ตอน 1

เสียงผีผากังวาน กระจ่างใสดุจสายธาร

เสียงเอ้อร์หูกรีดร้อง เปล่งปลั่งราวบุปผา

เสียงหลัวกู่คำราม ก้องสะเทือนถึงแผ่นฟ้า

สามประสานประหนึ่งผ่าลงกลางเมืองหลวง

ยามสนธยา สายลมวสันต์ฤดูพัดเอื่อย กลีบดอกหลีฮวาขาวโพลนส่งกลิ่นหอมฟุ้งกำจายทั่วเมือง ย้อมนครหลวงฉางอันให้กลายเป็นสีขาวราวกับถูกปกคลุมด้วยหิมะจากลมหนาว

รัชสมัยเกาจงที่ 18 เดือน 1 ตามจันทรคติ

ใจกลางเมืองหลวง นกกระเรียนกระดาษโบยบินและตกลงบนหลังคาร้านค้ามากมายที่ประดับประดาด้วยโคมหลากสีสัน ผู้คนจำนวนมากต่างถือโคมไฟกระดาษเดินไปมาอย่างขวักไขว่ ความคึกคักของเมืองหลวงฉางอันเกิดจากเทศกาลงานโคมไฟประจำปี

ทางทิศเหนือของเมืองหลวง ณ คฤหาสน์แห่งหนึ่ง หน้าประตูปักด้วยตัวอักษรสีทองว่า ‘หยาง’ อย่างหรูหรา แสดงถึงความยิ่งใหญ่โอ่อ่าดั่งผืนมหาสมุทร

ภายในคฤหาสแห่งนี้ ปรากฏเรือนพักรูปร่างโดดเด่น พื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ดอกเหลียนฮวากลางสระที่ติดกับศาลาริมบึงส่งกลิ่นหอมจางๆ กลางสวนหย่อมประดับด้วยแท่นหินใหญ่ ตรงกลางมีน้ำตกจำลองสายเล็ก ๆ ให้ความชุ่มชื่นและร่มเย็น

ทว่าเรือนพักที่ใหญ่โตและหรูหราเช่นนี้กลับไม่มีบ่าวรับใช้เลยแม้แต่คนเดียว เหมือนว่าข้าวของภายในเรือนทั้งหมดจะถูกจัดเตรียมโดยหยางลี่อิน ฮูหยินเพียงหนึ่งเดียวของจวน หญิงสาวมีอายุยี่สิบหกปี นางสวมใส่ชุดฮั่นฝูสีขาวอ่อน เผยเนินอกสีขาวอมชมพู กระโปรงสีครามยาวถึงข้อเท้าจรดพื้น หว่างเอวผูกด้วยเชือกสีฟ้าอ่อน มวยผมเกล้าขึ้นหลวม ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

ปิ่นปักผมสีเขียวทำจากหยกเนื้อดี บนร่างกายผุดผาดมีเพียงเครื่องประดับเรียบง่ายแสดงถึงรสนิยมที่มากแต่น้อย ผิวพรรณขาวนวล ดวงตากลมโตสุกใส ใบหน้าผัดแป้งและเขียนคิ้วเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วแสดงให้เห็นถึงความงดงามอ่อนโยนไม่แพ้ผู้ใด นางใช้หลังมือเช็ดไปที่เม็ดเหงื่อบนหน้าผาก สองมือบอบบางกำลังปูพรมแดงที่หน้าประตู

ทันใดนั้นเอง ดรุณีน้อยอายุราว ๆ สิบห้าปี ใบหน้าเรียวเล็ก สวมใส่อาภรณ์สีเขียว วิ่งเข้ามาด้วยความเร็ว นางดึงพรมแดงมาจากอีกฝ่ายและทำการปูด้วยตัวเอง

“ฮูหยิน เรื่องพวกนี้ให้บ่าวทำเองเถิดเจ้าค่ะ”

หลังจากปูพรมแดงเสร็จ สาวใช้คนสนิทของหยางลี่อินจึงกึ่งผลักกึ่งประคองพานางไปนั่งบนเตียง หญิงสาวพยายามลุกขึ้นแต่ก็ถูกอีกฝ่ายขวางไว้

“ฮูหยิน ตรงนี้ให้บ่าวจัดการเองเถิดนะเจ้าคะ”

“เสี่ยวจู ข้าบอกแล้วว่าข้าอยากจัดเตรียมทุกอย่างด้วยตัวเอง”

