บ่วงซ่อนรัก Love of the Devil
โดย : Queenie P.
ท้องฟ้ามืดดำสนิทจรดกับผืนน้ำกว้างใหญ่ ไกลสุดลูกหูลูกตาจนมองไม่เห็นขอบฝั่ง เสียงเกลียวคลื่นดังสาดซัดกระทบเรือ บรรยากาศที่ควรโรแมนติกยามค่ำคืนนี้ กลับให้ความรู้สึกน่ากลัวจนขนลุกซู่ สาวน้อยร่างงามบางระหง เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วลำเรือหรู ที่ช่างเงียบเหงาร้างผู้คน เธอเที่ยวเสาะรื้อค้นไปทั่วอาณาบริเวณเท่าที่สติจะพึงระลึกได้ จิตใจก็พะวงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความกลัวเข้ามาเกาะกินหัวใจ ได้แต่ภาวนาให้เรือแล่นเข้าหาฝั่งโดยเร็ว….
“เอาไปวางไว้ตรงไหนนะ” เธอพึมพำเบาๆ ท่าทางกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด
“เม!!” เสียงทุ้มคุ้นหู เอ่ยเรียกขึ้น
“เอ่อ…เมว่าเรากลับเข้าฝั่งกันเถอะนะ นี่ก็ดึกมากแล้ว เดี๋ยวที่บ้านเมต้องวิดีโอคอลมาแน่เลย เมไม่อยากให้พวกท่านรู้ว่าเมไม่ได้อยู่ที่โรงแรม” ท่าทางร้อนใจ พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย แต่ท่าทางของอีกฝ่ายหาได้สนใจคำพูดของหญิงสาวไม่ สายตาเลื่อนลอยคล้ายเมายา ส่งสายตาหวานเยิ้ม พูดพลางหัวเราะพลางตอบกลับมา
“อยู่เล่นกันที่นี่ก่อนสิ จะรีบไปไหน คิดถึงจะแย่อยู่แล้ว ทะเลาะกันล่าสุด คุณก็หายเงียบไปเลย” เขาพูดพลางขยับตัวเข้าหาสาวน้อย
“เม งานเยอะน่ะ อีกอย่างตั้งแต่มีข่าว เมอยากเก็บตัวเงียบๆสักพัก” เธออธิบายพลางขยับตัวหนี
แต่หนีเท่าไหร่ก็เหมือนโดนถูกไล่ต้อนมายังห้องในตัวเรือ ด้านในนี้มีเบาะนอน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ตกแต่งได้อย่างหรูหราบ่งบอกถึงรสยิยมเจ้าของเรือเป็นอย่างดี ถัดไปนั่นมีถังสีหกระเนระนาด เลอะเปรอะอยู่จากความซุ่มซ่ามของเธอเมื่อตอนที่ย่างเท้าเข้ามาภายในเรือเป็นครั้งแรก และรอยสีนั่นก็ได้ทิ้งรอยไว้บนขาและรองเท้าข้างขวาของเธอเช่นกัน เมื่อคิดแล้ว ช่างน่าหงุดหงิดชะมัด
หนุ่มหล่อร่างสูงโปร่ง ไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องเสียเวลานาน เขารีบคว้าร่างของเธอไว้ในอ้อมกอดหนาแน่น อย่างหื่นกระหายด้วยฤทธิ์ของสิ่งมึนเมาสักสิ่งนึง
“ว๊ายยยยย ปล่อยเมนะ อย่าเล่นแบบนี้สิ”
“ไม่ได้เล่น แต่จะเอาจริง”
เขาพูดพลางเขยิบหน้ามาใกล้แก้มนวลใส ก่อนจะเงยขึ้นมองบางสิ่งที่อยู่ตรงมุมห้อง พยายามหลบองศาเพื่อบดบังใบหน้าของตัวเอง แต่เผยหน้าของสาวงามให้เด่นชัดขึ้น
“ไหนคุณบอกจะคืนของให้เมไง ทำแบบนี้เรียกว่าลักพาตัวนะ เรากลับไปค่อยๆคุยกันดีมั้ย”
“คืนนี้จะไม่มีใครได้กลับไปทั้งนั้นแหละเม คุณต้องอยู่กับผมที่นี่จนเช้า หึ หึ หึ” พูดจบเขาก็ก้มหน้าต่ำลงมาพยายามซุกจมูกลงบนคองามระหง สองมือหนาก็กดมือบางไว้กับเบาะที่นอน
“อย่านะ อ๊ายยยย”
“โอ๊ยยยย” ชายหนุ่มร้องเสียงหลงเมื่อโดนคนตัวเล็กกัดเข้าที่บ่าอย่างแรง จนมือข้างหนึ่งเผลอปล่อยข้อมือเล็ก
“เป็นหมาเหรอเม ดีๆด้วยไม่ชอบใช่มั้ย
ผลั๊ก โอ้ยยย สาวร่างเล็กนอนขดตัวคู้งอ เมื่อโดนกำปั้นหนาแข็งแรงอัดเข้ามาที่ช่องท้อง
“อ่าสสสส์ บอกแล้วไงว่าทำตัวดีๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็พากลับบ้านแล้ว” พูดจบเขาก็พลิกร่างบางให้หงายแล้วรีบซุกหน้าลงบนคองามระหงอีกที มือก็เริ่มไต่วนไปใต้กระโปรงบางพยายามถลกมันขึ้นสูงลอยเหนือเข่าขึ้นมา ก่อนที่มือหยาบของคนต่ำช้าจะได้ลุกล้ำไปมากกว่านี้…..
“โอ๊ยยยยยย อิเม ฤทธิ์เยอะนักนะมึง” เขาพูดพลางเมื่อเห็นปลายเหล็กแหลมยาวทิ่มปักมาที่สะบักหลังด้านซ้ายของตน เมื่อดึงปลายเหล็กออกเลือดไหลตามมาเป็นทางยาวคล้ายก๊อกรั่ว
สาวน้อยเห็นสบโอกาส รีบกระโจนลุกขึ้นหนี แต่ก่อนที่ขาเรียวจะได้ก้าววิ่งก็ถูกคนตัวโตทึ้งผมลากกลับมา ก่อนจะเหวี่ยงศีรษะเธอเข้ากระแทกกับผนังเรืออย่างแรงด้วยแรงโทสะมหาศาลที่คุกรุ่น
ร่างงามล้มตึงฟาดลงไปกับพื้นเรืออย่างแรง ตาเบิกโพลงค้าง ตัวเริ่มสั่นเกร็ง กระตุกแรงขึ้นอยู่ 4-5 เฮือก ก่อนที่ร่างน้อยๆจะแน่นิ่งไป เลือดแดงฉานไหลนองทั่วพื้นเรือ ทำให้เรียกสติคนเมาฟื้นตื่นมาได้ เขาตรงปรี่ไปเขย่าร่างงามที่ตอนนี้นอนแน่นิ่งไปแล้ว
“เลือดดด เม เม เม ตื่นก่อน ตื่นก่อนนะ ผะ ผม ผมไม่ได้ตั้งใจ อย่า เป็นอะไรไปนะ เม เม”
ตู้มมมมมม เสียงของหนักกระทบลงพื้นน้ำอย่างแรง ยามนี้แม้แต่ลมสักนิดก็ไม่มีให้พัดผ่านผิวกาย คลื่นลมที่แปรปรวนก่อนหน้ากลับสงบราบเรียบราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเคยเกิดขึ้นมาก่อน
ร่างน้อยๆ ที่แสนเปราะบาง น่าสงสาร ค่อยๆจมดิ่งลงสู่พื้นมหาสมุทร ไร้เรี่ยวแรงประคองตนให้ลอยเหนือผิวน้ำ ไร้ผู้คนให้พึ่งพา มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ของเรือที่ค่อยๆเบาห่างออกไกลไปเรื่อยๆ
ชีวิตนี้จบสิ้นแล้วหรือ เมลดา วงศ์เสวต…..
กริ๊งงงงงงง เสียงนาฬิกาปลุกดังลั่นห้อง ทำลายความฝันยามหลับใหล สาวน้อยใบหน้างามหมดจด ตกใจผวาตื่น ตาเบิกโพลง หายใจหอบถี่ ราวกับขาดอากาศหายใจ
“เป็นอะไร ฝันร้ายเหรอ” ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงอ่อนโยน
“พี่ภาค เมฝันร้าย ฝันเห็นใครก็ไม่รู้เมเห็นหน้าไม่ชัด และฝันว่าตัวเองกำลังจมน้ำ ใกล้จะตายอยู่แล้ว โชคดีนะเนี่ยนาฬิกาปลุกช่วยชีวิตเอาไว้” หญิงสาวหันไปหยิบนาฬิกาตรงหัวเตียงมาจูบเป็นการขอบคุณ ที่มันได้ช่วยชีวิตเธอเอาไว้
“กินเยอะน่ะสิ ถึงได้ฝัน ลุกได้แล้วอย่ามัวโอ้เอ้ เดี๋ยวตกเครื่องกันพอดี”
“ค่ะ คุณพ่ออออออ” เธอทำเสียงลากยาวใส่พี่ชาย ก่อนจะย้ายตัวหายเข้าห้องน้ำไป
เกือบสองปีที่เมลดากับภากรย้ายมาอยู่ที่อเมริกา คนนึงเพื่อการศึกษา ส่วนอีกคนเพื่อรักษาตัว ตอนนี้ชายหนุ่มผู้มีฝันร้ายจากช่วงเวลาที่ผ่านมา กลับมาสดใสแข็งแรงที่สำคัญใบหน้าที่เคยมีรอยบากเป็นทางยาว ตอนนี้ไม่เหลือแม้แต่รอยสิวหลงเหลืออยู่ เขากลับมาเป็นชายหนุ่มหล่อ คมเข้มไม่ต่างจากแต่ก่อน เอ๊ะ หรือจะหล่อขึ้นกว่าแต่ก่อน…
ประเทศไทย
สนามบินสุวรรณภูมิ
กว่า 25 ชั่วโมงที่ทั้งคู่ใช้เวลาเดินทางกลับสู่แผ่นดินแม่ ผู้คนที่นี่แน่นขนัดตา เบื้องหน้าของทั้งคู่ คือ สมาชิกในครอบครัว ภากรผู้พี่เดินนำมาก่อนสักพักใหญ่ๆ ตามด้วยร่างของน้องสาว เธอปล่อยผมสยายเป็นลอนสีน้ำตาล ขับผิวขาวผ่องของเธอได้อย่างดี เครื่องหน้าถูกปกปิดด้วยแว่นตากันแดด สวมชุดแบรนด์หรูตั้งแต่หัวจรดเท้า เธอไม่ใช่สาวน้อย เด็กสาววัยมหาลัยคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ทันทีที่เท้าเธอก้าวผ่านทางออก แสงแฟลชนับร้อยสาดใส่เธอรัวอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้นัดหมาย
สาวสวยมาดเฉี่ยวทักทายครอบครัวพอเป็นพิธี ก่อนที่ทุกคนจะรีบสาวเท้าเดินฝ่าฝูงสื่อมวลชนออกไปขึ้นรถตู้ที่สแตนด์บายจอดรอยู่ด้านหน้า
ไม่เกิน 30 นาทีหลายสื่อเริ่มโพสต์พาดหัวข่าว ทายาทของตระกูล วงศ์เสวต บุตรชายคนโตพร้อมด้วยลูกสาวคนเล็กของคุณพาสกร เจ้าพ่ออสังหาอันดับต้นๆของเมืองไทยเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้วเมื่อช่วงบ่ายนี้
โดยจุดสนใจของสื่อคือ เมลดา หรือเมนี่ ของเราที่ก่อนหน้าเธอได้โพสต์ลงอินสตาแกรมส่วนตัวว่าจะปักหลัก กลับมารับงานในประเทศไทย หลังจากที่ไปโกอินเตอร์จนโด่งดัง ผลงานสร้างชื่อคงไม่พ้นการเดินแบบบนรันเวย์ระดับโลกให้แบรนด์ต่างๆมากมาย โดยเธอเดินทางกลับมาพร้อมพี่ชายเท่านั้น ไร้เงานายแบบหนุ่มลูกครึ่งคนสนิท ที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ตัวติดกันแทบตลอดเวลา
ที่บ้านวงศ์เสวต
รถตู้หรูคันงามแล่นเข้ามาจอดภายในบริเวณบ้าน การจากบ้านไปนาน ทำให้สาวน้อยภายใต้แว่นกันแดดสีดำรู้สึกอบอุ่นใจ และปลอดภัยกว่าที่ไหนๆ ข่าวคาวมากมายที่ประดังประเดเข้ามาพร้อมกับชื่อเสียงที่พุ่งทะยานของเมลดา ทำให้เธอรู้สึกเหนื่อยล้ากับชีวิตเหลือเกิน
“ตาภาค ยัยเม หลานย่ากลับมาแล้ว” เสียงอ่อนโยน คุ้นเคยของผู้เป็นย่าดังลอยทันทีที่ร่างของหลานๆปรากฏ
“สวัสดีครับ ดีค่ะ คุณย่า” ทั้งคู่ยกมือไหว้ผู้เป็นย่า และโผเข้ากอดท่าน
“ทำไมไปกันนานนักล่ะ ย่าคิดว่าย่าจะได้ตายก่อนแล้วนะเนี่ย”
“เมอยู่เพราะต้องเรียนนะคะ พี่ภาคน่ะสิ ควรจะกลับมาตั้งนานแล้ว อยู่เฝ้าเมเป็นคุณพ่ออยู่นั่นแหละ” สาวน้อยหน้ามุ่ยเมื่อคิดถึงสิ่งที่พี่ชายทำกับเธอ
“ดูพูดเข้า ดีแล้วที่พี่แกอยู่คอยเฝ้า หึ” โฉมลดาค่อนขอดลูกสาวตัวดี
“เข้าบ้านเถอะค่ะ เมอยากเจอยัยดากับหน้าหลานแล้ว”
ภายในบ้าน
ดารินโผเข้ากอดพี่ชายพี่สาวทันทีที่ทั้งคู่ก้าวเข้าบ้านมา โดยมีภาคินนั่งรออยู่ใกล้ๆ ชายหนุ่มส่งยิ้มทักทายให้แฝดผู้พี่ ดีใจที่ได้เห็นเขากลับมา ภาระมากมายที่หนักอึ้งจะได้คืนให้เขากลับไปจัดการสักที
เมลดาโผเข้าอุ้มเจ้าก้อนเนื้อ ตัวจิ๋วทันที พร้อมกระหน่ำหอมไปหลายฟอด
“ อคิน น่ารักจังเลย ทำไมตั้งชื่อนี้ล่ะ ต่อไปเวลาเรียกจะหันมาทั้งพ่อทั้งลูกเลยหรือเปล่า” สาวสวยท้วงขึ้น
“ดาก็ว่าแปลกค่ะ แต่พี่คินน่ะสิอยากให้ชื่อนี้” สาวตัวเล็กพูดพลางหันไปเหล่สามี
“ อคิน หลานนนนน เอ่อ แล้วนี่จะให้เรียกอาหรือป้าล่ะ แต่ป้าก็ดูแก่เกินไปอ่ะ ไม่เอาดีกว่า”
“ถ้าเธอจะให้เรียกอา งั้นก็ต้องยอมรับได้แล้วว่าฉันเป็นพี่ชายเธอ” ภาคินกล่าวขึ้นลอยหน้าลอยตา
“ชิ…เรียกพี่เมดีกว่าเนอะลูก” เธอทำจิ๊ปากใส่ภาคินแล้วหันมาพูดคุยกับหลายชายตัวน้อยต่อ
“พ่อว่าทั้งเมและภาคขึ้นไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยลงมาคุยเล่นกันต่อ”
“ใช่ยัยเม ขึ้นไปกับแม่ แม่มีไรจะถามเราเยอะเลย” พูดจบโฉมลดาก็ลากเมลดาหายขึ้นชั้น 2 ไป
บนห้อง
“แม่คะ แม่ขอคอนโดคุณพ่อให้เมหน่อยสิคะ” ลูกสาวคนสวยทำท่าอ้อนผู้เป็นแม่ พร้อมทำตาปริบๆ
“คุณพ่อไม่มีทางยอมให้แกออกไปอยู่ข้างนอกหรอก เลิกฝัน”
“แม่ก็ช่วยพูดให้เมหน่อยนะคะ แล้วเมสัญญาว่าเมจะเชื่อฟังแม่ทุกอย่างเลย”
“ให้มันจริงนะ ที่จะเชื่อแม่ทุกอย่าง” โฉมลดาถามแบบมีแผนการ
“สัญญาค่ะ แม่จะลากเมไปอวดพวกเพื่อนๆแม่ที่ไหน เมก็จะไปค่ะ” เมลดาพยายามต่อรองสุดฤทธิ์ และมันดูได้ผลโฉมลดาดูคล้อยตามคำพูดของเธอ
หลายวันต่อมาที่ผับหรูแห่งหนึ่ง
เสียงดนตรีบีทหนักๆกระหึ่มจนฟังคนพูดไม่ได้ศัพท์ นักท่องราตรีมากหน้าหลายตามารวมตัวกันที่นี่ วัยรุ่นหนุ่มสาวต่างโยกย้ายไปตามจังหวะของดนตรี
โซนวีไอพี
ชายหนุ่มลูกครึ่งร่างสูง หุ่นแน่น หน้าตาหล่อจัด นั่งมองสอดส่องสายตาหาใครบางคน ในมือถือแก้วเหล้า ภายในโต๊ะยังมีหนุ่มสาวหุ่นดีอีก 2-3 คนนั่งร่วมวงอยู่ด้วย
“เม ทางนี้” หนุ่มร่างสูงโปร่ง ลุกยืนกวักมือเรียกเมื่อเห็นร่างงามของเพื่อนสาว
“โทษที ที่ช้าว่ะ กว่าจะชิ่งที่บ้านมาได้” สาวสวยหันไปขอโทษขอโพยเพื่อนๆ และอธิบาย พร้อมแย่งแก้วเหล้าในมือของหนุ่มหล่อมากระดกเข้าปากอย่างไม่ถือสา
วันนี้เมลดามาในชุดเดรสสั้นสีดำ ชายกระโปรงร่นสูงขึ้นอวดเรียวขายาว ผิวขาวเนียนละเอียด ช่วงบนเป็นเกาะอกเว้าลึกเผยเห็นเนินอกอวบอิ่มจนล้นถนัดตา ทุกการเคลื่นไหวของสาวเจ้า เป็นที่สนใจของทุกคนในที่นี้เป็นอย่างมาก ราวกับว่าเธอถูกหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ ล็อกเป้าเป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว
“เบาๆ เดี๋ยวก็เมาเร็วหรอก จะเอาไรมั้ยเดี๋ยวสั่งให้”
“เอาเหมือนพีทนี่แหละ แรงดี”
หลังจากนั่งดื่มอยู่นาน จนเริ่มกรึ่มๆ สาวสวยก็เริ่มอยู่ไม่สุข เธอลุกขึ้นยืนโยกย้าย ส่ายสะโพกยั่วยวนเด่นอยู่กลางฟลอร์ มีหนุ่มมากหน้าหลายตาพยายามเข้ามาตีสนิท จะแต๊ะอั๋งแบบเนียนๆ แต่ไม่มีใครเข้าใกล้เธอได้ เพราะมีหนุ่มหล่อลูกครึ่งคอยยืนขวาง กันท่าอยู่ ทั้งคู่อยู่ในอาการเมาได้ที่ เมลดาโอบคอเขาไว้ไม่ห่างขณะย้ายสะโพกกลมกลึงนั่นไปมา ภาพคลอเคลียของทั้งคู่ไม่ต่างกับคู่รัก คนตัวเล็กกว่าโน้มคอชายหนุ่มให้ก้มต่ำลงมา ปากบางแทบจะชิดแก้มของเขา ก่อนจะกระซิบบางอย่างไปที่ข้างหู
“ไปห้องน้ำแป๊บนะ ปวดฉี่”
“ให้ไปด้วยมั้ย”
“ไม่ต้อง เฝ้าโต๊ะไป”
“อื้มมม” เขาพูดพลาง แต่ไม่ละสายตาห่างด้วยความเป็นห่วง
หลังจากผละออกจากหนุ่มลูกครึ่ง สาวสวยก็พยายามพาร่างตรงดิ่งไปห้องน้ำทันที หลังจากทำธุระเสร็จการจะประคองร่างตัวเองกลับไปที่โต๊ะนั้นช่างเป็นเรื่องยากเย็นเสียจริง
“โอ้ยยยย” เธอถูกชนด้วยคนร่างหนาสูง ก่อนที่จะถลาหงายล้มลงก็ถูกคนตัวโตคว้าไว้ได้ทัน เธอดึงเขาเข้ามากอดคล้ายจะเกาะเขาเป็นหลักยึดอย่างลืมตัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นตอบเขาโดยที่หน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงคืบ
“เอ่อ…ขอโทษค่ะ” สาวสวยมองหนุ่มหล่อตรงหน้าอย่างไม่เคอะเขิน สายตาเป็นประกายเย้ายวนด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ก่อนจะรีบหรี่ตากระพริบถี่ๆ
“ทำไมหน้าคุ้นจัง” ไม่พูดเปล่า มือบางเลื่อนไปลูบแก้มคมสันอย่างสนใจ
“หึ หึ สวัสดีครับ ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับ คุณหนูเมลดา” เข้าก้มหน้าต่ำลงมาทักทายสาวสวย จนรับรู้ได้ถึงลมหายใจของคนทั้งคู่ที่รดใส่กันอยู่ ก่อนจะเลื่อนมือหนาของตัวเองไปดึงมือของเธอที่กำลังลูบแก้มของเขาลงมา
เมลาดาขมวดคิ้วเป็นปมยุ่ง เมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายรู้จักเธอ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเขาเป็นใคร บางทีเขาอาจจะเป็นพวกแฟนคลับก็เป็นไปได้ ทั้งคู่จ้องกันอยู่นานอย่างลืมตัวโดยยังมีมือของฝ่ายชายที่โอบเกี่ยวเอวกิ่วของร่างบางไว้อย่างแนบแน่น
เมื่อหน้าอกที่เบียดกันอยู่นั้นรับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอีกฝ่าย ที่มันเริ่มสั่นรัวแรงขึ้น ก็เรียกสติของคนทั้งคู่กลับมา ก่อนจะรีบผละออกจากกันอย่างเคอะเขิน
“เอ่อ ขอโทษค่ะ ฉันชนคุณเมื่อสักครู่นี่ ว่าแต่คุณรู้จักฉันหรือคะ” สาวสวยถามกลับออกไปอย่างสงสัย ขณะที่อีกฝ่ายยังมองเธอด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ก่อนที่มันจะเปลี่ยนไปหลังจากมีการขัดจังหวะของใครบางคน
“เม…มีอะไรหรือเปล่า พีทเห็นว่าเมหายมานาน” หนุ่มลูกครึ่งมองหนุ่มหล่อตรงหน้าอย่างระแวงและไม่สบอารมณ์มากนัก
“อ๋อ เปล่าหรอก เมเดินชนเค้าน่ะ เราไปกันเถอะ”
“ขอตัวก่อนนะคะ และก็ขอโทษอีกครั้งนะคะ” เธอหันมาขอโทษชายหนุ่มอีกครั้ง ก่อนรีบลากเพื่อนรักเดินออกไป
เวลาผ่านล่วงเลยไปหลายชั่วโมง เหล้าแก้วแล้วแก้วเล่าถูกรินเติมและกรอกเข้าปากวนเวียนอยู่แบบนั้น
“พีท เมจะกลับแล้วนะ” เสียงอ้อแอ้พูดขึ้น เพราะถ้ากลับช้ากว่านี้ เธอเกรงว่าจะเมาพับไปซะก่อน
“เอางั้นเหรอ ได้ เดี๋ยวเราไปส่ง” หนุ่มหล่อก็เสียงอ้อแอ้ ไม่แพ้กัน
“หยุดเลย พีทอยู่กับเพื่อนๆพีทต่อเถอะ เมกลับได้”
“จะกลับไง เมเมาแบบนี้ ไม่ล่ะ พีทจะไปส่ง”
“เมมีคนขับรถจอดรออยู่ ไม่ต้องห่วงนะ ไปล่ะ แล้วไว้เจอกัน” สาวร่างบางที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ รีบโบกไม้โบกมือห้ามเพื่อน ก่อนจะหมุนตัวพยายามพาสังขาลออกมาจากผับ
ที่จริงแล้วเมลดาขับรถมาเอง และเธอก็ไม่ได้วางแผนว่าจะปล่อยตัวเองเมาขนาดนี้ เมื่อขึ้นมานั่งในรถสปอร์ตหรูของตัวเอง เธอพยายามเรียกสติตัวเองกลับมาโดยการตบหน้าตัวเองซ้ำๆ แต่นั่นไม่ได้ผล เธอรู้สึกหนักศีรษะอย่างแรง ตาแทบจะลืมไม่ขึ้น ขมับสองข้างรู้สึกเต้นตุบๆ จนปวดหัว
ปึก ปึก ปึก ปึก เสียงกระจกรถถูกเคาะขึ้นขัดจังหวะ ก่อนที่เธอจะฟุบหน้าลงไปกับพวงมาลัยรถ เธอปรือตาช้าๆ ค่อยๆเลื่อนกระจกลง
“นี่คุณ เมาแล้วขับมันผิดกฏหมายนะครับ” หนุ่มหล่อคนเดิมที่เจอกันหน้าห้องน้ำ ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้
“……”
“ใครเมา แล้วใครขับ ฉันก็นั่งของฉันอยู่เนี่ย ผิดกฎหมายข้อไหนไม่ทราบ”
“ไม่เมาเหรอ… ไม่ต้องเป่าดูก็รู้แล้วมั้ย หรือจะลองเป่าดู”
“เป่าอะไร….แล้วจะให้ไปเป่าที่ไหนล่ะ” สาวน้อยทำตาเจ้าเล่ห์เลื่อนตามองต่ำมาที่เป้ากางเกง ยิ้มหยันๆ ขณะพูด
“ทะลึ่ง… ลงมาเลย” เขาพูดพลางเปิดประตูรถแล้วลากตัวหญิงสาวลงมาอย่างทุลักทุเล
“โอ้ยยยย นี่คุณจะบ้าเหรอ ทำแบบนี้ไม่ได้นะ ปล่อยฉันนะ” เมลดาร้องเสียงหลง เมื่อถูกอีกฝ่ายลากถูลงมาจากรถ ก่อนจะถูกจับยัดไปนั่งเบาะข้างคนขับ ปัง จากนั้นเขาก็เดินอ้อมมานั่งแทนที่คนขับอย่างถือวิสาสะ
“นี่คุณ เกินไปแล้วนะ ออกไปเลย” คนเมาเริ่มโวยวาย เสียงอ้อแอ้
“จะกลับบ้านหรือไปนอนรอสร่างเมาที่สน. ครับคุณหนูเม” คนตัวโตหันมาถามสีหน้าจริงจัง จนคนตัวเล็กเลิกโวยวาย
“คาดเข็มขัดด้วย”
“………” เมลดายังคงจ้องไปที่เขาไม่วางตา พยายามใช้ความคิดเท่าที่สติจะมีว่าหนุ่มหล่อด้านข้างคนนี้คือใครกัน
ฟรืบบบบ เมื่อไร้ปฏิกิริยาตอบสนองของอีกฝ่าย ชายหนุ่มก็โน้มตัวมาดึงเข็มขัดนิรภัยรัดให้เธอแทน
หมับ!! เมลดาจับแก้มทั้งสองข้างของเขาไว้ มือบางข้างนึงก็ตบลงบนแก้มคมสันของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบา มองจ้องไปนัยน์ตาคมกริบของอีกฝ่ายอย่างจับผิด เธอส่งยิ้มให้เขาอย่างเย้ายวนจนทำให้อีกฝ่ายเคลิบเคลิ้มไปกับความวาบหวามของริมฝีปากอิ่มนั่น ก่อนสติอันน้อยนิดของหญิงสาวจะดับวูบไป หน้าสวยก็ฟุบลงบนปากหยักได้รูปของเขาแล้ว ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกสติให้ตัวเองกลับมา แต่กลายเป็นว่าได้กลิ่นหอมของกายสาวเข้ามาเต็มๆ เขาปรับเบาะเอนนอนลงให้เธอ ก่อนจะหันหน้ากลับมาทำหน้าที่คนขับ เมื่อสมองตัดสินใจได้แล้วว่าจะพาสาวเจ้าปัญหาไปไว้ที่ไหนดี
บรืนนนนนน
แฟลตตำรวจ
04.00 น.
สาวสวยนอนเหยียดกายยาวบนโซฟาในห้องนั่งเล่น โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าภัยกำลังมาเยือน ตาหนักๆสองข้างค่อยๆปรือขึ้นอย่างอารมณ์เสีย เมื่อรับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งกระทบลงที่ขาของตัวเอง แรงขึ้น แรงขึ้น เธอเห็นเท้าของใครบางคนพยายามเขี่ยปลุกเธออยู่ เมลดาดีดตัวโหยงเมื่อเห็นหน้าชัดๆของเจ้าของฝ่าเท้านั่น
“พี่ภาค…” เธอพยายามขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ เพื่อให้แน่ใจ สายตาก็กวาดไปทั่วจนไปพบกับใครบางคนที่นั่งอยู่อีกมุมนึงของห้อง ที่กำลังจ้องเธอไม่วางตา เมื่อทบทวนอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้า คือ ภาคิน และนั่นคือผู้กองชานนท์เพื่อนรักของเขา สาวน้อยรีบเอามือมาปิดหน้าด้วยความอับอายอย่างขีดสุด ก่อนจะล้มตัวมุดหน้าลงไปนอนอีกครั้ง
“ลุกเลย เดี๋ยวนี้!!” เสียงออกคำสั่งเฉียบขาดของเขา ทำให้เธอปรือตามองอีกครั้ง
“ปวดหัว ขอนอนอีกนิดนะ” เธอพูดโดยยังหลับตาปี๋
“กลับไปนอนบ้าน จะมาค้างห้องผู้ชายแบบนี้ได้ไง ไป ลุก เราต้องกลับก่อนคุณย่าตื่นมาใส่บาตร ลุกเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้ฉันมีประชุมเช้าด้วย” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนกระชากน้องสาวตัวดีขึ้นนั่ง
“ภาคิน ฉันเจ็บ”
“งั้นก็อยู่นอนต่อที่นี่ จะให้ไอ้ภาค หรือคุณพ่อมารับก็เลือกเลย” สิ้นคำขู่เมลดาดีดตัวผึงราวกับไม่เคยเมามาก่อน
“ก็ปวดหัวอ่ะ เดินจะไม่ไหวอยู่แล้วเนี่ย” พูดพลางทำท่ากุมขมับ
“มานี่…” ภาคินพูดพลางประคองเมลดาลุกขึ้นเดินตามมา ก่อนจะหันไปขอบคุณเพื่อนรักที่อุตส่าห์โทรตามเขาเรื่องน้องสาว
ข้างเมลดาอายเกินกว่าจะหันไปพูดคุยกับชายหนุ่ม ไม่รู้ว่าเผลอทำเรื่องน่าอับอายอะไรออกไปบ้าง เธอมุดหน้าแอบอยู่ในอกของพี่ชายจนเดินลับประตูห้องออกไป
“อย่าบอกพ่อ กับพี่ภาคนะ” เมลดากระซิบขอร้องภาคิน
“เรียกฉันว่าพี่สิ ฉันจะไม่บอก”
“………”
“ตามใจละกัน มีหวังคอนโดที่ขอไว้ อดแน่”
“เออ ก็ได้ พี่คินคะ…อย่าบอกคุณพ่อกับพี่ภาคนะ เมขอร้อง”
“…….”
เมื่อเสียงเจื้อยแจ้วของสองพี่น้องคล้อยหลังไป ห้องของตำรวจหนุ่มก็กลับมาเงียบลงอีกครั้ง เขานั่งอมยิ้มกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
เหตุการณ์เมื่อ 3 ชั่วโมงก่อน
“คุณ คุณ ตื่นก่อน เอาไงดีวะ” ชายหนุ่มรู้สึกกังวลอย่างเห็นได้ชัด กับเรื่องตรงหน้า เขาค่อยๆโน้มตัวเข้าหาเธออีกครั้งเพื่อปลดเข็มขัดนิรภัยให้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบสูดดมกลิ่นน้ำหอมจากเธอ มันเป็นกลิ่นที่ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก เมื่อดูแล้วว่าหญิงสาวไม่มีทีท่าจะตื่นแน่ๆแล้ว ก็กดสายโทรหาใครบางคนทันที
“ โทษทีว่ะ โทรหามึงดึกเลย”
(อือ มีไรวะ ) เสียงอู้อี้ของอีกฝ่ายฟังก็รู้ว่าทางนั้นน่าจะหลับไปแล้ว
“น้องมึงอยู่กับกูเนี่ย กูไม่กล้าเอาไปส่งเวลานี้ว่ะ กลัวมีปัญหา เมาแอ๋เลยเนี่ย”
( น้อง น้องไหนวะ….อย่าบอกนะว่า..)
“เออ เมลดาเนี่ยแหละ เมาปลิ้นเลย”
(……… เออดูไว้ให้ก่อน เดี๋ยวกูไป)
“เออ กูรอที่แฟลต”
หลังจากวางสาย ก็กลับมามองร่างงามอีกครั้งอย่างเอือมระอา เขาส่ายหัวช้าๆกับพฤติกรรมของหล่อน
“อยากให้แม่มาเห็นจริงๆ ว่าสภาพเป็นไง หึ จะได้เลิกอวยสักที” บ่นจบก็ช้อนร่างงามออกจากรถหรู เดินเข้าลิฟต์ไปอย่างเงียบเชียบที่สุด เขาไม่ต้องการให้ลูกน้องออกมาเห็นเขาในสภาพนี้ในเวลานี้
ขณะอยู่ในลิฟต์นั้น สาวเจ้าปัญหาก็เริ่มอยู่ไม่สุข มือน้อยๆก็เลื่อนไต่วน ลูบไปทั่วแผงอกแน่นของเขา
“อย่าซนสิเม” เขาปรามเสียงดุขึ้นเมื่อเธอเริ่มล้วงเข้ามาในเสื้อของเขา
“เมาแล้วเป็นแบบนี้เหรอ” พูดจบก็ผลักประตูเข้าห้องไป เขาค่อยๆวางร่างบางลงบนโซฟากลางห้อง
แต่ทันใดนั้นหญิงสาวก็เลื่อนมือมาโอบคอของเขาและรั้งมันเข้าหาตัวเอง ตาสวยที่หลับใหลเมื่อครู่ค่อยๆปรือตามองเขาเป็นประกายเย้ายวน นิ้วเรียวเลื่อนมาเขี่ยริมฝีปากหยักได้รูปของเขาหยอกเย้าอยากสัมผัส มืออีกข้างก็กดท้ายทอยของเขาก้มต่ำลงอย่างง่ายดาย ตอนนี้ปลายจมูกโด่งของทั้งคู่ ชนกันจนรับรู้ได้ถึงไอร้อนของลมหายใจที่รดใส่กัน เมลดาเผยอปากคล้ายรอการจุมพิตจากเขา
“อย่าทำแบบนี้” เขาห้ามเสียงสั่นเบาหวิว พยายามยันกายออกห่าง แต่นิ้วเรียวเล็กเกลี่ยริมฝีปากหยักไม่เลิก
เมื่อความอดทนขาดผึง ชานนท์ไม่ปล่อยให้เธอรอนาน เขาประกบปากลงบนปากอวบอิ่มนั่นอย่างลืมตัว ลิ้นสากค่อยๆสอดเข้าไปเกี่ยวรัดลิ้นอุ่นของอีกฝ่ายภายในโพรงปาก เขาค่อยๆดูดกลืนซับความหอมหวานนั่นอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหนักหน่วงและดูดดื่มแรงขึ้น มือหนาเริ่มไต่จากสะโพกกลมกลึงเลื่อนมาที่เต้าตูมที่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเกาะอกได้ร่อนลงจนเห็นเนินนมขาวชัดถนัดตา เขาถอนริมฝีปากอย่างยากลำบากเลื่อนหน้ามาซุกที่คองามระหงสูดดมกลิ่นกายสาวอย่างเต็มรัก ก่อนจะพรมจูบเลื่อนต่ำมาที่เต้างามทั้งสองข้าง แต่ก่อนที่อะไรจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ สติของเขาก็กลับมาอีกครั้ง
ครืดดด ครืดดด ครืดดด เสียงโทรศัพท์สั่นขึ้นในกระเป๋ากางเกง เขาจำใจต้องหยุดทุกอย่างลงทันที เมื่อเห็นว่าปลายสายเป็นใคร
“ ฮัลโหล เอ่ออ มึงอยู่ไหนแล้วเนี่ย ช้าฉิบ” เขากดรับเสียงสั่นหอบ
(กูถึงละ จอดรถอยู่ ทำไมมึงเสียงสั่นแบบนั้นวะ)
“เอ่อ…เปล่า ก็น้องมึงตัวหนัก กว่ากูจะแบกมาถึงห้องเนี่ย”
(…….เหรอ แล้วนี่กูต้องแบกลงมาด้วยมั้ยวะ)
“……. นั่น น้องมึง”
(………)
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
บานประตูเปิดกว้างขึ้น มองเข้าไปก็พบว่าน้องสาวเจ้าปัญหานอนหลับขดตัวอยู่บนโซฟาใต้ผ้าห่ม ในห้องของเพื่อนรัก ภาคินส่ายหน้าเอือมระอาออกมา
“ปล่อยให้นอนอีกสัก 2 ชั่วโมงละกัน ค่อยปลุก กูแบกกลับไม่ไหว!! ”
“……….”
หลังจากนั้นสองเพื่อนรักก็คุยกันเรื่อยเปื่อยฆ่าเวลา อัพเดทชีวิตของกันและกันในช่วงที่ผ่านมา ขณะรอเวลาให้หญิงสาวตื่น ที่กำลังหลับใหลอย่างไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองที่จะเจอหลังจากนี้ ….