“ไอ้รุจ มึงจะเอายังไงกับชีวิต งานก็ไม่ไปทำ แล้วมาดื่มเหล้า เมามายเป็นวัน ๆ แบบนี้นะ” อาทิตย์เดินเข้ามาในบ้านของวิษรุจพร้อมกับคำบ่น
“มึงมานั่งดื่มเป็นเพื่อนกูหน่อยดิ”
“โอ๊ย ไม่เอาหรอก” ปากปฏิเสธ แต่มือก็ไล่เก็บเอาข้าวของเครื่องใช้ของวิษรุจที่ตกอยู่เกลื่อนขึ้นไปพาดไว้บนเก้าอี้ แล้วยกจานชามที่สกปรกเอาไปล้างให้ หลังจากนั้น อาทิตย์ก็กลับมาดึงตัวของวิษรุจเพื่อให้เขาไปอาบน้ำ
“หยุดดื่ม กูไม่อยากเห็นมึงเป็นแบบนี้ ไอ้รุจคนเก่งของกูหายไปไหนวะ” เพื่อนรักมองหน้า
“ใคร ๆ ก็อกหักกันได้ แต่มึงจะยอมเป็นไอ้ขี้แพ้มานั่งซมซานอยู่ตรงนี้ไม่ได้ กูขอประกาศให้มึงเลิกเป็นทาสหัวใจของยายนิ้งตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
“ดะ เดี๋ยวก่อน ไอ้อาทิตย์มึงมีสิทธิ์อะไรมาสั่งกู แล้วมึงจะเอาเหล้าของกูไปไหน”
อาทิตย์เดินถือขวดเหล้าที่เหลือตรงไปนอกชายคาบ้าน ก่อนจะเทมันลงไปกับพื้นดินตรงนั้น
“ไอ้เชี่ย...มึงอย่านะไอ้ทิตย์”
อาทิตย์ยกนิ้วชี้หน้า
“ถ้ามึงยังเห็นกูเป็นเพื่อนอยู่ละก็ให้ลุกไปอาบน้ำ แล้วไปนอนซะ”
"เออ... ก็ได้วะ” เขาไม่สบอารมณ์ และตอนนี้ก็ยอมรับว่าเมามาก ๆ
วิษรุจเดินตุปัดตุเป๋เข้าไปในห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะทิ้งทั้งตัวลงไปนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงโดยไม่ไปอาบน้ำตามคำสั่งของเพื่อน
“ฮัลโหลนิ้ง นี่พี่เอง”
(“พี่อาทิตย์ พี่รุจเป็นยังไงบ้างคะ”)
“เฮ้อ...” เขาถอนหายใจยาว
"แผลทางกายเริ่มหายดีแล้ว แต่แผลที่อยู่กลางใจน่าจะยังอีกนาน แต่นิ้งไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ พี่จะดูแลไอ้รุจมันให้เอง อาจจะหายช้าหน่อย แต่มันคงจะดีขึ้นในเร็ววันนี้”
(“นิ้ง... เอ่อ... นิ้ง...”)
กุหลาบแก้วไม่รู้จะพูดอย่างไรเหมือนกัน ตอนนี้ถ้าเธอพูดอะไรออกไปก็คงเหมือนกับคนแก้ตัว
"ไม่ต้องคิดมากหรอกนิ้ง พี่เข้าใจ คนไม่ได้รัก ทำยังไงมันก็รักยาก แล้วเรื่องที่นิ้งแต่งงานเงียบ ๆ และจดทะเบียนเป็นเรื่องจริงใช่ไหม”
(“ค่ะ”) ช่างเป็นคำตอบที่ชัดเจนและหนักแน่นเหลือเกิน
“พี่ขออวยพรให้ชีวิตคู่ของนิ้งมีความสุข รักกันยืนยาวนะ ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร”
(“ขอบคุณพี่อาทิตย์มากค่ะ ยังไงนิ้งขอฝากพี่รุจด้วยนะคะ บอกพี่รุจด้วย นิ้งยังรอให้พี่รุจกลับมาช่วยนิ้งทำงานเหมือนเดิม และนิ้งมีเรื่องงานที่จะปรึกษาพี่รุจมากมายเหลือเกินค่ะ”)
คนต้นสายมองเข้าไปในห้องนอนของเพื่อน
“พี่จะพยายามนะนิ้ง ให้เวลาไอ้รุจมันทำใจสักหน่อยแล้วกัน”
(“ขอบคุณค่ะพี่อาทิตย์”)
“รุจ กูเข้าใจมึงว่ะรุจ รักเขาข้างเดียวเหมือนข้าวเหนียวนึ่ง มันติดมือนุงนังไปหมด สู้โว้ยเพื่อน” อาทิตย์พูดกับเพื่อน ทั้ง ๆ ที่วิษรุจนอนหลับไปแล้วเพราะความเมา
“เย้ สอบเสร็จแล้ว” เสียงอึกทึกดังไปทั้งตึก
"จะไปไหนยายรุ้ง”
"ฉันก็จะรีบกลับบ้านน่ะสิ วันนี้จะได้ไปเที่ยว กทม.”