“หากฮูหยินมาเสียแรงกับเรื่องพวกนี้ เมื่อนายท่านมาถึงแล้วฮูหยินเกิดเหนื่อยล้าและหลับไป จะไม่เสียดายแย่หรือเจ้าคะ”

เสี่ยวจู สาวใช้ข้างกายลี่อินที่รับใช้นางมาตั้งแต่อายุได้ 12 ปีเอ่ยขึ้นอย่างห่วงใย นางเป็นเด็กใจกล้าและมีความฉลาดเฉลียว อีกทั้งยังสนิทสนมกับลี่อินมาก จึงรู้ดีว่าต้องใช้คำพูดอย่างไรถึงจะหยุดคุณหนูของนางไว้ได้

วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 1 ตามปฏิทินจันทรคติของปีก่อน เป็นวันมงคลสมรสระหว่างหยางลี่อินและกู้เฟยหลง แต่ด้วยเหตุที่กู้เฟยหลงเป็นถึงหัวหน้าหน่วย ‘อวี้หลิน’ ควบคุมกองทหารม้า มีงานทั้งในและงานนอกล้นมือ เวลาที่ทั้งสองคนได้ใช้ร่วมกันจึงน้อยกว่าคู่สามีภรรยาทั่ว ๆ ไป

กู้เฟยหลงเป็นขุนนางตงฉิน ทำแต่ความชอบไม่หวังลาภยศ บำเหน็จที่ขุนนางกู้กราบทูลขอต่อฝ่าบาทคือการได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกับภรรยาในงานเทศกาลหยวนเซียว

หลังจากที่ลี่อินได้รับข่าว นางดีใจเป็นอย่างมาก และเป็นเสี่ยวจู ดรุณีน้อยผู้มีความคิดเกินวัยเป็นตัวการวางแผนแจกจ่ายเงินให้คนรับใช้ในจวนออกไปสนุกสนานกับงานเทศกาลเพื่อให้เจ้านายทั้งสองได้มีเวลาเป็นส่วนตัวให้มากที่สุด

ถึงแม้ลี่อินจะเข้าใจในความจำเป็นและหน้าที่ของสามี แต่บางครั้งนางเองก็รู้สึกเหงา ทว่าเพราะสามีทำงานเพื่อบ้านเมือง ภรรยาย่อมต้องสนับสนุน นางจึงไม่เคยปริปากออกมาแม้เพียงครึ่งคำ

เมื่อผู้เป็นนายไม่สบายใจ บ่าวรับใช้คนสนิทอย่างเสี่ยวจูเองก็กลัดกลุ้มตามไปด้วย นางจึงแนะนำฮูหยินของจวนไปตามตรงถึงเรื่องการมีทายาท

“หากฮูหยินมีบุตรชายหรือบุตรสาวตัวน้อย ๆ คงจะดีไม่น้อยนะเจ้าคะ เพราะเวลาที่นายท่านไม่อยู่ ฮูหยินเองก็จะได้ไม่เหงา”

หยางลี่อินเองก็เห็นดีเห็นงามด้วยกับความคิดนั้น นางคิดว่าเมื่อสามีกลับมาถึงบ้านก็จะพูดถึงเรื่องการมีทายาทออกไป

หลังจากที่เสี่ยวจูตกแต่งและประดับสถานที่ด้วยโคมไฟระย้าจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ภายในเรือนก็อบอวลด้วยกลิ่นกำยาน สร้างบรรยากาศที่หวานชื่นให้แก่คู่นกยวนยาง และเมื่อเสี่ยวจูหันมาเห็นว่าคุณหนูของตัวเองหลับไป จึงออกจากห้องไปเงียบ ๆ

ตอน 2

ยามวิกาลดึกสงัด ขณะที่สายฝนโปรยปรายลงมาเบา ๆ หยางลี่อินที่กำลังหลับอยู่รู้สึกได้ถึงสัมผัสที่แผ่วเบากลางหน้าผาก นางค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น ภายในครรลองสายตาปรากฏภาพของบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาวดุจหยวก จมูกโด่งเป็นสัน นัยน์ตายาวรี คิ้วดกเข้ม ไรหนวดขึ้นบาง ๆ เหนือริมฝีปากได้รูป

ลมหนาวที่พัดกรรโชกมาวูบหนึ่งทำให้นางตื่นตัวมากขึ้น ทันใดนั้นเอง ภาพของกู้เฟยหลงก็แจ่มชัดขึ้นในสายตา

“ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้วหรือ ทานอะไรมาหรือยัง ให้ข้าไปเตรียมอาหารให้ดีหรือไม่”

หญิงสาวกล่าวพร้อมกับพยายามจะลุกขึ้นจากเตียง แต่ถูกรั้งดึงไว้ด้วยแรงของชายหนุ่ม กู้เฟยหลงโอบเอวบางของหญิงสาวเข้ามาด้วยความคะนึงหา รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของหยางลี่อิน

“หรือว่าท่านพี่เองก็คิดตรงกันกับข้า ท่านต้องการมีทายาทใช่หรือไม่”

ครั้งนี้ลมหนาวพัดมาอีกระลอก เย็นจนทำให้หยางลี่อินรู้สึกขนลุกเกรียว นางกำลังจะเดินไปปิดหน้าต่างทว่ากู้เฟยหลงส่ายศีรษะเบา ๆ เพื่อห้ามอีกฝ่ายเอาไว้

“ท่านพี่คงจะรีบกลับมาเหนื่อย ๆ จึงอยากรับสายลมสุดท้ายของเหมันต์ใช่หรือไม่เจ้าคะ”

กู้เฟยหลงไม่ตอบ หากแต่โน้มร่างลงไปกอดภรรยาคนงามเอาไว้ หยางลี่อินรู้สึกได้ว่าอ้อมกอดของอีกฝ่ายแนบแน่นกว่าครั้งไหน ๆ นางตบหลังของอีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยความรักใคร่

“ท่านพี่ ข้ารู้แล้วว่าท่านคิดถึงข้ามากเพียงใด ท่านคิดว่าตัวเองยุ่งอยู่กับงานแล้วข้าจะโกรธใช่หรือไม่ อย่าห่วงไปเลย ข้าไม่ใช่ผู้หญิงขี้น้อยใจแบบนั้น”

จากฝ่ามือที่ตบแผ่นหลังกว้างของอีกฝ่ายเบา ๆ ก็เปลี่ยนเป็นลูบไล้อย่างทะนุถนอม

กู้เฟยหลงใช้แขนขวารองไปที่หลังศีรษะของภรรยาเบา ๆ พร้อมกับประทับริมฝีปากลงไป ทั้งสองแลกจุมพิตกันอย่างดูดดื่ม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งคู่จูบกันหรือว่าร่วมหอ แต่ว่าไม่มีครั้งไหนที่ลี่อินจะรู้สึกได้ถึงความคะนึงหาอาลัยอาวรณ์เช่นนี้จากอีกฝ่ายมาก่อน

สายตาของลี่อินมองไปที่อีกฝ่ายด้วยความสงสัย

“ท่านพี่มีสิ่งใดในใจหรือเจ้าคะ”

ยังคงไม่มีคำตอบใดจากกู้เฟยหลง มีเพียงแต่จูบที่ประทับลงไปบนหน้าผากของภรรยาอย่างแผ่วเบา หยางลี่อินรู้สึกโมโหขึ้นมาเล็กน้อยจึงกล่าวไปว่า

“หากท่านพี่ยังไม่ยอมพูดกับข้า อย่าหาว่าข้าเป็นนางแมวป่าก็แล้วกัน”

สิ้นเสียงของหญิงสาว นางก็ออกแรงพลิกตัวจากด้านล่างขึ้นไปด้านบนและนั่งคร่อมอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะประทับจูบลงบนใบหน้าสามีหลายสิบครั้ง

“ท่านพี่ ข้ารักท่าน ไม่ว่าชาติภพไหนข้าก็จะขอรักท่าน ต่อให้ภายภาคหน้าจะเกิดสิ่งใดขึ้น ความรักของข้า ให้ฟ้าดินเป็นพยาน ให้ปรโลกเบื้องล่างเฝ้าดู ข้า หยางลี่อิน จะไม่แปรเปลี่ยนไปจากท่าน”

เมื่อรุ่งอรุณฯมาถึง พระอาทิตย์ส่องแสงผ่านช่องหน้าต่างกระทบกับใบหน้าของหญิงสาว หยางลี่อินที่หลับไหลอย่างเต็มอิ่มพลิกตัวไปกอดสามี แต่เมื่อมือขาวผ่องคว้าไปไม่พบกู้เฟยหลงผู้เป็นสามี ฮูหยินของจวนจึงค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมองเพียงเพื่อจะพบกับความว่างเปล่า

หยางลี่อินที่เพิ่งตื่นจากหลับใหลเหลือบมองไปที่ท้องฟ้าจากทางหน้าต่าง เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงของเสี่ยวจูร้องตะโกนดังขึ้น น้ำเสียงของสาวใช้คนสนิทฟังดูแตกตื่นกว่าครั้งไหน ๆ

“ฮูหยินเจ้าคะฮูหยิน เกิดเรื่องแล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!”

