ตอน 1

สูงขึ้นไป...ในห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล กล่าวกันว่า อีกฟากหนึ่งของทางช้างเผือกที่ดารดาษดวงดาวคือดาวดึงส์...อันเป็นดินแดนสวรรค์ซึ่งพรั่งพร้อมด้วยความสุขสนุกสนาน ความงดงามวิจิตรตระการตานั้น จะครึกครื้นเป็นพิเศษเมื่อถึงเทศกาลดอกอาสาวดีบาน ที่พันปีจึงบานเพียงครั้งเดียว และมีอยู่ในสวนจิตรลดาวันบนดาวดึงส์เท่านั้น

เนื่องจากยามที่พวงระย้าของดอกอาสาวดีประดับไปทั่ว อาณาบริเวณอุทยานสวรรค์จะแลดูอร่ามราว

พลิ้วม่านทองคำ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นอบอวลกำจายไปทั่วทุกอณูอากาศ

องค์อมรินทร์จอมเทพแห่งดาวดึงส์จึงทรงเลือกบรรยากาศน่ารื่นรมยิ่งนี้ เป็นโอกาสจัดงานเฉลิมฉลองสวรรค์ขึ้นเป็นประจำในสวนจิตรลดาวันอย่างเอิกเกริก โดยทรงเชิญปวงเทพผู้ใหญ่มาร่วมงานรื่นเริงนี้ด้วย

เหล่าเทพบุตรเทพธิดาทั้งมวลก็พากันเตรียมต้อนรับงานฉลองสวรรค์อย่างคึกคัก มีการคัดเลือกเทพธิดาผู้ที่มีความงดงามที่สุดให้เป็น “นาฏนารี” เพื่อฟ้อนนำในระบำที่จัดถวายแด่ปวงเทพผู้ใหญ่

และในงานเฉลิมฉลองสวรรค์ครั้งนี้ ผู้ที่ได้รับเลือกว่ามีความงามเป็นเลิศคือ เทพธิดาสุลักษณา...ด้วยความงามหยาดเยิ้มและท่วงท่าอันแช่มช้อยของนาง ที่ร่ายรำอยู่ท่ามกลางเหล่านางฟ้าซึ่งกำลังจับระบำ ณ เบื้องหน้าปวงเทพทั้งหลาย ได้สะกดให้ผู้เห็นต่างเพลิดเพลินจนแทบจะไม่อาจละสายตาแม้แต่วินาทีเดียว

เว้นแต่องค์พระเสาร์ !

ด้วยทรงมีพระอัธยาศัยรักสงบสันโดษ จึงไม่ใส่พระทัยในงานรื่นเริงนัก ระบำยังไม่ทันจบชุดก็ดำริจะเสด็จออกจากงานฉลองไป

“อ้าว! ศนิท่านจะกลับแล้วหรือ”

พระราหูซึ่งประทับอยู่ใกล้ๆตรัสทัก เมื่อเหลือบเห็นร่างสูงสง่าของพระสหายสนิทลุกจากราชอาสน์

“อืม...” พระเสาร์รับคำอย่างคุ้นเคย

“มีกิจสำคัญใดเร่งเร้าท่าน...” สุรเสียงกังวานก้องซักถามต่อคิ้วรูปกนกบนพระพักตร์ดุร้ายอย่างพระยายักษ์ของพระราหูเลิกขึ้นด้วยความสงสัย พลางเหยียดขนดหางออกช้าๆราวเกียจคร้าน

“ไม่มี...เราเพียงแต่เบื่อที่พลุกพล่านเท่านั้น”

“ท่านนี่แปลก! นางฟ้าที่งามเลิศอยู่ตรงหน้ายังบอกว่าเบื่อได้...แล้วก็ไม่เคยเห็นท่านสนใจในสตรีนางใดเลย เฮ้อ...ดูท่าองค์กามเทพคงไม่โปรดท่านละมัง”

พระเสาร์เพียงแต่สรวลเบาๆ ต่อคำสันนิษฐานหยอกเย้าของพระสหายผู้มีรูปกายครึ่งยักษ์ครึ่งนาค แล้วเสด็จ

จากไปอย่างไม่ใส่พระทัยนัก...

