ณ จวนตระกูลหยาง บริเวณเรือนไผ่หลิวที่อยู่ห่างจากเรือนหลักค่อนข้างมาก เดิมทีเรือนไผ่หลิวเป็นที่พำนักของฮูหยินใหญ่ เวลาที่นางต้องการความเงียบสงบในการปรุงยา นางก็จะมาที่นี่อยู่เสมอๆ เรือนไผ่หลิวเป็นเรือนที่มีขนาดปานกลาง ด้านหน้าเรือนมีต้นไผ่ปลูกไว้ทำให้บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น ด้านหลังมีสระบัวขนาดเล็ก และแปลงสมุนไพรที่มีสมุนไพรหายากหลายชนิด เรือนนี้จะมีบ่าวรับใช้ที่ดูแลเพียงสองคนเท่านั้น
หลังจากสิ้นฮูหยินใหญ่ อำนาจภายในจวนก็ตกไปยังฮูหยินรองนามว่าหม่าอี่นั่ว ไม่ว่าเรื่องเล็กใหญ่หม่าอี่นั่วล้วนเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด หม่าอี่นั่วนั้นเคยแอบลอบเข้ามาที่เรือนไผ่หลิวหวังจะเข้ามาทำลายแปรงสมุนไพรที่ฮูหยินใหญ่รักนักหนา แต่เพียงแค่ก้าวเท้าเพียงแค่หน้าประตูเรือนไผ่หลิว ได้ถูกพ่อบ้านประจำจวนเอ่ยปากให้ถอยออกไปเสียก่อน
แม้พ่อบ้านหยางจะเป็นเพียงบ่าวรับใช้ แต่ก็มีอำนาจของท่านเสนาบดีหยางหมิงหนุนหลังอยู่ ดังนั้นหม่าอี่นั่วจำต้องไว้หน้าพ่อบ้านหยางถึงสามส่วน หม่าอี่นั่วจึงจำต้องล่าถอยออกมาเสียก่อน แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากนั้นไม่กี่วัน ท่านเสนาบดีหยางหมิงได้มีคำสั่งออกมายกเรือนไผ่หลิวให้กับคุณหนูใหญ่หยางซูมี่ ห้ามมิให้ผู้ใดไปยุ่งวุ่นวายโดยเด็ดขาดมิเช่นนั้นจะถูกลงโทษอย่างหนักนี่จึงถือได้ว่าท่านเสนาบดีหยางหมิงได้ส่งคำเตือนมาให้หม่าอี่นั่ว
เช้าวันนี้ที่เรือนไผ่หลิวล้วนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย หยางซูมี่ถูกเจินเจินและซินซิน สาวใช้ประจำตัวปลุกตั้งแต่ยามอิ๋นให้ลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงในพระราชวังที่ฮ่องเต้ทรงเป็นผู้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือแคว้นฉิน และสดุดีแก่ทหารกล้าทุกนาย งานเลี้ยงนั้นจะเริ่มในต้นยามอู่ของวันนี้
หยางซูมี่ถูกสาวใช้ทั้งสองจัดการลอกคราบ กว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นก็ได้เวลาที่จะออกเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงพอดี หยางซูมี่เดินมาที่ด้านหน้าเรือนหลักเพื่อขึ้นรถม้าที่มีตราประจำตระกูลหยางติดอยู่ด้านหน้า
“พี่หญิงใหญ่มาได้เสียที เรารีบไปกันเถิดเจ้าค่ะ”
เสียงสดใสร่าเริงเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าหยางซูมี่เดินมาถึงแล้ว หากฟังให้ดีคำพูดนี้จะแฝงความนัยต่อว่าหยางซูมี่ว่านางนั้นมาช้า ทำให้ผู้อื่นต้องรอ
ผู้พูดนั้นคือคุณหนูรองแห่งจวนตระกูลหยางที่ถือกำเนิดจากฮูหยินรองหม่าอี่นั่ว นางมีนามว่าหยางเจียลี่โดยหยางเจียลี่นั้นอายุห่างจากหยางซูมี่เพียงหนึ่งปีเท่านั้น
“น้องหญิงรองรีบเกินไปหรือไม่ งานเลี้ยงจัดปลายยามอู่ นี่เพิ่งจะต้นยามเซิ่นเท่านั้นเอง น้องหญิงรองคงจะตื่นเต้นมากเกินไปเป็นแน่อายุ 17 หนาวแล้วแต่พึ่งจะเคยได้ออกงานใหญ่เป็นครั้งแรก”
หยางซูมี่เหยียดยิ้มหวานปานน้ำผึ้ง แต่คำพูดนั้นกลับทำให้คนฟังรู้สึกเจ็บปวดใจ ด้วยฐานะของหยางเจียลี่เป็นเพียงแค่บุตรีที่ถือกำเนิดมาจากฮูหยินรอง
การที่หยางเจียลี่จะได้รับเทียบเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงนั้นมีจนนับนิ้วได้ และโดยเฉพาะงานเลี้ยงในพระราชวังนั้น นี่ถือเป็นครั้งแรกที่นางจะได้ร่วมงานเลี้ยง นางจึงอดจะตื่นเต้นตามที่หยางซูมี่เอ่ยมิได้จริงๆ หยางเจียลี่ได้แต่กัดฟันยิ้มหวานเอ่ยตอบไป
“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ น้องตื่นเต้นมากเกินไป ต้องขออภัยพี่หญิงใหญ่ด้วยนะเจ้าคะ”
หยางซูมี่ทำเพียงโบกมือไปมาอย่างไม่ถือสา แล้วก้าวเดินขึ้นไปนั่งบนรถม้าโดยมีซินซินช่วยประคอง
เมื่อรถม้าตระกูลหยางจอดที่ด้านหน้าพระราชวัง ผู้คนโดยรอบต่างเมียงมองกันมาทางนี้ ภายในแคว้นเซี่ยนั้นตระกูลหยางนับเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจอีกสามตระกูลคือ ตระกูลจ้าวของท่านแม่ทัพจ้าวซีซวน ตระกูลหม่าของฮองเฮาหม่าลี่อิง และตระกูลมู่ของไทเฮามู่อิงฮวา ทั้งสี่ตระกูลล้วนคานอำนาจกันมาโดยตลอด
เสนาบดีหยางหมิงก้าวลงมาเป็นคนแรก แม้ว่าจะอยู่ในวัยกลางคนแล้ว แต่ก็มิอาจลดทอนความหล่อเหลา สง่างามของเขาได้เลยกลับกันยิ่งอายุเยอะกลับยิ่งดูภูมิฐานและมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก คุณชายใหญ่หยางเฟยเทียน ก้าวลงมาเป็นคนที่สอง เขามีใบหน้าคมเข้มที่ถอดแบบหยางหมิง มีเพียงนัยน์ตาที่เรียวคมดุจนัยน์ตาเหยี่ยว ผิวของเขาคล้ำเข้มอย่างผู้ที่ฝึกยุทธ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองแม่ทัพแห่งทิศประจิม ภายใต้การนำทัพของท่านแม่ทัพจ้าวซีซวนผู้เป็นตา
เมื่อหยางซูมี่ก้าวลงมาจากรถม้าคันที่สอง ทั้งบุรุษและสตรีต่างพากันหยุดหายใจไปหนึ่งจังหวะ โฉมสะคราญที่มีใบหน้ารูปหัวใจ คิ้วโก่งดั่งคันศร สอดรับกับจมูกโด่งรั้นสวย นัยน์ตากลมโตแวววาวดั่งนัยน์ตากวาง ปลายหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากสีแดงก่ำดั่งผลอิงเถา วันนี้หยางซูมี่สวมใส่อาภรณ์สีขาวปักลายดอกอิงฮวาสีแดง ปักปิ่นหยกสีเขียวมันแพะที่แกะสลักเป็นดอกอิงฮวา ความงามของหยางซูมี่ให้ความรู้สึกงดงามสูงค่าประหนึ่งเซียนสาวลงมาเที่ยวเล่นยังแดนมนุษย์
หยางซูมี่เดินเข้าไปหาหยางเฟยเทียน นางยอบกายคารวะผู้อาวุโสที่เดินเข้ามาทักทายบิดา และพี่ชายใหญ่ด้วยท่วงท่างดงามถูกต้องตามหลักการแบบแผนของสตรีชนชั้นสูง
หยางเจียลี่และหยางเฟยหรง ก้าวลงมาจากรถม้าเป็นคนสุดท้าย สองพี่น้องพากันเดินไปสมทบกับเสนาบดีหยางหมิง แม้ว่าวันนี้หยางเจียลี่จะสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อนปักลายดอกเหลียนฮวา ให้ความรู้สึกน่ารัก สดใสสมวัย แต่เมื่อยืนใกล้กับหยางซูมี่แล้วความงามของนางยังด้อยกว่าถึงสามส่วน
หยางเฟยหรงคือบุตรชายคนเล็กที่ถือกำเนิดจากหม่าอี่นั่ว ปีนี้เขาอายุได้ 10 หนาวแล้วจึงสามารถมาร่วมงานเลี้ยงที่พระราชวังได้ หยางเฟยหรงอายุได้เพียง 10 หนาว แต่ก็ได้ฉายแววความหล่อเหลาออกมาให้เริ่มมองเห็นแล้ว ใบหน้าของเขาถอดแบบเสนาบดีหยางหมิงถึงแปดส่วน คนตระกูลหยางนั้นขึ้นชื่อเรื่องหน้าตาที่งดงามหล่อเหลาทั้งสิ้น
บทที่ 3
วาสนาของหยางซูมี่
งานเลี้ยงจะเริ่มเมื่อปลายยามอู่แต่เวลานี้เพิ่งต้นยามเซิ่นเท่านั้น คุณหนูคุณชายที่มาถึงก่อนเวลาจึงได้ใช้ช่วงเวลานั้นเพื่อพูดคุยพบปะกับสหายกันที่อุทยานหลวงที่ถูกจัดไว้ให้ ขุนนางที่สนิทสนมกันต่างก็พากันจับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน งานเลี้ยงวันนี้ถือว่าเป็นการผ่อนคลายจากการทำงานอย่างหนักของเหล่าขุนนาง
หยางหมิงได้เดินแยกไปหาสหายที่เป็นขุนนาง หยางเฟยเทียนได้ชวนหยางเฟยหรงไปยังลานยิงธนู หยางซูมี่นั้นจำต้องพาหยางเจียลี่ไปด้วยกัน เดินมาได้สักพักหยางเจียลี่ก็พบกับสหายทั้งคู่จึงได้เดินแยกทางกัน จะมาพบกันอีกครั้งเมื่อถึงเวลาที่งานเลี้ยงเริ่ม
“เหตุใดเจ้าถึงได้พาน้องสาวมาด้วยเล่ามี่เอ๋อร์”
หม่าฮุ่ยหลิงเอ่ยถามสหายสนิทของตน เมื่อหยางซูมี่เข้ามานั่งที่ศาลา
“ท่านพ่ออยากให้นางได้มาเปิดหูเปิดตา ปีนี้นางจะอายุ 17 หนาวแล้ว สมควรมองหาคู่ครองได้แล้ว” หยางซูมี่เอ่ยตอบสหายอย่างไม่ใส่ใจนัก
“แล้วเจ้าเล่ามี่เอ๋อร์ ปีนี้เจ้าก็อายุ 18 หนาวแล้วได้เริ่มมองหาคู่ครองบ้างหรือยังเล่า มีคุณชายตระกูลไหนที่เจ้าหมายตาไว้บ้าง”
“ข้าอยากจะเป็นสาวเทื้อขึ้นคานเสียมากกว่า”
หยางซูมี่เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก สหายที่นั่งในศาลาต่างพากันหัวเราะ ถ้าโฉมสะคราญดั่งหยางซูมี่ขึ้นคานกลายเป็นสาวเทื้อ สตรีในใต้หล้านี้ก็ไม่มีผู้ใดได้แต่งงานออกเรือนแล้ว
“เจ้าอย่าได้พูดเล่น ข้าได้ข่าวจากข้างในว่าฮ่องเต้จะทรงพระราชทานสมรสให้กับท่านอ๋องเซี่ยเหวินหรง ในแคว้นเรามีเพียงหญิงงามสามคนเท่านั้นที่เหมาะสม”
เถาซูเม่ยเอ่ยด้วยเสียงเบาราวกับกระซิบ
“เม่ยเอ๋อร์เจ้าจะกระซิบไปทำไม ข่าวลือนี้เขารู้กันไปทั่ว แม้แต่ชาวบ้านยังรู้เลย”
หม่าฮุ่ยหลิงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับสหายของตน นี่นางตกข่าวไปหรือไม่
“อันนั้นคือข่าวทั่วไป แต่ข้านั้นรู้แล้วว่าผู้ใดจะได้สมรสพระราชทานกับท่านอ๋องเซี่ยเหวินหรง”
เถาซูเม่ยเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ ใบหน้ากระหยิ่มยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“เจ้ารู้สิ่งใดก็รีบคลายออกมาเลยนะ”
หม่าฮุ่ยหลิงเริ่มตื่นเต้นไปกับข่าวของเถาซูเม่ย
“ไทเฮาทรงประสงค์จะให้คุณหนูมู่เหลียนฮวาแต่งเข้ามาเป็นพระชายา แต่ฮ่องเต้กับฮองเฮาทรงประสงค์ที่จะให้คุณหนู...”
เถาซูเม่ยยังเอ่ยไม่ทันจบ นางกำนัลก็ได้เข้ามาเชิญให้พวกนางกลับเข้าไปที่งานเลี้ยง เพราะอีกไม่นานงานเลี้ยงจะเริ่มขึ้นแล้ว หม่าฮุ่ยหลิงกับหยางซูมี่ได้แต่ทำหน้าเสียดาย แต่จนใจที่ต้องเดินตามนางกำนัลออกไป เถาซูเม่ยส่งสายตาหยอกล้อมาที่สหายของตน พลางหัวเราะออกมาเสียงเบา สร้างความหมั่นไส้ให้กับหยางซูมี่และหม่าฮุ่ยหลิง
เมื่อทุกคนนั่งประจำที่กันเรียบร้อยแล้ว เสียงประกาศของขันทีดังลั่นเป็นสัญญาณเพื่อบอกให้ทุกคนทราบว่าตอนนี้โอรสสวรรค์ได้ทรงเสด็จเข้ามายังงานเลี้ยงแล้ว
“ฮ่องเต้เสด็จ ฮองเฮาเสด็จ ไทเฮาเสด็จ”
ทุกคนต่างรีบลุกขึ้นยืนแล้วถวายความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกัน
เมื่อฮ่องเต้ทรงประทับนั่งบนบัลลังก์มังกรสีเหลืองอร่ามเรียบร้อยแล้ว จึงโบกพระหัตถ์เพื่อให้ทุกคนนั่งลงได้ ที่นั่งของแต่ละพระองค์ถูกจัดไว้ตามลำดับขั้นฐานะ ที่นั่งทางด้านขวาพระหัตถ์ของฮ่องเต้ทรงมีฮองเฮาประทับอยู่ ส่วนทางด้านซ้ายของพระหัตถ์นั้นเป็นไทเฮา
เก้าอี้ถัดมานั้นทางด้านซ้ายจะเป็นที่นั่งของบุรุษ โดยคนแรกคือท่านอ๋องเซี่ยเหวินหรง ถัดไปเป็น จวิ้นอ๋องเซี่ยเหวินหลิน เป้ยเล่อเซี่ยป๋อหลิน และถัดไปเป็นครอบครัวของขุนนางที่เป็นบุรุษ
ส่วนทางด้านขวานั้นจะเป็นที่นั่งของบรรดาเหล่าสนมทั้งหลายของฮ่องเต้ และครอบครัวของเหล่าขุนนางที่เป็นสตรีทั้งหมด
ท่านอ๋องเซี่ยเหวินหรงนั้นถือกำเนิดมาจากพระสนมเว่ยกุ้ยเฟยทรงพระนามว่าเว่ยซูฉี ส่วนท่านอ๋องทั้งสองนั้นล้วนถือกำเนิดจากพระสนมขั้นผิน หลังจากฮ่องเต้พระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ ฮ่องเต้เซี่ยเฟยหลงได้ทรงพระราชทานตำแหน่งอ๋องและตำหนักให้ มีเพียงเซี่ยเหวินหรงที่ไม่ได้ตำแหน่งอ๋องที่ชัดเจน มีเพียงตำแหน่งท่านแม่ทัพแห่งกองทัพพยัคฆ์ทมิฬเท่านั้น แต่ทุกคนต่างรู้กันดีว่าอำนาจของท่านอ๋องเซี่ยเหวินหรงเปรียบดั่งตำแหน่งของชินอ๋อง
เซี่ยเฟยหลงเอ่ยเปิดงานเพื่อเริ่มงานเลี้ยงได้ จากนั้นจึงได้มีการแสดงต่างๆ ตรงกลางลานแสดง นางกำนัลต่างยกอาหารและสุรามารับรองแขกทั้งหลาย น้ำชาก็ล้วนเป็นชาชั้นดี หยางซูมี่นั่งชมการแสดงอย่างสุนทรีย์
อาหารล้วนมีหลากหลายให้เลือกชิม ทั้งอาหารคาวและของหวาน ขึ้นชื่อว่านี่คืองานเลี้ยงในพระราชวัง สิ่งใดดีล้วนมีทั้งสิ้น สุราเองก็เป็นสุราที่ทำมาจากผลท้อที่ใช้เวลาหมักถึงห้าปี รสชาติหวานละมุนติดขมที่ปลายลิ้น หยางซูมี่ดื่มหมดไปถึงสามจอก หากเป็นสตรีอื่นคงเกิดอาการมึนเมาบ้างแล้ว แต่มิอาจจะทำอะไรกับหยางซูมี่ได้
เซี่ยเหวินหรงสนใจเพียงแค่จอกสุราในมือ และโฉมงามที่กำลังยกจอกสุราขึ้นดื่มเป็นจอกที่ห้า ประหนึ่งว่าในจอกนั้นเป็นเพียงน้ำชาหาใช่สุราไม่ ความสนใจของเขาที่มีต่อโฉมงามนั้นทำให้เขามิอาจจะละสายตาออกไปได้เลย แม้ว่าเขากำลังสนทนากับน้องชายอย่างเซี่ยเหวินหลิน แต่สายตาคมก็จะวกกลับไปหาที่นางตลอด
ช่วงเวลาสำคัญของงานเลี้ยงได้มาถึงแล้ว เซี่ยเฟยหลงทรงลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยด้วยพระสุรเสียงดังกังวาน
“งานเลี้ยงในวันนี้เจิ้นจัดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือแคว้นฉิน แต่ถึงแม้เราจะเอาชนะมาได้ แต่เราก็ได้สูญเสียทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อแผ่นดินบ้านเกิด เพื่อให้ลูกหลานของแคว้นเซี่ยได้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไป จอกนี้เจิ้นขอดื่มเพื่อไว้อาลัยแด่ทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อบ้านเมือง”
เซี่ยเฟยหลงยกจอกสุราขึ้นดื่ม ทุกคนต่างก็ทำตามเช่นกัน
“ครอบครัวของทหารกล้าที่พลีชีพจะได้รับเงินชดเชยจากเจิ้น ทหารที่ทำผลงานได้ดีเจิ้นจะตกรางวัลให้อย่างเหมาะสม และเซี่ยเหวินหรงแม่ทัพแห่งกองทัพพยัคฆ์ทมิฬผู้นำทัพที่สามารถรบชนะแคว้นฉินได้ เจิ้นมีรางวัลพิเศษให้”
ทุกคนต่างลุ้นระทึกและคาดเดาไปต่างๆ นานา ถึงรางวัลที่ฮ่องเต้จะทรงพระราชทานให้กับท่านอ๋องเซี่ยเหวินหรง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีข่าวลือออกมา ทุกคนต่างพากันคาดเดาว่าสตรีใดที่จะเป็นผู้โชคดีที่ได้แต่งเข้าจวนของท่านอ๋องเซี่ยเหวินหรง
“เซี่ยเหวินหรงพระอนุชาแห่งเราผู้นำทัพแห่งกองทัพพยัคฆ์ทมิฬสามารถนำชัยชนะแคว้นฉินได้ เราในฐานะโอรสสวรรค์ผู้ปกครองแคว้นเซี่ย ประสงค์มอบสมรสพระราชทานให้เซี่ยเหวินหรงกับคุณหนูใหญ่ หยางซูมี่ บุตรีของเสนาบดีกรมคลังหยางหมิง นับจากนี้อีกหนึ่งเดือนให้แต่งเข้ามาเป็นพระชายาเอกในชินอ๋องเซี่ยเหวินหรง”
สิ้นเสียงของโอรสสวรรค์ ดั่งมีสายฟ้าฟาดผ่าเปรี้ยงลงมา
นอกจากฮ่องเต้จะทรงพระราชทานสมรสแล้ว ยังทรงประกาศมอบตำแหน่งชินอ๋องให้กับเซี่ยเหวินหรงอีกด้วย แม้ว่าหลายคนพอจะคาดเดาได้ว่าผู้ใดจะได้แต่งเข้าจวนอ๋อง แต่การที่ฮ่องเต้ทรงประกาศว่าหยางซูมี่จะถูกแต่งตั้งเป็นพระชายาเอกชินอ๋องนั้น แสดงให้เห็นว่าพระอนุชาผู้นี้มีน้ำหนักในพระทัยของพระองค์เป็นอย่างมาก ตำแหน่งชินอ๋องนั้นปกติจะเป็นรองเพียงองค์รัชทายาทเท่านั้น แต่ตอนนี้ฮ่องเต้ยังไม่มีพระโอรสหรือพระธิดา ดังนั้นตำแหน่งชินอ๋องจึงเป็นรองเพียงฮ่องเต้เท่านั้น
การที่ฮ่องเต้ทรงเลือกหยางซูมี่ให้เป็นพระชายาเอกของเซี่ยเหวินหรงนั้น มีทั้งผู้ที่ยินดีในวาสนาของหยางซูมี่ และก็มีหลายๆ คนที่ผิดหวังเสียใจ และริษยาที่วาสนานี้ไม่ได้ตกมาถึงตนเอง แต่กลับมีใครบางคนที่กำลังรู้สึกเกรี้ยวกราดจนยากจะสงบใจไว้ได้ แม้ใบหน้าจะยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่ภายในใจกลับร้อนรุ่มไปด้วยเพลิงโทสะ แผนการที่วางไว้ในใจมานานหลายปี กลับพังทลายลง ก้าวช้าเพียงหนึ่งก้าวหมากล้มทั้งกระดาน