“เช้าตรู่ถึงเพียงนี้มีเรื่องวุ่นวายอันใดกัน” ฮูหยินของจวนเอ็ดสาวใช้ส่วนตัวด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก นางเกรงว่าเสียงร้องแตกตื่นของเสี่ยวจูจะรบกวนการพักผ่อนของสามี

แต่เมื่อตั้งสติได้ หยางลี่อินกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องกลับไม่เห็นว่ากู้เฟยหลงอยู่ภายใน จึงรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ประกอบกับที่เสี่ยวจูผลักประตูเข้ามาอย่างรีบร้อน สีหน้าของนางซีดเผือดไร้สีเลือด เสียงสั่นสะท้านอ่อนระทวยดังขึ้นทันทีที่พบหน้าผู้เป็นนาย

“ฮูหยิน เกิดเรื่องกับนายท่านเจ้าค่ะ ทหารจากกรมอาญามาเชิญตัวท่านไปยืนยัน...”

เสียงของเสี่ยวจูหายไปกลางคัน หยางลี่อินที่ฟังอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว ในใจรู้สึกไม่ใคร่จะสู้ดีนัก นางถามสาวรับใช้คนสนิทด้วยน้ำเสียงที่เริ่มจะกรุ่นโกรธ

“ยืนยัน...ยืนยันเรื่องอันใด เสี่ยวจู เจ้าพูดให้รู้เรื่องหน่อยได้หรือไม่”

เสี่ยวจูปิดเปลือกตา ก่อนจะกล่าวสิ่งที่ทำให้โลกทั้งใบของหยางลี่อินหยุดหมุน

“ทหารจากกรมอาญามาเชิญตัวฮูหยินไปยืนยันสภาพศพของนายท่านเจ้าค่ะ”

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหยางลี่อินก็พลันเบิกกว้าง ในใจของนางเต็มไปด้วยความสับสนและงุนงง นางรีบร้อนสวมเสื้อผ้าด้วยความเร่งรีบ

นอกประตูตระกูลหยาง คนรับใช้นำรถม้าออกมารออยู่ก่อนแล้ว ลี่อินขึ้นรถม้าโดยข้างกายมีเสี่ยวจูตามอยู่ไม่ห่าง

พอมาถึงกรมอาญาก็เห็นทหารกลุ่มหนึ่งกันฝูงคนที่กำลังมุงดูอยู่ หน้าประตูมีรถม้าจอดอยู่สามคัน หนึ่งในนั้นเป็นของตระกูลกู้ ส่วนรถม้าอีกสองคัน บนเกี้ยวประดับด้วยสัญลักษณ์ของวังหลวง แสดงว่านอกจากแม่สามีที่มาถึงแล้ว ยังมีคนใหญ่คนโตอีกสองคน

ไม่รอช้า หยางลี่อินเข้าไปด้านในอย่างรีบร้อน สิ่งแรกที่เห็นคือ กู้หว่านจี แม่สามีของตัวเองที่กำลังโอบกอดร่างร่างหนึ่งเอาไว้แน่น นางส่งเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ

หยางลี่อินก้าวเดินเข้าไปใกล้แม่สามี หากแต่ละย่างก้าวกลับหนักประหนึ่งแบกรับด้วยขุนเขา นางไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปหา เพราะไม่อยากรับความจริง ถึงแม้นางพอจะรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่ก็ภาวนาให้สิ่งที่นางเห็นเมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความเข้าใจผิดของทุกคน

หยางลี่อินมองไปยังใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดของร่างที่นอนอยู่บนพื้น ตามลำคอปรากฏผื่นแดงขนาดนิ้วมือตามตัว สองเท้าของลี่อินพลันไร้เรี่ยวแรง นางล้มลงกับพื้น เสี่ยวจูที่ตามมาไม่ห่างรีบประคองร่างฮูหยินของนางเอาไว้

หยางลี่อินน้ำตาร่วง ริมฝีปากสั่นระริก นางฝืนกัดริมฝีปากแน่นไม่ให้เสียงร้องดังออกไป นางพยายามกล่าวด้วยเสียงอันสั่นเทา ถามชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ของกรมอาญา

“ใต้เท้าเถิง กะ...เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับสามีของข้า”

ตุลาการเถิงผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบคดีฆาตกรรมในเมืองหลวงฉางอัน ครั้งหนึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับกู้เฟยหลง การตายของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงไม่หลงเหลืออำนาจ แต่เป็นน้ำเสียงที่ญาติผู้ใหญ่ใช้ปลอบประโลมจิตใจของหลานสาว

“แม่นาง โปรดหักห้ามใจเสียเถอะ”

หยางลี่อินไม่ฟังคำปลอบใจใด ๆ นางกล่าวย้ำด้วยน้ำเสียงกระแทกที่ดังขึ้นกว่าเดิม

“เกิดเรื่องอะไรกับสามีของข้า!!”

ตุลาการเถิงกำลังจะกล่าวตามที่ได้รับรายงาน ทว่าเสียงของชายคนหนึ่งกล่าวขัดขึ้นก่อน

“เรื่องนี้ยังไม่แน่ชัด ไม่อาจเปิดเผยแก่คนนอกได้”

ทันทีที่ได้ยินดังนั้น หยางลี่อินกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พบว่า นอกจากตุลาการเถิงและทหารในกรมอาญาแล้ว ยังมีบุรุษอีกสองคนอยู่ที่นั่นด้วย ทั้งสองน่าจะเป็นเจ้าของรถม้าที่ลี่อินเห็น

หนึ่งในนั้นคือผู้ที่กล่าวแทรกขึ้นมา ชายวัย 30 ปีเศษ ใบหน้าคมเข้ม ผิวกายสีขาวเหลือง รูปร่างสมส่วน เขาถือพัดจีบมรกตอยู่ในมือ ถึงลี่อินจะไม่เคยพบ แต่ก็พอรู้มาว่าเขาคือ ไฉจิ้นสี่ ผู้ตรวจการของสำนักบูรพา

ส่วนอีกคนเป็นบุรุษอายุราว ๆ 28-29 ปี สวมใส่ชุดราชการสีดำขององครักษ์เสื้อแพร ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ผิวขาวเนียนละเอียด เขาเกล้าผมขึ้นสูงและครอบด้วยกวานหยกหรูหรา คนผู้นี้มีชื่อว่า อวิ้นเฉี่ยนไป๋ หัวหน้าหน่วยองครักษ์เสื้อแพร เขามีชื่อเสียงโหดเหี้ยมและดุร้าย ลี่อินเคยเห็นเขาครั้งหนึ่งในวันแต่งงานของตัวเองกับสามี

ไฉจิ้นสี่กล่าวต่อความออกไป “ฮูหยินกู้ สะใภ้กู้ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความมั่นคงภายใน ขอให้พวกท่านโปรดเข้าใจ”

หยางลี่อินตอบกลับไปทันที สายตาแดงก่ำจ้องมองไปที่อีกฝ่าย

“ข้าไม่เข้าใจ”

“เพียงแค่สาเหตุการตาย ครอบครัวผู้ตายควรจะได้รู้ ไฉจิ้นสี่ หากบิดาท่านตายอย่างเป็นปริศนาแล้วข้าให้คำตอบว่าเป็นความลับของราชการ ท่านจะคิดเยี่ยงไรเล่า” อวิ้นเฉี่ยนไป๋กล่าวขึ้น

ไฉจิ้นสี่เอียงคอมองไปที่อีกฝ่ายด้วยความเงียบ สายตาแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด หากแต่อวิ้นเฉี่ยนไป๋หาได้สนใจ เขากล่าวแก่ตุลาการเถิงว่า

“อำนาจของกรมอาญาอยู่ที่ใต้เท้าเถิง หากคนของสำนักบูรพามีสิทธิ์มีเสียงออกความคิดเห็น เกรงว่าฝ่าบาทคงไม่พอพระทัย”

ตุลาการเถิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วยและกล่าวว่า

“ผลชันสูตรพบว่าในร่างกายของกู้เฟยหลงมีพิษของฝิ่นจำนวนมาก คาดคะเนว่าการตายเกิดจากการได้รับฝิ่นในปริมาณที่เกินกว่าร่างกายจะรับได้”

“ปริมาณฝิ่นในร่างที่มากเกินไป หมายความว่าสามีของข้าถูกคนทำร้ายจนถึงแก่ชีวิตเช่นนั้นหรือ” หยางลี่อินกล่าวทั้งน้ำตา

“เรื่องนี้ข้าจะสืบหาความจริงและให้คำตอบแก่ตระกูลกู้อย่างแน่นอน” ตุลาการเถิงตอบ

หยางลี่อินกวาดสายตามองไปที่ไฉจิ้นสี่และอวิ้นเฉี่ยนไป๋ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า

“สามีของข้าอยู่ในหน่วยอวี้หลิน คิดว่าไม่เกี่ยวข้องอันใดกับองครักษ์เสื้อแพรและสำนักบูรพา ยิ่งมั่นใจว่าสามีของข้าไม่ได้มีความสัมพันธ์ถึงขนาดให้พวกท่านมาดูศพเป็นครั้งสุดท้าย หรือว่า...การตายของสามีข้าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับองครักษ์เสื้อแพรและสำนักบูรพาเล่า”

หญิงสาวที่สูญเสียสามีกล่าวออกไปอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด แม้แต่แม่สามีของนางอย่างกู้หว่านจียังต้องดึงรั้งแขนเสื้อห้ามปรามลูกสะใภ้เอาไว้ แต่ว่าเวลานี้ ไม่มีใครหยุดลี่อินได้อีก นางใช้สายตาจ้องเขม็งไปยังบุรุษทั้งสองคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่มาปรากฏตัวในที่แห่งนี้

ตอน 3

ทันทีที่ได้ยินคำกล่าวหาของหยางลี่อิน ไฉจิ้นสี่และอวิ้นเฉี่ยนไป๋ก็มองประสานสายตากัน สีหน้าของคนทั้งสองเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับไม่ได้ใส่ใจในคำพูดของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

“ไฉจิ้นสี่ ท่านมีคำตอบนี้ให้กับตระกูลกู้หรือไม่” อวิ้นเฉี่ยนไป๋ยกยิ้มมุมปากพร้อมกล่าวกับไฉจิ้นสี่ ผู้ซึ่งหัวเราะเบา ๆ และถามกลับไปว่า

“อวิ้นเฉี่ยนไป๋ แล้วท่านเล่า”

หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรย้ายสายตาจากไฉจิ้นสี่ ยกยิ้มให้แก่หยางลี่อินก่อนจะกล่าวแก่ตุลาการเถิง

“ข้า อวิ้นเฉี่ยนไป๋ อัญเชิญราชโองการ”

สิ้นเสียงนั้น ตุลาการเถิงลุกจากบัลลังก์และคุกเข่ากับพื้นเช่นเดียวกับไฉจิ้นสี่ ผู้ซึ่งมองไปยังชายหนุ่มผู้ถือราชโองการด้วยความประหลาดใจก่อนจะคุกเข่าไปกับพื้น เมื่อเห็นว่าทุกคนคุกเข่าแล้ว อวิ้นเฉี่ยนไป๋จึงประกาศราชโองการ

“กู้เฟยหลง หัวหน้าหน่วยอวี้หลิน เป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์สุจริต ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความภักดี แม้ตัวตายแต่ชื่อเสียงยังลือลั่นสืบทอดไปถึงลูกหลาน เห็นควรพระราชทานยศขั้น 3 ตูจวิน”

สิ้นเสียงประกาศราชโองการ กู้หว่านจีก็ยกสองแขนรับราชโองการอวยยศ นางรู้ดีว่าสิ่งนี้เป็นยศพระราชทานที่ฝ่าบาทใช้เพื่อปลอบประโลมความเสียใจของคนในตระกูลกู้ เป็นการอวยยศที่แลกมาด้วยชีวิตและน้ำตา

เมื่อกล่าวเสร็จ อวิ้นเฉี่ยนไป๋จึงหันมองไปที่ไฉจิ้นสี่ด้วยรอยยิ้ม

“หน้าที่ของข้าจบลงแล้ว คงจะลบคำครหาที่ว่ามาดูลาดเลาเพราะร้อนตัวได้กระมัง”

ไฉจิ้นสี่ที่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เขาสะบัดแขนเสื้อและตวัดพัดจีบมรกตจนเกิดเสียงและกล่าวว่า

“นำตัวออกมา”

เพียงไม่นาน ทหารในชุดเกราะแดงที่มีสัญลักษณ์ของสำนักบูรพาปักอยู่บนเสื้อก็ลากนักโทษในชุดขาวเข้ามาด้านใน ชายวัยกลางคนผู้นี้ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ใบหน้าฟกช้ำดำเขียว ทันทีที่เข้ามาถึง ชายวัยกลางคนที่มีอาการคล้ายกับเสียสติ ร้องตะโกนด้วยคำพูดซ้ำ ๆ

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ข้าแค่มาทำการค้า ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

จากนั้นทหารในชุดเกราะแดงใช้สองมือปิดปากของชายวัยกลางคนให้เงียบเสียงลง และเป็นไฉจิ้นสี่ที่กล่าวขึ้น

“ข้าจับชายผู้นี้ได้ มันรับสารภาพว่าเป็นคนฆ่ากู้เฟยหลง”

สายตาของทุกคนในห้องมองไปยังชายวัยกลางคนผู้นี้เป็นตาเดียว ดวงตาของหยางลี่อินเต็มไปด้วยความสับสนก่อนที่อวิ้นเฉี่ยนไป๋จะหัวเราะออกมา

“ฮ่า ๆ ท่านไฉคงกำลังล้อเล่นอยู่กระมัง กู้เฟยหลงนั้นเป็นใคร วรยุทธของเขา ท่านไฉสามารถรับมือได้กี่กระบวนท่า แล้วเขาคนนั้นจะถูกชายผู้นี้ฆ่าเช่นนั้นหรือ”

ไฉจิ้นสี่ที่ได้ยินเช่นนั้นไม่ได้กล่าวตอบ แต่กลับกระชากผมของชายวัยกลางคนให้ทุกคนเห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน

เพราะรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนกับชาวถัง หยางลี่อินจึงพึมพำออกมา

“ชาวโครยอง”

“ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชาวโครยอง”

ไฉจิ้นสี่จ้องมองไปยังอวิ้นเฉียนไป๋ราวกับต้องการจะมองลึกลงไปให้เห็นเนื้อแท้ภายในของชายหนุ่ม เขากล่าวต่อไปอีกว่า

“หากเป็นอำนาจของชาวโครยองที่ลักลอบค้าฝิ่นอยู่ในเมืองหลวง ท่านยังคิดว่าพวกเขาไม่มีอำนาจพอจะทำร้ายกู้เฟยหลงได้อยู่อีกหรือไม่”

สิ่งที่ไฉจิ้นสี่กล่าวออกมาใช่ว่าจะไม่มีมูลความจริง หากเฟยหลงกำลังตามสืบเรื่องการลักลอบค้าฝิ่นของชาวโครยอง ก็ไม่ต่างอะไรกับการไปจับหางเสือ

ทว่าลี่อินรู้สึกได้ว่าระหว่างไฉจิ้นสี่และอวิ้นเฉียนไป๋ พวกเขาทั้งสองคนกำลังระแวงกันและกันอยู่ ในตอนนั้นเอง หยางลี่อินมองไปยังมุมห้องของกรมอาญา และสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ปรากฏขึ้น

สายลมเย็นพัดผ่านร่างกาย สิ่งที่นางเห็นคือ กู้เฟยหลง ผู้เป็นสามี!!!

ดวงตาของหยางลี่อินเบิกกว้างก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสายตาแห่งความคะนึงหา นางคิดว่าเฟยหลงผู้เป็นสามียืนอยู่ที่ตรงนั้น หญิงสาวลุกขึ้นยืนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยพร้อมกับร้องเรียกสามี

“ท่านพี่ เป็นท่านพี่จริง ๆ”

ทุกคนที่อยู่ในกรมอาญาย่นหว่างคิ้ว มองไปยังหยางลี่อินด้วยสายตาแปลกประหลาด เมื่อเห็นว่านางไม่หยุดเพียงแค่เรียกชื่อ แต่ยังพยายามจะเดินไปที่มุมห้อง ทุกสายตาย้ายไปยังปลายทางของหญิงสาว ที่ ๆ ทุกคนเห็นว่าเป็นเพียงความว่างเปล่า

ไฉจิ้นสี่ส่ายศีรษะอย่างเวทนาให้กับหยางลี่อิน หญิงสาวที่เคยแข็งแกร่งและเคยถูกยกย่องเรื่องวิชาแพทย์กลับกลายมาเป็นหญิงเสียสติในช่วงเวลาข้ามคืน

หว่างคิ้วของอวิ้นเฉี่ยนไป๋ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาเองก็อดไม่ได้ที่จะสงสารหญิงสาวผู้เคยเพียบพร้อมทุกประการเช่นนาง

ตุลาการเถิงส่ายศีรษะไปมาก่อนจะสั่งให้ทหารจับตัวหยางลี่อินเอาไว้ เพราะกลัวว่านางจะเอาศีรษะกระแทกกำแพงให้ตกตายตามสามีไปและกลายเป็นเรื่องน่าเศร้าของกรมอาญา

หลังจากได้รับคำสั่ง ทหารก็เข้าไปจับแขนของลี่อินเอาไว้ ทว่านางก็ยังมีท่าทีขัดขืนและต้องการเดินไปยังความว่างเปล่า ปากร้องเรียกแต่ชื่อสามีไม่ขาด ราวกับว่าเป็นภาพสุดท้ายที่นางจะได้เห็น

กู้หว่านจีเห็นลูกสะใภ้ที่จิตใจกำลังแตกสลาย นางตะโกนสั่งเสี่ยวจูด้วยน้ำเสียงร้อนใจ

“เสี่ยวจู พาฮูหยินของเจ้ากลับไป และรีบให้คนไปตามหมอมาดูนาง”

หยางลี่อินคล้ายว่าไม่สนใจสิ่งใด นางมองไปที่ความว่างเปล่าซึ่งในเวลานี้คงจะมีเพียงนางแต่เพียงผู้เดียวที่เห็น กู้เฟยหลง ชายหนุ่มหนุ่มเองก็พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อจะมาหาภรรยาให้ได้ ทว่าเหนือวิญญาณของกู้เฟยหลง มีเงาสีดำกำลังใช้สองเท้าเหยียบแผ่นหลังของเขาเอาไว้ จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ โปร่งแสงและเลือนหายไป

หยางลี่อินเมื่อเห็นแบบนั้นก็ร่ำร้องราวกับคนเสียสติ จิตใจของนางแหลกสลาย ภาพที่เห็นคือวิญญาณของสามีถูกพรากไปจากนางชั่วนิรันดร์ ลี่อินที่กำลังร่ำร้องฟูมฟายกอปรกับถูกฉุดรั้งจากทหารและสาวรับใช้ ความโศกเศร้าแทรกซึมและทำลายหัวใจ นางกระอักเลือดออกมา มุมปากสีชมพูอ่อนพลันเกิดเป็นสายเลือดไหลหยดลงพื้น สติของนางกำลังจะดับลง

ดวงตาของเสี่ยวจูเบิกกว้างด้วยความตกใจ นางรีบใช้กำลังทั้งหมดที่มีลากถูเจ้านายกลับไป

“เฟยหลง! เฟยหลง! อย่าทิ้งข้าไป!”

ขณะที่เสียงร้องตะโกนสุดท้ายกำลังจะหายไปพร้อมกับสติ หางตาของหญิงสาวมองเห็นทหารสองคนกำลังแบกร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามา นางเห็นดวงวิญญาณของผู้ที่เป็นสามีมองมาที่ตัวนางพร้อมกับสลับสายตามองไปที่ร่างของตัวเขาเองที่เวลานี้เป็นเพียงร่างไร้วิญญาณ

เขายกยิ้มขึ้นหนึ่งครั้งราวกับว่ายอมรับในโชคชะตาที่เผชิญ ทันใดนั้นดวงวิญญาณของชายหนุ่มปริศนาก็ปรากฏออกมาและพุ่งใส่เงาดำที่อยู่เหนือร่างของกู้เฟยหลง พลันภาพของกู้เฟยหลงที่วิ่งหลุดจากการจองจำก็ตรงมาหานาง

ทว่ายามที่ดวงวิญญาณของกู้เฟยหลงวิ่งผ่านร่างกายของบุรุษปริศนาผู้นั้น ดวงวิญญาณของเขากลับแตกสลายและหายเข้าไปในร่างนั้น

“ม่ายยย!!!” หยางลี่อินกรีดร้องสุดเสียง พร้อม ๆ กับภาพที่ตัดไป!!!

“แม้ข้าจะใจดีกับโลก ก็ใช่ว่าทุกคนจะยิ้มให้ข้า”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED