"เฮ้อ ข่าวลือที่ว่าแดนสรวงโสมถูกบุกเมื่ออาทิตย์ก่อน เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ ?" หนึ่งในชายฉกรรจ์บนโต๊ะอาหารถอนหายใจพลางเอ่ยเปิดเรื่อง ก่อนตักชิ้นเนื้อวางลงบนจานอาหารตรงหน้าตน
"ข้าเองก็ได้ยินมาว่าอย่างนั้น เห็นว่าศิลากาฬที่อยู่ในความดูแลของท่านคามาร์ก็ถูกขโมยหายไป" ชายที่นั่งข้าง ๆ หันใบหน้ากลับมาหาคนถามพร้อมเอ่ยตอบอย่างที่ตนได้ยินมา
"แต่ข้าว่าไม่นา" อีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเอ่ยลากเสียงยาวทำท่าทางครุ่นคิดแล้วกล่าวต่อ
"แดนสรวงโสมใช่ว่าใครจะเข้าออกได้โดยง่าย นอกจากจะมีหมู่บ้านไร้รัตเป็นเมืองหน้าด่านแล้ว ยังมี ‘ทวิรมนตรา’ คอยคุ้มกันศิลากาฬอยู่ด้วย อย่าว่าแต่เป็นไปได้ยากเลย ข้าว่าไม่มีทางเป็นไปได้เสียมากกว่า จะมีผู้ใดกล้าบุกเข้าเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ การคุ้มกันออกจะแน่นหนาเสียขนาดนั้น" ว่าเสร็จก็โบกมือทำท่าทางให้คนทั้งโต๊ะเห็นว่าเรื่องที่ได้ยินมานั้นไม่มีทางเป็นไปได้อย่างที่ตนเอ่ย
"นี่ก็ผ่านมาเกือบห้าร้อยปีแล้ว มนตราที่เจ้าว่ามันจะมีอยู่จริง ๆ หรือ ?" ชายคนแรกที่กล่าวเปิดเรื่องหันไปหาแนวร่วมกับบรรดาชายฉกรรจ์บนโต๊ะ ชักจูงให้คนฟังเห็นด้วยกับตน
"ข้าเกิดมาจนหัวจะหงอกอยู่รอมร่อ ยังมิเคยได้เห็นเป็นบุญตาสักครั้ง" ว่าเสร็จก็ตักข้าวเข้าปากคำใหญ่ก่อนหันไปซดน้ำแกงให้คล่องคอ
"เรื่องนั้นข้าไม่สนหรอก เพราะข่าวที่ข้าได้ยินมามันยิ่งกว่านั้นเสียอีก" ครานี้ดูเหมือนจะเป็นชายหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มเอ่ยปากบ้าง เขาใช้ตะเกียบคีบเศษผักที่เหลืออยู่บนจานตรงหน้าส่งมันเข้าปาก เคี้ยวชิมรสช้า ๆ โดยไม่ได้สนใจสายตาใคร่รู้อีกแปดคู่ที่กำลังมองมา จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบนาที ถึงพึ่งรู้สึกได้ว่าตนตกเป็นเป้าสายตาจากบรรดาผู้ร่วมโต๊ะอาหาร
"ว่ามาบรูช" หนึ่งในสี่คนบนโต๊ะเอ่ยเร่ง วางช้อนในมือลง จดจ่อใบหน้าของชายหนุ่มที่กำลังเลิกคิ้วมองตนอยู่
บรูชกวาดสายตาไล่มองแต่ละคนที่กำลังจ้องเขา แล้ววางตะเกียบในมือลงบ้าง
"นี่นะ ข้าไม่มั่นใจนักหรอกว่าศิลากาฬถูกขโมยไปหรือไม่ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้ามั่นใจนัก" กล่าวเสร็จเขาค่อย ๆ โน้มหน้าเข้าหาวงสนทนา กดเสียงทุ้มต่ำลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
"ลุงข้าบอกมาว่า ศิลากาฬกลับมามีพลังอำนาจอีกครั้งแล้วน่ะสิ"
เมื่อประโยคดังกล่าวจบลง ชายฉกรรจ์เหล่านั้นต่างแสดงสีหน้าตกใจในทันที บางคนลอบกลืนน้ำลาย บางคนมือไม้อ่อนจนเผลอทำช้อนหลุดมือ บางคนถึงกับหาเส้นเสียงตนเองไม่พบ
ข่าวจากบรูชใช่ว่าจะเชื่อถือไม่ได้เสียทีเดียว เพราะคนในพื้นที่นี้ต่างรู้กันดีว่าลุงของเขาทำงานเป็นทหารประจำหน่วยอยู่ที่หมู่บ้านไร้รัต ดังนั้นข่าวที่ได้ยินมาก็คงมีมูลอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
หลายวันมานี้ข่าวศิลากาฬถูกขโมยแพร่สะพัดไปตามเมืองต่าง ๆ ด้วยเวลาอันรวดเร็ว แต่ทว่ากลับไร้เงาของสภาหลวงออกมาชี้แจงถึงข่าวที่กำลังเป็นที่จับตามองของประชาชนชาวไซโดเวีย ไม่มีใครรู้แน่ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่แดนสรวงโสม แต่หากเลือกได้พวกเขายอมให้ศิลากาฬถูกขโมยหายไปดีกว่าให้มันหวนคืนสู่พลังอำนาจ เพราะการหวนคืนก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งสัญญาณเตือนถึง ‘หายนะ’ ที่กำลังมาเยือนแคว้นไซโดเวีย
"ถ้าอย่างนั้นเรื่อง ‘เทวามาร’ ก็อาจเป็นจริงน่ะสิ" ชายที่นั่งตรงข้ามบรูชหรี่นัยน์ตาเล็กลงโน้มหน้าเข้ามาใกล้คนในวงสนทนามากขึ้นกว่าเดิม แล้วกระซิบถามว่า "บุตรเทพแห่งจอมมารที่เล่าลือกันว่าถือกำเนิดขึ้นเมื่อยี่สิบปีก่อน เป็นเรื่องจริงน่ะหรือ ?"
สิ้นคำถาม ชายฉกรรจ์ที่นั่งล้อมวงกันบนโต๊ะอาหารต่างต้องสะดุ้งตกใจเมื่อมีหนึ่งในนั้นตบโต๊ะจนเกิดเสียงดังฉาดใหญ่
"จะไม่จริงได้อย่างไร จะมีผู้ใดอีกที่สามารถบัญชาสั่งการศิลากาฬให้หวนคืนสู่พลังได้ นอกจากมัน... เทวามารจอมมารโฉดชั่วที่แม้แต่สวรรค์ยังมิต้องการ!"
ซาเรย์หมุนตัวออกจากร้านอาหารหลังจากจ่ายเงินเสร็จ เขาได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับศิลากาฬตลอดการเดินทางกลับจากหุบยมกว่าครึ่งค่อนวัน ชาวบ้านทั่วทั้งแคว้นต่างหวั่นวิตกเกี่ยวกับข่าวลือของศิลากาฬหรือหินแห่งความตายที่เก็บรักษาไว้ ณ แดนสรวงโสม ถูกขโมยหายไป ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของผู้ใดแต่กลับพร้อมใจเห็นชอบตรงกันว่าจะเป็นฝีมือของผู้ใดไปมิได้ นอกจากเทวามาร
บ้างว่าเทวามารบุกสรวงโสม และลงมืออย่างอุกอาจเพียงผู้เดียวในยามวิกาลปลุกพลังอำนาจศิลากาฬให้หวนคืนอย่างที่ไม่เกรงกลัวผู้ใด แม้แต่ผู้เฝ้ารักษาที่สืบสายเลือดจากทวยเทพ ผู้ซึ่งครอบครองพลังวิเศษจากทวิรมนตรา อย่างพวกตระกูลคานวาเรส
บ้างก็ว่าเทวามารปลุกเหล่าปีศาจ อสูรกายทาสรับใช้เข้าทำลายเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ขโมยเอาศิลากาฬก่อนจะใช้มันทำลายทวิรมนตราแล้วหายเข้ากลีบเมฆเพื่อรอวันฟื้นคืนพลังเข้าทำลายสวรรค์พร้อมกับยึดครองไซโดเวียคืนให้แก่เหล่าปีศาจ หมู่มาร ทาสผู้รับใช้มัน
แต่เรื่องทั้งหมดนั้นจะจริงเท็จประการใด คงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ดีไปกว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘หัวขโมย’ ครั้นจะตามหาตัวหัวขโมยเพื่อสอบถามความจริงให้กระจ่างก็มิอาจทำได้ เพราะทั่วทั้งแคว้นไซโดเวียหารู้ไม่ว่าผู้ใด คือ เทวามาร!
ซาเรย์ไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระ รู้สึกเบื่อหน่ายกับคำกล่าวอ้างและเรื่องราวอันไร้แก่นสารที่ไม่มีแม้แต่หลักฐานใดชี้ชัด
แต่ทว่าในเรื่องที่ได้ยินมาก็พอมีส่วนจริงอยู่บ้าง อย่างที่ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นกล่าว ศิลากาฬไม่ใช่สิ่งของที่ถูกวางทิ้งไว้ตามทางเดินเพื่อรอให้ผู้ใดพบเห็นแล้วหยิบฉวยติดมือกลับบ้าน เพราะนอกจากมันจะถูกเก็บรักษาไว้ในห้องลับ มันยังถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนาทั้งเวทมนตร์ คาถา อักขระวิชา และที่ขาดไม่ได้...ทวิรมนตรา มนตราอันเก่าแก่ของตระกูลคานวาเรส
แน่นอนว่าสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด ซาเรย์ไม่ได้ท่องจำจากในตำราเรียนหรือฟังข่าวลือไร้ความจริงผ่านสองหู แต่เป็นเพราะเขาเองก็เป็นหนึ่งใน ‘ผู้หลงผิด’ ที่คิดขโมยศิลากาฬมาแล้วครั้งหนึ่ง และมันส่งผลกับชีวิตอันสุขสงบของเขาตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเต็มที่ศึกษาอยู่แดนสรวงโสม
ย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน ซาเรย์ บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลโทจินถูกส่งตัวไปยังแดนสรวงโสมเพื่อเข้ารับการศึกษาและเตรียมพร้อมขึ้นเป็นประมุขแห่งหัวเมืองใหญ่ซีซาน เช่นเดียวกับเด็กคนอื่น ๆ อีกเกือบหกสิบคนที่ต้องเตรียมพร้อมเช่นเดียวกับซาเรย์ จากทั้งหมดสี่หัวเมืองใหญ่ และอีกห้าสิบเจ็ดเมืองรองของแคว้นไซโดเวีย
ในตอนนั้นซาเรย์มีอายุเพียงแค่สิบสามปี ถึงแม้จะไม่ใช่เด็กที่อายุน้อยที่สุดในรุ่น แต่เขากลับถูกมองว่าทำตัว ‘เด็ก’ จากผู้นำรุ่นที่อายุมากกว่าเขาเพียงแค่สี่ปีเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เพื่อจะกอบกู้ศักดิ์ศรีและพิสูจน์ว่าตนไม่ใช่เด็กอย่างที่ถูกกล่าวหา เขาจึงหาทางเอาชนะผู้นำรุ่นอย่างคิเฮย์ คานวาเรส ด้วยการลอบเข้าไป ‘ขโมย’ ศิลากาฬ เพียงเพื่อหวังจะเอาชนะ
แต่สุดท้ายแล้วนอกจากจะไม่ชนะ เขายังต้องถูกเชิญผู้ปกครอง ถูกลงโทษทางวินัย ถูกกักบริเวณ และยังต้องบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวมร่วมกับผู้นำรุ่นด้วยการออกล่าปีศาจ กำจัดหมู่มาร ก่อนท้ายที่สุดจะถูก คิเฮย์ คานวาเรส จับตามองแทบจะตลอดเวลาหนึ่งปีเต็ม ที่ต้องอยู่ ณ แดนสรวงโสม
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ก็พาลให้ซาเรย์นึกถึงใบหน้า
นิ่ง ๆ อันจืดชืดดุจชาไร้รสชาติของคิเฮย์อย่างช่วยไม่ได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้เจ้าตัวจะปั้นสีหน้ายังไง เมื่อรู้ว่าศิลากาฬที่พยายามเฝ้ารักษาดั่งไข่ในหินถูกขโมยหายไปด้วยฝีมือของผู้ที่ถูกกล่าวขานถึงอย่างเทวามาร
แต่ไม่ว่าสีหน้านั้นจะออกมาเป็นแบบไหน มันก็คงดูดีกว่าใบหน้าไร้สภาวะอารมณ์ที่เหมือนแท่นหินสลักชื่อบรรพบุรุษหน้าหลุมฝังศพที่เขามักเห็นและสักการบูชาเป็นประจำในสุสานของตระกูล
ชั่วขณะที่ซาเรย์กำลังนึกขำภาพใบหน้าของคิเฮย์ที่อยู่ในจินตนาการ จู่ ๆ ร่างสูงสง่าของใครคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางฝูงชนที่เดินขวักไขว่ไปมากลางท้องถนนของเขตหัวเมืองใหญ่แห่งซีซาน ที่ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะพบเจอคนผู้นี้ที่นี่ ไม่รู้แน่ว่ามีเหตุอันใด แต่ภายในใจลึก ๆ ของซาเรย์กลับร้องบอกว่าอาจเป็นเพราะเรื่องข่าวลือที่กำลังแพร่สะพัดไปทั่วทั้งแคว้นไซโดเวียในยามนี้… เรื่องของศิลากาฬ
ซาเรย์หันหลังทันทีตามสัญชาตญาณ นึกไม่ถึงว่าคนที่ตนกำลังจินตนาการจะมาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ เพื่อความแน่ใจเขาจึงค่อย ๆ หันใบหน้าเสี้ยวหนึ่งมองข้ามหัวไหล่ตนไปยังร่างสูงนั้นอีกครั้ง
ทันทีที่ภาพของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งภายใต้อาภรณ์อันวิจิตรฉายชัดในดวงตา ซาเรย์ถึงกับสะดุ้งตกใจ หันใบหน้ากลับมาเมื่อมั่นใจแล้วว่าชายผู้นั้นคือคนเดียวกันกับที่เขาจินตนาการถึง ‘คิเฮย์’ คุณชายรองแห่งตระกูลคานวาเรส
ซาเรย์ยืนนิ่ง ยกมือขึ้นลูบคางไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนกระตุกยิ้มมุมปากเหมือนเจอของเล่นถูกใจในวัยเด็ก
ไม่ได้เจอกันเสียนาน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะคิดถึงเขาเหมือนที่เขาคิดถึงหรือไม่ เพราะถึงแม้ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและคิเฮย์จะเป็นไปได้ไม่ดีนักระหว่างที่อยู่แดนสรวงโสม แต่ก็ใช่ว่าจะย่ำแย่ถึงขั้นที่ไม่อาจญาติดีกันได้
ในเมื่อเห็นแบบนี้แล้วเขาจึงก้มลงจัดระเบียบเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นของตนให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดีเข้าไปทักทายสหายเก่าให้หายคิดถึง
ซาเรย์เงยหน้าขึ้นอีกครั้งหลังจัดแจงกับตนเองเรียบร้อยแล้ว ก่อนเห็นแผ่นหลังกว้างของชายร่างสูงเดินเลยผ่านเขาไปได้ไม่ไกลนัก
"คุณชายรองคานวาเรส!"
เสียงตะโกนนั้นทำเจ้าของชื่อชะงักเท้าเล็กน้อย ยังไม่ทันได้หันกลับไปตามเสียงเรียก ก็พบเข้ากับใบหน้าเปื้อนยิ้มของใครบางคนโผล่มาจากทางด้านหลัง
คิเฮย์ยังคงทำหน้านิ่งไม่ตอบกลับหรือส่งยิ้มให้แก่ผู้ที่เอ่ยเรียกตนตามมารยาทที่ควรทำ เขาเพียงแค่หยุดเดิน ปรายหางตามองไปยังบุรุษที่เดินขึ้นมาขวางหน้าเขาไว้ ก่อนเบี่ยงตัวหลบแล้วเดินต่อไปเบื้องหน้าโดยไม่ได้สนใจซาเรย์แม้แต่น้อย
แรกที่คิเฮย์ชะงักเท้าไม่ใช่เพราะชื่อเขาที่ถูกเรียก หากแต่เป็นเสียงอันเคยคุ้นที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินในเวลานี้ เวลาที่ไม่เหมาะควรอย่างยิ่ง
สำหรับคิเฮย์แล้วการได้พบกับ ‘ซาเรย์ โทจิน’ ก็เหมือนการได้เจอเรื่องยุ่งยากที่ไม่ควรจะยุ่งยากเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ฉะนั้นตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเขาจึงเลือกเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายอยู่เงียบ ๆ โดยที่เจ้าตัวไม่เคยจะรู้
ซาเรย์เมื่อถูกเมิน เขาก็ยังคงไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่า ‘หนักกว่านี้ก็เจอมาแล้ว’ ดังนั้นเขาจึงยังคงวิ่งตามร่างสูงไปถึงแม้จะไม่ได้รับการตอบสนองกลับจากอีกฝ่ายก็ตาม
"นี่ เจ้ามาทำอะไรที่นี่" ซาเรย์สืบเท้าเดินขึ้นมาเทียบไหล่ชายหนุ่มที่รูปร่างสูงกว่าเขาสี่ถึงห้านิ้ว
"จะมาเมืองข้าทั้งทีไม่บอกข้าก่อนล่ะ ข้าจะได้เตรียมต้อนรับ"
ยังคงไม่มีเสียงตอบรับใดจากบุรุษที่ยังคงก้าวเดินอย่างมาดมั่น นั่นไม่ได้สร้างความหงุดหงิดใจหรือรู้สึกไร้ตัวตนสำหรับคนอย่างซาเรย์ เขายังคงพูดนั้น ถามนี่ไปเรื่อย ซึ่งมันดูเหมือนว่าจะเป็นเขาที่ถามเองตอบเองอยู่เพียงฝ่ายเดียว
…แต่ก็นั่นแหละ ก็บอกแล้วไง หนักกว่านี้จากคิเฮย์ คนอย่างซาเรย์ก็เจอมาแล้ว
"เจ้ากำลังจะไปที่ไหน ?" อ้าปากถามยังไม่ทันจะจบประโยค จู่ ๆ คิเฮย์ก็หยุดเดินแล้วหันหน้าหลุบนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนลง มองไปยังชายหนุ่มผมดำร่างเล็กเพียงชั่วครู่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อมองไปยังซุ้มโค้งประตูเบื้องหน้า
ซาเรย์หยุดชะงักตามร่างสูง เขาลืมประโยคคำถามไปเสียสิ้น ก่อนจะค่อย ๆ หันหน้ามองตามสายตาของอีกฝ่ายขึ้นไป
"สำนักเรียนโทจิน" ซาเรย์อ่านอักษรบนป้ายเบา ๆ ก่อนจะมุ่นหัวคิ้วเข้าหากันพร้อมพึมพำกับตนเอง
"นี่มัน… สำนักเรียนของตระกูลข้า" ซึ่งกว่าจะรู้ตัวอีกทีคิเฮย์ก็เดินเลยผ่านเขา ข้ามซุ้มประตูเข้าไปภายในรั้วกำแพงปูนขนาดสูงกว่าสิบเมตรเสียแล้ว
‘สำนักเรียนโทจิน’ อยู่ในการความดูแลของประมุขโอจุน โทจิน นักปราชญ์อาวุโสแห่งหัวเมืองใหญ่ซีซาน หนึ่งในผู้นำสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้นไซโดเวีย เขาปกครองเมืองรองทั้งหมด 21 เมือง จัดการงานด้านการศึกษาทั้งหมดของแคว้น และยังถูกนับหน้าถือตาให้เป็นนักปราชญ์อันทรงเกียรติที่เก่งที่สุดแห่งยุคนี้
คิเฮย์เดินผ่านลานโล่งด้านหน้าที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าอ่อน มันถูกตัดให้ราบเสมอเป็นหน้าตัดเดียวกันอยู่เป็นประจำ เขามุ่งหน้าไปยังตึกไม้หลังใหญ่สองชั้นที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางตำหนักน้อยใหญ่หลายหลัง แต่เมื่อมาถึงตีนบันไดเขากลับหยุดเล็กน้อย เพื่อจะหมุนตัวเดินเลี้ยวซ้ายไปยังเส้นทางอีกทางที่พาอ้อมไปยังด้านหลังของตัวอาคาร
เขาเดินผ่านต้นไม้ใหญ่หลากหลายชนิดที่แข่งกันแผ่กิ่งก้านเพื่อขยายอาณาเขตเบื้องล่างให้ร่มรื่น ใกล้กันนั้นยังมีสระบัวขนาดย่อมที่เป็นแหล่งกำเนิดของบัวหลายสายพันธุ์ให้ได้ชม ซึ่งในยามเที่ยงเช่นนี้บรรดาลูกศิษย์ตระกูลโทจินต่างพากันออกมานั่งพักผ่อนหย่อนใจหลังจากที่ผ่านการเรียนในช่วงเช้ามาแล้ว
ศิษย์ตระกูลโทจินหลายคนเมื่อเห็นบุรุษหนุ่มร่างสูงในชุดคลุมสีครีมเข้มเดินเลยผ่านทางมา จึงต่างพากันลุกขึ้นยืนทำความเคารพผู้ที่เป็นทั้งศิษย์พี่และอาจารย์ของพวกเขาในทันที
คิเฮย์เพียงพยักหน้าตอบรับก่อนจะเดินต่อไปอย่างไม่เร่งรีบนัก เมื่อห่างจากศิษย์เหล่านั้นได้พอประมาณ เขาจึงหยุดเดิน หลับตาสูดกลิ่นอายของธรรมชาติเข้าให้เต็มปอด เรียกเอาความสดชื่นและลบข้อหมองใจที่มีอยู่ในหัวออกไปได้บ้าง
แต่เพียงไม่นานเสียงฝีเท้าและคำบ่นของใครบางคนจำต้องทำให้เขาลืมตาขึ้น กวาดนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนไปยังที่มาของเสียงด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง
คิเฮย์ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวเพื่อเบี่ยงตัวหลบหลังต้นไม้ใหญ่ เมื่อเห็นสายตาคู่สีดำนิลกำลังแลซ้ายทีขวาทีจากตรงหน้าระเบียงห้องทำงานของประมุขโอจุน
ร่างบางในชุดสีดำตัดขอบด้วยสีน้ำเงินเข้มกำลังชะโงกหน้ามองหาบางสิ่ง แต่เมื่อไม่เห็นสิ่งที่ตนกำลังตามหาจึงได้แต่พ่นลมพองแก้มระบายความหงุดหงิดใจ โดยไม่ได้สนใจคำจากบิดาที่ตะโกนถามออกมาจากภายในห้อง
คิเฮย์ยืนมองร่างนั้นสะบัดผมดำรวบหนาเดินจากไปยังทางเดิม เขาค่อนข้างโล่งใจที่ซาเรย์ไม่รั้นอยู่ต่อ แต่อีกใจก็ยังคงรู้สึกระแวง เมื่อนี่ไม่ใช่วิสัยของคนอย่างซาเรย์ โทจิน แต่ใครจะรู้ เจ้าตัวอาจโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแล้วในรอบเจ็ดปีที่ผ่านมา ถึงแม้ความเป็นไปได้มันจะน้อยหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยก็ตามที
บุรุษหนุ่มร่างสูงถอนหายใจอีกครั้งกับความคิดของตน ก่อนสูดเอาความสดชื่นเข้าให้เต็มปอดเป็นรอบที่สอง เมื่อเริ่มรู้สึกดีขึ้นจึงก้าวออกจากหลังต้นไม้ใหญ่เพื่อเลี้ยวไปยังเส้นทางที่นำไปสู่ห้องทำงานของประมุขโทจินแห่งหัวเมืองใหญ่ซีซาน
อันที่จริงแล้วเขาไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการเดิมอ้อม ในเมื่อสามารถเดินทะลุอาคารหลังใหญ่ด้านหน้าเพื่อใช้ทางเดินเชื่อมไปยังตำหนักของประมุขโทจินได้เพียงแค่เสี้ยวนาที ซึ่งนั่นเป็นเรื่องปกติที่เขามักทำ เมื่อต้องมาทำงานหรือประจำการที่นี่ แต่หนนี้ดันมี ‘เด็ก’ โผล่มา เขาจึงจำต้องเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลบความป่วนของเจ้าเด็กที่มักดื้อ และหัวแข็งอย่าง ซาเรย์ โทจิน
ประตูหน้าห้องทำงานถูกเปิดทิ้งไว้ แต่คิเฮย์ยังคงเคาะตามมารยาท เมื่อได้ยินเสียงขานรับจากภายใน เขาจึงก้าวเท้าผ่านบานประตูเดินเลยเข้าไปหยุดยืนหน้าโต๊ะไม้ ก่อนโค้งคำนับผู้อาวุโสที่กำลังวุ่นอยู่กับกองเอกสารงานบนโต๊ะจนไม่มีแม้แต่เวลาเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน
"ประมุขโทจิน" จนเมื่อคิเฮย์เอ่ยเรียก อีกฝ่ายจึงค่อยหยุดการกระทำที่อยู่ตรงหน้า เหลือบนัยน์ตาภายใต้กรอบแว่นขึ้นมองเขาที่ค่อย ๆ ยืดตัวสูงขึ้นหลังจากโค้งคำนับเมื่อครู่
ผู้ถูกเรียกระบายยิ้มบางเบาเมื่อรู้ว่า ‘ใครบางคน’ ที่ซาเรย์ถามถึงก่อนหน้านี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนตรงหน้า ‘คิเฮย์ คานวาเรส คุณชายรองแห่งแคว้นไซโดเวีย’
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คิเฮย์ปรากฏตัวขึ้น เพราะเจ้าตัวเข้าออกสำนักเรียนโทจินอยู่แล้วเป็นประจำ ในฐานะอาจารย์พิเศษของที่นี่ ต่างจากซาเรย์ผู้เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลโทจิน หากไม่ถูกบังคับไหนเลยจะโผล่หัวเข้ามาที่สำนักเรียนนี้ได้
ซึ่งนั้นสร้างความแปลกใจไม่น้อยให้แก่ผู้เป็นบิดา ที่เห็นตัวลูกชายโผล่เข้ามาที่นี่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อคิเฮย์ปรากฏตัวขึ้น โอจุนจึงเข้าใจได้ในทันที
"ไปยังไงมายังไงถึงได้เจอเจ้าตัวปัญหาเข้าให้" โอจุนเลิกคิ้วถาม ใช่ว่าเขาจะไม่รู้วีรกรรมของบุตรชายเพียงคนเดียวของตนที่มักสร้างเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน โดยเฉพาะกับคิเฮย์ยามเมื่ออยู่ที่แดนสรวงโสม
บุรุษร่างสูงยังคงยืนนิ่ง ไม่ตอบรับหรือเอ่ยสิ่งใดกลับไป มีเพียงนัยน์ตาที่มองตอบกลับมาด้วยแววกังวลเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่ความกังวลนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าของสีหน้าเรียบเฉยที่ไม่มีแม้แต่คลื่นอารมณ์ใดให้ได้เห็น
ประมุขโทจินจึงเปลี่ยนจากยิ้มบางเป็นหัวเราะน้อย ๆ ผ่านลำคอ ทันทีที่เห็นแววความกังวลภายในดวงตาคู่สีน้ำตาลอ่อนนั้น หากจะให้คาดเดาอารมณ์ของบุรุษหนุ่มตรงหน้า เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่า คิเฮย์ควรกังวลเรื่องใดก่อนดี
"เรื่องมนตรามังกรยังมิทันได้ความ ศิลากาฬก็มาหายเสียอีก ไม่รู้ว่าจะตามหาอะไรก่อนกัน" คำกล่าวนั้นเจือไปด้วยน้ำเสียงแห่งการหยอกเหย้า เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูจะเคร่งเครียดเกินไปหน่อย
คิเฮย์พึ่งจะอายุเพียงแค่ยี่สิบต้น ๆ แต่กลับต้องแบกรับภาระเอาไว้หลายอย่างภายใต้ความรับผิดชอบของตระกูลและแคว้น นึกแล้วก็ช่างห่างไกลจากสิ่งที่ลูกชายเขาเป็นเสียเหลือเกิน
"อ้อ แล้วไหนจะเรื่องซาเรย์อีก คิดไว้หน่อยก็ดีนะ" โอจุนรู้ดีว่าบุตรชายตนเป็นคนเช่นไรจึงได้แต่เอ่ยเตือนแบบทีเล่นทีจริง
แต่เมื่อยังเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสดงความผ่อนคลายอย่างที่ควรจะเป็น โอจุนจึงวางเอกสารในมือลง ถอดแว่นตาทรงกลมวางทับไว้ ผุดลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะทำงานมายังด้านหน้าที่มีโต๊ะอีกตัวสำหรับไว้รับรองแขกตั้งอยู่ "เจ้าเองก็อายุยังน้อย ควรหาเรื่องสำราญใจให้แก่ตนเองเสียบ้าง"
มือเหี่ยวขยับเก้าอี้ออกทิ้งตัวลงนั่งพลางเอ่ยด้วยกระแสเสียงแห่งความอบอุ่นอีกครั้ง "ข้าเองก็ได้ยินข่าวลือเช่นกัน แต่คงไม่จริงเสียทั้งหมด ?" นัยน์ตาสีชาแลขึ้นสบกับผู้ที่ยังยืนนิ่ง
คิเฮย์ก้มหน้าหลุบตาลง แล้วเดินเข้าไปนั่งยังเก้าอี้ตัวที่อยู่ตรงข้ามโอจุนด้วยท่าทีสำรวม หลังจากนั่งลงแล้วจึงหันไปหยิบกาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะรินส่งให้ผู้อาวุโสกว่า
"ท่านลุงให้ข้ามาพบท่าน" มือใหญ่ยกกาน้ำชาขึ้นรินให้ตนเองอีกพร้อมกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยท่าทีสุภาพ
โอจุนถอนหายใจบางเบา ยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างไม่เร่งรีบนักก่อนเอ่ย "หากเป็นเรื่องตามหาเทวามาร ข้าเองก็จนปัญญา"
คำว่า ‘จนปัญญา’ ดูจะไม่เกินจริงนัก ถึงแม้ว่าคนที่เอ่ยจะเป็นถึงนักปราชญ์ผู้มากความรู้ก็ตามที เพราะการตามหาเทวามารตั้งแต่วันแรกของคำทำนายจวบจนถึงวันนี้ก็กินเวลาไปกว่ายี่สิบปี ยี่สิบปีที่ไม่พบแม้แต่เงาหรือร่องรอยใด
คิเฮย์ยังคงวางหน้านิ่ง ใช้มือเลื่อนถ้วยชาตนออกห่าง แล้วล้วงมือหยิบบางสิ่งออกจากอกเสื้อวางมันลงบนโต๊ะตรงหน้า
วินาทีที่เห็นกล่องไม้เก่าคร่ำคร่าขนาดเท่าฝ่ามือถูกวางลงบนโต๊ะ ชายผู้อาวุโสขยับนั่งตัวตรงตามสัญชาตญาณของความกลัวที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในจิตใจเขา นัยน์ตาสีชาจ้องมองมันราวกับเห็นสิ่งต้องห้ามที่ไม่ควรข้องเกี่ยว แต่ทว่าในดวงตานั้นกลับแฝงไว้ด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ
"กำปั่นนั่น" คำพูดทั้งหมดไม่ได้หลุดออกจากปากเขา ด้วยเพราะโอจุนรู้ดีว่าสิ่งใดอยู่ภายในกล่อง
โอจุนค่อย ๆ เลื่อนนัยน์ตาขึ้นสบดวงตาของอีกฝ่าย เขายังคงเงียบไม่เอ่ยคำใด เรื่องราวของศิลากาฬที่ถูกขโมยไปหาใช่เรื่องจริงดั่งคำเล่าลือไม่ เรื่องนี้เขาพอจะรู้อยู่แล้ว เพราะหากศิลากาฬเกิดหายขึ้นมาจริง ๆ มีหรือที่สภาหลวงจะยังคงนิ่งเงียบอยู่เช่นนี้
"ศิลากาฬหลอมตัว ความกลัวหวนคืน อาสภกลับฟื้นคืนสู่พื้นพิภพ"
น้ำเสียงอันทรงพลังดุจเสียงคำรามของราชสีห์ นิ่งสงบ เย็นยะเยือก แต่ทว่าแข็งกร้าว พูดเอ่ยขึ้นก่อนที่สลักกำปั่นจะค่อย ๆ หลุดออก
ภายในกล่องไม้สี่เหลี่ยมเผยให้เห็นของบางสิ่งที่มีลักษณะรูปร่างไม่แน่ชัด มันจับตัวเป็นกลุ่มก้อนสีดำขนาดเล็กเท่ากับผลมะนาวผลหนึ่ง หากแต่ว่ายังคงมีส่วนเว้าแหว่งขาดหายไม่สมบรูณ์ปรากฏเป็นรอยแตกร้าวรอบชิ้นส่วนเหล่านั้น
เจ้าก้อนสีดำไร้รูปร่างลอยขึ้นเหนือกำปั่น ฉายชัดสู่สายตาของคนทั้งคู่ มันส่องแสงวาววับหมุนวนสลับสับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายตำแหน่งรอยแหว่งไปมาดั่งสิ่งมีชีวิตที่ถูกกักขังเอาไว้ภายใต้วงล้อมทรงกลมสีทองจาง
"ศิลากาฬกำลังหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้ง"
สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ศิลากาฬค่อย ๆ เคลื่อนย้ายตัวมันเองเข้าหาเส้นขอบของวงล้อม กระจุกรวมตัวกันยังด้านใดด้านหนึ่งค้างนิ่งอยู่เช่นนั้น สร้างความสงสัยให้แก่โอจุนไม่น้อย
ชายชราเก็บงำความสงสัยภายใต้ใบหน้าและแววตาที่ฉายชัดถึงความหนักใจที่มาพร้อมกับความกังวลอย่างไม่อาจปิดบังได้ เขาถอนหายใจเพียงสั้น ๆ แต่หนักหน่วง คิเฮย์จึงเก็บก้อนศิลากาฬเข้าไว้ในกล่องกำปั่นตามเดิม
"คืนนี้ข้าจะเข้าหอคัมภีร์ของตระกูล ดูว่าเผื่อมีอะไรที่พอจะช่วยได้บ้าง" โอจุนต้องยอมรับกับตนเองอย่างเสียไม่ได้ ว่าในตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้นดูจะรุนแรงกว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้มาก ไม่แน่ว่าครานี้อาจเป็นหนสองที่คนอย่างเขาต้องกลับมาใช้คำว่าจนปัญญาอีกหนหนึ่ง
คิเฮย์ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยแทนคำขอบคุณ ก่อนเอื้อมหยิบกล่องกำปั่นที่โดยรอบถูกสลักอักขระโบราณด้วยหมึกสีดำเก็บเข้าไว้ภายในอกเสื้อดังเดิม แล้วจึงหยิบถ้วยชาของตนขึ้นจิบ พลางเอ่ยถามเรื่องราวอีกนิดหน่อยจากชายสูงวัยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามตน โดยไม่รู้เลยว่าไกลออกไปหลังตำหนักมีใครอีกคนกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่
บุรุษหนุ่มร่างบางยกยิ้มมุมปาก ด้วยแววตาประกายแห่งความตื่นเต้นที่แฝงเร้นไปด้วยความหวัง เขาไม่ได้จ้องมองผู้เป็นบิดาหรือบุรุษอีกคนที่นั่งอยู่ภายในห้องนั้น แต่กลับจับจ้องไปยังของบางสิ่งที่ถูกเก็บเข้าไปภายในอกเสื้อของบุรุษหนุ่มนั่นต่างหาก
เมื่อชิ้นศิลากาฬถูกเก็บเข้ากำปั่น ร่างบางบนต้นไม้ใหญ่จึงก้มหน้าลงมองเล่มคัมภีร์บนมือตนก่อนจะพบว่าอักขระสีแดงหม่นที่กำลังปรากฏชัดขึ้นค่อย ๆ เลือนลางลงทีละน้อยจนแทบไม่เห็นเค้าลางของตัวอักขระ สร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าของเล่มคัมภีร์จนต้องชักสีหน้าหงุดหงิดพร้อมกับปิดงับเล่มคัมภีร์บนฝ่ามือ ส่งผลให้มันอันตรธานหายไปในทันที
"คิเฮย์" ริมฝีปากอวบเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ยืนกอดอกพิงลำต้นแกร่งของต้นไม้ใหญ่ปล่อยให้ชายผ้าพลิ้วไหวไปตามแรงลมยามบ่าย
"แล้วเจอกัน"
เขากระตุกยิ้มอีกรอบ นึกคิดถึงเรื่องเมื่อเจ็ดปีก่อนยามเมื่อตนอยู่ที่แดนสรวงโสม คนอย่างคิเฮย์ คานวาเรส ถ้านึกว่าจะหนีซาเรย์ โทจินผู้นี้พ้น นั่นก็หมายความว่าเขาเองเป็นฝ่ายยอมปล่อย
แต่ถ้าไม่ ต่อให้หนีหน้ากันไปไกลแค่ไหน เขาก็จะตามไปทุกที่ ไม่ว่าจะขึ้นสวรรค์หรือลงแดนปรโลก นับจากนี้ไปคิเฮย์คงต้องเรียนรู้เขาให้มากกว่านี้
ในคืนราตรีที่ล่วงเลยเข้าสู่ยามดึก มีแสงจากตะเกียงดวงหนึ่งยังคงส่องสว่างตามจังหวะการก้าวเดินของบุรุษหนุ่มรูปร่างสันทัดในชุดคลุมขาวที่กำลังมุ่งหน้ากลับไปยังหอนอนหลังอาบน้ำเสร็จ เขาค่อย ๆ เดินเป็นจังหวะไม่ช้าและไม่เร็วนัก จนเมื่อก่อนถึงหอนอนเพียงไม่กี่ก้าว ฉับพลันนั้นต้องหยุดชะงัก ใบหน้าคมย่นหัวคิ้วแสดงความสงสัยพร้อมนัยน์ตาที่ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะก้าวเดินต่อไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม
เขาเดินตามทางเดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งขึ้นบันไดไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องห้องหนึ่งบนชั้นสอง มือหนาผลักบานประตูเปิดออก ย่างเท้าเข้าไปในห้องวางตะเกียงลงบนโต๊ะแล้วเดินกลับไปปิดประตูลงกลอนก่อนจะเดินกลับมาเพื่อดับตะเกียง ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดทันทีเป็นสัญญาณบ่งว่าเจ้าของห้องกำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราในอีกไม่ช้านี้
บุรุษหนุ่มร่างบางในชุดคลุมดำกระตุกยิ้มมุมปากเมื่อมองลงมาเห็นไฟจากตะเกียงมอดดับลง เขาเอนกายพิงต้นไม้ด้วยท่าทางสบาย ๆ พร้อมกับฮัมเพลงเสียงเบาอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหย่อนเท้าข้างหนึ่งแกว่งไปมาล้อเล่นกับสายลมหนาวที่พัดเอื่อยในยามดึกของค่ำคืนที่แสงจันทร์ไม่ค่อยสว่างนัก จวบจนกระทั่งเวลาล่วงเข้ายามดึกสงัด เขาจึงกระโดดลุกขึ้นยืนบนกิ่งไม้ โคลงหัวเบา ๆ อย่างใช้ความคิด และเมื่อแน่ใจว่าบุคคลผู้เป็นเป้าหมายเข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว ร่างนั้นก็กระโดดลงตรงไปยังหน้าต่างที่อยู่ชั้นสองทันที
มือเล็กค่อย ๆ แง้มเปิดบานหน้าต่างด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะแทรกกายบางผ่านเข้ามาในห้อง เหลือบตาขึ้นมองร่างบนเตียงด้วยความระแวง และเมื่อยังคงเห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวใดปากบางก็พ่นลมอย่างโล่งอกหันกลับไปปิดบานหน้าต่างไว้ดังเดิม
ร่างในชุดคลุมสีดำตัดขอบสีน้ำเงินเข้มหยุดยืน กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องที่ก่อนหน้านี้เข้ามาสำรวจ(รื้อค้น) ไปแล้วรอบหนึ่งเมื่อตอนหัวค่ำ ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงไม่ต้องเสียเวลาในการรื้อค้น เพราะเมื่อครู่ที่โรงอาบน้ำนอกจากจะเห็นสิ่งที่ตนต้องการแล้ว เขายังเห็นในสิ่งที่ตนไม่ต้องการจะเห็นอีกด้วย ใครจะไปคิดว่าชีวิตนี้ต้องมาแอบดูผู้ชายด้วยกันอาบน้ำ
นัยน์ตาสีดำนิลกลอกมองบน เบ้ปากเบา ๆ เมื่อนึกไปถึงรูปร่างของคนที่ตนไม่ได้ตั้งใจไปแอบดู เพียงแค่เจ็ดปีที่ไม่ได้เจอกันไม่นึกเลยว่าคุณชายรองแห่งแดนสรวงโสมจะร่างกายกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามขนาดนั้น ว่าแล้วก็รู้สึกคัน ๆ ร้อน ๆ ที่ข้างแก้มเมื่อนึกไปถึงสิ่งที่อยู่ต่ำลงไป แต่ก่อนที่ภาพเหล่านั้นจะฉายชัดในความคิด เรือนผมสีดำยาวที่รวบตึงไว้ก็ถูกสะบัดรัวเร็วไล่ภาพที่กำลังจะผุดขึ้นในหัวออกไปทันที สาบานเลยว่าจะให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะเจ้าตัวคนที่เขาไปแอบดู
ผ่านไปชั่วครู่เมื่อไล่ภาพเหล่านั้นออกไปได้หมดแล้ว ร่างบางจึงใช้ปลายเท้าจรดลงพื้นอย่างแผ่วเบาพาตัวเองเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเงียบ เพียงไม่กี่ก้าวร่างของเขาก็ย้ายมาอยู่บริเวณกลางขอบเตียง
มือเล็กค่อย ๆ ลดมือลงอย่างช้า ๆ พร้อมด้วยเหงื่อเม็ดใหญ่ค่อย ๆ ผุดซึมขึ้นตามขมับ เขาละล้าละลังกับการลดมือลงแต่เมื่อใกล้ถึงผืนผ้าห่มเขาก็ชักมือกลับ การกระทำนั้นเป็นอยู่แบบนี้หลายครั้งจนเจ้าตัวต้องกำมือเข้าหากันย้ำ ๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ
ชั่วขณะที่สายลมเย็นวูบผ่านทำให้ร่างบางสะดุ้ง ถึงแม้ตอนนี้อากาศจะหนาวเย็นแต่ทั่วทั้งใบหน้าหวานกลับเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
"ข้าอยู่นี่" เสียงทุ้มที่แฝงไปด้วยความละมุนเอ่ยขึ้นที่ข้างหู นัยน์ตาสีดำนิลเบิกโพลงก่อนจะหันขวับไปยังต้นเสียง
"คิเฮย์!" เมื่อเห็นว่าเป็นใครเขาก็แผดเสียงเรียกชื่อทันที พร้อมกับกระถดหนีร่างที่ซ้อนอยู่เบื้องหลัง แต่กลับถูกมือแกร่งเกาะกุมเอวเอาไว้
"หืม" เสียงนั้นตอบรับในลำคอ ก่อนจะก้มใบหน้าลงข้างแก้มเพื่อสูดดมกลิ่นหอมเข้าให้เต็มปอด
"เจ้ายังซนไม่เปลี่ยน ซาเรย์"
ร่างบางพยายามจะหันกลับมาเพื่อเผชิญหน้า แต่ไม่สำเร็จ เพราะถูกอีกคนรั้งเอวเอาไว้
"เจ้า ปละ...ปล่อยข้า" ซาเรย์เอ่ยตะกุกตะกัก พยายามเบี่ยงตัวออกจากมือแกร่งแต่ทว่ายิ่งดิ้นก็ดูเหมือนว่าหลังของเขาจะยิ่งแนบเข้ากับแผ่นอกกว้างของอีกฝ่าย ดังนั้นเขาจึงหยุดดิ้น แล้วเปลี่ยนมาดึงมือที่เอวตนออก ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสงสัย
"เจ้ารู้ได้ยังไงว่าเป็นข้า ?"
คิเฮย์ไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขาคลายมือออกจากเอวบางก่อนจะตวัดร่างของคนตัวเล็กกว่าให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ซาเรย์ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเซถลาเล็กน้อย แต่ยังทรงตัวได้ตามแรงมือที่กระชับอยู่รอบเอว
เมื่อทรงตัวได้ซาเรย์จึงปล่อยมือจากแขนคนตัวสูง เงยหน้าช้อนนัยน์ตาสีนิลขึ้นมองเพื่อประท้วงเอาคำตอบกับคนที่กำลังมองเขาเช่นกัน
"กลิ่น" ร่างสูงเอ่ยตอบในที่สุด พร้อมกับโน้มใบหน้าลงมาสูดกลิ่นหอมนั้นอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาจำกลิ่นนี้ได้ มารู้ตัวอีกทีกลิ่นนี้จะมาพร้อมกับบุรุษตรงหน้าเสมอ
ซาเรย์ชะงักอยู่กับที่ เขาไม่เคยเห็นใบหน้าคมของอีกฝ่ายใกล้ขนาดนี้ ลมหายใจที่กำลังเป่ารดข้างแก้มทำเอาเขารู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างบอกไม่ถูก
"จะ… เจ้า ...เจ้าจะทำอะไร" มือเล็กยกขึ้นทาบแผ่นอกเพื่อดันให้คนตัวใหญ่กว่าออกห่าง การกระทำนั้นทำให้อีกคนชะงักเล็กน้อย นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววตกใจแวบหนึ่งโดยที่อีกคนไม่ทันได้สังเกต
"กลับไปซะ" น้ำเสียงที่เอ่ยมีร่องรอยของการสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนจะปล่อยมือออกจากเอวบางแล้วสาวเท้าผ่านร่างนั้นไปยังเตียงเบื้องหน้า
ซาเรย์ขมวดคิ้วมุ่นไม่เข้าใจกับสิ่งที่คนตรงหน้ากระทำ เขาสะบัดหน้าสองสามทีแล้วหันกลับไปเหลือบมองคนที่กำลังขึ้นเตียง พลางทำสีหน้าครุ่นคิด
นี่ไม่ใช่คิเฮย์! นั้นคือเสียงประท้วงที่ร้องอยู่ในใจ แต่ทว่าเมื่อครู่ซาเรย์เองก็เห็นใบหน้าและดวงตาของอีกฝ่ายชัดเจน ถึงแม้จะมืดแต่ก็ใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ ฉะนั้นไม่มีทางที่เขาจะดูผิดแน่ ถึงแม้การกระทำจะค่อนข้างแปลก แต่ยังไงมือที่ได้สัมผัสกับมัดกล้ามนั่นมันก็กำลังแย้งว่า มันต้องใช่ ...ใช่ แก้มของเขากำลังร้อนขึ้นมาอีกครั้งนี่สิ!
ซาเรย์เอื้อมมือบางไปถูข้างแก้มด้วยความหงุดหงิดไม่เข้าใจ ก่อนจะส่งสายตาขุ่นเคืองไปยังร่างที่กำลังหันแผ่นหลังให้เขา
"นี่ เจ้าจะนอนแล้วเหรอ" ซาเรย์สาวเท้าเข้าไปใกล้ขอบเตียงมากขึ้น น้ำเสียงเอ่ยถามฟังดูหงุดหงิด ซึ่งเป็นความหงุดหงิดที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้สาเหตุ
คิเฮย์ล้มตัวลงนอนแทนการตอบคำถาม เขาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโดยไม่ได้สนใจคนที่กำลังหงุดหงิด
ซาเรย์จิ๊ปากเบา ๆ มองแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่าย แล้วพ่นลมจากปากเพื่อระบายความหงุดหงิด ให้ตายสิเขาไม่เคยเข้าใจอารมณ์ของคนตรงหน้าสักครั้ง บทอยากจะพูดก็พูด บทอยากจะเงียบก็เงียบ และเพราะเป็นแบบนี้ คิเฮย์ถึงได้ต่างกับเขาชนิดปลายฟ้ากับร่องหุบเหว และไม่ต้องบอกก็คงรู้ ...ว่าตัวเขานี่แหละที่อยู่ในร่องหุบเหว แถมยังเป็นร่องที่ลึกเสียด้วย
เมื่อสงบสติอารมณ์ได้ ร่างบางค่อย ๆ นั่งลงบนขอบเตียง ชะโงกหน้ามองคนที่หันหลังให้เขาแล้วเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเบาแต่ทว่าชัดเจน
"คิเฮย์" เจ้าของชื่อไม่ตอบรับและไม่มีปฏิกิริยาใด จนซาเรย์ต้องเอ่ยเรียกอีกรอบ
เสียงเรียกนั้นไม่ทันจะเอ่ยชื่อจบ จู่ ๆ คนที่นอนตะแคงหันหลังอยู่ก็ผุดลุกขึ้นนั่งทำเอาซาเรย์ผงะเพราะใบหน้าคมของอีกฝ่ายอยู่ห่างเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือ
เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนยังคงวางหน้าเรียบเฉย ปรายตามองบุรุษอีกคนที่ค่อย ๆ ยิ้มแหยแก้เก้อ
"กลับไป ซาเรย์" คิเฮย์เอ่ยเสียงเย็น ราบเรียบพร้อมแววตาดุ
"ข้าไม่กลับ" เสียงใสนั้นสวนกลับทันควัน พร้อมกับกระเถิบเข้าไปใกล้
"เจ้าไม่เห็นรึไง ดึกขนาดนี้แล้ว ข้างนอกนั่นน่ากลัวจะตาย" ซาเรย์บุ้ยใบ้ไปยังหน้าต่างแล้วเอ่ยต่อ "ทั้งพวกปีศาจ มาร อสูรกายออกอาละวาดไม่เว้นแต่ละวัน"
คิเฮย์มองคนพูดหน้านิ่ง เอ่ยเสียงเย็นอีกรอบ "กลับไปซาเรย์ เจ้าไม่ใช่เด็กอายุสิบสาม และข้าก็ไม่ได้อายุสิบเจ็ด" น้ำเสียงของเขากดต่ำลง พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกภายใน แววตาในความมืดกำลังแสดงอารมณ์ยุ่งยากใจแปลก ๆ
"ไม่" ซาเรย์ตอบหนักแน่นพร้อมส่งยิ้มกลับไป เรื่องกวนอารมณ์คนอื่นเขานี่ถนัดนัก อีกอย่างในเมื่อยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ ต่อให้คนตรงหน้าไล่ยังไงเขาก็ไม่มีทางกลับ
คิเฮย์คิ้วกระตุก นั้นเป็นคำตอบที่เขาพอจะคาดเดาจากคนตรงหน้าได้อยู่แล้ว เพราะนี้ไม่ใช่หนแรกที่เขาต้องต่อกรกับความเป็น ‘เด็ก’ ของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ คนเดิมก็ยังคงดื้อเหมือนเคย และสำหรับเขาแล้วการรับมือกับเด็กดื้ออย่างซาเรย์ ไม่ใช่การเอาชนะแต่เป็นการที่ต้องทำให้เจ้าตัวยอมถอยเอง
ร่างสูงเอี้ยวตัวกลับมาหาคนดื้ออีกครั้ง เขายกมือขึ้นกระตุกผ้าที่ใช้รัดผมของคนร่างเล็กก่อนจะรวบมือบางแล้วใช้ผ้าต่างเชือกมัดข้อมือนั้นเข้าหากัน
"เจ้าจะทำอะไร" ซาเรย์ขืนตัวเอง พยายามดิ้นไม่ให้ผ้านั้นรัดข้อมือตน แต่ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะเร็วกว่า
"ถ้าจะนอนนี่" คิเฮย์ขมวดปมเชือกเสร็จ กลุ่มควันขาวก็ปรากฏขึ้นก่อนจะจางหายไปในปมเชือก
"ไม่ เจ้าจะมัดข้าแบบนี้ไม่ได้" มัดด้วยมือไม่เท่าไหร่สำหรับซาเรย์ แต่อีกฝ่ายเล่นใช้มนตร์กำกับด้วย แบบนี้โอกาสที่จะดิ้นหลุดแทบเป็นไปไม่ได้
"ทำยังกับว่าเจ้ากับข้าไม่เคยนอนด้วยกัน" เสียงนั้นฟังดูตัดพ้อ จนนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนต้องเบนขึ้นมาสบ
คิเฮย์หยุดมองดวงหน้าที่ถูกล้อมกรอบด้วยผมสีดำขลับที่ถูกปล่อยยาวสยาย ใบหน้าหวานนั้นเรียกความรู้สึกคุ้นเคยแปลก ๆ ขึ้นมาจากความทรงจำบางส่วนของเขา แต่แล้วไม่นานมันก็หายไปพร้อมกับเสียงหวานที่เอ่ยขึ้น
"ข้าก็แค่ขอนอนด้วย รุ่งเช้าข้าก็จะไป" ซาเรย์กำลังเล่นบทชายหนุ่มผู้น่าสงสาร
"แล้วถ้าเจ้าจะไล่ข้าให้ไปนอนที่อื่น ข้าก็คงไปไหนไม่ได้ เพราะข้าไม่เคยค้างที่นี่ ถึงที่นี่จะเป็นสำนักเรียนของตระกูลข้าก็เถอะ"
เรื่องที่ซาเรย์เอ่ยมาไม่แปลก เพราะสมัยเรียนเขาก็ไปกลับระหว่างสำนักเรียนและบ้าน ดังนั้นเขาจึงไม่เคยใช้หอนอนที่นี่ และหลังเรียนจบเขาก็แทบจะไม่เข้ามายุ่งเรื่องของสำนักเรียน ถึงแม้พ่อของเขาจะพยายามแค่ไหนก็ตาม
คิเฮย์หยุดฟังคนตรงหน้าพูดโดยไม่ได้แสดงสีหน้าใด ถึงแม้ซาเรย์จะไม่บอก เขาก็รู้ดี เพราะเขาอยู่ที่นี่แทบจะทุกเดือน
มือแกร่งยกร่างบางให้ลอยข้ามตนแล้ววางลงชิดกำแพง ก่อนเอื้อมมือโอบไปด้านหลังดึงรั้งไหล่บางให้นอนลง
ซาเรย์ล้มตัวลงนอนตามแรงดึงของอีกฝ่ายที่กำลังจ้องเขา แต่เมื่อคิเฮย์ปล่อยมือออก พลันนั้นเขาก็รีบหยัดกายลุกขึ้น แต่กลับชนถูกแผ่นอกหนาที่เอี้ยวท่อนบนมาคร่อมเขาไว้ ซาเรย์ที่หน้ากระแทกกับแผ่นอกจึงต้องกลับลงไปนอนภายใต้แขนทั้งสองข้างที่กักตัวเขาเอาไว้
"เจ้าไม่คิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าได้มันไป ?"
ซาเรย์ขมวดคิ้ว ทำตาปริบ ๆ แสร้งไม่เข้าใจในสิ่งที่คิเฮย์พูด ก่อนจะเฉไฉพูดเรื่องอื่น
"เจ้าไม่เห็นต้องทำแบบนี้" ซาเรย์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อน
"แก้มัดให้ข้าเถอะ สัญญาว่าข้าจะนอนนิ่ง ๆ ไม่ทำอะไรเจ้า" เสียงหวานเอ่ยพูดพร้อมกับชูมือที่ถูกมัดขึ้น
"เจ้าไม่ทำ ?"
"อือ" พยักหน้าแรง ๆ อย่างคาดหวัง
คิเฮย์มองการกระทำนั้น ก่อนจะค่อย ๆ ใช้ริมฝีปากงับผ้าที่รัดมือเล็กเบา ๆ แล้วดึงรั้งพันธนาการให้แน่นขึ้น!
ซาเรย์มองการกระทำนั้นก่อนจะกลืนน้ำลายคงคอ พร้อมกับจ้องนัยน์ตาคมที่เงยขึ้นมาสบ
"ข้า..." ซาเรย์พยายามดึงมือกลับ แต่รู้สึกเหมือนจะไร้เรี่ยวแรง เมื่อริมฝีปากหนางับเข้าที่ปลายนิ้ว
"คิ… คิเฮย์" ร่างบางเริ่มรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย แต่ถ้าให้หนีตอนนี้เขาก็ต้องเสียหน้าน่ะสิ
"เจ้าไม่ทำ" คนข้างบนปล่อยสายรัดหลุดจากริมฝีปาก สบนัยน์ตาสีนิลก่อนจะระบายยิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ย
"ก็ใช่ว่าข้าจะไม่ทำ"
นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายก่อนที่ซาเรย์จะยอมทำตามทุกอย่างแต่โดยดี ยอมแม้กระทั่งนอนทั้ง ๆ ที่ถูกมัดมือ พร้อมกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันที่ทำอะไรไม่ได้
ครั้งนี้เขาจะยอมให้ก่อนเพราะไม่ทันคิดว่าคิเฮย์จะเล่นแบบนี้ แต่รอบหน้าเขาไม่มีทางลงเอยแบบนี้แน่!
"เมื่อคืนนอนหลับไม่สบายรึ" เสียงสูงวัยเอ่ยถามเมื่อเห็นนัยน์ตาของอีกฝ่ายดูอิดโรยคล้ายคนอดหลับอดนอน ก่อนจะวางหนังสือเล่มหนาลงบนโต๊ะ แล้วเอ่ยต่อพลางเลื่อนมันไปข้างหน้าโดยไม่ได้รอฟังคำตอบใด "นี่เป็นหนังสือที่เกี่ยวข้องกับตำนานของศิลากาฬ ถึงมันจะเล่มหนา แต่ก็บอกอะไรได้ไม่มากนัก"
คิเฮย์รับหนังสือก่อนจะมองอย่างพินิจพิเคราะห์จับต้องอย่างระมัดระวัง เพราะดูจากความเก่าผุของมันแล้ว ไม่แน่ว่ามันอาจบุบสลายเพียงเพราะสัมผัสอันแผ่วเบา
"ศิลากาฬหรือหินแห่งความตายถูกหลอมรวมขึ้นโดยคนตระกูลซาคานอย่างผู้นำตระกูลนามว่า เวเคน เขายอมขายวิญญาณแก่แม่มดปีศาจแลกกับอำนาจด้านมืด เพื่อใช้ทำลายล้างพวกพ้องมนุษย์ ยึดครองแคว้นไซโดเวีย ตั้งตนเป็นใหญ่เหนือทุกสรรพสิ่ง แต่ทว่า..." โอจุนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะอย่างใช้ความคิด แล้วกล่าวต่อ
"ซาคานถูกสยบลงก่อนด้วยมนตราสองสายของตระกูลเจ้า...คานวาเรส"
คิเฮย์นั่งนิ่งฟังตำนานเรื่องเล่าด้วยท่าทีสงบ ไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใด จนผู้ที่แอบฟังอยู่นึกอยากกระโดดเข้าไปฟังเอง ถามเองให้สิ้นเรื่อง ไม่รู้ว่าตอนเด็กถูกเลี้ยงด้วยอะไรถึงได้เป็นผู้ดีจนแทบแยกไม่ออกไหนคนไหนนักบวช ซึ่งนั่นทำให้ซาเรย์ได้แต่พ่นลมอย่างขัดใจ กลอกตาไปมาเมื่อไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้
"แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ถูกกล่าวขานมานานพร้อมกับตัวศิลากาฬที่ถูกแยกส่วน" คำพูดของผู้อาวุโสเรียกนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนให้ตวัดกลับขึ้นไปสบกับนัยน์ตาสีชาที่ดูอิดโรยไม่ต่างกัน "เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองวาดัว ตอนที่เปลี่ยนผู้นำคนใหม่ หมายถึงเปลี่ยนตระกูลผู้นำเมือง" ประโยคท้ายโอจุนอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้คนฟังเข้าใจมากขึ้น ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ ขับไล่ความง่วงที่เกิดจากการอดหลับอดนอนเพราะวุ่นอยู่กับการหาหนังสือตำราข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับศิลากาฬที่หอคัมภีร์ลับ
"เปลี่ยนตระกูล ?" คิเฮย์เลิกคิ้วหนาทวนคำ แววตาฉงน
ประมุขอาวุโสยกมือลูบคาง เพื่อนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต
"เรื่องนี้มีบันทึกไว้ในหนังสือเช่นกัน แต่ที่ผ่านมาข้าก็เคยได้ยินพ่อข้าพูดถึงอยู่บ้าง แต่รายละเอียดไม่ได้มากนัก หากเจ้าต้องการรู้มากกว่านี้ ข้าเกรงว่าเจ้าคงต้องไปถามเกลนดอนเอาเอง"
"ประมุขวิคเซส ?"
มาถึงตอนนี้ซาเรย์ที่แทบเอาหูแทรกเข้ากับบานหน้าต่างชักเริ่มไม่แน่ใจว่าการศึกษาทางด้านภาษาสื่อสารของคิเฮย์จบมาได้ด้วยขั้นไหน เพราะถ้าให้เขาประเมิน อย่าว่าแต่แย่เลย คำว่าห่วยแตกยังน้อยไป
"หลังจากสยบเวเคนลงได้ ตระกูลซาคานก็ถูกล่าฆ่าล้างตระกูล โดยผู้นำตระกูลวิคเซส ก่อนที่พวกวิคเซสจะถูกแต่งตั้งก้าวขึ้นเป็นผู้นำหัวเมืองใหญ่คนใหม่ของวาดัวนับแต่นั้นมา" โอจุนพยักหน้าตอบรับพลางเล่าเรื่องไปพลาง
"ว่ากันว่าแม่มดปีศาจที่เวเคนทำสัญญาขายวิญญาณให้ ครั้งหนึ่งนางสามารถแก้คนตายให้ฟื้นคืนได้ แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าที่ไม่ได้แน่ชัดนัก เช่นเดียวกับวิธีทำลายศิลา ก็แทบไม่มีบันทึกในหน้าหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใด"
คิเฮย์ปิดหน้าหนังสือเล่มใหญ่ลง เขาไม่รู้จะกล่าวคำพูดใด เพราะหากว่าท่านโอจุนยอดนักปราชญ์หมดหนทาง เขาเองก็คงไม่ต่างอะไรกับคนหูหนวกตาบอด
"แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทางอยู่เลย" ชายสูงวัยหยุดคิดชั่วครู่ แววตานั้นแสดงความกังวลเล็กน้อยก่อนจะกลับเป็นปกติทันทีที่เอ่ย
"หลังจากหมดสิ้นตระกูลซาคาน แม่มดปีศาจหนึ่งในผู้หลอมรวมศิลากาฬร่วมกับเวเคนถูกตระกูลวิคเซสจองจำเอาไว้ในสถานที่ที่หนึ่งที่มีเพียงผู้นำตระกูลใหญ่ทั้งห้าตระกูลกุมความลับเอาไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการจองจำได้ถูกส่งต่อให้กับลูกหลานตระกูลวิคเซสรุ่นต่อรุ่นจวบจนปัจจุบัน"
"เช่นนั้น..."
ชายชราลูบเคราขาวพร้อมพยักหน้าตอบรับ "ไม่มีผู้ใดจะรู้ดีไปกว่าผู้ที่หลอมรวมมันขึ้น มายาวีเซอร์ซีล แม่มดปีศาจมนตร์ดำผู้ที่เคยสร้างหายนะครั้งใหญ่ให้แก่แผ่นดินไซโดเวีย"
คิเฮย์พยักหน้ารับทีหนึ่ง ก่อนจะสบนัยน์ตาสีชาที่มองมาด้วยความหนักใจ หากไม่มีทางเลือกอื่นใดเขาก็จำเป็นจะต้องหาคำตอบที่ซึ่งไม่อาจเลี่ยงได้
‘ปลุก’ แม่มดร้ายมนตร์ดำ ผู้ถูกกักขังมานานเกือบครึ่งสหัสวรรษ