ผ่านเทือกทิวเขาสลับซับซ้อนสูงชัดเสียดฟ้า ห้วงน้ำมหึมากว้างใหญ่...สู่ดินแดนหิมพานต์ที่กั้นกลางระหว่างสรวงสวรรค์กับถิ่นที่อยู่ของมนุษย์

หิมพานต์...ป่าอาถรรพณ์ที่อุดมไปด้วยมวลพฤกษา ภูผา สายธาร และเหล่าสัตว์แปลกตาหลากหลาย

แต่ในความงดงามแห่งธรรมชาติก็แฝงไว้ด้วยภยันตรายนานาทั้งจากสัตว์ป่าดุร้ายและยักษ์มารผู้สัญจรผ่าน

ดินแดนที่มนุษย์สามัญไม่สามารถอาศัยอยู่ได้นี้กลับเป็นที่ทรงสำราญแห่งองค์พระเสาร์

ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีม่วงเข้มประดับด้วยรัตนมณีนิลจึงปรากฏเด่นอยู่กลางป่าอาถรรพณ์...ดุจดั่งเคย พระเสาร์ทรงปกปิดรัศมีเจิดจ้าที่แผ่ออกรอบพระวรกายไว้ ด้วยทรงไม่ต้องการจะทำให้เกิดความแตกตื่นตกใจแก่ผู้ที่บังเอิญพานพบพระองค์เข้า

หลังจากได้ชื่นชมดื่มด่ำกับความสุขสงบของป่าเขาและธรรมชาติเป็นที่เพียงพอแล้ว พระองค์ก็ทรงนั่งเล่นอยู่

ใต้ร่มไทรใหญ่ต้นหนึ่ง

ในเวลาเดียวกันนี้ ที่ขอบฟ้าทิศตะวันตกซึ่งดวงอาทิตย์สีส้มสดคล้อยต่ำจวนจรด ปรากฏร่างกินรีสามนางสวมอาภรณ์วาวระยับประดับอัญมณีอย่างธิดากษัตริย์ ต่างมีดอกไม้หลากชนิดอยู่ในอ้อมแขน บินเกาะกลุ่มหยอกล้อกัน

ใกล้เข้ามาทุกขณะ

“กุหลาบสีขาวของพี่หญิงงามมากเพคะ” กินรีน้องน้อยเอ่ยเสียงอ่อนหวาน

“น้องเกศกัลยาชอบหรือจ๊ะ เอ้า! พี่แบ่งให้ เกศสุดาซึ่งเป็นพี่หญิงใหญ่ยิ้ม พลางเลือกกุหลาบดอกโตส่งให้

“ขอบพระทัยเพคะ อุ๊ย!...” เกศกัลยาอุทาน เพราะขณะที่นางยื่นมือรับ ก้านกุหลาบได้เกี่ยวถูกสร้อยข้อมือของนางหลุดร่วงหล่นลงไปเบื้องล่าง

“น้องเกศประภารอก่อนจ๊ะ” เกศสุดาเรียกน้องหญิงคนรองซึ่งบินล้ำหน้าไปเล็กน้อยจึงไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่กิดขึ้น

“มีอะไรหรือเพคะ พี่หญิง” เกศประภาหันมาถาม พลางชะลอร่างไว้กลางเวหา

“สร้อยข้อมือของน้องเกศกัลยาตกลงไปข้างล่าง คงอยู่แถวๆต้นไทรนั่น” เกศสุดาตอบ พร้อมกับชี้ไปที่ต้นไทรซึ่งอยู่ต่ำลงไป

“อย่างนั้น...พวกเรารีบลงไปหากันเถิดเพคะ เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน” เกศประภาออกความเห็น

กินรีทั้งสามจึงบินลงสู่พื้นดิน ในบริเวณต้นไทรนั้น...

...พระเสาร์ทรงหยิบสร้อยบุษราคัมเส้นเล็กๆ ซึ่งหล่นลอดใบดกหนาของต้นไทรลงมาบนพระเพลาของพระองค์อย่างบังเอิญขึ้นพิศดูพร้อมกับทรงลุกขึ้นยืน

แล้วครู่ต่อมา พระองค์ก็ได้เห็น...กินรีน้อยผู้งามพิลาสล้ำสามนางร่อนลงมาในบริเวณใกล้ๆ

ภาพที่ปรากฏแก่สายตานี้สะกดให้พระเสาร์ต้องชมดูอย่างตะลึงงัน ด้วยทรงตรึงใจว่านางหนึ่งในจำนวนนั้น งามซึ้งไร้ที่ติ...คิ้วโค้งเรียว นัยน์ตาคมหวาน จมูกน้อยโด่งเป็นสัน และริมฝีปากอิ่มสวย ทุกอย่างช่างรับกันเหมาะเจาะ

บนใบหน้ารูปไข่นวลเนียน ตลอดจนเรือนร่างที่อรชรสมส่วน

ขณะเดียวกัน นางกินรีทั้งสามชะงักยืนนิ่งไปเช่นกัน ที่เพิ่งถึงพื้นดินก็ต่าง เพราะไม่คาดคิดว่าจะมีผู้อื่นอยู่ในบริเวณนั้นด้วย...แม้เขาจะเป็นชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์งามนัก...ร่างสูงสง่า แข็งแรง ผิวคล้ำเนียน และดวงหน้างามราวกับบรรจงปั้นก็ตาม...

แต่ประกายที่คมกล้าจนดูดุดันของบุรุษแปลกหน้าผู้อยู่ในอาภรณ์สีม่วงและมีนิลเป็นเครื่องประดับกาย ก็ทำให้นางกินรีน้อยเกศประภาและเกศกัลยารู้สึกตระหนกกลัว

“โอ...” เสียงอุทานแผ่วเบาอย่างตกใจ แล้วเกศประภากับเกศกัลยาผู้เป็นน้องทั้งสอง ก็คว้ามือพี่หญิงใหญ่เกศสุดาซึ่งยังยืนนิ่งไว้มั่นคนละข้าง พาทะยานบินขึ้นสู่ท้องฟ้า...เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

พระเสาร์ทอดพระเนตรตามร่างน้อยๆที่กำลังบินลับไปทางทิศตะวันออก พลางดำริว่า..ที่แท้พวกนางเป็นเผ่าพันธุ์เทพกินนร ซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่ในเทือกเขาวินธัย ใจกลางหิมพานต์นี่เอง...พวกวิหคกึ่งเทพ มิน่าล่ะ! นางจึงมีรูปกายงดงามอย่างเทพธิดาทุกประการเว้นแต่ยามบินไปในเวหาเท่านั้นที่ปีกบางเบาใสราวแก้วผลึกจะงอกออกมาจากไหล่ทั้งสองข้าง และทันทีที่เท้าสัมผัสถูกพื้นดิน ปีกทิพย์ของพวกนี้ก็จะหดหายไป ไม่เหลือร่องรอยใดๆให้สังเกตบนผิวเนื้อบริเวณนั้น

“กินรีน้อยที่งามซึ้งนางนั้นคือใคร...นางมีคู่หมายหมั่นหรือยัง” นี่คือคำถามที่พระเสาร์ทรงต้องการจะรู้คำตอบ แต่ยังไม่ทันได้ไต่ถามเนื่องจากว่าพอพระองค์ทรงหายจากอาการตะลึง พวกนางก็พากันบินหนีไปแล้ว

พระเสาร์จึงดำริจะเสด็จกลับวิมานก่อน แล้วใช้อมรเทพผู้เป็นเทพบริวารของพระองค์มาสืบเรื่องราวนี้แทน เพราะหากพระองค์ไปติดตามสืบถามด้วยตัวเอง คงได้สร้างความตื่นตระหนกตกใจแก่ผู้อื่นอีกมากมาย เนื่องจากบารมีแห่งเทพผู้ใหญ่ของพระองค์

และเหตุผลอีกประการหนึ่งคือ พระเสาร์ไม่ต้องการจะใช้อำนาจหยั่งรู้ ด้วยทรงระลึกเสมอว่า ทุกชีวิตย่อมมีบางเรื่องที่อยากเก็บไว้เป็นการส่วนตัว ดังนั้นถ้าไม่มีความจำเป็นอย่างถึงที่สุดแล้ว พระองค์ก็ไม่ปรารถนาจะใช้อำนาจที่เหนือกว่านี้ก้าวก่ายในจิตสำนึกของผู้ใด

ตอน 2

...เมื่อถูกน้องหญิงทั้งสองดึงมือให้บินมาด้วยกัน เกศสุดาจึงถามอย่างงุนงงว่า “อ้าว...น้องเกศกัลยา เจ้าไม่ต้องการสร้อยข้อมือเส้นนั้นแล้วหรือ...ก็เห็นเขาผู้นั้นถืออยู่นี่น่า”

“ตายจริง น้องลืมเสียสนิท มัวแต่ตกใจ” เกศกัลยาเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครกัน ทำไม่ถึงมีแววตาน่ากลัวอย่างนั้น...”

“แต่ผู้ที่สง่างามออกอย่างนั้นต้องเป็นเทวดาแน่ๆ พี่ว่าคงไม่ใช่พวกดุร้ายน่ากลัวหรอก”

“อาจจะจริงอย่างที่พี่หญิงว่า” เกศประภากล่าวอย่างออกจะเห็นด้วยความคิดของพี่หญิงใหญ่

“คงเป็นเทพรักษ์ที่สถิตในต้นไทรนั่นท่านคงเก็บสร้อยของน้องเกศกัลยาได้ น่าเสียดายจริง ถ้าพวกเราย้อนกลับไปเอาสร้อยเส้นนั้นก็จะกลับพระตำหนักไม่ทันเวลาเข้าเฝ้าเสด็จแม่ตอนค่ำ เสด็จแม่จะทรงระแคะระคายได้ว่าพวกเรา

หนีออกมาเที่ยวกัน”

“ช่างเถิดเพคะ สร้อยเส้นนั้น พวกเรารีบกลับภัทรานครดีกว่าเพคะพี่หญิง นี่ก็ใกล้มืดเต็มทีแล้ว” เกศกัลยาพูดอย่างหมดความสนใจในสร้อยข้อมือบุษราคัมเส้นนั้นแล้ว

เมฆดำกลุ่มใหญ่เพิ่งเคลื่อนผ่านไป ดวงจันทร์เพ็ญจึงได้สกาวสุกใสขึ้นอีกครั้ง...ทอแสงสว่างนวลตาลงสู่อุทยานหลวงเบื้องล่าง

จันทราเอย...แสงแห่งท่านสามารถขับไล่เงามืดสลัวเมื่อครู่ให้สลายไป ไยไม่ช่วยขจัดความกลัดกลุ้มทรมานให้ออกไปจากจิตใจของข้า...เกศสุดาคร่ำครวญอยู่ในใจ

นางอดนึกถึงเย็นวันนี้ไม่ได้...ขณะที่น้องหญิงทั้งสองดึงมือนางให้บินกลับภัทรานครด้วยกันนั้น...เกศสุดาได้เห็น...รอยยิ้มอันอบอุ่นปรากฏบนดวงหน้างามราวกับบรรจงปั้นของเขาผู้นั้น...ช่างที่เป็นภาพที่ตราตรึงใจไม่รู้เลือน

“พี่หญิงเพคะ” เสียงอ่อนหวานเรียกเบาๆที่เบื้องหลัง

ทำให้เกศสุดาสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความคิด...หันหน้ามายังต้นเสียงจึงค่อยเห็นว่าในห้องนั้นนอกจากตัวนางเองแล้วก็มีน้องหญิงอีกสองเท่านั้น...ไม่มีพี่เลี้ยงนางกำนัลอยู่ปฏิบัติงานดังเคย คาดว่าหากไม่ใช่เกศประภาก็ต้องเป็นเกศกัลยาที่สั่งให้พวกนางออกไป

“คืนนี้...พี่หญิง ไฉนจึงดูหมองเศร้านักเพคะ” เกศกัลยาเอ่ยอย่างเป็นห่วงขณะที่นั่งลงบนตั่งลายทองข้างพระแกลตรงหน้าเกศสุดาพลางกุมมือของผู้หญิงผู้เป็นพี่สาวไว้อย่างปลอบโยน

“มีสิ่งใดที่ทำให้พี่หญิงเป็นทุกข์หรือเพคะ” เกศประภาที่ยืนอยู่ใกล้ๆกล่าวเสริม

“ไม่...ไม่มีอะไรหรอก น้องอย่างได้กังวลเลย” เกศสุดาพยายามกลบเกลื่อน

“น้องรู้สึกว่านับแต่พวกเรากลับจากเที่ยวหิมพานต์แล้ว พี่หญิงก็เหมือนมีความทุกข์ใดในใจ” เกศประภายังไม่ละความพยายามที่จะถามเอาความจริง “หรือว่า...เป็นเพราะเทพารักษ์องค์นั้นเพคะ”

คำคาดเดาอย่างเปะปะของผู้เป็นน้องสะกิดถูกบาดแผลในใจของเกศสุดาเข้าพอดี

นางจึงตอบเสียงสะท้านอย่างระงับไม่ได้ว่า “อย่าได้กล่างอีกเลยน้องเกศประภา พี่...พี่ละอายใจเหลือเกิน...ผิดวิสัยหญิงที่เป็นฝ่ายคิดถึง...เขา”

“โธ่! พี่หญิงก็...เรื่องเช่นนี้ เอ่อ...ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน ก็ไม่ควรจะถือเป็นความผิดร้ายแรงนี่เพคะ” หากยังคงเป็นไปอย่างถูกทำนองคลองธรรม” เกศประภากล่าวปลอบเสียงอ่อนโยน

“จริงอย่างที่พี่หญิงเกศประภาตรัสนะเพคะ” ผู้เป็นน้องเล็กสนับสนุน “พี่หญิงอย่าได้กันแสงเลย อีกอย่าง “พี่หญิงของน้องก็งามออกปานนี้ บางทีเขาอาจกำลังคิดถึงพี่หญิงอยู่เช่นกันก็เป็นไปได้เพคะ”

“ไม่ต้องปลอบใจพี่หรอก พี่เข้าใจความหวังดีของน้องทั้งสองแล้วพี่ก็รู้ตัวว่าไม่คู่ควรกับเขา เขาเป็นเทวดา ส่วนพี่เป็นเพียง...นางกินนร” น้ำเสียงเศร้าสร้อย แล้วผู้พูดก็ต้องถอนหายใจอย่างอัดอั้น “พี่จึงพยายามจะหักห้ามใจไม่ไปคิดถึงเขาอีก...แต่...ช่างยากเย็นเหลือเกิน”

“พี่หญิงไยคิดเช่นนั้น พวกเราเป็นเทพกินนรนะเพคะ ถือว่าเป็นสายเลือดสูงสุดของมวลวิหค...มีความเป็นเทพอยู่กึ่งหนึ่ง” เกศประภาแย้งเสียงหนักแน่น แล้วเขาผู้นั้นก็เป็นเพียงเทพารักษ์ที่พิทักษ์พฤกษาอยู่ในป่าหิมพานต์เท่านั้น มิได้สถิตบนสรวงสวรรค์หรือมีทิพย์วิมานครอบครอง จึงไม่อาจนับว่าเขามีศักดิ์ศรีสูงส่งสง่ากว่าเทพกินนรอย่างพวกเราได้หรอกเพคะ

“น้องเองก็กำลังคิดอยากได้สร้อยข้อมือบุษราคัมนั้นคืนพอดีเพคะพี่หญิง” เกศกัลยาเอ่ยอย่างหาเหตุผลนำทาง แล้วจัดแจงสรุปท้ายว่า “พรุ่งนี้พวกเราไปที่นั่นกันแต่เช้านะเพคะ น้องจะได้ขอสร้อยคืนจากเขา”

...ไทรใหญ่ยังคงยืนต้นมหึมาแข็งแรง โยกใบเขียวเข้มเป็นมันไปมาในสายลมอ่อน

นางกินรีน้อยทั้งสามจับเจ่าเฝ้ารออยู่ในบริเวณนั้นแต่เช้าจรดเย็นก็ไม่เห็นผู้ที่พวกนางเข้าใจว่าเป็นเทพารักษ์ปรากฏกายอีก

สีหน้าของเกศสุดาจึงสลดลงอย่างผิดหวัง

“อย่างเพิ่งท้อแท้สิเพคะพี่หญิง โอกาสอื่นยังมีอีก...น้องเชื่อแน่ว่าพี่หญิงจะต้องได้พบกับเขาอีก” เกศประภาให้กำลังใจ

แล้วกินรีทั้งสามนางก็พากันบินกลับภัทรานคร พร้อมๆกับความมืดสลัวแห่งราตรีกาลเริ่มโรยตัวปกคลุมไปทั่วป่าอาถรรพณ์อันกว้างไพศาล...

...ท่ามกลางหรีดหริ่งเรไรที่ระงมอยู่รอบๆ ร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นใกล้กับไทรมหึมาที่ทอดเงามืดครึ้ม...รัศมีเรืองรองจากร่างนั้นทำให้บริเวณใกล้เคียงพลอยเห็นกระจ่างไปด้วย

“ท่านเทพารักษ์ โปรดออกมาพบเราสักครู่เถิด” ผู้มาใหม่เอ่ยเรียบๆ

“เทวะ...มีกิจใดจะใช้จะใช้ข้าพเจ้าหรือ” พร้อมกับเสียงตอบเทพารักษ์ผู้มีเส้นผมขาวโพลน ใส่อาภรณ์สีขาวสะอาด ขลิบแทบเงินแถวขอบคอ แขน และชายของเสื้อคลุมตัวหลวม สวมหมวกทรงแหลมสีเดียวกัน ก็เดินออกมาจากต้นไทร มายืนอย่างนอบน้อมอยู่เบื้อหน้าเจ้าของรัศมีเรืองรอง

“เราคืออมรเทพ เป็นบริวารแห่งองค์พระเสาร์พระผู้เป็นเจ้า เราอยากจะถามท่านถึงเรื่องที่เกี่ยวกับนางกินรีน้อยทั้งสามที่เพิ่งจากไปเมื่อสักครู่ ท่านพอจะรู้หรือไม่” เจ้าของรัศมีเรืองรองถาม

“เท่าที่ข้าพระเจ้ารู้ กินรีทั้งสามคือราชธิดาของท้าวธุมราชจอมกินนรผู้ครองภัทรานครซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขาวินธัย กับพระมเหสีเกศินี พระธิดาองค์พี่ชื่อเกศสุดา รองลงมาก็คือเกศประภา ส่วนเกศกัลยานั้นเป็นน้องเล็ก”เทพารักษ์ผมขาวเล่า “ท้าวธุมราชก็ทรงเป็นผู้เรืองฤทธาอาคมแกร่งกล้ายิ่ง จนเลื่องลือไปทั่วหิมพานต์ทีเดียว...ดังนั้นจึงไม่มีผู้ฤทธิ์หรือยักษ์มารใดกล้ารังควานต่อเหล่าเทพกินนร...และก็ด้วยเหตุที่ไม่เคยมีเภทภัยให้หวาดหวั่นนี้เอง ธิดาทั้งสามจึงชอบหลบเหล่าพี่เลี้ยงนางกำนัลออกมาเที่ยวเล่นในป่าหิมพานต์กันตามลำพังเช่นนี้เสมอ”

แล้วพวกนางมีคู่หมายหมั้นหรือยัง” อมรเทพถามขึ้นเมื่อเห็นคู่สนทนาเงียบไป

“โปรดอภัยด้วยเถิดเทวะ...ข้อนี้ข้าพระเจ้าไม่ทราบเลย” น้ำเสียงที่ตอบสั่นสะท้านเล็กน้อยด้วยเกรงบารมีของ

อีกฝ่าย

“ไม่เป็นไร...อย่างได้กังวลเลยท่านเทพารักษ์ เรื่องนี้ไว้เราจะไปถามจากพระเสื้อเมืองแห่งภัทรานครเอง...ขอบใจท่านมากที่ให้ความกระจ่างแก่เรา” กล่าวจบคำ อมรเทพกลายร่างเป็นกลุ่มรัศมีพุ่งวาบจากไป

ตอน 3

เมื่อสืบได้ความแน่นอนแล้ว...อมรเทพก็นำขึ้นกราบทูลพระเสาร์ตามความจริงว่า “ราชธิดาทั้งสามของท้าวธุมราชยังมิได้มีคู่หมายหมั้นพระเจ้าค่ะ...และผู้มีความงามเป็นเลิศก็คือพระธิดาองค์เล็กเกศกัลยา”

พระเสาร์รับฟังจบก็นิ่งตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง จึงตรัสว่า “เราจะไปเยือนท้าวธุมราชอย่างเป็นทางการ เพื่อสู่ขอ

เกศกัลยาเป็นชายา...อมรเทพ ท่านจงไปตระเตรียมขบวนเกียรติยศตามพิธีการให้เรียบร้อย”

“พระเจ้าค่ะ”

...การมาเยื่อนของพระเสาร์ทำให้ท้าวธุมราชทรงกังวลอย่างยิ่ง ด้วยไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุดีเหตุร้ายประการใดขึ้น

ต่อเมื่อได้รู้ว่าพระเสาร์เสด็จมาเพื่อสู่ขอเกศกัลยาพระธิดาพระองค์เล็กไปเป็นชายา โดยมีพระประสงค์ให้นางเข้าเฝ้าถวายคำตอบด้วยตัวของนางเองในวันรุ่งขึ้น...ท้าวธุมราชจึงคอยรู้สึกโล่งอกแต่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น! เพราะอีกครึ่งหนึ่ง...ก็ต้องดูจากผลแห่งคำตอบของพระธิดาองค์น้อย...

ดังนั้นหลังจากทูลอัญเชิญพระเสาร์ให้ประทับยังพระตำหนักรับรองราชอาคันตุกะแล้ว ท้าวธุมราชก็ทรงนำเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มาตรัสเล่าให้พระมเหสีและพระราชธิดาทั้งสามซึ่งกำลังกรองดอกไม้อยู่ด้วยกันฟัง พร้อมกับปรับทุกข์ว่า “เราเกรงว่า...ถ้าลูกหญิงเกศกัลยาทูลถวายคำตอบไม่เป็นที่พอพระทัยแห่งองค์เทวะ อาจจะทำให้พระองค์ทรงพิโรธได้ง่ายๆ ซึ่งนั้นย่อมหมายถึงความพินาศจะเกิดขึ้นกับภัทรานครอย่างยากหลีกเลี่ยงพ้น”

“เสด็จพ่อตรัสเหมือนหมายพระทัยจะถวายลูกแด่พระเสาร์...เทวะผู้ทรงมีพระทัยร้อนประดุจเปลวเพลิงและฉุนเฉียวเป็นเนืองนิตย์” เกศกัลยาคร่ำครวญเพราะตระหนกกับข่าวที่ได้ยิน “แต่...ลูกมิได้รักพระองค์ ไม่เคยแม้จะพบพาน...แล้วจะให้ลูกรับคำอภิเษกสมรสด้วยองค์เทวะได้อย่างไร...ได้โปรดเถิดเพคะเสด็จพ่อ”

พระมเหสีเกศินีแม้จะทรงรู้สึกสงสารธิดาน้อยที่น้ำตาอาบแก้มก็ทำได้เพียงแค่อ้างเอาเหตุผลมาตรัสปลอบว่า

“อย่าเอาแต่เศร้าโศกสิลูกแม่...ธรรมดาหญิงเมื่อเติบโตใหญ่ย่อมต้องออกเรือน อย่าว่าแต่ผู้หมายปองเจ้าทรงเป็นเทพผู้ใหญ่ซึ่งสูงส่งยิ่ง...เช่นนี้ควรนับว่าเป็นวาสนาจึงจะถูกนะลูกหญิง”

“เพคะเสด็จแม่ ลูกก็รู้ หากอภิเษกสมรสด้วยองค์พระเสาร์ก็จะได้เป็นเทพเทวีผู้สูงศักดิ์ อยู่บนทิพย์วิมานที่วิจิตรด้วยอัญมณีและสิ่งวิเศษอันล้ำค่า แม้แต่นางฟ้าบนสวรรค์ก็ต้องก้มเศียรให้ยามลูกกรายผ่าน...แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ลูกปรารถนาเพคะ...ลูกอยากอยู่ที่นี่...ที่นี่ลูกก็มีความสุขความอบอุ่นอย่างเปี่ยมล้นแล้ว ไยจะต้องผลักไสลูกให้ไปกับผู้ที่ลูกไม่เคยรู้จัก ต้องไปอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างนั้นด้วยเพคะ” นางทูลพลางน้ำตาไหลพราก

เกศสุดาและเกศประภา สองพี่หญิงได้รับรู้อยู่ด้วยจึงมีสีหน้าเศร้าสลดไปตามๆกันเพราะความเห็นใจ

“ร้องไห้ไปไย ลูกหญิง” ท้าวธุมราชตรัสสุรเสียงอ่อนโยน “ใช่ว่าพ่อจะแข็งขืนบังคับยกเจ้าแด่องค์เทวะเสียเมื่อไหร่เล่า เพียงแต่อยากให้เจ้าคิดให้ดีก่อนจะถวายคำตอบพระองค์เท่านั้น...เฮ้อ! เพราะเราไม่อาจคาดคิดถึงพระทัยของผู้ทรงอำนาจยิ่งใหญ่เช่นนั้นได้”

แล้วท้าวธุมราชก็ทรงยื่นสร้อยข้อมือเล็กๆประดับบุษราคัมน้ำงามเส้นหนึ่งแก่เกศกัลยาอย่างนึกได้ ตรัสว่า

“อ้อ...องค์เทวะตรัสว่าเก็บสร้อยเส้นนี้ของเจ้าได้ที่ใต้ต้นไทรในป่าหิมพานต์”

คำตรัสประโยคหลังของพระบิดาทำให้ราชธิดาทั้งสามต่างรู้ทันทีว่าผู้ที่นางพากันเข้าใจว่าเป็นเพียงเทพารักษ์ซึ่งพบในป่าหิมพานต์นั้นแท้จริงก็คือองค์พระเสาร์...

เกศสุดาจึงรู้สึกผิดหวังและเสียใจยิ่ง เพราะผู้ที่นางแอบหลงรักกลับหมายปองน้องหญิงของนางเอง

ในขณะที่เกศกัลยาเฝ้าแต่ครุ่นคิดอยู่ตลอดคืนว่าจะทูลพระเสาร์อย่างไรจึงไม่ทำให้พระองค์ทรงพิโรธ และสามารถช่วยให้เกศสุดาพี่หญิงใหญ่สมหวังด้วย...

แล้วในเช้าวันรุ่งขึ้น...เมื่อได้เข้าเฝ้า เกศกัลยาก็ทูลว่า “ข้าแต่องค์เทวะพระผู้เป็นเจ้า หม่อมฉันยินดียิ่งเพคะที่จะได้ติดตามเป็นบาทบริจาริกาในพระองค์ผู้ประเสริฐ...แต่ขอพระกรุณาได้โปรดประทานพรให้แก่หม่อมฉันสองประการก่อนเถอะเพคะ...พระผู้เป็นเจ้า”

“ได้สิ...เจ้าต้องการสิ่งใดก็บอกมาเถอะ” พระเสาร์ทรงรับคำสุรเสียงเรียบ

หม่อมฉันไม่อยากจากภัทรานครไปอย่างกะทันหันเช่นนี้..โปรดให้เวลาหม่อมฉันได้อยู่กับเสด็จพ่อเสด็จแม่อีกสามปีเถิดเพคะ”

“แล้วอีกประการหนึ่งล่ะ”

“หม่อมฉันเป็นเพียงนางกินนรเท่านั้น ย่อมแก่เฒ่าชราไปตามวัยความงามก็ไม่อาจยั่งยืนทัดเทียมกับเทพธิดาที่แท้บนแดนสรวงได้...หากองค์เทวะทรงเมตตา ก็โปรดประทานสิ่งที่สามารถรักษาชีวิตและความงามให้เป็นอัมตะแก่หม่อมฉันด้วยเพคะ”

“ตกลง...อีกสามปีนับจากนี้ ในวันครบกำหนด เราจะให้สิ่งวิเศษนั้นแก่เจ้า และพิธีอภิเษกก็จะจัดขึ้นในวันนั้นเช่นกัน” พระเสาร์ตรัสเป็นคำมั่นก่อนจะเสด็จจากไป...

เกศกัลยาจึงนำข่าวนี้ไปแจ้งให้เกศสุดาที่กำลังที่กำลังทุกข์ใจ โดยมีเกศประภาเฝ้าหลอบอยู่ข้างๆทราบ พร้อมกับกล่าวเสริมว่า “น้องได้ถ่วงเวลาไว้สามปีเพคะ และในเวลาสามปีนี้ ยามใดที่องค์เทวะเสด็จมาเยือน น้องก็จะหาทางเลี่ยงห่างเสีย พี่หญิงจงคอยปรนนิบัติพระองค์ให้ดี น้องเชื่อว่าความดีของพี่หญิงจะสามารถเปลี่ยนพระทัยขององค์เทวะได้...ส่วนเรื่องของวิเศษนั้นน้องเพียงยกขึ้นมาบังหน้าการถ่วงเวลาเท่านั้นเพคะ”

ข่าวที่ได้รับได้จุดประกายแห่งความหวังขึ้นใหม่ในใจของนางกินรีน้อยเกศสุดา...แต่แล้วความละอายใจก็เข้ามาแทนที่

“น้องไม่ควรเสียสละเพื่อพี่ถึงเพียงนี้เลย...น้องเกศกัลยา”

“หามิได้เพคะ น้องไม่ได้เสียสละอะไรเลย เพราะผู้ที่มีใจด้วยองค์เทวะคือพี่หญิง มิใช่น้อง”

กินรีน้อยกล่าวพลางกุมมือผู้เป็นพี่หญิงไว้อย่างปลอบโยน

ดวงหน้าสวยสะคราญของเกศสุดาจึงปรากฏรอยแย้มยิ้มที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง...

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED