“ไอ้บ้า! ถามอะไรก็ไม่ตอบ ไม่รู้เลยว่าพ่อคิดอะไรตอนร่วมหุ้นกับไอ้บ้าเนี่ย!”
ปัง!
วางกระแทกแฟ้มเอกสารบนโต๊ะทำงานของตนแรง ๆ ด้วยความหัวเสีย เมื่อคิดเห็นหน้าของหุ้นส่วนรายใหญ่ของบริษัทตนแล้วก็ทำให้หงุดหงิด
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูห้องเรียกเตือนสติของคนอารมณ์ร้อนให้กลับมา ก่อนจะปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นปกติแล้วร้องอนุญาตให้คนหน้าห้องเข้ามาได้
“เชิญค่ะ”
สิ้นคำพูดประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของหนุ่มเลือดผสมไทย-สเปน เดินหน้านิ่งเข้ามา
“มีอะไรอีกคะคุณขุนพิทักษ์” หล่อนแสร้งเอ่ยถามเสียงนุ่ม ทั้ง ๆ ใจจริงอยากกระชากเสียงถามมากกว่า
คนถูกถามไม่ตอบแต่เดินมาหยุดหน้าโต๊ะทำงานของหญิงสาว กวาดสายตามองข้าวของที่กระจัดกระจายบนโต๊ะก็กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วก็กลับมาหน้านิ่งเหมือนไม่ได้รู้สึกอะไร ในมือใหญ่มีของถือติดมาด้วยเขาจึงวางมันบนโต๊ะ
เมื่อได้เห็นว่าคนตัวโตมาเพราะอะไรเจ้าหล่อนก็เลยเอ่ยขอบคุณอีกฝ่าย
“ขอบคุณค่ะ”
หล่อนหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนมาใส่ในลิ้นชักทำงานไว้ ด้านคนถูกขอบคุณก็ทำแค่เพียงพยักหน้าแล้วก็เดินจากไป การกระทำของชายหนุ่มทำให้กิ่งมณีฉุนอย่างแรง เมื่อร่างสูงใหญ่ลับประตูหล่อนก็แทบดิ้นพล่านด้วยความอึดอัดที่ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้
“แค่พูดว่า ‘คุณทำผ้าเช็ดหน้าตก ผมเลยเอามาให้’ พูดแค่นี้จะตายรึไง หา!"
ด้านคนหนุ่มหน้านิ่งเดินออกมาจากห้องสาวเจ้าก็ได้แต่ยิ้มมุมปากเดินล้วงกระเป๋ากางเกงกลับห้องทำงานของตน ชายหนุ่มเป็นเป็นหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทขายส่งผลไม้อบแห้ง ขุนพิทักษ์ โลเปซ หรือ ขุน วัย 40 ปี หนุ่มเลือดผสมไทย-สเปน ผิวสีแทน ใบหน้าเคร่งขรึมดูดีในแบบของหนุ่มลูกครึ่ง รูปร่างสูงใหญ่เป็นที่หมายปองของสาวเล็กสาวใหญ่ แต่กับกิ่งมณีแล้ว เขาเป็นสิ่งที่หล่อนรังเกียจก็ว่าได้ ทำไมจะดูไม่ออกว่าเจ้าหล่อนไม่ชอบขี้หน้าเขา
ตึ๊ด! ตึ๊ด! ตึ๊ด!
พอก้าวเท้าเดินออกมาจากห้องกิ่งมณียังไม่ทันได้เปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของตน เสียงสั่นเตือนเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้น เขาจึงล้วงออกมาดูว่าใครโทร.มา
“สวัสดีครับคุณน้า”
“สวัสดีพ่อขุน วันนี้มาทานข้าวบ้านน้าไหมลูก” ชาตรีเอ่ยชวนชายหนุ่ม จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากเชิญชวนหรอก แต่ภรรยาเขาเขารบเร้าให้ชวนขุนพิทักษ์ไปทานข้าวเย็นที่บ้านด้วย ซึ่งเป็นแบบนี้ประจำเวลาลูกสาวกลับไปค้างบ้าน
“ครับคุณน้า”
ตอบรับเสียงสุภาพก่อนจะวางสายเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกงแล้วผลักเปิดประตูห้องทำงานเข้าไป จริงอยู่เขามาอยู่เมืองไทยได้ 6 ปีแล้ว ต้องมาประจำการที่บริษัทส่งออกผลไม้อบแห้งที่พ่อของเขาลงทุนกับเพื่อนสนิทอย่างชาตรี เขาจึงต้องมาอยู่เมืองไทย ส่วนพ่อกับแม่นั้นอยู่สเปน ขุนพิทักษ์จะไปเยี่ยมพวกท่านทุก ๆ สองเดือน
หนึ่งทุ่มครึ่ง กิ่งมณีกลับมาถึงบ้านให้เด็กรับใช้เอาของไปเก็บแล้วเดินไปยังห้องรับประทานอาหาร เมื่อสาวใช้เดินมาบอกว่าทุกคนรอหล่อนที่ห้องรับประทานอาหารครู่ใหญ่แล้ว พอเดินมาถึงก็ต้องเบ้ปากเล็กน้อยแล้วเดินไปนั่งที่ประจำของตน
“สวัสดีค่ะคุณขุนพิทักษ์ ชักจะมาทานข้าวที่บ้านฉันบ่อยเกินไปแล้วนะคะ หรือว่าไม่มีเงินซื้อกินคะ”
เอ่ยทักทายชายหนุ่มอีกคนทันทีเมื่อหย่อนก้นลงนั่งเรียบร้อยดี ด้านคนหน้าตายก็ทำได้แค่เพียงหยักยิ้มให้หล่อนเท่านั้น กิ่งมณียิ่งเดือดเข้าไปใหญ่ เมื่อคำพูดของตนทำอะไรชายหนุ่มไม่ได้
“รักษามารยาทด้วยลูก” กานดาเอ็ดลูกสาวที่นั่งตรงข้ามกับตนพร้อมกับส่งสายตาตำหนิไปให้ ทำให้ขุนพิทักษ์เผลอยิ้มเอ็นดูเจ้าหล่อน แต่ก็แค่เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น
“ก็มันจริงนี่คะแม่ กิ่งกลับบ้านทีไรก็เจอแต่เขาทุกที แม่นะแม่ จะเชิญเขามาทำไมก็ไม่รู้ นาน ๆ ทีลูกกลับบ้านแม่ก็น่าจะทำให้ลูกกินข้าวอร่อย เจริญหูเจริญตา แต่นี่อะไรเจอที่ทำงานทุกวันก็ว่าเบื่อแล้วยังต้องกลับมาเจอที่บ้านอีก แม่เกดไม่เข้าใจหนูกิ่งเลยค่ะ” หล่อนโต้ตอบกลับพร้อมส่งสายตาเศร้าให้ผู้เป็นแม่
“ไม่ต้องพูดเลย ขอโทษพี่เขาเดี๋ยวนี้ พี่เขาจากบ้านมาไกลต้องมาอยู่ที่แปลก ๆ แม้จะหลายปีแต่พี่เขาก็ต้องคิดถึงบ้าน ครอบครัวเรากับครอบครัวพี่เขาสนิทกันมาก ฉะนั้นครอบครัวเราก็เหมือนครอบครัวเขา ใช่ไหมจ๊ะพ่อขุน” ท้ายประโยคกานดาเอ่ยถามชายหนุ่มลุกครึ่งนั่งนิ่งข้างลูกสาวของตน
“ครับคุณน้า ขอบคุณมาก ๆ นะครับที่เอ็นดูคนไกลบ้านแบบผม”
“แหวะ! ป้าแต้วคะ ตักข้าวค่ะ กิ่งหิวแล้วค่ะ” กิ่งมณีเบื่อจะพูดต่อเลยร้องเรียกแม่บ้านมาตักข้าว
“อย่าถือสาน้องเลยนะคะ น้องยังเด็ก”
“เด็กอะไรกันคุณเกด ลูกสาวเราจะ 31 แล้วนะปีหน้านี้” ชาตรีเอ่ยบ้างหลังจากเป็นผู้ฟังที่ดีมาตลอดการสนทนา
"หึ หึ"
คำพูดของพ่อหญิงสายทำให้ขุนพิทักษ์อดขำในลำคอไม่ได้ และเสียงขำของเขาทำให้คนข้างกายได้ยินตวัดหางตามองด้วยความไม่พอใจ
“คุณพ่ออยู่เงียบ ๆ ก็ได้นะคะ ทำไมต้องพูดเรื่องอายุของลูกด้วยคะ”
กิ่งมณีเอ่ยตัดพ้อผู้เป็นพ่อพร้อมกับก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร เพราะตอนนี้หล่อนอยากหนีกลับขึ้นห้องเหลือเกิน ไม่ชอบเลยสายตาของคนข้างกาย เวลาหล่อนเหลือบมองแล้วสบกับตาคมนั้นมันช่างน่ากลัวพิลึก ทำให้ขนในกายหล่อนลุกชันแปลก ๆ
“กิ่งลูก ตักผัดเต้าหู้ไข่ให้พี่เขาหน่อยสิลูก” กานดาบอกสั่งลูกสาว
กิ่งมณีเงยหน้าขึ้นมองหน้าของผู้เป็นแม่ก็ต้องจำใจทำตาม เพราะสายตาดุ ๆ นั้นเป็นคำสั่งที่หล่อนไม่อาจปฏิเสธได้
“ค่ะแม่เกด” แล้วหล่อนก็ตัดผัดเต้าหู้ไข่ใส่ถั่วงอกให้ชายหนุ่ม
“ขอบคุณครับ” ขุนพิทักษ์เอ่ยขอบคุณหญิงสาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
แล้วการกินข้าวในค่ำคืนนี้กิ่งมณีก็ได้คอยตักอาหารให้แขกตลอดจนอิ่ม และตามด้วยของหวาน เมื่ออาหารเย็นจบลง สาวเจ้าก็ขอตัวออกไปเดินเล่นริมสระว่ายน้ำเพื่อย่อยอาหาร
ขุนพิทักษ์อยู่คุยกับเจ้าของบ้านข้างในบ้านจนดึก พอท่านทั้งสองบอกง่วงแล้วเขาจึงขอตัวกลับ ระหว่างทางเดินไปยังที่จอดรถเขาก็เหลือบไปเห็นคนตัวเล็กช่างเหน็บแหนมยืนคุยโทรศัพท์อยู่ริมสระว่ายน้ำ เท้าใหญ่จึงเปลี่ยนทิศทางการเดินทันที
“แกไปนอนเถอะตา เดี๋ยวพี่หมอเผือกบอกแกเลิกคบฉัน ข้อหาชวนเมียเขาคุยจนลืมเวลาทำการบ้าน”
“ยัยกิ่งบ้า แค่นี้แหละ”
“อือ!” แล้วก็ตัดสายจากต้องตา พอหมุนตัวจะเดินกลับเข้าไปในบ้านก็ชนเข้ากับร่างสูงใหญ่
“อุ๊ย! อะไรเนี่ย! มายืนอยู่ตรงนี้ทำไมไม่บอกกันบ้าง หา!” หล่อนตะคอกอีกฝ่ายพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหน้าผากตนเองแรง ๆ ด้วยความหงุดหงิด
“เกลียดขี้หน้ากันขนาดนั้นเลยเหรอน้องกิ่ง” น้ำเสียงเข้มเอ่ยถาม โดยไม่สนใจคำตะคอกของสาวเจ้า
“ก็เออน่ะสิ! แล้วก็เรียกดิฉันเหมือนอยู่ที่ทำงานด้วยค่ะ เพราะเรา...อะ! อื้อ!”
น้ำคำสาวกลืนหายเข้าไปในลำคอ เมื่อปากหนาฉกลงมาทาบทับ บดจูบจาบจ้วงเอาแต่ใจ มือใหญ่บังคับท้ายทอยสาวไม่ให้เบี่ยงหลบตน เรียวลิ้นร้ายสอดแทรกควานหาความหวานในโพรงปากช่างพูดก่อนจะผละออกมายิ้มเยาะ เมื่อเจ้าหล่อนน้ำตาคลอและเผลอจูบตอบไม่ไร้เดียงสากลับ
เผียะ!
กิ่งมณียกมือขึ้นตวัดใส่หน้าคมคร้ามทันทีเมื่อสติกลับมา แล้วยกมือขึ้นเช็ดถูปากตัวเองแรง ๆ ด้วยความรังเกียจ
“หึ หึ จูบแรกสินะ” ขุนพิทักษ์เอ่ยพลางหันกลับมาจ้องมองใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา แล้วยกมือหยาบกร้านเช็ดคราบน้ำตาให้เจ้าหล่อน
“ขอบคุณนะ” แล้วก็เดินจากไป ทำให้คนถูกฉวยโอกาสยืนกำมือแน่นตัวเกร็ง ไม่เข้าใจกับคำพูดของเขาก่อนจะเดินจากไป
"เฮ้อ!"
เสียงถอนหายใจแล้วถอนหายใจเล่า ตั้งแต่ต้องตาแต่งงานไปเจ้าหล่อนก็ไม่มีเพื่อนเลย เพราะเกรงใจสามีเพื่อน จะว่าไปเพื่อน ๆ ในกลุ่มก็แต่งงานกันหมดแล้ว ปีใหม่ปีนี้ทุกคนจึงอยู่ฉลองกับครอบครัว ก็เล่นแต่งงานมีลูกกันหมดแล้ว แล้วเธอละมีใครบ้าง นอกจากครอบครัว คือชีวิตสาวโสดแบบเธอก็ได้แต่ถอนหายใจวันละหลาย ๆ รอบ
กิ่งมณี สว่างเกิด หรือ กิ่ง วัยย่าง 31 ปี นั่งรับประทานลาบยโสธรเจ้าโปรดเจ้าเก่าเจ้าประจำที่ชอบมากินกับเพื่อน ๆ เมื่อก่อน คนอื่นแต่งงานมีครอบครัวหมดหล่อนก็มักมานั่งกินฉลองคืนข้ามปีกับต้องตา แต่ปีนี้ไม่ได้แล้ว ต้องตามีสามีและลูกแล้ว ฉะนั้นหล่อนจึงมานั่งโซ้ยลาบก้อยคนเดียวที่ร้านบนฟุตปาธขาประจำ
ส่วนพีรดา สามีพาไปเที่ยวต่างประเทศ ประภาก็อยู่กับครอบครัวที่ต่างจังหวัด และอีกคนก็กีรณาต้องดูแลสามีป่วยในคืนข้ามปี ฉะนั้น เคาท์ดาวน์ปีนี้ หล่อนถึงมาคนเดียว เพราะทุกคนต่างก็มีครอบครัวกันหมดแล้ว หล่อนเกรงใจทุกคนจึงเลือกไม่บอกใครแล้วมาเคาท์ดาวน์ร้านลาบยโสธรร้านประจำที่มากับเพื่อน ๆ ทุกปีในคืนข้ามปีแบบนี้
“ไม่เห็นอร่อยเหมือนมีเพื่อนมาด้วยเลย”
หล่อนมองอาหารตรงหน้าแล้วฝืนกลืนลงท้อง จริง ๆ อาหารอร่อย แต่มันหมดรสอร่อยเมื่อต้องนั่งกินคนเดียว เมื่อมองไปโต๊ะรอบ ๆ ต่างก็มากันเป็นคู่ ครอบครัวบ้างแหละ ส่วนพ่อกับแม่หล่อนก็ไปสวดมนต์ข้ามปีที่วัด หล่อนไม่ถูกกับวัดจึงมานั่งเคาท์ดาวน์ที่ร้านลาบ
“ลุงคะ เก็บตังค์เลยค่ะ”
เมื่อกินคนเดียวไม่อร่อยเหมือนมีเพื่อนทานเลยเรียกเจ้าของร้านมาคิดเงินตัวเอง เมื่อคิดเสร็จและจ่ายเงินเสร็จหล่อนก็ก้มมองนาฬิกาข้อมือ เหลืออีกครึ่งชั่วโมงจะเที่ยงคืน จึงสะพายกระเป๋าแล้วลุกเดินไปยังรถยนต์ของตนที่จอดอยู่ริมฟุตปาธ เพื่อขับกลับบ้าน ไปนอนดูซีรี่ส์เคาท์ดาวน์ที่บ้าน
เวลาไม่นานก็มาถึงบ้าน ด้วยรถไม่ติด ถนนโล่ง ก็ทุกคนกลับต่างจังหวัดกันหมด จึงใช้เวลาขับรถกลับบ้านไม่นาน พอมาถึงบ้านก็แปลกใจเมื่อเห็นรถยนต์คันหรูคุ้นเคยจอดอยู่
เขามาทำไมกัน พ่อกับแม่ก็ไม่อยู่ แล้วไหนบอกจะกลับสเปน แล้วทำไมถึงมาอยู่บ้านเรา
หล่อนคิดในใจ ก่อนจะดับเครื่องยนต์แล้วก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน
“คุณกิ่งคะ คุณขุนมานั่งรออยู่ในบ้านสักพักแล้วค่ะ” ทันทีก้าวเท้าเข้ามาในบ้านจะเดินขึ้นไปชั้นสองเด็กรับใช้ก็เดินเข้ามาขวางทางพร้อมบอกว่ามีแขกมารอ
“ใครเชิญเขามาจ๊ะน้อย”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะคุณกิ่ง แต่ว่าเขามารอคุณกิ่งสักพักใหญ่ ๆ แล้วค่ะ”
“อือ! เดี๋ยวฉันไปถามเขาเอง พวกเธอไปพักผ่อนหรือไปเคาท์ดาวน์เถอะ ฉันอยู่คนเดียวได้ เดี๋ยวคุยไม่นานเขาคงกลับแหละ”
หล่อนบอกสาวใช้ให้ไปพักหรือไปเที่ยวข้างนอกได้ เพราะวันนี้เป็นวันพิเศษ ส่วนสาวใช้คนอื่นนั้นลากลับบ้านต่างจังหวัด ป้าแต้วเองก็เช่นกัน จะเหลือก็แต่น้อยไม่กลับบ้านปีนี้ น้อยจะรอกลับต่างจังหวัดหลังปีใหม่เมื่อทุกคนกลับมาทำงานปกติ
“ขอบคุณนะคะคุณกิ่ง”
“นี่เงินจ้ะ ออกไปเที่ยวเถอะ ไม่ต้องห่วงฉัน” หล่อนเปิดกระเป๋าหยิบแบงก์พันสองใบให้สาวใช้ ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเดินไปยังห้องนั่งเล่น
พอเดินมาในห้องนั่งเล่นก็เห็นแขกประจำของบ้านนั่งหลับอยู่ จึงเดินไปสะกิดไหล่ชายหนุ่มเพื่อปลุกเขา
“คุณขุนพิทักษ์คะ คุณคะ ตื่นค่ะ มันดึกมากแล้ว”
"อื้อ!"
ชายหนุ่มครวญครางด้วยความรำคาญพลางปัดมือเล็กออกจากไหล่ของตน
“ตื่นค่ะ แล้วก็กลับไปได้แล้ว ถ้าง่วงก็กลับบ้านค่ะ” ครั้งนี้หล่อนเสียงดังกว่าเดิมและเปลี่ยนจากสะกิดเป็นบิดเนื้อของชายหนุ่มแทน
"โอ๊ย!"
สะดุ้งตื่นพร้อมเสียงโอดครวญเจ็บ
“บิดพี่ทำไม” เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำตนก็ขมวดคิ้ว
“กลับได้แล้วคุณ ดึกมากแล้ว”
หล่อนไม่อยากพูดกับชายตรงหน้าดีเท่าไรหรอก เมื่อคิดย้อนถึงวันที่เขาขโมยจูบแรกของตนไป ตั้งแต่วันนั้นมาก็สองอาทิตย์กว่าแล้ว เจ้าหล่อนก็เอาแต่หลบหน้า และพยายามหลีกเลี่ยงการพูดคุยด้วยตลอด แต่เวลานี้มันจำเป็นเพราะทั้งบ้านมีแค่หล่อนอยู่คนเดียว ส่วนพ่อแม่นั้นคงอิ่มบุญกันแล้วแหละ
“ไปไหนมา” ถามเสียงเย็น พร้อมกับดึงข้อมือเล็กรั้งให้ลงมาหาตน และมันก็ได้ผลเมื่อเจ้าหล่อนเสียหลักล้มลงบนตักหนาของเขา
“ว้าย! คุณจะทำอะไร ปล่อยนะ” หล่อนดิ้นรนหาอิสระ เมื่อคนไร้มารยาทฉุดรั้งลงมากอด
“อือ! ไปไหนมา ตอบก่อนสิ” ขุนพิทักษ์เอ่ยเสียงทุ้ม เกยคางสากที่เต็มไปด้วยหนวดเคราเขียวครึ้มกับไหล่มนของคนดื้อดึง
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย ชีวิตของฉัน เรื่องของฉัน แล้วก็ปล่อยได้แล้วค่ะ ฉันจะไป...”
“มันเป็นเรื่องของพี่ตั้งแต่เราจูบกันแล้วคนสวย” เขาเอ่ยแทรกประโยคของคนตัวเล็ก พลางสูดลมหายใจแรง ๆ เอากลิ่นกายสาวเข้าปอด
“หอม!"ไม่ปล่อยกับกอดรัดแน่นกว่าเดิม จมูกโด่งได้รูปก็ชุกซนซุกไซ้วอกคอระหงไปมาจนเจ้าหล่อนหลบหลีกเป็นพัลวันเลยก็ว่าได้ จริง ๆ แล้วเขาตั้งใจจะกลับไปฉลองปีใหม่กับพ่อและแม่ที่สเปน แต่ท่านทั้งสองโทร.มาบอกว่ากำลังจะไปย้อนศรความรักที่บาหลี เขาจึงไม่ได้ไป แล้วพอจะไปพักผ่อนกอดสาว ๆ เนื้อนุ่ม ๆ แม่ของกิ่งมณีก็โทร.ให้เขามาอยู่เป็นเพื่อนหล่อนที่บ้าน พอมากลับไม่เจอเขาจึงนั่งรอเจ้าหล่อนจนเผลอหลับอย่างที่กิ่งมณีเห็นนั้นแหละ
“หยุด! อย่าทำแบบนี้กับฉันนะ” หล่อนสั่งเสียงแข็งพลางเบี่ยงหน้าหลบหนีจมูกโด่งไปมา
“อือ! หอมจัง ไปไหนมาทำไมกลับมาป่านนี้” ขุนพิทักษ์ไม่สนใจคำสั่งของหญิงสาว
“อี๋! ปล่อยไง! บอกให้ปล่อยไงเว้ย!" หล่อนตะโกนออกมาเสียงดังพลางดิ้นแรงกว่าเดิม แต่ก็เหมือนดิ้นเสียแรงเปล่า เมื่อเขานั้นรัดหล่อนแน่นยิ่งกว่าเดิม
“พูดไม่เพราะต้องทำยังไงนะ อืม! หอม!" พูดจบก็หอมแก้มนวลแรง ๆ พลางเลื่อนมาขบเม้มติ่งหูสาว
“เจ็บนะเว้ย! แล้วเนี่ยก็หยุดเล่นได้แล้ว ฉันไปทานข้าวมาและเนี่ยก็กลับมาแล้วไง ปล่อยได้แล้วและก็กลับบ้านคุณไปได้แล้วฉันจะพักผ่อน” หล่อนยอมบอกแต่โดยดี แต่บอกไม่หมดว่าตนไปนั่งเหงาที่ร้านลาบยโสธรมา
“วันนี้ตั้งใจมาพักด้วยนะ แม่ของกิ่งบอกพี่มาอยู่กับกิ่ง ถ้าจะพักต้องพักด้วยกัน”
ว้าย!
หล่อนร้องเสียงหลงออกมาอีกครั้งเมื่อคนหน้านิ่งลุกขึ้นยืนพร้อมกับอุ้มหล่อนติดตามไปด้วย ที่สำคัญเขาก้มลงมองหล่อนแล้วยิ้มน่ากลัวก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องนั่งเล่น
“นะ...นายจะพาฉันไปไหนน่ะ” หล่อนถามเสียงสั่น เมื่อเริ่มเห็นความไม่ปลอดภัยของตนลอยคออยู่ปลายจมูก
“พักผ่อน”
ตอบเพียงสั้น ๆ แล้วเดินไปยังบันไดของบ้าน เท้าใหญ่ก้าวทีละก้าวขึ้นบันไดด้วยความมุ่งมั่น ใบหน้าหล่อเรียบขรึมยากจะคาดเดา
“ห้องอยู่ไหน” เมื่อเดินมาถึงชั้นสองเห็นคนตัวเล็กเงียบจึงเอ่ยถามถึงห้องของสาวเจ้า
“บอกให้โง่น่ะสิ”ตอบเสียงแข็ง พลางรัดลำคอหนาแน่นกว่าเดิม เมื่อเขาทำท่าจะโยนหล่อนลงกับพื้น
ฮึฮึ
ขำคนในอ้อมแขนแล้วก้าวเดินยาว ๆ ไปยังห้องที่อยู่มุมสุดทางขวา เพราะมันมีชื่อของเจ้าของห้องแปะติดอยู่หน้าประตู
“ยัยกิ่งยัยบ้าเอ้ย!" กิ่งมณีเห็นประตูห้องของตัวเองก็อดว่าตัวเองไม่ได้ ก็หล่อนเล่นติดป้ายชื่อหน้าห้องนอนตัวเองไว้เลยทำให้ขุนพิทักษ์หาห้องของเธอเจอ
ขุนพิทักษ์อมยิ้มก้มมองคนในอ้อมแขนเล็กน้อยก่อนจะย่อตัวแล้วใช้มือที่กอดรัดร่างเล็กไว้บิดเปิดประตูห้องนอนเข้าไป เมื่อเปิดได้ก็ใช้เท้าใหญ่ถีบเปิดให้กว้างเพื่อที่ตนจะได้แทรกตัวเข้าไปได้ เมื่อเข้ามาในห้องนอนได้ก็ใช้เท้าข้างเดิมถีบปิดประตูและย่อตัวกดล็อกห้องพร้อมเอียงไหล่หนากดเปิดสวิตซ์ไฟข้างประตูห้อง
กิ่งมณีน้ำตาแทบเล็ด เมื่อตอนนี้อยู่ในห้องกับชายที่ตนไม่ชอบหน้า มือเล็กเกร็งแน่น ปากน้อยเม้มแน่นจ้องมองคนอุ้มตนที่เพิ่งวางตนบนเตียงนอนของตน เพียงแผ่นหลังสัมผัสกับเตียงกิ่งมณีก็ดีดตัวลุกขึ้นเพื่อจะหนีทันที
"ว้าย!"
“เหงาไหม” เขากระชากร่างเล็กให้นอนนิ่งกับเตียง โดยมีมือของเขากดไหล่ของเจ้าหล่อนไว้
“ไม่!” ปฏิเสธเสียงดัง ทั้ง ๆ ตัวเองนั้นโคตรเหงาเลย เมื่อเพื่อนแต่งงานกันหมดแล้ว ชีวิตที่เคยไปไหนกับเพื่อน ๆ ก็ต้องเป็นคนเดียว ไปกินข้าวหรือไปเที่ยวก็ได้ไปคนเดียว เพราะเพื่อนแต่ละคนติดเลี้ยงลูกบ้างติดสามีบ้าง คนไม่มีใครแบบหล่อนจึงต้องไปไหนมาไหนคนเดียว
“แปลกจังนะ ทำไมสายตาไม่มั่นคงเอาเสียเลย” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยพลางจ้องตาคนสายตาเศร้าหมอง
“พูดมาเลยจะเอาไงก็พูดมา ไม่อยากพูดเล่นคำอีกแล้ว ไหน ๆ ก็โต ๆ กันแล้วไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว” กิ่งมณีกระชากเสียงถามกลับอย่างใจดีสู้เสือเหนือร่าง
ขุนพิทักษ์ปล่อยมือที่กดไหล่มนออก แล้วผละมานั่งริมขอบตียงหันหลังให้คนถาม
“ก็พักผ่อนไง” เขาตอบเพียงสั้น ๆ พร้อมปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตนออกทีละเม็ดอย่างใจเย็น
“ถามจริง ๆ เถอะพูดยาวกว่านี้มันจะตายไหม แล้วนั่นจะทำอะไร ถอดเสื้อทำไม” เมื่อเห็นคนตัวโตถอดเสื้อเชิ้ตออกเหลือแต่เสื้อกล้ามตัวใน
“นั่นสินะ เบื่อน่ะ” พูดจบก็ขยับตัวหันมาหาคนตัวเล็กที่ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงมองมาทางเขา
นาทีแรกเมื่อได้เห็นแผงอกล่ำสัน แม้จะมีเสื้อกล้ามสีขาวปกปิดอยู่สายตาเจ้าหล่อนก็มองทะลุปรุโป่ง ขุนพิทักษ์ช่างเพอร์เฟกต์เหลือเกิน สายตาสาวเจ้าเลื่อนมายังหน้าท้องที่อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ ท่อนแขนใหญ่เต็มไปด้วยความแข็งแรง ลวดลายสวยงามจากการสักที่แสนจะบรรจง หล่อนอ้าปากค้างมือเล็กเผลอยื่นไปสัมผัสอกบุรุษอย่างหลงใหล
“สมบูรณ์แบบมาก...”
ชื่นชมร่างบุรุษพร้อมลูบไล้มือเล็กไปมา จากตอนแรกกลัวหวาดหวั่น ตอนนี้หล่อนกลับอยากรู้อยากเห็นเสียมากกว่า เพิ่งเคยเห็นแบบจับต้องได้ครั้งแรก ปกติเคยเห็นแต่ในหนังสือนายแบบ แต่ก็ไม่ตื่นตาตื่นใจเท่ากับเห็นของจริงที่สัมผัสและแตะต้องได้เช่นนี้
“จะไม่ได้พักถ้ายั่วแบบนี้” มือใหญ่จับมือเล็กให้หยุด
“ก็นอนไปสิ คนมันไม่เคยเห็นแบบจะ ๆ แบบนี้ขอจับนิดจับหน่อยก็ไม่ได้” หล่อนปัดมือใหญ่ออกแล้วบีบขยำกล้ามท้องของชายหนุ่มดู “โอ้! แข็งมาก ๆ คุณออกกำลังกายนานมากไหมกว่าจะได้กล้ามท้องแบบนี้”
กิ่งมณียังคงไม่ฟังคำเตือน หล่อนไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้ว่าตอนนี้เขาต้องการสิ่งใด
ฟันกรามของบุรุษขบเม้มแน่นด้วยความอดกลั้น เมื่อถูกสาวเจ้าปลุกเร้าร่างกาย ส่วยยืดได้หดได้ก็เหมือนจะเร็วต่อสัมผัสเหลือเกิน มันตื่นตัวดุนดันเป้าของเขาจนปวดหนึบ มือใหญ่กำแน่นด้วยความอดทน แต่ยิ่งอดทนกิ่งมณีก็ยิ่งปลุกเร้าเขาหนักกว่าเดิม
"อืม!"
คำรามเสียงพร่าเมื่อเขาไม่อาจทนความยั่วยวนและมือเล็กช่างซุกซนของกิ่งมณีได้
“เป็นอะไรเหรอ รำคาญเหรอที่จับ” คนใสซื่อหยุดมือที่ลูบไล้บีบขยำกล้ามเนื้อคนตัวโตกลอกตาถามใสซื่อ
“ชอบต่างหาก”
เขาดึงมือเล็กที่จับแผงอกขึ้นมาจูบ การกระทำของขุนพิทักษ์ทำให้ความตื่นเต้นก่อนหน้าหดหาย แล้วเปลี่ยนเป็นหน้าซีดเผือดราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสีไม่มีผิด
“ทำไมล่ะ กลัวเหรอ ก็บอกแล้วว่าจะไม่ได้พักถ้าทำแบบนี้” พูดจบก็จูบมือเล็กอีกครั้ง พร้อมขบเม้มดูดคลึงนิ้วของหล่อน ด้านเจ้าของมือก็พยายามดึงมือของตนออกมาแต่ยิ่งดึงก็ยิ่งถูกอีกฝ่ายดูดคลึงนิ้วรุนแรงกว่าเดิม
“ทำไมมือเค็มจัง” เขาผละออกมาเอ่ยเย้าหยอก
อายม้วนหน้าแดงทันทีเมื่อถูกถาม ก็หล่อนเป็นไปกินลาบจกข้าวเหนียวมา แถมตอนกินก็ยังใช้มือกินด้วย เพราะเวลากินอาหารอิสานจะไม่ชอบใช้ช้อน เพราะมันเข้าไม่ถึงรสชาติ แม้ว่าก่อนกลับหล่อนจะเอาน้ำกินในแก้วล้างมือมาแล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่สะอาดดีอยู่ดี
“หน้าแดง” ถามคนหน้าแดงกะทันหันพลางยิ้มมุมปากเล็กน้อย ยิ้มของชายหนุ่มทำให้คนอายม้วนถึงกับใจกระตุกวูบไหว เป็นครั้งแรกที่หล่อนเห็นชายหนุ่มยิ้ม เพราะทุกครั้งเห็นเพียงหน้านิ่ง ๆ ขรึม ๆ ของอีกฝ่าย
“คืนนี้เป็นคืนพิเศษ พี่ว่าเราควรจะทำอะไรพิเศษ ๆ ว่าไหม” ถามพลางยกมือใหญ่เอาสันมือถูไถแก้มนวลเนียน
“อื้อ! ยังไง” หล่อนเออออไปกับคนตัวโต ตอนนี้สติของหล่อนหลุดลอยออกากร่างไปเรียบร้อย หลุดตอนไหนเหรอ หลุดตอนได้เห็นยิ้มทรงเสน่ห์ของอีกฝ่าย นาทีนี้หล่อนมองคนตรงหน้าหล่อเหลือหลาย หล่อแบบไม่เคยพบเคยเห็น เพิ่งจะรู้ว่าขุนพิทักษ์หล่อก็ตอนนี้แหละ
“แบบนี้”
พูดจบก็ปล่อยมือเล็กแล้วเคลื่อนตัวขึ้นไปคร่อมคนตัวเล็กดันแผ่นหลังเนียนไปผิงหัวเตียง มือใหญ่โอบประคองหน้าสวยแล้วบดจูบหวานซ่านทันที มือใหญ่บังคับดุนดันใบหน้างามให้แหงนเงยรับจูบของตน ปากน้อยเผยออ้าเผลอไผลด้วยความไม่ประสีประสา มือเล็กยกขึ้นดันแผงอกกว้างไว้ เสียงครวญครางเล็กเล็ดลอดออกมาเป็นระลอกคลื่น
“อื้อ!”
ขุนพิทัก์พึงพอใจกับการจูบตอบของสาวเจ้า แม้จะไร้เดียงสาแต่เขาช่วยสอนหล่อนได้ ปากน้อยเปิดอ้ารับการบุกรุกจากเขาอย่างง่ายดาย เรียวลิ้นร้ายสอดแทรกไปควานรสหวานในโพรงปากเล็กเหมือนครั้งก่อน มือใหญ่ผละจากใบหน้างามเคลื่อนมายังไหล่มนลูบไล้ต้นแขนเล็ก ไล่เลื้อยมายังเต้างามกลมกลึง
“อะ! อื้อ!”
หล่อนสะดุ้งเมื่อถูกมือใหญ่คลึงเฟ้นหน้าออกของตน มือเล็กผลักดันร่างใหญ่โตออกห่าง แต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อชายหนุ่มเปลี่ยนจากลูบไล้เป็นกอดรัดคลึงร่างหล่อนแนบแน่นบดเบียดกลืนกินไปกับร่างใหญ่โตของเขา