“ฉันท้อง”
“…”
“ฉันท้องกับคุณ”
“…”
“นี่ ไม่ได้ยินหรือไง” ฉันแหวใส่ชายในชุดสูทสีเบจดูสะอาดสะอ้านที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาตัวยาวอย่างหมดความอดทน
ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรยังคงเฉยชาไม่ได้สะทกสะท้านกับคำพูดของฉันแม้แต่น้อย 'คิดว่าหล่อแล้วจะทำอะไรกับใครก็ได้สินะ'
แต่ดูเหมือนว่าน้ำเสียงที่ดังจนเกินไปทำให้มุมที่ฉันยืนอยู่ตกเป็นเป้าสายตาของลูกค้าซึ่งกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศชวนผ่อนคลายภายในคาเฟ่อย่างไม่ต้องสงสัย ฉันจึงหันไปค้อมหัวเล็กน้อยเชิงขอโทษคนเหล่านั้นแล้วหันกลับมาสนใจชายหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่อีกครั้ง
ชายผมดำที่ฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนคาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนของเขาคนนั้นกำลังไล่สายตามองฉันตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ หลังจากนั้นจึงเลิกให้ความสนใจแล้วยกแก้วขึ้นจิบราวกับว่ากาแฟถ้วยนั้นน่าสนใจกว่าเป็นไหนๆ
แต่ถึงอย่างนั้นฉันเองก็ไม่ได้สนใจเหมือนกัน เพราะเป้าหมายเดียวในวันนี้คือผู้ชายในชุดสูทที่กำลังใช้นิ้วชี้เกาปลายจมูกอยู่ต่างหาก ฉันจำเขาได้ขึ้นใจจากรูปถ่ายที่ดูแล้วดูอีกจนนับครั้งไม่ถ้วน
“ผมไม่รู้จักคุณ” ริมฝีปากหยักลึกสีชมพูธรรมชาติขยับตอบเสียงห้วน
“แหม~ อย่ามาตีมึนหน่อยเลย คนมันเคย ๆ กันอยู่” ฉันยกมือขึ้นอย่างมีจริตจะก้านพร้อมหัวเราะกลบเกลื่อน แต่สีหน้าของอีกฝ่ายกลับไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมจนรู้สึกได้ว่าเขากำลังด่าฉันทางสายตา ประมาณว่า คนอย่างผมนะเหรอ จะเอาคนอย่างคุณ
“ผมไม่คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยนอนกับคุณ”
“แต่ฉันไม่ได้นอนกับใครมั่ว ๆ นะ”
“ใคร ๆ ก็บอกว่าตัวเองไม่ได้มั่วกันทั้งนั้นแหละ” ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มนิ่วหน้าอย่างรำคาญ
ฉันที่ยืนอยู่ถึงกับจ้องมองเขม็งแล้วเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างพยายามอดกลั้น ฉันรู้ดีว่าทุกอย่างมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดและเพราะแบบนั้นจึงต้องมีความอดทนในระดับหนึ่ง จึงลองเปลี่ยนอารมณ์พลิกบทบาทให้ดูจริงจังเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
“ที่ฉันตัดสินใจมาบอกคุณเรื่องนี้ เพราะคุณเองก็มีสิทธิ์ที่ต้องรับรู้ไว้”
“…”
“ว่าความเร่าร้อน ซี๊ดอ่าส์ ๆ ของเราในคืนนั้นได้สร้างเด็กคนหนึ่งขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ” พูดจบก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ฉันคิดว่าประโยคแรกมันก็ดูดีอยู่หรอก แต่ประโยคหลังกลับฟังทะแม่งชอบกล
เอ~ หรือบางทีฉันไม่เหมาะกับอะไรที่มันจริงจังวะ?
