเป็นหนึ่ง นางก็ปล่อยให้อนุพวกนั้นตบตีกันเอง
ตบตีกันไปมา ในที่สุดสามปีนางก็เหลืออนุที่ผ่านสนามรบพวกนั้น และแยกย้ายต่างคนต่างอยู่เพียงสองคน ถึงสองคน แต่สำหรับนางแล้ว ก็ไม่ต่างจากนรกเหมือนเคย
ทุกวันผ่านไปอย่างยากลำบาก เจ็ดวันต้องแบ่งไปให้อนุแล้วสี่วัน เหลือให้นางเพียงสามวัน หากแต่สามวันนั้นสำหรับนางนั้น...
หึ นางเค้นหัวเราะกับชะตาที่ตัวเองได้รับ เฉกเช่นวันนี้ที่ต้องพบกับความจริงที่แสนเจ็บปวด สายฝนยังคงกระหน่ำเทลงมา นางทอดมองไปยังเรือนฝั่งตรงข้ามที่มีแสงเทียนดวงเล็กจุดอยู่ ทำให้เห็นเงาด้านในนั้น
สองคนนั้นกำลังเล่นรักโดยมิกลัวฟ้ากลัวสวรรค์จักลงโทษ คนหนึ่งนั้นคือคนที่นางต้องทนมาตลอดสามปี สามีนาง “ลู่เฉิน” ส่วนคนที่สองนั้นนางเคยเห็นเป็นดั่งน้องสาวที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่วัยเยาว์ สาวใช้ของนาง “จางจิ้ง”
มือบางกำแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อจนเลือดไหลออกมา หากแต่มันกลับไม่ได้เจ็บเลยสักนิด สามปีนี้สำหรับนาง สิ่งที่ทั้งสองกระทำนั้นเหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจ จนในที่สุดตอนนี้หัวใจนางก็ตายไปแล้ว
นางเฝ้ารอสองคนที่นางรักทำกิจจนเสร็จ รอจนกระทั่งสายฝนที่พัดกระหน่ำหลงเหลือเพียงแค่หยดน้ำบนหลังคา มือนางยกขึ้นไปรองรับน้ำฝนที่ตกลงมา แล้วน้ำตาของนางก็หยดลงบนแก้ม
ถึงเวลาแล้วที่นางควรจะรักตัวเองมิใช่คนอื่น ควรจะเลือกหนทาง ที่ถูกต้อง เมื่อคิดได้ก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แล้วก้าวเท้าผ่านหลังคาที่หลบฝน หยดฝนที่โปรยปรายเหลือเพียงน้อยนิดนั้น ตกลงมากระทบกับเรือนผม ที่ยาวจนถึงสะโพก ยามเท้าย่างกรายไปนั้นก็พัดเอนไปมาราวกับลิ่วลม ฝีเท้านางยามก้าวไปนั้นคล้ายกับต้นไผ่ที่ไม่อาจสู้แรงต้นหลิวที่มั่นคงได้
แต่ละก้าวเต็มไปด้วยบาดแผลในใจ ยามที่ได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมาจากในนั้นราวคมมีดกรีดลงลึกไป
“พวกท่านใจร้ายกับข้าเกินไปแล้ว”
นั่นน่ะหรือน้องสาวที่ข้ารัก นั่นนะหรือสามีที่รักภักดี เหยียบย่ำกันพอหรือยัง
ไป๋ชิงหยุดฝีเท้ายืนอยู่หน้าประตู หากแต่นางกลับไม่กล้าที่จะเคาะเรียกสองคนนั้นออกมาให้บาดตาบาดใจ แต่แล้วก็มีเสียงสนทนาดังออกมาจากด้านในราวกับว่าจงใจให้นางได้ยิน
“คุณชาย หากคุณหนูรู้เข้า คุณหนูจักต้องเสียใจแน่”
จางจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงขวยเขิน พลางออดอ้อนซบแผ่นอกลู่เฉินโดยไม่มีท่าทีที่จะเสียใจอย่างคำพูดสักนิด
ส่วนลู่เฉินนั้นก็หัวเราะในลำคอ “ชิงเอ๋อร์จะเสียใจเยี่ยงไรกันเล่า ในเมื่อต่อไปข้าย่อมต้องมาเยือนเรือนของนางทุกวันอยู่แล้ว ข้าได้กับเจ้า ก็ดีกว่านำอนุนอกเรือนเข้ามาเป็นไหนๆ”
จางจิ้งได้ยินแบบนั้นก็ผละออกจากอก แล้วกำหมัดตีแผ่นอกเบาๆ “คุณชายมิคิดจริงจังกับข้าใช่หรือไม่ เห็นข้าเป็นเพียงสาวใช้เท่านั้น”
มือหนาเขานั้นจับกุมมือจางจิ้งที่กำลังทุบตีอกเอาไว้ แล้วดึงนางมากอดเช่นเคย “ในใจข้าไม่ได้มองเจ้าเป็นเช่นนั้น แต่รอหน่อย ให้พ้นวันเกิดท่านแม่ก่อน ข้าจะขอเจ้าเป็นอนุคนที่สาม ไม่ให้เจ้าเป็นสาวใช้ตลอดไปแน่ แต่เจ้าต้องรับปากข้าว่าจะดูแลไป๋ชิงเช่นเดิม”
จางจิ้งได้ยินชื่อก็แค้นในใจ ตั้งแต่เล็กก็เติบโตมาพร้อมกับคุณหนูไป๋ชิง หากแต่ตนคือสาวใช้ ส่วนนางก็คือบุตรีของบัณฑิตสกุลเหว่ย อาจารย์ที่เป็นที่นับถือของเหล่าบัณฑิตในเมืองนี้
ตั้งแต่เล็กนางล้วนเห็นว่าคุณหนูดีกว่าตนทุกอย่าง คุณสมบัติของนางที่โดดเด่นเหนือบุรุษ อ่านหนังสือออกตั้งแต่สามขวบ สอบเทียบข้ามรุ่นได้ตั้งแต่เด็ก พิณ ขลุ่ย กลอน โคลงกวีก็ไม่แพ้ใคร ตลอดจนงานบ้าน เย็บปักถักร้อยก็โดดเด่นเสมอ
สำหรับจางจิ้งแล้ว คุณหนูเปรียบเหมือนเทพเซียนที่ลงมาจากสวรรค์ ส่วนนางเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ยืนอยู่บนดินมิอาจเทียบได้ หากแต่ตอนนี้นางทำสำเร็จแล้ว เมื่อนางมีสามีคนเดียวกับเทพเซียน องค์นั้น
เมื่อคิดได้นางก็ยืดคออีกหน่อย “ให้ข้าเป็นอนุแล้วยังต้องรับใช้นางอีก เช่นนั้นแล้วข้าจะนอนกับท่านเพื่ออันใด ท่านก็หาสาวใช้คนใหม่ มาแทนเถอะ” น้ำเสียงนางแง่งอน ปากนิดปากหน่อยยื่นออกมาราวกับนกแก้วนกขุนทอง
ลู่เฉินรู้สึกสนุกจึงก้มลงจูบริมฝีปากนั้นอย่างเอาใจ ทำให้เกิดเสียงหัวเราะขึ้นอีกครั้ง จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น
“ไม่จำเป็นต้องหาสาวใช้ให้ข้าใหม่หรอก”
สองคนที่อยู่ในห้องมองหน้ากันแล้วตกใจ จางจิ้งรีบผละออกจากอกของลู่เฉิน จากนั้นก็ควานหาเสื้อผ้ามาใส่ หากแต่เมื่อคิดว่าตอนนี้ นางเป็นใคร ก็พวกเราล้วนใช้สามีคนเดียวกัน แล้วนางจะกลัวไป๋ชิงไปทำไม เมื่อคิดได้ก็ยืนทั้งที่สวมชุดชั้นในชั้นเดียว มองลู่เฉินที่ลงจากเตียงเดินไปเอาผ้าคลุมมาให้นางอย่างเอาใจ
ยิ่งลู่เฉินทำแบบนี้นางก็ยิ่งได้ใจ จึงเชิดหน้าขึ้นแล้วเป็นฝ่ายไปเปิดประตูเอง
เอี๊ยด เสียงประตูเปิดออกพร้อมกับเสียง เพียะ!!
มือไป๋ชิงตบเข้าที่หน้าจางจิ้งเสียงดัง “คุณ...” หนู คำท้ายนั้น หยุดไปเมื่อคิดได้ว่าตัวเองเป็นใครแล้วตอนนี้ ก่อนลุกขึ้นแล้วหันกลับไปซบคุณชายลู่เฉิน “คุณชายเจ้าคะ ช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”
ท่าทางเช่นนั้นยิ่งทำให้นางรู้สึกเจ็บปวด นี่หรือคนที่เติบโตมาพร้อมกับนาง แล้วมองสามีที่หันมาตวาดใส่
“ฮูหยิน เจ้าอย่าลืมคำว่าสี่คุณธรรมของภรรยาเด็ดขาด กระทำการเช่นนี้ก็เท่ากับไม่ให้เกียรติข้า ประพฤติผิดต่อสามีไม่เท่ากับผิดข้อปฏิบัติ สี่คุณธรรม!!”
“ข้าไม่สนใจสี่คุณธรรมพวกนั้นแล้ว หากท่านเอาสี่คุณธรรมมาอ้าง แล้วท่านเล่า กระทำตัวเป็นสามีที่ดีหรือไม่”
“ไป๋ชิง เจ้าชักจะหาญกล้ามากไปแล้ว” เขาปลดมือของสาวใช้ออก จากนั้นก็เดินมายังหน้าภรรยาตน ยกมือขึ้นแล้วตบ
เพียะ! เสียงนั้นดังสะเทือนจนคนถูกตบล้มลงไปบนพื้น คนถูกกระทำยกมือขึ้นจับแก้มตัวเอง มองสีหน้าสามีที่กำลังแสดงอำนาจ หันมองสาวใช้ตนที่กำลังยิ้มเยาะสะใจ สองมือนางก็กำแน่น ในใจก็คิดว่า
‘สี่คุณธรรมห่าเหวอันใดเล่า ข้าไม่สนอะไรทั้งนั้น’
เกิดเป็นสตรีต้องเชื่อฟังบิดามารดาและสามี มีปากก็ปิดปาก มีเสียงก็ปิดเสียง ห้ามโต้เถียง ปรนนิบัติอย่าได้บ่น เป็นคำกล่าวอ้างที่ ไร้คุณธรรมสิ้นดี
ไป๋ชิงถูกสามีตบหน้าจนเลือดกบปาก ต้องยอมรับสาวใช้ตนเป็นอนุอีกคน ตอนนี้มีเสียงหัวเราะยินดีที่เรือนฝั่งตรงข้าม ส่วนอีกฟากหนึ่ง อนุสองคนก็กำลังร้องไห้ไม่แพ้นาง
นี่คือคำว่าคุณธรรมทั้งสี่ใช่หรือไม่ นางควรจำใส่ใจและทำ หรือควรจะฉีกกฎนี้ ไป๋ชิงทอดมองตัวเองในคันฉ่อง ใบหน้าที่งดงามแดงช้ำเขียวเห็นนิ้วทั้งห้าอย่างชัดเจน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางถูกกระทำ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำให้นาง เจ็บช้ำน้ำใจ สามปีมานี้นางอยู่เหมือนไร้ตัวตน เป็นเพียงฮูหยินแค่ในนาม คอยพัดวีให้สามีทุกยาม ด้วยเพราะพยายามที่จะยึดคำว่าคุณธรรมทั้งสี่
แล้วอย่างไรเล่า นางได้อะไรตอบแทนกลับมา ตั้งท้องก็ต้องเสียบุตรไปตั้งแต่สามเดือน ยามนอนป่วยซมใกล้ตายเขาแต่งอนุเข้ามาแทนอย่างเลือดเย็น ความเจ็บปวดสามปีนี้เพียงพอหรือยัง เพียงพอแล้วสำหรับคำว่าคุณธรรมไหม
สองมือนางกำแน่น หันไปหยิบปิ่นขึ้นมา มองปลายแหลมของปิ่นที่เหมือนเป็นดั่งมีดที่กรีดหัวใจนางทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อก่อนนางเคยถามว่าตัวเองคู่ควรกับเขาหรือไม่ มาบัดนี้นางควรถามว่าเขาคู่ควรกับนางหรือเปล่า
และคำตอบของนางก็บอกว่า “ไม่” นางควรรักตัวเองได้ เมื่อคิดได้ก็ลุกขึ้นเดินไปยังหีบใบใหญ่ที่อยู่ใกล้กับตู้เสื้อผ้า เปิดมันขึ้นมาก็มองเห็นกระดาษสำคัญหนึ่งใบ
ใบสมรสที่นางได้มานั้น เหมือนเป็นกระดาษเปล่าที่กลายเป็นเปลวไฟที่เผาร่างนางให้ตายจนไม่อาจฟื้นคืนได้อีก
หย่าแล้วอย่างไร บิดามารดาขายขี้หน้า
หย่าแล้วอย่างไร กลายเป็นหญิงหม้ายให้คนนินทา
หย่าแล้วอย่างไร นางกลายเป็นหญิงไร้คุณธรรมสี่ประการ
คำว่าหย่ามิใช่เรื่องดี หากก็มิใช่เรื่องที่แย่แต่อย่างใด นางมีบิดา ที่รักมั่น ยังจดจำคำกล่าวของบิดาได้ดี
“หากอยู่มิได้ก็จงกลับมาสกุลเหว่ยของเรา อย่าได้ทนอยู่ให้เขาเหยียดหยามน้ำใจ”
ท่านพ่อคงทราบตั้งแต่แรกแล้วว่าเรื่องทุกอย่างจะลงเอยเช่นนี้ เป็นบุตรีก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป หากเมื่อใดออกจากสกุลแล้วก็ยากที่จะหวนกลับ แต่บิดานางกลับต้อนรับเสมอ
สามปีแล้วที่นางเข้ามาอยู่สกุลลู่ หากกลับพบแต่ความเจ็บช้ำน้ำใจไม่เว้นแต่ละวัน หากวันนั้นนางเชื่อฟังคำบิดา ตอนนี้ก็คงไม่เป็นเช่นนี้
นางขำขันกับความรักที่ไร้ตาของนางจนหัวเราะออกมา เพียงลู่เฉินทำดีกับนางเพียงไม่กี่ครั้ง นางก็รักปักใจมิรู้ลืม ยามลู่ฮูหยินมาทาบทาม สู่ขอ นางก็รีบตกปากรับคำโดยไม่ลังเล
แต่แล้วอย่างไร นางก็เป็นแค่ตัวประกันหนี้ของครอบครัวสกุลลู่เท่านั้น เขาแต่งนางมาเพื่อเชิดหน้าชูตาให้กับร้านค้าสกุลลู่ นางที่เป็นบุตรีของบัณฑิตสามารถสร้างความเชื่อถือให้สกุลลู่ได้มากมาย
หากเมื่อแต่งเข้ามาแล้ว แม้แต่สาวใช้ในจวนยังใช้ชีวิตดีกว่านางด้วยซ้ำ!!
แต่นางจะเดินออกจากสกุลลู่ไปในฐานะหญิงหม้ายให้ถูกคนนินทาว่าขาดคุณธรรมสี่ประการได้เยี่ยงไร ตอนแต่งนั้นแสนง่ายดาย แต่ตอนที่จะหย่านั้นยากกว่าเป็นไหนๆ
ไป๋ชิงมองกระดาษใบนั้น จากนั้นก็วางใส่ในหีบดังเดิม เมื่อหีบปิดลงก็มีเสียงประตูดังขึ้น “ฮูหยินน้อย ฮูหยินใหญ่เรียกพบ”
ไป๋ชิงหันมองประตู ถึงกับให้แม่นมหลิวมาเรียกตัวนาง ก็แสดงว่าเรื่องที่นางอาละวาดคงถึงหูลู่ฮูหยินแล้ว นางหลับตาเพื่อเตรียมตัวรับกับ สิ่งที่เกิดขึ้น
นางขยับหันมองกระจกอีกรอบ ทุกครั้งที่ทะเลาะกันจนนางบาดเจ็บ นางจะพยายามปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ครั้งนี้นางกลับเลือกที่จะเปิดเผย ดังนั้นเมื่อประตูเปิดออกมา แม่นมหลิวจึงได้เห็นใบหน้าที่เขียวช้ำชัดเจน จนดวงตาเหี่ยวย่นนั้นเบิกกว้างอย่างระงับความตกใจไม่ไหว
“ชะ เชิญฮูหยินเจ้าค่ะ” จากนั้นนางก็ออกเดินนำไปยังเรือนทิศบูรพา
เรือนทิศบูรพาเป็นเรือนที่สงบร่มเย็นที่สุดในจวน ทั้งสองเดินผ่านสะพานโค้งไปยังเรือนหลังใหญ่ ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว เหลือเพียงแค่ ความเปียกชื้นจากพื้นหญ้าที่บอกว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น
เมื่อนางเดินไปถึงหน้าประตู แม่นมหลิวก็พูดกับคนด้านใน
“ฮูหยินน้อยมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
ด้านในเงียบอยู่นาน จนสุดท้ายแล้วก็มีเสียงไอออกมาสองครั้ง “เข้ามา” เสียงแหบพร่านั้นทำให้นางต้องก้มหน้าลงต่ำอีกหน่อย
เมื่อเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าลู่ฮูหยิน อีกฝ่ายก็ขยับตัวอย่างเกียจคร้าน สีหน้าแววตานั้นดูเหมือนรำคาญเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้
“เจ้าจักให้ข้าอยู่สบายสักวันไม่ได้เชียวหรือ เหตุใดต้องหาเรื่อง ให้ข้าไม่สบายใจด้วย มิเห็นหรือว่าข้าไม่สบายอยู่”
แค่ประโยคแรกก็ตำหนินางแล้ว ไป๋ชิงยังคงก้มหน้าอยู่ และไม่ตอบแต่อย่างใด จนกระทั่งคนที่นอนอยู่บนแท่นนั้นขยับนั่งตัวตรง แล้วรับน้ำชาจากแม่นมหลิวมาดื่ม
เสียงถ้วยชากับฝาถ้วยกระทบกันเสียงดังกว่าปกติ ก่อนจะส่งให้แม่นมหลิวรับไป มืออวบอ้วนนั้นขยับขึ้นบีบขมับตัวเองราวกับว่าไม่อยากรับฟังเรื่องวุ่นวายในวันนี้
“แค่สาวใช้คนเดียวเจ้าก็อย่าใจแคบนักเลย อย่างที่บุตรข้าบอก ถึงยังไงก็ดีกว่าเขาแต่งอนุจากนอกเรือนเข้ามา”
แค่สาวใช้คนเดียวอย่างนั้นหรือ ที่ผ่านมาสาวใช้ในเรือนที่เป็นสาวล้วนเป็นของเขาหมดแล้วทั้งสิ้น เหลือเพียงจางจิ้งคนเดียวเขาก็ไม่เว้น แบบนี้แล้วจะเรียกสาวใช้คนเดียวได้ยังไง
มือที่ประสานอยู่ตรงด้านหน้าบีบแน่นอย่างเจ็บช้ำใจ จากที่ก้มหน้าอยู่ไป๋ชิงก็เงยหน้าขึ้นเผชิญหน้ากับลู่ฮูหยิน จนกระทั่งอีกฝ่ายเห็นใบหน้าของนาง ดวงตาเหี่ยวย่นนั้นก็ขยับเคลื่อนไหวตกใจเล็กน้อย ลู่ฮูหยิน ขยับกระแอมในลำคอ
“หน้าตาเช่นนี้ไม่งาม เจ้าก็อยู่ในห้องตัวเองจนกว่าจะหายแล้วกัน แม่นมหลิวไปหยิบยาแก้ช้ำในกล่องยาข้ามามอบให้นาง” ประโยคเหมือนห่วงใยนาง แต่ที่จริงแล้วกลัวนางจะทำให้บุตรชายถูกนินทาว่า ทุบตีฮูหยิน ของตน แล้วจะทำให้มีผลต่อชื่อเสียงสกุลลู่อีก
สรุปแล้วพวกเขาก็ล้วนห่วงแต่ประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น มือนางบีบแน่นจนใกล้จะมีเลือดออกมา “ข้าอยากหย่า” ในที่สุดนางก็กล้าพูดคำนี้
หากแต่ดวงตาเหี่ยวย่นนั้นกลับเบิกกว้างขึ้น แล้วใช้มือทุบตั่งที่นั่งเสียงดังราวกับว่าลืมไปว่าตัวเองป่วยอยู่ “เหลวไหล แค่เรื่องทะเลาะธรรมดาเจ้าจะทำเป็นเรื่องใหญ่ไปทำไม” เมื่อเห็นว่าตัวเองเสียงดังเกินไปแล้ว ลู่ฮูหยินก็พยายามระงับลมหายใจของตัวเอง จากนั้นก็พูดต่อ
“กลับไปสำนึกที่เรือนของตน หากข้าไม่อนุญาตก็ห้ามออกจากห้องเด็ดขาด!!”
พูดกับลู่ฮูหยินก็เหมือนสาดน้ำลงบนพื้นที่หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นแต่อย่างใด เปล่าประโยชน์ที่จะคุยกับคนพวกนี้จริงๆ นางต้องหาวิธีหย่าให้ได้
ร้านค้าสกุลลู่มีชื่อเสียงด้านการค้ามาช้านาน ตั้งแต่สมัยลู่จินจงบิดาของลู่เฉินยังมีชีวิตอยู่ ถือว่าเป็นร้านค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองเฟิงหง เมืองชายแดนที่เป็นรอยต่อของสามแคว้น
ฐานะสกุลลู่ร่ำรวยชนิดที่ว่าใช้สิบชาติก็ไม่หมด แต่ความร่ำรวยอยู่ได้ไม่นาน เมื่อผู้นำของสกุลลู่เสียชีวิตจากโจรป่าเมื่อสี่ปีก่อน เมื่อหัวเรือใหญ่อับปางลง พวกเรือเล็กต่างแตกแถวแย่งชิงกอบโกยจนเงินของสกุลลู่ เหลือเพียงพอประทังชีวิตได้เพียงสามเดือนเท่านั้น
ระหว่างนั้นลู่ฮูหยินพยายามประคับประคองให้สกุลลู่ยิ่งใหญ่ดังเดิม นางพยายามดิ้นรนหาคนไปทั่ว จนกระทั่งต่อมานางได้ลูกค้า ชั้นยอดจากการแนะนำของบิดาไป๋ชิง
ซึ่งลู่ฮูหยินรู้จักกับบิดาไป๋ชิงได้ยังไงนั้น ก็ต้องเล่าถึงลู่เฉินที่เป็นศิษย์ของบิดานาง เล่าเรียนวิชากับบิดานางมาถึงสามปี ตลอดระยะเวลาสามปีนั้นนางเป็นดั่งดอกบัวแรกแย้มที่ไม่ประสีประสาแต่อย่างใด เห็นลู่เฉินในอาภรณ์สีขาวท่าทางสุภาพราวกับคุณชายผู้โอบอ้อมอารี จึงปักใจรักตั้งแต่บัดนั้น
ยามน้ำต้มผักว่าหวานนั้น ไม่ว่าเขากล่าวเช่นไรนางก็ล้วนเชื่อฟังทั้งหมด เขาบอกว่าบิดานางเป็นหนี้สกุลลู่ หากนางแต่งกับเขาจะยกหนี้ทั้งหมดให้ เขาบอกว่าเขารักนางจากใจจริง หวังช่วยให้บิดานางไม่ต้องขายสำนักเรียนแห่งนี้ไป บิดานางก็ยังคงได้เป็นอาจารย์ที่เขานับถืออยู่
ด้วยความรักบังตาเลยทำให้นางหันไปรบเร้าให้บิดาตอบตกลง ที่จะแต่งกับลู่เฉิน ไม่ยอมรับฟังความจริงที่บิดาบอกว่าสกุลเหว่ยของเรามิได้เป็นหนี้แต่อย่างใด แต่สกุลลู่ต่างหากที่เป็นหนี้เรา
นางคิดแค่ว่าครอบครัวเรานั้นขาดมารดา มีบิดาที่เป็นบัณฑิตยากจน ทุกอย่างล้วนต้องประหยัดจะกลายเป็นเจ้าหนี้ได้เช่นไร สุดท้ายแล้วนางก็เลือกไม่เชื่อ รบเร้าจะแต่งกับลู่เฉินให้ได้
สุดท้ายแล้วเป็นยังไง นางเค้นเสียงหัวเราะกับความดื้อรั้นของตัวเองที่นำพามาพบเจอกับชีวิตที่เจ็บปวดไม่เว้นแต่ละวัน และพบว่า สกุลเหว่ยเป็นเจ้าหนี้ใหญ่ของสกุลลู่จริงๆ
แต่ความรักที่นางมีตอนนั้นมันบังตา เมื่อเข้ามาได้ไม่นานเงินสินสมรสของนางก็ถูกลู่ฮูหยินหยิบยืมไปทำทุนเพิ่ม สร้างกำไรให้กับสกุลลู่โดยที่นางไม่ได้กลับมาสักตำลึง
เงินที่ลู่ฮูหยินที่ยืมบิดานางก็เช่นกัน สามปีมานี้แม้แต่สักแดง ก็ไม่เคยตกถึงมือบิดานาง นางกลายเป็นตัวประกันชั้นยอดที่พวกเขาเก็บเอาไว้เพื่อประกันสกุลลู่มิให้ตกต่ำ
ไป๋ชิงหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า นางควรจะทำอะไรสักอย่างก่อนที่นางจะตาย แล้วพวกเขาเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองของสกุลนาง
นางลืมตาอีกครั้งเมื่อนึกอะไรได้ รีบลุกขึ้นไปเปิดหีบไม้ที่เคยเปิดตอนก่อนไปพบลู่ฮูหยิน ไป๋ชิงไม่ได้สนใจใบหย่าสักนิด แต่กลับหยิบหนังสือจำนวนมากที่อยู่ในหีบด้านล่างขึ้นมาวางบนโต๊ะจากนั้นก็เริ่มเปิดอ่าน
ตั้งแต่เข้าสกุลลู่มา นางก็พบว่าลู่เฉินที่นางมองว่าเป็นคุณชาย เจ้าสำอางนั้น แท้จริงแล้วเขาคือจิ้งจอกในร่างเทพบุตร งานกิจการร้านสกุลลู่เขามิเคยเหลียวแลใส่ใจ ลู่ฮูหยินสั่งให้เขาจัดการบัญชีร้านเขาก็โยนมาให้นางจัดการแทน เพราะนางชำนาญเรื่องตัวเลขกว่าเขา
สามปีที่ผ่านมาสกุลลู่พลิกจากการขาดทุนมากำไรก็เพราะฝีมือนางทั้งสิ้น พอได้กำไรลู่ฮูหยินก็จ้างนักบัญชี ‘ห่าวอู๋’ ที่ไว้ใจได้มาแทนที่นาง สามเดือนแล้วที่นางไม่ได้แตะต้องบัญชีพวกนั้น
แต่สมุดบัญชีเก่าพวกนี้ล้วนบอกได้ว่าตอนนี้เงินสกุลลู่อยู่ตรงไหนบ้าง ในเมื่อพวกเขาเอาเงินของสกุลเหว่ยไป นางจะเก็บกลับมาทั้งต้นและดอก จะทำให้สกุลลู่มิได้ลืมตาอ้าปากอีก
หากตอนนี้นางต้องออกจากห้องนี้ให้ได้ก่อน จะทำเช่นไรเมื่อครั้งนี้นางเผลอทำให้ลู่เฉินเคืองนางจนไม่แม้แต่จะมาหานาง เสียงฝนด้านนอกตกลงมาอีกแล้ว นางทำได้เพียงแค่เงยหน้ามองฝนที่ตกอยู่นอกหน้าต่าง
นึกถึงสินค้าที่กำลังจะส่งเข้ามาสกุลลู่ ข้าวสารพวกนั้นในตอนนี้ คงลำบากมิใช่น้อย ถ้าเช่นนั้นแล้วก็มิต้องทำสิ่งใด แค่รอเวลาเท่านั้นพอ
นางหยิบสมุดบัญชีเก่าพวกนั้นขึ้นมาอ่านทีละนิดเพื่อฆ่าเวลา อันว่าเจ้าของกิจการว่ารู้มากแล้ว นักบัญชีย่อมรู้มากกว่า เมื่อหลายวันก่อนได้ยินลู่ฮูหยินบ่นว่าปีนี้ผลผลิตไม่ดีส่งออกไม่ได้ ดูท่าแล้วจะขาดทุนกว่าทุกปี มิรู้ว่าต้องหาทุนไหนมาเพิ่มอีก
แต่นางจำได้ว่าตอนที่นางทำบัญชีครั้งสุดท้ายนั้น ยังมีเงินทุนสำรองก้อนใหญ่ที่ฝากเอาไว้ที่สำนักคุ้มภัยสกุลจางอยู่ เหตุใดลู่ฮูหยินถึงมิได้กล่าวถึงเงินจำนวนนั้นเลย จะต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเรื่องนี้แน่
สิ่งแรกที่นางต้องทำก็คือ ออกจากห้องนี้ให้ได้เสียก่อน เมื่อคิดได้แล้วก็มองไปยังประตูด้านนอกที่มีคนของลู่ฮูหยินยืนเฝ้าอยู่ นางขยับมองซ้ายขวาก็หันไปหยิบประคำขึ้นมา จากนั้นก็คุกเข่าแล้วเริ่มสวดมนต์
เสียงสวดมนต์นั้นด้านนอกได้ยินชัดเจน นางสวดตั้งแต่เช้าจรดเย็น แต่ดวงตานั้นกลับอ่านทบทวนสมุดบัญชีนั้นไปมาหลายรอบ จนสรุปได้ว่า นักบัญชีคนใหม่ที่ลู่ฮูหยินจ้างมาใหม่นั้น ยักยอกเงินทั้งหมดแน่นอน
แต่นางต้องหาหลักฐานเพิ่มถึงจะสามารถจับ ‘ห่าวอู๋’ นักบัญชี คนนั้นให้ได้ สิ้นเสียงสวดมนต์เสียงด้านนอกก็ดังขึ้น นางไม่ได้ออกจากห้องเรื่องก็มาถึงนางจนได้ สตรีด้านนอกนั้นเคาะประตูแล้วส่งเสียงเรียก
“พี่หญิง ท่านจะเอาแต่สวดมนต์ไม่รับรู้สิ่งใดอีกแล้วใช่ไหม เหตุใดถึงไม่ออกมาจัดการสาวใช้ตัวดีนั้น ท่านรู้หรือไม่ ว่ามันไม่ยอมให้คุณชายมาหาพวกเราเลย พอพวกเราไปหา มันก็สั่งให้ไล่พวกเราออกมา พอคุณชายอยู่กับพวกเรา มันก็พยายามหาทางแย่งชิงคุณชายไปอีก แบบนี้แล้ว ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนกัน”
ไป๋ชิงหลับตาลง ในใจก็เค้นเสียงหัวเราะ ยุติธรรมงั้นเหรอ หากสิ่งที่อนุนางนั้นพูดดูน่าเวทนา ตัวนางที่เจอมาก่อนไม่เรียกว่าน่าเวทนากว่า หรอกหรือ ให้พวกนั้นได้รับรู้ความเจ็บปวดที่นางได้รับมาตลอดสามปีนี้เถอะ
มุมปากนางแย้มยิ้ม หากแสร้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้า “ข้าถูกกักบริเวณเช่นนี้จะช่วยน้องหญิงได้เช่นไร ลองไปขอร้องท่านแม่ดูสิ ท่านเป็นดั่งพระโพธิสัตว์ ท่านพร้อมจะนำพาความยุติธรรมมาให้พวกเจ้าได้แน่”
สิ้นคำนั้น ก็ได้เสียงทั้งสองปรึกษากัน ก่อนจะลงความเห็นว่าไปหาลู่ฮูหยินดีกว่า ในใจนางตอนนี้นึกสมน้ำหน้า “อย่าหายเลยอาการป่วยน่ะ เชิญท่านปวดหัวไปก่อน”
นางถูกกักบริเวณอยู่ในห้องถึงสามวัน คงเพราะนางส่งอนุเฟินเยว่และอนุหนิงเหอไปช่วยให้ลู่ฮูหยินสบายใจขึ้น อีกฝ่ายเลยรีบปล่อยนางออกมาเพื่อมาจัดการเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น
‘เร็วกว่าที่คิด’ แต่ก็ไม่ได้ทำให้การตรวจบัญชีย้อนหลังของนางผิดพลาดแต่ประการใด วันนี้นางลุกขึ้นแต่งตัวเอง เลือกอาภรณ์สีชมพูอ่อนต่างจากทุกคราวที่ทำตัวเหมือนคนใกล้ตายยามที่เขาพาอนุเข้ามา
วันนี้นางเลือกแต่งตัวสวยงาม สีชาดปากก็เลือกสีแดงอ่อนๆ ขับกับเสื้อที่สวมใส่ หยิบผ้าสีขาวบางขึ้นมาปกปิดใบหน้าตั้งแต่จมูกถึงปาก จากนั้นก็เดินออกจากห้องนอนของตัวเอง เมื่อออกจากห้องก็เจอกับแม่นมหลิวที่มาดูนางเพื่อไปรายงานให้ฮูหยินใหญ่รับทราบ
พอเห็นสีหน้านางแจ่มใสไม่ได้อมทุกข์ก็เลยมีสีหน้าประหลาดใจอยู่หลายส่วน แต่ก็ไม่ได้แปลกใจมาก เพียงแค่คิดจะกล่าวลา หากไป๋ชิงกลับเรียกเอาไว้
“แม่นมหลิว ช่วยกลับไปรายงานท่านแม่ด้วยว่า ข้าอยากเลือก สาวใช้คนใหม่”
คำว่าสาวใช้คนใหม่ทำให้แม่นมหลิวค่อนข้างแปลกใจ
“ท่านคงทราบว่าข้าเป็นถึงฮูหยินน้อยเป็นสะใภ้ของสกุลลู่ หากไปไหนมาไหน แต่มิมีบ่าวติดตัวคงเป็นขี้ปากชาวบ้านแน่”
ในใจแม่นมหลิวคิดว่าคราวนี้ไป๋ชิงมาไม้ไหนกันแน่ แต่เมื่อสังเกตในแววตานั้นแล้วก็ไม่พบว่ามีอะไรแอบแฝง
“เรื่องเลือกสาวใช้นั้น ลู่ฮูหยินก็คิดไว้แล้ว จึงเลือกสาวใช้จำนวนหนึ่งมาให้ท่าน วันมะรืนข้าจะพามาให้ท่านเลือกด้วยตัวเอง”
“ลำบากแม่นมหลิวแล้ว แต่คราวนี้ข้าอยากไปเลือกด้วยตัวเอง ที่ร้านค้าทาสนอกเมือง”
คำว่าเลือกเองทำให้แม่นมหลิวค่อนข้างแปลกใจ “ถ้าเช่นนั้นแล้ว ฮูหยินน้อยคงต้องไปรายงานเรื่องนี้กับลู่ฮูหยินเองเจ้าค่ะ บ่าวคงมิกล้ารายงานเอง”
แน่นอน นางต้องการให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เพราะนางจะถือโอกาสนี้ออกนอกเรือนไปยังร้านค้าสกุลลู่ด้วย “ถ้าเช่นนั้นรบกวนแม่นมหลิวนำทาง”
ไป๋ชิงทอดมองแผ่นหลังคู้ต่ำไปตามอายุตรงหน้า หากเทียบอำนาจในเรือนแล้ว นอกจากลู่ฮูหยินจะเป็นใหญ่ ก็คงมีแม่นมหลิวนี่แหละที่มีอำนาจสั่งการในเรือน เรื่องทุกอย่างไม่ว่าเล็กใหญ่ก็ล้วนต้องผ่านตานาง ฉะนั้นไม่แปลกใจอันใดเลยเมื่อเรื่องที่ไป๋ชิงเข้าไปขัดขวางความสุขของ สาวใช้ตนกับลู่เฉินจะรู้ถึงลู่ฮูหยิน
นางเดินตามจนถึงเรือนทิศบูรพา เดินผ่านสะพานโค้งเพื่อไปยังเรือนที่ใหญ่ที่สุดในเรือน ตอนที่นางไปถึงนั้นลู่ฮูหยินกำลังนั่งรับลมที่ศาลาริมน้ำ ในมือมีอาหารปลาอยู่
“ลูกคารวะท่านแม่” ลู่ฮูหยินไม่ตอบรับ และไม่แม้แต่จะหันมอง คงเคืองเรื่องที่นางแนะนำอนุทั้งสองมาปรึกษาเมื่อสองวันก่อน
ในเมื่ออีกฝ่ายไม่พูดนางก็ไม่มีสิทธิพูดก่อน นางต้องยืนรออีกฝ่ายถามไถ่อยู่ถึงหนึ่งก้านธูป เป็นการรอเพื่อทดสอบความอดทนของนาง หากนางทนไม่ได้แล้วกล่าววาจาออกไป ลู่ฮูหยินอาจจะสั่งให้นางกลับไปสำนึกตนอีกหลายวันแน่ และเพราะรู้ผลของมัน นางจึงทำได้เพียงแค่ปิดปากนิ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าเหมือนสำนึกผิด
ในใจก็ได้แต่ภาวนาว่าวันนี้จะมีแขกมาเยือนเรือน เสียงอาหาร ตกลงบนน้ำเพื่อเป็นอาหารให้ปลาแม้จะเบา แต่ก็ได้ยินกันทั่ว เพราะตอนนี้ในเรือนเงียบราวกับไม่มีคนอยู่
ดังนั้นเมื่อมีเสียงฝีเท้าวิ่งมารบกวนความเงียบสงบนี้ ลู่ฮูหยินก็หันไปมองแล้วต่อว่า “ใครมารบกวนเวลาของข้า” คิ้วย่นสีดำแซมขาวนั้นขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ จนเมื่อหันมามองนางก็ยิ่งขัดใจไปอีก จากนั้นก็มีคนที่รบกวนเดินเข้ามาแล้วคุกเข่ารายงาน
“เกิดเรื่องใหญ่ที่ร้านค้าสกุลลู่แล้วขอรับ”
ลู่ฮูหยินหันไปทำสีหน้าเอือมระอากว่าเดิม “มีเรื่องอันใดกัน ถึงกับมารบกวนเวลาพักผ่อนของข้า หากเจ้าพูดแล้วข้าเห็นว่าไม่สำคัญข้าจะให้เด็กๆ เฆี่ยนหลังเจ้าแทน”
ไป๋ชิงมองจากการแต่งตัวของคนรายงานก็พบว่าเป็นคนของร้านค้าสกุลลู่ ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะชื่อ ‘เจินสือ’ สีหน้าอีกฝ่ายดูร้อนใจเหมือนมีเรื่องด่วนรายงาน แม้ได้รับอนุญาตแล้ว แต่พอได้ยินคำขู่อีกฝ่ายก็พูด ไม่ออก
“คือ คือ ตอนนี้เกิดปัญหาเรื่องข้าวสารที่นำมาเมืองเว่ยเกิดเปียกชื้นระหว่างเดินทาง เลยทำให้สินค้าเสียหายเกือบทั้งหมด ตอนนี้ร้านค้าปลีกต่างๆ ตลอดจนลูกค้าที่สั่งไว้ล่วงหน้ากำลังมาทวงถามข้าวสารที่เกิดปัญหา ต่างบอกว่าหากไม่มีของ ก็จงคืนเงินที่จ่ายไปด้วย”
คำว่าคืนเงินนั้นทำให้ลู่ฮูหยินเบิกตากว้างตกใจกว่าเดิม คราวนี้คงเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ วันก่อนห่าวอู๋บอกว่าบัญชีเดือนนี้ขาดทุนหนัก แล้วนางจะหามาเพิ่มได้เช่นไร
เรื่องบัญชีเป็นเรื่องที่ปวดหัวมากจริงๆ “เรื่องนี้ก็ให้ลูกชายข้าจัดการไปสิ มารายงานข้าทำไม”
สีหน้าคนรายงานดูเครียดกว่าเดิมเมื่อกล่าวถึงลู่เฉินบุตรชายคนดีของลู่ฮูหยิน “เอ่อ คุณชาย คุณชายตอนนี้อยู่ที่หอเหมยฮวาขอรับ บ่าวส่งคนไปเรียกให้คุณชายมาดูแล้ว แต่คุณชายบอกว่าให้มารายงานลู่ฮูหยินแทน”
ไป๋ชิงที่นิ่งเงียบก็ยังมิเอ่ยสิ่งใดออกมา ในเวลานั้นไม่ได้รู้สึกอะไรแล้ว เป็นแบบนี้ทุกรอบยามที่เขารับอนุคนใหม่ เมื่ออนุคนอื่นอาละวาด เขาก็จะออกจากเรือนไปขลุกอยู่ที่หอเหมยฮวาหลายวัน จนกระทั่งเรือนสงบพวกอนุเลิกตีกันเขาจึงจะกลับมา แล้วทำเหมือนว่าตัวเองไม่ได้ก่อปัญหาอันใดทั้งสิ้น
สีหน้าลู่ฮูหยินดูจะปวดหัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น แถมบุตรชายก็ไม่เอาไหน ใช้อะไรก็ไม่เคยได้ นางทำสีหน้าเหมือนรำคาญใจก่อนจะหันมองคนที่ก้มหน้าอยู่ “เจ้ามิคิดรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำสักนิดเลยหรืออย่างไร ถ้ายังอยากให้จวนนี้สงบ ก็ไปตามเขาไปทำงานเดี๋ยวนี้”
ไป๋ชิงที่ก้มหน้ามาตลอดเงยหน้าขึ้น ทำสีหน้าเหมือนไม่อยากไป “แต่ข้ามาเพื่อขอท่านแม่เลือกสาวใช้คนใหม่”
น้ำเสียงลู่ฮูหยินขัดขึ้นเพื่อตัดรำคาญ “สาวใช้จะสำคัญกว่าสามีได้ยังไง ไปตามเขามาจัดการร้านค้าสกุลลู่”
“หากเขาไม่ยอมล่ะเจ้าคะ”
“เจ้าก็เข้าไปดูหน่อยว่ามีอะไรติดขัดหรือไม่” ลู่ฮูหยินยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองอีกรอบ มองไป๋ชิงที่เหมือนไม่ยอมทำตามก็เลยพูดเพื่อให้เรื่องผ่านๆ “ส่วนสาวใช้ เจ้าอยากได้แบบไหนก็ไปเลือกเอา”
ลู่ฮูหยินหยิบถุงเงินส่งให้ ไป๋ชิงรีบเข้าไปขอบคุณ ก่อนจะขอตัวตามเจินสือออกจากจวน เมื่อก้าวเท้าออกจากประตูก็พบกับรถม้าของร้านสกุลลู่ที่จอดรออยู่
เจินสือรีบหยิบบันไดมารองให้นางเพื่อขึ้นไปนั่งด้านบน นี่เป็น ครั้งแรกที่นางได้ออกจากจวนเพียงลำพัง
“ก่อนถึงหอเหมยฮวาระหว่างทางต้องผ่านสำนักคุ้มภัยสกุลจาง ท่านช่วยแวะสักประเดี๋ยวได้หรือไม่”
เจินสือมีท่าทีแปลกใจ ไป๋ชิงก็รีบบอก “พอดีลู่ฮูหยินมีจดหมายฝากไปถึงสำนักคุ้มภัยถึงการออกเดินทางครั้งหน้า”
แน่นอนนางไม่ได้ไปส่งจดหมายแต่อย่างใด แต่ต้องการตรวจสอบว่าเงินเก็บส่วนหนึ่งนั้นยังคงอยู่ที่สำนักคุ้มภัยหรือไม่ เจินสือถึงเป็นคนงานในร้าน แต่ก็ไม่รู้เรื่องอันใดมาก นายว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น จึงพยักหน้าแล้วขึ้นไปนั่งด้านนอก สั่งให้คนขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังถนนหลักของเมือง ผ่านศาลเจ้าไปไม่นานก็ถึงสำนักคุ้มภัยสกุลจาง
รถม้าจอดเทียบหน้าสำนักคุ้มภัย เจินสือรีบดึงเชือกผูกเอาไว้กับไม้ที่ไว้ผูกม้า กำลังจะเดินตามไป๋ชิงเข้าไปด้านใน หญิงสาวก็รีบบอก
“ข้าไปส่งจดหมายไม่นาน เจ้ามิต้องตามไปหรอก” พูดจบก็รีบก้าวเท้าเข้าไปด้านในโดยไม่รอให้อีกฝ่ายรับคำ
สำนักคุ้มภัยนั้นเป็นจวนขนาดใหญ่ ด้านในแยกออกเป็นเรือน แปดหลัง ตรงลานกลางเรือนนั้นมีอาวุธจำนวนมาก พร้อมกับคนจำนวนหนึ่งที่กำลังฝึกอาวุธอยู่
“คุณหนูเหว่ย”
เสียงเรียกนั้นทำให้นางตกใจก่อนจะหันมองไปทางปีกซ้าย ก็พบบุรุษชุดขาวเพียงหนึ่งเดียว หญิงสาวเห็นชายผู้นั้นก็เรียกชื่อกลับ “พี่หยวน”
จื่อหยวนที่อยู่ศาลาริมน้ำรีบลุกขึ้น จากนั้นก็ก้าวเท้ามาหานาง
“เจ้ามาได้เช่นไร”
“ข้าควรถามพี่มากกว่าว่ามาอยู่ที่สำนักคุ้มภัยได้เช่นไร”
จื่อหยวนมองคนที่ไม่ยอมตอบคำถาม เห็นว่าคงคุยกันยาวหากยังเล่นลิ้นต่อไป “พี่มาทำบัญชีให้กับสำนักคุ้มภัย ตอนนี้เจ้าบอกได้หรือยังว่ามาทำไม”
ไป๋ชิงมองคนตรงหน้า จื่อหยวนนั้นเป็นลูกศิษย์รุ่นเดียวกับลู่เฉิน แต่ลู่เฉินเรียนได้ระดับสามก็ออกมารับช่วงกิจการต่อ เหลือแค่พี่จื่อหยวน ที่ยังจะศึกษากับท่านพ่ออยู่
ด้วยฐานะบ้านที่ยากจน และมีเพียงมารดาเป็นผู้หาเงินคนเดียว พี่จื่อหยวนจึงต้องทำงานเพิ่มเพื่อนำเงินนั้นไปจ่ายค่าเรียนที่แม้ว่าท่านพ่อจะไม่รับแล้วก็ตาม แต่อีกฝ่ายก็หาวิธีใช้จนได้
“ลำบากพี่แล้ว”
“มิลำบากเลยถือว่าได้สะสมประสบการณ์ด้วย อีกอย่างหนึ่ง อีกสามเดือนพี่ก็ต้องออกเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว”
สีหน้าไป๋ชิงมีท่าทีแปลกใจ ก่อนจะนึกได้ว่าปีนี้จะมีการคัดเลือกจอหงวนคนใหม่ “พี่จะต้องทำได้”
“ไม่แน่หรอกคุณหนูเหว่ย ปีนี้พี่ไม่กล้าหวัง กลัวจะผิดหวังเหมือน สี่ปีที่ผ่านมา”
จริงสิ พี่จื่อหยวนเคยไปสอบรอบหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนั้นแม้จะสอบผ่านตัวอำเภอ แต่ก็ไม่ผ่านเข้ารอบร้อยคนสุดท้ายที่จะไปสอบที่เมืองหลวง
“ปีนี้พี่ต้องทำได้”
สีหน้าแววตานางให้กำลังใจอีกฝ่าย หากจื่อหยวนกลับจับแววตาเศร้านั้นได้
“มีเรื่องอันใดอีกหรือไม่ แล้วเหตุใดต้องปิดหน้า”
ไป๋ชิงขยับถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “เมื่อหลายวันก่อนข้าเผลอไปทาแป้งผิดก็เลยขึ้นผื่นเล็กน้อย มิมีอะไรหรอกเจ้าค่ะ ตอนนี้เจ้าสำนัก อยู่ไหม”
จื่อหยวนไม่ได้ตอบ แต่อาศัยตอนที่นางเผลอขยับเข้าใกล้แล้วดึงผ้านั้นออก ตอนนั้นเองที่นางตกตะลึงรีบยกแขนขึ้นปิดหน้าตัวเอง แต่คนอยากรู้ก็จับแขนนางดึงลง เผยเห็นใบหน้าที่เริ่มเขียวช้ำ มุมปากมีรอยแตก
“ลู่เฉินทำเจ้าอีกแล้ว” สีหน้าแววตาเขานั้นเหมือนเจ็บแค้นใจ ไป๋ชิงรีบดึงผ้าที่จื่อหยวนดึงมาปิดไว้ดังเดิม
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด”
“ถึงกับปากแตกยังบอกไม่ใช่เรื่องใหญ่อีก” จื่อหยวนพูดเสียง ไม่เบาคงเพราะกำลังโกรธ ไป๋ชิงหันมองโดยรอบ เริ่มมีคนหันมาทางนี้
“ข้าอยู่นานไม่ได้ ตกลงเจ้าสำนักอยู่ไหมเจ้าคะ หากมิอยู่ข้าจะมาวันหลัง”
ไม่ว่าเกิดเรื่องอันใดไป๋ชิงก็ไม่เคยปริปากพูดเรื่องนี้ออกมา เขาที่วันนี้เหลือจะทนเลยถามเรื่องที่ไม่ควรถาม
“เจ้ารักเขาขนาดนั้นเชียว ถึงได้ยอมให้เขาทำเจ้าถึงขนาดนี้”
เป็นคำถามที่แทงใจดำนางเหลือเกิน ทุกวันนี้นางยอมอยู่เพื่ออะไรหากไม่เพื่อคำว่าสกุลเหว่ย บิดานางเป็นถึงอาจารย์ที่สอนลูกศิษย์มากหน้าหลายตา เป็นที่นับถือของคนทั้งเมือง แต่ลูกสาวเพียงคนเดียวกลับต้องหย่าร้าง มิเท่ากับเป็นการทำให้บิดาเสียเกียรติ ผู้คนไร้ความนับถือ หากนางจะออกมาก็ต้องออกมาอย่างมีเกียรติ ไม่ใช่ถูกผู้คนนินทา
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับพี่ หากพี่มิบอก ข้าจะไปถามด้านในแทน” ไป๋ชิงคิดจะเดินเข้าไปด้านใน จื่อหยวนก็เข้าเรื่องที่นางอยากรู้
“เขาไปส่งของที่เมืองหลาน อีกหลายวันกว่าจะกลับ เจ้าอยากรู้เรื่องอันใดพอจะบอกข้าได้หรือไม่”
ไป๋ชิงหันมองเขาอีกครั้ง ก่อนจะทบทวนว่าเขาก็ทำบัญชีให้สำนักคุ้มภัยอยู่ จึงยอมหันหลังกลับมา จากนั้นก็เอ่ยธุระสำคัญ
“ข้าอยากสอบถามว่าเงินทุนสำรองของสกุลลู่ตอนนี้เหลือเท่าไร”
จื่อหยวนมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะพานางไปยังด้านในห้องรับแขก เขาหายไปในห้องด้านหลังไม่นานก็มาพร้อมกับสมุดบัญชี เล่มใหญ่ ไป๋ชิงมองเขาเปิดไปหน้าสุดท้าย ตัวเลขที่อยู่ในนั้นทำเอาคิ้วนางขมวดเข้าหากันแล้วพูดออกมา
“ไม่มี” เงินหนึ่งแสนตำลึงทำไมถึงไม่เหลือเลยสักตำลึง นางเงยหน้ามองจื่อหยวนอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้น”
“เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ผู้ตรวจบัญชีสกุลลู่นำจดหมายจากลู่ฮูหยิน มาเบิกเงินทั้งหมด ในจดหมายนั้นบอกว่าไม่ไว้ใจสำนักคุ้มภัยที่จะดูแลเงินส่วนนี้ จึงจะนำไปฝากที่สำนักคุ้มภัยที่อื่นแทน”
“ที่อื่นคือที่ไหน หากไม่ใช่สำนักคุ้มภัยสกุลจางแล้วจะเป็นที่ใด” ด้วยเพราะชื่อเสียงการเก็บเงินและการคุ้มภัยสินค้า สกุลจางถือว่าเป็น ที่หนึ่ง อีกทั้งนายท่านลู่ตอนที่มีชีวิตก็ไม่เคยไว้ใจผู้ใดนอกจากที่นี่
“ข้าคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่” ไป๋ชิงพยายามคิดวิเคราะห์ มองจดหมายจากลู่ฮูหยินก็พบว่าเป็นลายมือเดียวกันไม่มีผิด จะบอกว่าห่าวอู๋ปลอมแปลงจดหมายขึ้นมาก็คงไม่ใช่ ในเมื่อไม่มีหลักฐานนางก็ทำเพียงแค่พับจดหมายนั้นเก็บใส่แขนเสื้อ
“ข้าอยู่นานเกินไปแล้ว คงต้องไปก่อน” ไป๋ชิงคำนับลาจื่อหยวน รีบหันหลังเดินได้เพียงสองก้าว คนด้านหลังก็รีบเอ่ย
“หากมีสิ่งใดที่เจ้าจะให้พี่ช่วย ก็จุดโคมไฟขึ้น แล้วพี่จะรีบหาทางช่วยเจ้าเข้าใจหรือไม่”
ไป๋ชิงไม่ได้หันหลังกลับไป เพราะในฐานะตอนนี้นางไม่ควรสนทนากับเขานานเกินไป จึงก้าวเท้าเดินออกจากสำนักคุ้มภัย เมื่อขึ้นรถม้าก็บอกคนข้างหน้า
“ไปหอเหมยฮวา”
ถึงเวลาไปตามสามีที่ไม่เอาไหนแล้ว!!