“ผับใหม่ที่เปิดในเมืองน่ะหรือ” เพื่อน ๆ หมายถึงชื่อผับที่เปิดใหม่
“เปล่าจะไปกรุงเทพฯ”
“เฮ้อ... อิจฉาจัง ได้ข่าวพี่ชายแกแต่งงานกับเซเลบชื่อดังหรือ”
ทอรุ้งขยิบตาให้ ก่อนจะเดินไป
“อ้าว รุ้ง ไหนแกว่าจะไปกินเลี้ยงฉลองสอบเสร็จกับพวกเราไง” เพื่อน ๆ ตะโกนตามหลัง
“ไม่เอาแล้ว ยกยอดไปรวมกับเทอมหน้าก็แล้วกันนะ”
“ยายรุ้ง” เพื่อน ๆ ได้แต่ตะโกนตามหลัง เด็กสาวที่เดินแกมวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
บนรถที่กำลังแล่นบนถนนมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ
“พี่ต๊ะโทร. มาบอกว่าแม่ดีขึ้น ตอนนี้รับแม่ออกมาอยู่ที่บ้านแล้ว”
"ดีใจด้วยนะโต ก็ฉันบอกนายแล้วไง ว่าแม่นายต้องหาย” กฤตนันท์ยิ้มกว้าง แม่จะต้องดีขึ้น ๆ มากไปกว่านี้อีก
“เออ... แล้วเธอหอบกระเป๋าใบหนาใหญ่มาซะขนาดนั้น จะไปไหนอีก”
“นายไม่รู้อะไร ฉันซื้อตั๋วเครื่องบินจะไปหาพ่อกับแม่ที่เชียงใหม่ละ”
"อิจฉาเนอะ”
“นายก็ตามไปสิ ไปเล่นสงกรานต์ด้วยกันที่นั่น สนุกมาก” สีหน้าเธอเบิกบานเป็นที่สุด
"ถ้าแม่ดีขึ้นนะ แล้วฉันจะลองขอพี่ต๊ะดู”
“ฉันสัญญานะว่าจะพานายเที่ยวตระเวนให้รอบเมืองเชียงใหม่เลย”
“พูดแล้วนะ”
“เออสิ รับปากแล้ว คนอย่างฉันรับผิดชอบคำพูดเสมอ”
ทอรุ้งหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋า ข้อความที่เธอส่งให้วิษรุจเป็นร้อย ๆ เขาเปิดอ่าน แต่ไม่ตอบเธอแม้แต่ประโยคเดียว
คนใจร้าย คนอุตส่าห์เป็นห่วง ชิ...
อย่าให้เจอนะ จะ...
แค่คิดสาวน้อยก็หน้าแดง เธอคิดถึงและเป็นห่วงวิษรุจมากขนาดนี้เลยหรือ
"เป็นอะไร ทำไมนั่งหน้าแดง" กฤตนันท์ถาม
"เปล่า" เด็กสาวทำเสียงสูง
"ทำตัวประหลาด สงสัยมีแฟนอะดิ"
"ก็มันคนน่ารักนะแก มันก็ต้องมีคนมาจีบบ้าง" ทอรุ้งโม้
"จริงเหรอ ขี้โม้นะเราเนี่ย" เด็กหนุ่มขยี้หัวของเธอแรง ๆ
"โอ๊ย นายนี่จริง ๆ เลย หัวฉันยุ่งหมดแล้ว" เธอทำหน้างอน
"หัวยุ่งยังไงก็น่ารัก"
"นายโต นี่นายจะจีบฉันเหรอ"
"โห... ยายเว่อร์ใครจะจีบเธอ ฝันอยู่หรือเปล่า ตื่นได้แล้ว สเปกของฉันต้องเป็นสาวหน้าหวาน ปากนิด จมูกหน่อย"
"หื้อ... ที่นายกำลังพูดถึงเนี่ย มันตัวฉันชัด"
"เหอะ ๆ แม่คนหลงตัวเอง" สายตาหยัน ๆ มีแววหยอกล้อเล่น
"นี่นายจำผู้ชายตัวโตคนนั้นได้ไหม คุณวิษรุจนะ"
"จำได้ ทำไมเหรอ"
"จะว่าไป เขาก็น่าสงสารนะ"
"แล้วไง หรือเธอจะอาสาดามหัวใจของเขาให้" กฤตนันท์จ้องหน้า
"ใครว่า"
เขาเอานิ้วชี้จิ้มไปที่หน้าผากของเธอเบา ๆ
"เธอกับเขามันคนละรุ่นกัน ระวังตัวเหอะ โดนหลอกฟันไม่รู้ด้วย ไม่ต้องเข้าไปยุ่ง หรือเข้าไปใกล้ผู้ชายคนนั้นนะ ฉันขอเตือน"
"เอ๊ะ นี่นายเป็นคนยังไงกันแน่ ที่นายพูดเมื่อกี้ดูถูกกันชัด ๆ"
"ก็เพราะฉันรู้นิสัยของเธอไง ยายใจอ่อน นิสัยขี้สงสาร และเห็นใจคนแบบนี้แหละที่มักจะตกเป็นเหยื่อ"
"หน้าฉันดูโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ ชิ... ยังไงฉันก็เรียนเก่งกว่านายละกัน"
กฤตนันท์หัวเราะ
"เตือนเนี่ยก็เพราะรักหรอก"
"หรา..." เธอลากเสียงยาว ก่อนจะหันหน้าหนีไปอีกทาง เพราะไม่อยากคุยด้วย
ภายในหัวใจของเด็กสาวหวั่นไหวเหลือเกิน สายตาของวิษรุจที่มองดูกุหลาบแก้วเต็มไปด้วยความห่วงหาอาทร
เธอจะมีวันได้รับความรักจากเขาแบบนั้นหรือเปล่าหนอ
บ้าไปแล้วยายรุ้ง เธอคิดแบบนี้ได้อย่างไร
ทอรุ้งคิดอยู่คนเดียว และสะบัดหัวเหมือนคนบ้า
"อ้าว ๆ เป็นอะไรมากไปหรือเปล่าเนี่ย แค่เพื่อนเตือนนี่นะ ถึงกับออกอาการ" โตว่าให้
ทอรุ้งหันขวับมาจ้องหน้าเขา ทำตาเหมือนซอมบี
"มันเรื่องของฉัน... งอน..." ริมฝีปากแทบชิดจมูก
"รุ้ง ถ้าแกมีลูก ฉันขอตัวนะ มันคงน่ารักน่าฟัดน่าดู"
"ไอ้บ้าโต ฉันไม่ใช่หมานะ"
แล้วเสียงทะเลาะหยอกเย้าก็ดังโวยวายเต็มรถ
"คุณหนูครับ ถ้าไม่เลิกทะเลาะ ประเดี๋ยวผมจะจอด แล้วจะให้หาทางไปกันเองนะครับ กระผมรำคาญ" ลุงสง่าใช้เสียงสูง
"ขอโทษค่ะ"
"ขอโทษครับ"
"แยก ๆ อย่าเห็นว่ายุ่งกันอีกนะครับ" ลุงสง่ายิ้มเย็น
ในห้องนอนของทอรุ้งที่บ้านจักราวุธ ทุกคนกลายมาเป็นครอบครัวเดียวกัน เพราะกัมปนาทแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับกุหลาบแก้ว
เด็กสาวนอนอยู่บนเตียง เปิดรูปที่วิษรุจตั้งเป็นโปรไฟล์ด้วยความคิดถึง หัวใจเธอลงปฏิพัทธ์ต่อเขา ทอรุ้งก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร
‘พี่รุจคะ รุ้งเป็นห่วงนะคะ’ ทอรุ้งเพียรส่งข้อความไปหาเขาอีกครั้ง
วิษรุจยังคงนั่งดื่มอยู่ที่หน้าบ้านแบบหัวปักหัวปำ
(เธอเป็นใคร กล้าดียังไงมาห่วงฉัน)
ทอรุ้งรีบถ่ายรูปหน้าตัวเอง พร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสส่งไปให้เขาในทันที
(อ๋อ...ยายเด็กบ้าคนนี้นี่เอง) วิษรุจส่งมาเป็นข้อความเสียง น้ำเสียงทั้งอ้อแอ้เพราะเมาแปล้
(เด็กบ้า ดีกว่าผู้ใหญ่บ้า ๆ ก็แล้วกันค่ะ) เธอมีงอน ส่งเป็นเสียงกลับไปหาเขาเช่นกัน
(ยายเด็กเมื่อวานซืน เธอจะไปรู้เรื่องอะไร นี่มันชีวิตของฉัน อย่ามายุ่ง)เสียงที่บ่งบอกว่าเมา ช่างเหมือนเวลาที่คุณพ่อของเธอเมาแล้วต่อล้อต่อเถียงกับคุณแม่
(แปลกคน ความรู้ท่วมหัว แต่ไม่ยักเอาตัวรอด) เธอพิมพ์ไป
วิษรุจเมื่อโดนเด็กหญิงปรามาสตนเองแบบนั้นถึงกับหัวร้อน ตาสว่าง เลือดพลุ่งพล่านไปหมด
"หน็อยแน่ ยายเด็กนรก ก็ดีแต่เข้าข้างพี่ชายของมันน่ะสิ ในโลกนี้ ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่น่าเชื่อถือสักคน" วิษรุจถึงกับเอ่ยปาก
บล็อก ตัวหนังสือที่เขาเห็นอยู่หน้าจอ เขาลังเลว่าจะกดบล็อกทอรุ้งหรือไม่ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ทำ เด็กสาวก็ยังกระหน่ำข้อความส่งมาถึงเขา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
"คุณรุ้งคะ พวกคุณจะไปโรงพยาบาลกันแล้วค่ะ พี่น้อยมาตาม" เสียงน้อยดังมาจากนอกห้อง
"ค่ะ รุ้งกำลังไป" เธอรีบลงจากเตียงคว้ากระเป๋าสะพายไปด้วย
ที่โรงพยาบาล
เลขาฯ ของคุณอิทธิพลเอาเอกสารมาให้ท่านเซ็นถึงโรงพยาบาล ทอรุ้งรีบเดินเข้าไปเสนอหน้า
"สวัสดีค่ะพี่"
"ว่าไงจ๊ะ"
"คะ คือ รุ้ง รุ้งมีเรื่องอยากจะถามนะคะ"
"เรียกพี่ว่าพี่น้ำฝนก็ได้ค่ะ" รอยยิ้มแสดงถึงความเป็นคนใจเย็น
"ทนายวิษรุจกลับมาทำงานหรือยังคะ"
"ยังค่ะ หนูถามทำไมหรือคะ"
ทอรุ้งยิ้มแป้น
"อ๋อ... คุณวิษรุจเขาทำของหล่นเอาไว้ที่นี่น่ะค่ะ หนูเก็บได้ แต่หนูต้องเอาไปคืนเขาด้วยตัวเอง"
"ฝากพี่เอาไปคืนให้ไหม"
ทอรุ้งส่ายหน้า
"มันเป็นของมีค่ามาก ๆ ค่ะ มีค่ากับความรู้สึก"
น้ำฝนคิดว่าเด็กสาวล้อเล่น
"ต้องไปคืนเขาที่บ้านเองแล้วละ เพราะคุณอิทธิพลอนุมัติให้ทนายวิษรุจลาหยุดยาวได้อีกหนึ่งเดือน เอกสารอยู่นี่จ้ะ"
"ตั้งเป็นเดือนเลยหรือคะ มีหวังตับแข็งตายไปอีกคน" ทอรุ้งบ่น
"อะไรจะแข็งตายนะจ๊ะ"
"พี่น้ำฝนคะ รุ้งขอที่อยู่พี่ทนายรุจได้ไหมคะ เพราะรุ้งต้องไปอยู่เชียงใหม่อีกเป็นเดือนเลยค่ะ"
"คุณรุ้งคะ คุณป้าเรียกค่ะ" น้อยเดินออกมาตาม
"ได้ค่ะ" น้ำฝนเขียนที่อยู่ของวิษรุจให้
"ขอบคุณมากค่ะ" ทอรุ้งยกมือไหว้ กำกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้ในมือแน่นด้วยหัวใจที่คาดหวัง
ขณะที่กำลังเดินลงมาจากตึกเพื่อกลับบ้าน
"คุณป้าคะ รุ้งจะขอไปชอปปิงก่อนกลับเชียงใหม่ได้ไหมคะ"
"รุ้งจะไปกับใคร โตก็ไม่ได้มากับเราเสียด้วย"
"ก็ไปคนเดียวนะสิคะป้า รุ้งโตแล้วนะคะ อีกอย่างไปเดินชอปปิงมีนายโตไปด้วยก็ไม่สนุกหรอกค่ะ เพราะรุ้งจะไปหาดูเสื้อผ้าใส่เที่ยวสงกรานต์"
"อย่าเถลไถลนะ หรือว่าจะให้ป้าไปเดินเป็นเพื่อน"
"ป้าเดินไหวไหมคะ"
คุณแจ่มจันทร์จับที่หัวเข่าตัวเอง
"ไม่เอาดีกว่า เคยไปเดินกับพี่ต๊ะกับพี่นิ้งแล้ว อุ้ย ไม่ไหว เวียนหัวด้วย คนก็เยอะ งั้นเราก็ระวัง ๆ ตัวด้วยล่ะ"
"ค่ะ คุณป้า" เด็กสาวยิ้มด้วยความดีใจ เมื่อไปส่งคุณป้าที่รถแล้วจึงขอแยกตัวไป
ทอรุ้งเดินออกจากโรงพยาบาลเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าตั้งใจจะไปชอปปิงจริง ๆ จังหวะที่ล้วงกระเป๋าหยิบเอาเงินออกมา กระดาษที่อยู่ของวิษรุจก็ร่วงลงไป เธอรีบเก็บแทบไม่ทัน
"ชิ..." เด็กสาวทำหน้างอน ๆ อยู่คนเดียว หยิบมือถือออกมาจากกระเป๋าเช็กว่าวิษรุจติดต่อเธอกลับมาบ้างหรือยัง
‘ทำไมยังไม่อ่านข้อความของเราอีกเนี่ย’
เธอคิดไป วิษรุจน่าจะเมาแอ๋ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เธอเคยถามเรื่องราวของวิษรุจกับกุหลาบแก้ว กุหลาบแก้วบอกว่าเขาอยู่คนเดียว พ่อกับแม่ไปทำธุรกิจอยู่ที่ประเทศอินเดีย
‘ไม่เห็นต้องเป็นห่วงเลย ได้ยินที่เขาว่าแกไหมว่าเป็นเด็กเปรต’
จังหวะที่กำลังจะก้าวขาไปข้างหน้า ก็มีเสียงเตือนข้อความใหม่เข้า ทอรุ้งจึงรีบเปิดดู
(เธอมันก็ไม่ต่างกับพี่ชายของเธอนั่นแหละ เชื้อสายย่อมไม่ทิ้งพันธุ์ คนอยากแย่งของของคนอื่น มันก็ทำวิธีการชั่ว ๆ เพื่อจะได้มา พี่ชายของเธอชั่วร้ายที่สุด)
"เฮ้ย! แรงไปไหมเนี่ย หน็อย แบบนี้มันต้องไปลุยให้ถึงที่ ต้องเจอกับทอรุ้งจะได้ตาสว่าง มองไม่ออกหรือไงว่าพี่นิ้งรักพี่ต๊ะ ไม่งั้นพี่นิ้งจะยอมแต่งงานด้วยทำไมวะ ถ้าเป็นเรา ไม่รักก็ไม่มีทางแต่งหรอก ถึงแม้จะท้องหรือมีลูกด้วยก็ตามเหอะ หื้อ..."
เธอมันเขี้ยววิษรุจ นึกเห็นใบหน้าคมคายที่นั่งตรงข้ามพูดจาพาทีตอนที่พากันไปกินข้าวเมื่อเจอกันครั้งแรก ในความรู้สึกของทอรุ้งเหมือนเธอไปออกเดตแรกอย่างไรอย่างนั้น เก็บเอาพี่รุจไปนอนฝันคนเดียวเป็นประจำ
เธอเดินลงมาจากสถานีรถไฟ ตรงไปโบกรถแท็กซี่ ก่อนจะให้ที่อยู่กับคนขับเพื่อมุ่งไปยังบ้านของวิษรุจ
สิ่งแรกที่วิษรุจตื่นมาจากความเมามาย คือการกระดกน้ำเมาสีอำพันเข้าไปถอนพิษฤทธิ์สุรา เขาเดินไปเดินมาเหมือนหนูติดจั่น เรื่องที่กุหลาบแก้วยอมแต่งงานกับกัมปนาทยังอยู่ในใจของเขา เฝ้าแต่ถามตัวเองว่า เขาไม่ดีตรงไหน เธอถึงไม่รัก
เขาหยิบมือถือขึ้นมา อยากจะกดโทร. ไปหา ไปคุยกับกุหลาบแก้วแต่ก็ไม่กล้า เขาจึงไล่เปิดอะไรต่างในมือถือดู แล้วก็สะดุดกับข้อความที่ทอรุ้งส่งมาเป็นสิบ ๆ ข้อความ
"ชิ... ยายเด็กบ้า ตื๊อจริง ๆ บังอาจส่งข้อความมาซะยาวยืด ว่างมากหรือไง"
เขารีบพิมพ์ข้อความส่งให้เธอ จะทำให้ทอรุ้งรู้ไปเลยว่าเขาตั้งตนเป็นศัตรูกับกัมปนาท และรวมถึงแม่สาวน้อยคนนี้ด้วย
(เธอมันก็ไม่ต่างกับพี่ชายของเธอนั่นแหละ เชื้อสายย่อมไม่ทิ้งพันธุ์ คนอยากแย่งของของคนอื่น มันก็ทำวิธีการชั่ว ๆ เพื่อจะได้มา พี่ชายของเธอชั่วร้ายที่สุด)
เขายิ้มอย่างสะใจ ก่อนจะนั่งลงไปบนเก้าอี้ที่ตรงหน้ามีทั้งกระติกน้ำแข็งและขวดวิสกี้ขวดใหม่ที่เพิ่งเปิด
ก๊อก ๆ มีคนมาเคาะที่ประตูบ้าน คนที่สนิทกันจะรู้ว่าวิษรุจไม่เคยล็อกประตูรั้ว
“ฮัลโหล...” มีนชญาทักเขาเสียงดัง เธอเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารในมือ
"มีน" มีนชญาเป็นน้องสาวของอาทิตย์
"อ้าว ยังดื่มไม่เลิกอีกหรือคะ พี่อาทิตย์โทร. มาสั่งมีนหลายครั้งเลยค่ะว่าให้ทำอะไรมาให้พี่กินด้วย” พอเธอเดินเข้ามาใกล้ ๆ ก็ได้กลิ่นเหล้าหึ่ง ๆ
“อึ๋ย... กลิ่นเหล้าคลุ้งไปหมดแล้วค่ะ แบบนี้ถ้ามีไฟแช็กจุดไฟติดได้เลยนะคะ" มีนแซว วางถาดอาหารตรงหน้าเขาเสร็จ ก็เดินไปเปิดหน้าต่างให้ออกกว้าง จับไม้กวาดมาปัดกวาดให้
วิษรุจเดินเข้ามาแย่งเอาไม้กวาดไปถือเอง
"พี่ทำเอง แล้ววันนี้มีนไม่ไปทำงานเหรอ"
"ลาพักร้อนน่ะค่ะ อาทิตย์หนึ่ง วันนี้เพิ่งวันแรก นัดเพื่อนเอาไว้แล้วค่ะ กำลังจะออกไปกับเพื่อน ว่าจะไปดูหนัง กะมาชวนพี่รุจสักหน่อย แต่สภาพแบบนี้..."
"นั่นน่ะสิ มีนไปเถอะ ไปเที่ยวให้สนุกเถอะจ้ะ พี่ไม่อยากเป็น กขค.”
มีนชญายังไม่หยุดเก็บจานเปล่าที่สกปรกบนโต๊ะไปล้างให้เขาด้วย
“มีนไม่ต้องทำ เดี๋ยวพี่ทำเอง ว่าแต่ทำอะไรมาให้พี่กินจ๊ะ"
เขาก็เอ็นดูเธอแบบน้องสาวคนหนึ่ง อาทิตย์กับเขาเป็นเพื่อนสนิทกัน พอรู้ว่ามีโครงการที่ดินเปล่าให้สร้างบ้านเองที่นี่ เขาจึงชวนอาทิตย์มาอยู่ด้วยกันโดยการซื้อที่ดินแปลงติดกัน
"ยำผักกาดกระป๋องกับไข่เค็มทอดดาว และข้าวสวยร้อน ๆ พี่รุจมานั่งกินเถอะค่ะ เดี๋ยวเย็นแล้วจะกินไม่อร่อย"
วิษรุจหัวเราะและมองหน้าเธอ
"โธ่... อย่ามองหน้ามีนแบบนั้นสิคะ นี่ก็สุดฝีมือแล้วนะ หน้าตายังน่ากินกว่าที่พี่อาทิตย์ทำเสียอีก" เธอว่ากระทบไปถึงพี่ชายคนเดียว
"ขอบใจจ้ะ พี่แนะนำมีนนิดหนึ่งนะ เพื่อนเราที่มารับน่ะแฟนใช่ไหม ได้บอกเขาให้รู้หรือเปล่าว่าเราน่ะ ฝีมือทำอาหารระดับไหน"
"แหม... พี่รุจ พูดแบบนี้ มีนงอนแล้วนะ แฟนมีนเขาไม่แคร์หรอกค่ะเรื่องฝีมือทำอาหาร เขาสนใจเรื่องอื่นมากกว่า” เธอพูดกำกวม
“ว่าแต่ว่า ไม่เปลี่ยนใจไปดูหนังกับน้องเหรอคะ"
"พี่ขี้เกียจไปหลับข้างในโรงหนังน่ะสิ แอร์ก็เย็น แถมพี่ยังเมาระดับนี้ ดีไม่ดี ไอ้คนที่นั่งเก้าอี้ข้าง ๆ เหม็นละมุดที่มาจากตัวพี่ แจ้งคนตรวจตั๋วมาเชิญพี่ออกจากโรงหนังแน่ ๆ"
"รู้ตัวเหมือนกันนะคะว่าเป็นไอ้ขี้เมาอยู่ ณ ตอนนี้"
"ช่างเถอะ พี่ดื่ม เพราะพี่ไม่มีอะไรทำหรอก" เขาแก้ตัว เพราะปัญหาที่รุมเร้าอยู่ภายในหัวใจของเขาต่างหากที่ทำให้เขาหันหน้าเข้าหาน้ำเมา
"แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ละสิ ถ้าพี่รุจเป็นปลามีหวังโดนฉมวกแทงไปแล้วแน่ ๆ"
"หึ ๆ" วิษรุจหัวเราะเสียงเย็น
ปริ้น ปริ้น ปริ้น เสียงแตรดังที่หน้าบ้านของมีนชญา
"ไปก่อนนะคะพี่รุจ แล้วจะซื้ออะไรมาฝาก"
"ไม่ต้องซื้ออะไรมาให้พี่หรอก เที่ยวให้สนุกแล้วกันจ้ะ"
"บาย ๆ"
เขาโบกมือให้มองเธอจนลับตา ก่อนจะกลับเข้ามาในบ้าน นั่งลงที่โต๊ะอาหารตักกับข้าวฝีมือของมีนชญาเข้าปาก แกล้มกับน้ำวิสกี้ขวดใหม่ที่เจ้าของรินใส่แก้วน้ำแข็ง
12:43 น.
"แถวนี้แหละน้องพี่ว่า ซอยสุดท้ายแล้วนะ ถ้าไม่เจอจะเอายังไง" คนขับแท็กซี่หันมาบอกเธอ
ทอรุ้งชะเง้อชะแง้มองไล่ไปตามบ้านแต่ละหลังที่ปลูกอยู่ในซอย
"เข้าไปข้างในก่อนเถอะค่ะ ถ้าไม่มีก็ค่อยกลับออกไป หนูบอกพี่แล้วไงหนูจะจ่ายให้พี่สองเท่า"
"ซอยสุดท้ายจริง ๆ นะ" คนขับแท็กซี่ก็ชักจะเบื่อ
"ค่ะ"