“แต่หลังจากนี้ ฉันเองก็คงตัดสินใจง่ายหน่อยเรื่อง...” ฉันลองเว้นจังหวะการพูดเพื่อกระตุ้นความอยากรู้ของอีกฝ่าย และมันเป็นไปอย่างที่คิดไว้จริง ๆ ด้วย
“เรื่องอะไร”
“ฉันว่าจะเอาเด็กออก” ว่าพลางก้มหน้าก้มตาแล้วเริ่มใช้ความสามารถพิเศษทันที ไม่ถึงห้าวินาทีหยาดน้ำตาของฉันก็ไหลลงมาเป็นทาง นี่ถ้าไม่ติดว่าที่บ้านค้านหัวชนฝาเรื่องไปเป็นนักแสดง ฉันว่าจะลองไปแคสติ้งดูสักครั้งอยู่หรอก
"..."
“ขอโทษที่ต้องมารบกวนเวลาอันแสนมีค่าของคุณด้วย” บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแล้วค่อยๆ เงยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้น ก็เห็นว่าไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่จ้องเขม็งมายังฉันเพราะเพื่อนของเขาก็กำลังเอียงคอมองมาทางนี้ไม่ต่างกัน
“ฉันไปก่อนนะ”
“เดี๋ยว”
“คะ?”
“ผมจะมั่นใจได้ยังไงว่าเด็กเป็นลูกของผมจริง ๆ ”
“คุณก็ต้องรอจนกว่าเด็กจะคลอดออกมา” เพราะกว่าจะถึงตอนนั้นภารกิจทุกอย่างคงสำเร็จไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“แล้วถ้าเด็กที่คลอดออกมาไม่ใช่ลูกของผมล่ะ” เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังจนฉันรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“ไม่มีทาง ฉันมั่นใจว่าเด็กเป็นลูกของคุณ” เพราะฉันจ่อหัวไว้แล้วว่าเด็กในท้องของฉันต้องเป็นลูกของคุณ ของคุณคนเดียวเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นผมจะพาคุณไปตรวจการตั้งครรภ์ที่โรงบาล แล้วค่อยปรึกษาหมออีกทีเรื่องตรวจดีเอ็นเอ” จัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพแล้วเน้นย้ำประโยคหลัง มิหนำซ้ำยังยกยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ
“แต่ฉันกำลังท้องอ่อน ๆ เองนะ จะตรวจดีเอ็นเอได้ยังไงเล่า”
“ไอ้หมอ พอจะมีวิธีไหนบ้าง ที่สามารถรู้ผลได้เร็วที่สุด”
เขาหันไปถามเพื่อนตัวเองท่าทางสบาย ๆ จะมีก็แต่ฉันนี่แหละที่ยืนอ้าปากค้างพร้อมกะพริบตาปริบอย่างคนไม่รู้เรื่องราว ก็ไม่รู้จริง ๆ นี่นาว่าเขามีเพื่อนเป็นหมอ ในเมื่อพี่สาวตัวดีไม่เห็นบอก
“ตอนนี้เครื่องมือทางการแพทย์ล้ำสมัยกว่าแต่ก่อนมาก มึงไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก”
ซวยแล้วมั้ยล่ะ! เพราะฉันดันลืมเรื่องนั้นเสียสนิทว่าสมัยนี้นวัตกรรมต่าง ๆ มันไปไกลมากแล้ว
“เยี่ยม งั้นเดี๋ยวกูไปโรงบาลที่มึงทำงานอยู่ก็แล้วกัน รบกวนติดต่อหมอสูติให้หน่อยนะ”
“เดี๋ยวกูโทรนัดให้เลยก็ได้”
“ยัง ๆ ยังไม่ต้องดีกว่า”
เขายกมือขึ้นปรามเพื่อนที่กำลังจะเอื้อมหยิบสมาร์ตโฟนบนโต๊ะ ซึ่งในตอนนั้น ฉันรู้สึกเบาใจขึ้นบ้าง แต่ก็ดูเหมือนว่าสมองอยากจะยอมแพ้ภารกิจนี้ให้มันจบ ๆ ทั้ง ๆ ที่มันเพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
“ถ้าคุณต้องทำถึงขนาดนั้น ไม่ต้องมารับผิดชอบอะไรฉันกับลูกก็ได้”
“ทำไม กลัวความจริงจะปรากฏหรือไง”
“เปล่า แต่รู้สึกเหมือนโดนดูถูกว่าฉันเป็นผู้หญิง มั่ว ร่าน อะไรเทือก ๆ นั้นต่างหาก”
“คุณกำลังด่าตัวเองอยู่นะ”
“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ คุณลืมเรื่องในวันนี้ไปก็แล้วกัน”
ฉันพูดเพียงเท่านั้นแล้วรีบหมุนตัวเร่งฝีเท้าออกไปจากร้าน เพราะจู่ ๆ ก็รู้สึกปอดแหกขึ้นมาอีกครั้ง แต่กลับถูกมือของคนที่ฉันเพิ่งหนีมาคว้าตรงแขนกึ่งลากไปอีกทาง
“คุณจะทำอะไร ปล่อยฉันนะ”
“ก็พาคุณไปตรวจที่โรงบาลไง”
“ไหนตะกี้คุณยังปฏิเสธไม่ให้เพื่อนติดต่อหมออยู่เลย” ฉันพยายามดึงแขนให้หลุดจากการเกาะกุมของเขา แต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ
“ก็เพราะว่าผมจะพาคุณไปตอนนี้เลยยังไงละ”
"แต่ยังไง ยังไงก็ต้องนัดหมอไว้ล่วงหน้า" ลิ้นเริ่มพันกันเพราะความกดดัน
"เชื่อเถอะ ว่าผมจัดการได้”
"..."
“หึ! จะได้รู้กันไปเลย ว่าชีวิตหลังจากนี้ของคุณจะได้ทำหน้าที่แม่คน หรือเป็นวิญญาณเฝ้ารากมะม่วงกันแน่”
ทันทีที่มาถึงลานจอดรถ ฉันก็ถูกจับยัดเข้ามายังเบาะข้างคนขับของรถซูเปอร์คาร์สีดำด้าน ถึงแม้จะอยากแหกปากร้องโวยวายเพียงใด แต่คิดว่าทำไปก็ไร้ประโยชน์
นอกจากจะบ้าบิ่นเปิดประตูแล้วพุ่งตัวออกไปนอกรถเพื่อหนี แต่ในความเร็วที่เขาขับคิดว่าน่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับไปบ้าน ฉันจึงต้องนั่งเกร็งอยู่ท่ามกลางความเงียบชวนอึดอัดพร้อมขบคิดถึงเรื่องที่ทำให้ฉันตัดสินใจทำเรื่องบ้าบอแบบนี้
ย้อนกลับไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อน
‘พี่จะทำอะไรน่ะ’ ทันทีที่ฉันเปิดประตูห้องนอนของพี่พราว ก็เห็นร่างของเธอกำลังนั่งอยู่บนขอบระเบียงซึ่งหันหน้ามาทางฉันอย่างหมิ่นเหม่ ใบหน้าสวยหวานเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเครื่องสำอางผสานหยาดน้ำตา
‘ฮือ พี่อยากตาย’
‘อย่าทำอะไรบ้า ๆ น่า’
‘พี่อยากตาย’ ยังคงพร่ำเพ้อแต่คำนั้น
‘จะตายได้ยังไงกัน บ้านเรามีแค่สองชั้นนะพี่ ตกลงไปก็แค่เจ็บ ไม่ก็พิการ แต่ถ้าพี่ลงมาคุยกับน้อง พี่ก็จะไม่ต้องเจ็บหรือพิการ’
‘ไม่’
‘งั้นก็แล้วแต่ น้องไปก่อนนะ อยากทำอะไรก็เชิญ ถ้าพี่เป็นอะไรขึ้นมาน้องจะไม่ดูแล!’
‘ฮือ~ ฟึ้ด’ แล้วก็ปล่อยโฮออกมาอีกครั้งพร้อมดึงคอเสื้อยืดมาสั่งน้ำมูก
‘แต่ถ้าพี่ลงมาแล้วบอกว่าเกิดอะไรขึ้น น้องก็จะเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่บอกแม่ด้วยว่าพี่คิดจะทำอะไรลงไป’
พี่พราวทำท่าเหมือนกำลังครุ่นคิด ฉันจึงอดที่จะเอ่ยกระแนะกระแหนไม่ได้
‘พี่ไม่ต้องทำเป็นคิด อันที่จริงพี่ก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก’
"ฮือ~ อีตานั่นมันบอกเลิกพี่ หาว่าพี่จอแบนแล้วยังไปควงยัยผู้หญิงนมทะลักอย่างกับแม่วัวมาเย้ยกันซึ่ง ๆ หน้าอีก" ว่าแล้วหันมามองหน้าอกอวบอัดของฉัน
ถึงแม้หน้าตาของเราสองคนจะคล้ายคลึงกันตามประสาพี่น้องและมีอายุห่างกันแค่ปีเดียว แต่พี่พราวชอบแต่งหน้า รักสวยรักงาม แตกต่างกับฉันโดยสิ้นเชิง ทว่าเรื่องทรวดทรงองค์เอวกลับเป็นฉันที่ดูสะดุดตามากกว่า
"หน็อย แบบนี้มันหยามกันชัด ๆ "
"เพราะฉะนั้น น้องต้องไปจัดการอีตานั่นให้พี่นะ ฮือ~ น้องต้องไปกู้ศักดิ์ศรีของพี่กลับมา"
"..."
"น้องต้องทำให้รู้ว่าความเสียใจมันเป็นยังไง มันเจ็บปวดแค่ไหน"
"แล้วพี่จะให้น้องช่วยอะไร"
"ก็แค่ทำให้มันหลงรักแล้วหักอกเหมือนที่มันทำกับพี่"
"หา!"
"หรือน้องจะไม่ช่วยพี่ ใช่สิ! น้องไม่ได้จอแบนอย่างพี่นี่"
"แต่น้องว่า..."
"ไม่มีตงมีแต่อะไรทั้งนั้นแหละ เพราะถ้าภารกิจนี้สำเร็จ พี่จะพาน้องไปคอนเสิร์ต ดีเจสโมค! เคมั้ย?"
"เค! พี่พูดแล้วห้ามคืนคำนะ" ฉันตอบแบบไม่ต้องคิดครั้นถูกยกเรื่องนี้มาเป็นตัวล่อ
และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของแผนการทั้งหมด...
“คุณชื่ออะไรนะ”
จู่ ๆ เขาก็เป็นคนเรียกฉันออกมาจากภวังค์ความคิด
“พริม” ฉันตอบเสียงแผ่วโดยไม่หันไปมองคนข้างกาย
“ผมคงไม่ต้องบอกชื่อตัวเองใช่มั้ย”
“ค่ะ คุณครินทร์ ฉันจำชื่อของคุณได้ขึ้นใจ” ฉันตอบอย่างประชดประชัน เพราะเมื่อหลายวันก่อนได้อ่านข้อมูลคร่าว ๆ ของเขามาจนขึ้นใจ
ธุรกิจหลัก ๆ ของเขาคือคาเฟ่ที่กระจายอยู่หลายจังหวัดในประเทศไทย รวมถึงคาเฟ่ที่ฉันเพิ่งไปเยือนก่อนหน้านี้นั้นก็ด้วย
“อายุเท่าไหร่ล่ะ”
“ยี่สิบสาม”
“หางเสียงหายไปไหน ผมแก่กว่าคุณตั้งเจ็ดปี”
“ยี่สิบสามปีค่ะ”
“เรียนจบแล้วใช่มั้ย”
“เพิ่งจบไม่นานค่ะ”
“แต่ก็จบแล้ว”
“ค่ะ”
“แล้วที่บ้านว่ายังไงบ้าง”
“ก็ดีค่ะ”
“หมายถึงเรื่องที่ท้องสิ”
“เรียนจบปุ๊บ ท้องปั๊บ คงดีใจกันจนน้ำตาไหลเลยละคะ”
“ประชดเก่งนี่”
หลังจากประโยคนั้น ฉันก็นั่งนิ่งไปตลอดทางเพราะเริ่มคิดหาวิธีหนีไปจากเขา มาคิด ๆ ดูแล้ว ถ้าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลยังไงก็ไม่รอด
ฉันที่กำลังตกอยู่ในความคิดของตัวเองหัวแทบทิ่มเมื่อเขาเหยียบเบรกอย่างแรง ดูเหมือนว่าการใช้รถบนถนนของเมืองหลวงจะเลวร้ายกว่าที่คิดไว้ จนฉันรู้สึกเหมือนอาหารก่อนหน้านี้กำลังจะถูกขย้อนออกมา
“อึก”
“เป็นอะไร”
“ฉันอยาก…”
“อย่าอ้วกในรถนะเว้ย ห้ามเด็ดขาด”
“อึก”
“แม่งไม่มีที่จอด”
“อึก…”
“กลืนมันเข้าไป!”
“จะ โอ้ก”
แล้วฉันก็โก่งคออาเจียนลงที่วางเท้าด้านหน้าของตัวเอง ข้าวมันไก่ก่อนหน้าถูกขย้อนออกมากองอยู่บนพื้นพรมที่เคยสะอาดสะอ้าน
ดูเหมือนว่าวันนี้จะเคี้ยวอาหารไม่ค่อยละเอียดแฮะ ฉันที่กำลังเพ่งพินิศซากอาเจียนของตัวเองค่อย ๆ พึมพำออกมาด้วยความโล่ง
“ค่อยดีขึ้นหน่อย”
เอี๊ยด!
แต่เมื่อมองไปที่คนขับกลับเห็นว่าสีหน้าของเขาฉายชัดถึงความรังเกียจแล้วรีบหักเทียบทางเท้าอย่างแรงจนฉันแทบจะลงไปกองอยู่กับอ้วกของตัวเอง
“แม่งเอ้ย!”
ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำด้วยความไม่พอใจก่อนจะตะเบ็งเสียงใส่จนฉันสะดุ้งเฮือกสุดตัว
“ลงไป ลงไปเดี๋ยวนี้”
“…”
“บอกให้ลงไปไงว่ะ”
“ไม่ ไม่พาฉันไปโรงบาลแล้วเหรอ”
“ใครมันจะทนนั่งรถไปพร้อมกลิ่นอ้วกแบบนี้”
เขาพูดพร้อมเปิดประตูพาตัวเองออกไปจากรถ แล้วดึงสมาร์ตโฟนในกระเป๋าต่อสายหาใครบางคน จากนั้นจึงเดินมาที่ฉัน สีหน้ายังคงฉายชัดถึงความรังเกียจไม่แปรเปลี่ยน
“มีเบอร์ผมใช่มั้ย”
“คะ? อ๋อ ไม่มี คือพอดี…”
“ก็ไม่แปลก ผมไม่เคยให้เบอร์ใครอยู่แล้ว”
ฉันกำลังยืนงงเพราะอารมณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของเขาพร้อมกับรับนามบัตรที่เขายื่นให้
“งั้นฉันกลับก่อนนะ”
“จะกลับยังไง”
“แท็กซี่ไงคะ”
“อย่าไปอ้วกบนรถคนอื่นอีกก็แล้วกัน”
“ขอโทษก็แล้วกันค่ะ ที่ทำรถหรูหราหมาเห่าของคุณแปดเปื้อน” แล้วฉันก็วิ่งออกจากตรงนั้นราวกับตัวเองเป็นนักวิ่งมาราธอนทั้ง ๆ ที่สวมรองเท้าส้นสูงทำเอาแทบล้มหน้าคะมำ
ครั้นพอเข้ามานั่งในรถแท็กซี่ก็เห็นคนที่ยืนอยู่กำลังมองมาทางฉันด้วยสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย
แต่ตอนนี้ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแหละ นอกจากคิดไว้แล้วว่า จะไม่ไปยุ่งวุ่นวายกับผู้ชายคนนั้นอีกเป็นอันขาด จึงทิ้งนามบัตรที่เขาให้มาบนแท็กซี่คันนั้นอย่างไม่ไยดี
ฉันกลับมาถึงบ้านพร้อมความโล่งอก แต่พอเห็นพี่พราวกำลังนั่งดูทีวีท่าทางสบายใจก็อดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้ ไม่รู้เลยว่าน้องสาวอย่างฉันต้องไปเผชิญกับอะไรมาบ้าง
“น้องจะบ้าตายอยู่แล้ว” ฉันเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟาข้าง ๆ พี่พราวอย่างคนหมดเรี่ยวหมดแรงแล้วเริ่มเล่าทุกอย่างให้ฟังโดยอีกฝ่ายไม่ต้องถาม
“หรือเราเอาเรื่องใหญ่เกินไปมาเล่น” ฉันเริ่มไม่ค่อยมั่นใจกับแผนการนั้น
“แต่นั่นมันเป็นความคิดของน้องนะ”
“ตอนแรกน้องก็คิดว่าถ้าโกหกเรื่องนี้ อาจจะทำให้เข้าถึงตัวเขาง่ายนี่นา”
"คนไร้ความรับผิดชอบแบบตานั่น คงไม่เชื่อใครง่าย ๆ หรอก"
"น้องเครียดจนไมเกรนจะกำเริบแล้ว"
“ที่พูดแบบนี้คือน้องอยากเลิกทำใช่มั้ย แต่พี่บอกไว้ก่อนนะว่าถ้ายกเลิก สัญญาของเราก็ถือว่าเป็นโมฆะ ไม่ว่าคอนเสิร์ตหรือเงินที่ได้ตกลงกันไว้”
“น้องก็อยากช่วยพี่อยู่หรอก”
"ถ้าอยากช่วย ก็ทำตามแผนเดิมนั่นแหละ"
"น้องว่า..."
ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจนจบประโยค จู่ ๆ หมอนอิงจากไหนไม่รู้ก็ลอยเข้ามาระหว่างการสนทนาของเราสองพี่น้องพร้อมเสียงอันคุ้นเคย
“ลูกสาวบ้านนี้มันสบายกันจังเลย งานการก็ไม่ต้องทำ วัน ๆ นั่งโชว์หัวหงอกกันสบายเชียว”
“หงอกอะไรกันล่ะแม่ ไม่วัยรุ่นเอาเสียเลย นี่มันผมสีเทาควันบุหรี่ต่างหาก”
พี่พราวหันไปค้อนขวับใส่คุณดาวนภาซึ่งก็คือมารดาของเราสองพี่น้องนั่นเอง
“ของลูกแค่ไฮไลท์ตรงกรอบหน้าเองนะแม่” ฉันพูดขึ้นมาบ้าง
“ฉันเห็นผมพวกแกแล้วก็อดคิดถึงยายไม่ได้จริง ๆ แล้วนี่เรียนจบมาตั้งนานแล้ว เมื่อไหร่จะไปช่วยงานที่ร้านล่ะคุณพริม”
“แม่จ๋า ลูกเพิ่งจบมายังไม่ถึงปี แม่อย่าเพิ่งให้ลูกทำงานเลยนะ ลูกอยากพักผ่อนก่อน”
ฉันคิดหาเหตุผลเพราะยังไม่อยากเข้าไปดูแลร้านเครื่องประดับที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นโดยมีพี่พราวตามสมทบ
“ลูกก็เหมือนกันค่ะ”
“แกนะหยุดเลย ตั้งแต่เรียนจบมา แวะเข้าไปที่ร้านแทบนับครั้งได้ วัน ๆ เอาแต่ไปเที่ยวบ้าผู้ชาย ไงล่ะช่วงนี้ไม่เห็นออกไปไหน โดนเทแล้วงั้นสิ”
คำว่าโดนเททำเอาพี่พราวของฉันเริ่มเบะปากทำท่าจะร้องไห้ แม่จึงเริ่มหันมองหน้าของฉันกับพี่พราวสลับกัน
“แกโดนเทมาจริง ๆ เหรอ”
“เพราะแม่นั่นแหละ ไม่ยุติธรรมกับลูก”
“ไม่ยุติธรรมอะไรของแก ทุกวันนี้ก็สุขสบายเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องนี่”
“แต่แม่ไม่แบ่งความอึ๋มแบบแม่กับน้องมาที่ลูกเลย”
“ก็แล้วฉันให้เงินแกไปอัปไซซ์ก็ไม่เอา”
“ก็มันไม่ธรรมชาติ แม่ไม่เข้าใจหรอก”
“ถึงแกจะบ่น มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”
“เพราะแบบนี้ไง อีตานั่นมันถึงบอกเลิกหนู”
“แกเป็นฝ่ายโดนบอกเลิกจริง ๆ เหรอ” แม่พูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าไม่อยากจะเชื่อ
“ฮือ”
“มันเป็นใครถึงกล้าทำลูกสาวฉันแบบนี้”
โฮ~
"แม่ถามว่ามันเป็นลูกเต้าเหล่าใคร แม่จะไปจัดการมัน"
แม่พูดด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ พร้อมกับปรี่ตัวเข้าไปกอดพี่พราว ฉันเห็นอย่างนั้นจึงเข้าสวมกอดทั้งสองคนไว้อีกที
“ไม่ต้องร้องไห้ให้เปลืองน้ำตาหรอก เดี๋ยวคืนนี้แม่จะให้เงินแกไปเที่ยวโฮส เผื่ออารมณ์จะดีขึ้น”
“ลูกไปด้วย” ฉันโพล่งออกมาท่ามกลางเสียงร้องไห้กระซิก ๆ ของพี่สาวที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
“แกนะ อยู่เฝ้าบ้านไปเลย”
แม่หันมาถลึงตาใส่ฉัน
“ก็ลูกอยากไปด้วยนี่นา" ฉันพยายามปั้นสีหน้าให้ดูน่าสงสารสุดความสามารถ
“เออ จะไปก็ไป แต่ถ้ากลับมาเช้าเหมือนวันนั้นอีก รอบนี้แม่จะไล่แกออกจากบ้าน จะได้ไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์อย่างที่แกต้องการตามสะพานลอย"
"แม่!"
"ขึ้นเสียงใส่ฉันแบบนี้ คือไม่อยากไปแล้วใช่มั้ย"
"ขอโทษค่า คุณดาวนภาสุดที่รักของลูก" ฉันว่าแล้วหอมแก้มแม่ไปหนึ่งฟอด โดยไม่สนว่าแม่กำลังทำสีหน้าแบบไหนก่อนจะเลียบเคียงถาม
“ว่าแต่แม่ไม่อยากไปด้วยเหรอ”
“ไอ้อยากไปก็อยากอยู่หรอก"
"แม่ก็ไปด้วยสิ"
"แกก็ไปขอผัวให้ฉันสิ"
“ผัวแม่ แม่ก็ไปขอเองสิ บอกไปเลยว่าอยากเที่ยวโฮส อยากเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ”
"ผัวฉันก็พ่อแกนั่นแหละ นี่ฉันเลี้ยงลูกมายังไงกันนะ"
"ล้อเล่นหรอกน่า"
"เออ แล้วก็ห้ามบอกพ่อเรื่องที่ฉันให้เงินพวกแกไปเที่ยวละ"
“รูดซิปปากแน่นอนค่ะ” ฉันให้คำมั่นซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่พ่อเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นพอดี
“ทำอะไรกันน่ะสาว ๆ ”
“แล้วนั่นลูกร้องไห้ทำไม” หันไปถามลูกสาวคนโตพร้อมสีหน้าตกอกตกใจ
“พอดีฝุ่นมันเข้าตานะพ่อ”
"เหรอ คิดว่าร้องไห้เสียอีก"
"แล้วนั่นที่รักจะไปไหนคะ"
แม่หันไปถามพ่อเสียงหวาน ต่างกับตอนพูดกับลูกเป็นไหน ๆ
“พอดีพ่อจะไปที่ร้าน แม่ไปด้วยกันมั้ย”
“ไปสิคะ”
“ลูกสองคนก็อยู่เฝ้าบ้านแล้วกัน พ่อกับแม่น่าจะกลับมาดึก หรือบางทีก็อาจจะไม่กลับ เพราะคืนนี้พ่อจะพาแม่ไปดินเนอร์ ส่วนหลังจากนั้นย่อมเป็นสิ่งที่เด็กไม่ควรรู้..."
พ่อหันมาบอกพวกเราพร้อมรอยยิ้มกรุ้มกริ่มที่ทำเอาแม่เม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นด้วยความขัดเขิน แม้ท่านทั้งสองจะอายุเกือบห้าสิบปีกันแล้ว แต่ชีวิตคู่ยังคงเต็มไปด้วยความรักอันหอมหวานจนน่าอิจฉา
"รับทราบค่ะ" ฉันตอบพร้อมรอยยิ้มกว้างโดยมีพี่พราวหยอกล้อเป็นการทิ้งท้าย
"เพลา ๆ หน่อยนะพ่อ หนูไม่อยากมีน้องเพิ่มแล้ว"
ติ๊ง! ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนข้อความในเครื่องของเราสองพี่น้องก็ดังขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันก่อนที่แม่ซึ่งถือสมาร์ตโฟนไว้ในมือจะขยิบตาส่งให้ หลังจากนั้นท่านทั้งสองก็พากันเดินออกไปท่าทางกระหนุงกระหนิง
“ถ้ามีความรักแบบพ่อกับแม่ก็ดีเนอะ”
คนที่เพิ่งผิดหวังจากความรักลากฉันเข้าสู่โหมดดรามาอีกครั้ง
“ก็ใช่ แต่สมัยนี้หาแบบนั้นง่ายเสียที่ไหน”
“เพราะฉะนั้นเราอย่าไปรักใครอีกเลย ไปเที่ยวโฮสกันดีกว่า” พี่พราวสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด ราวกับเรียกพลังให้ตัวเอง
“ใช่”
“เดี๋ยวคืนนี้พี่จะจับน้องแปลงโฉมเอง เอาให้สวยสะบัดไปเลย”
“น้องไม่ใช่ตุ๊กตาบาร์บี้ของพี่นะ”
“แหม เปรียบเทียบเสียน่ารักเลยนะ อย่างน้องน่ะ ถ้าเป็นตุ๊กตาแอนนาเบลก็ว่าไปอย่าง”
"พี่พราวอะ!"
ฉันค้อนขวับใส่พี่สาวตัวดีไปอีกรอบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้โกรธอะไรหรอก อาจเพราะฉันกำลังอารมณ์ดีที่คืนนี้จะได้ออกไปปลดปล่อยตัวเอง หลังจากต้องเผชิญกับเรื่องชวนปวดหัวก่อนหน้านี้