ดวงตาสวยล้อมกรอบด้วยแพขนตางอนหนามองผ่านแว่นกันแดดไปตรงหน้า สิ่งที่เห็นนอกตัวรถของเธอก็คือ อาคารกึ่งเหล็กกึ่งไม้สูง 3 ชั้น ก่อสร้างซ่อนตัวอยู่หลังต้นไทรใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาราวกับเป็นเกราะกำบังเหตุภัย
‘JINN Design Studio Co., Ltd.’
ป้ายไม้แกะตัวอักษรแสดงชื่อสถานที่แขวนอยู่บริเวณทางขึ้นอาคารบ่งบอกว่าเธอมาถึงแล้ว จุดหมายที่ใจใฝ่หา การรอคอย 7 ปีที่ผ่านมาใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว อีกนิดเดียวเท่านั้น ทุกความพยายามของเธอจะสัมฤทธิ์ผล
ริมฝีปากสีชมพูอิ่มเป็นกระจับน้อยๆ คลี่ออกอย่างสมใจพลางก้มมองรูปหนุ่มหล่อคมเข้มที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ นิ้วมือเคลื่อนไปที่ปุ่มกดเตรียมจะโทร. ออก ก่อนจะชะงักนิ้วไว้เพียงเท่านั้นเพราะคิดบางอย่างได้ และนั่นก็ทำให้รอยยิ้มยิ่งระบายกว้างจนใบหน้าสวยที่มีแว่นกรอบโตปิดอยู่เกือบครึ่งดูกระจ่างใสด้วยความสุข แต่ถึงอย่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเช็กความมั่นใจอีกครั้ง
กระเป๋าเป้สะพายใบเก๋ถูกคว้ามาวางบนหน้าตัก แว่นกันแดดถูกเคลื่อนไปเหน็บอยู่บนศีรษะเพื่อให้กระจกเงาสะท้อนใบหน้าสวยเด่นชัด สำรวจความเนี้ยบของเครื่องหน้าทุกสัดส่วน ไม่มีจุดไหนให้ต้องตำหนิ เพราะเพอร์เฟค! แต่... ปากซีดไป
ลิปสติกสีแดงก่ำถูกแต่งแต้มบนเรียวปากเสริมความอวบอิ่มของกระจับน้อยๆ มือควานหากระปุกปิโตรเลียมเจลขนาดจิ๋ว เปิดและแต้มเจลใสที่ปลายนิ้วเพียงนิด ยิ้มกว้างใส่กระจกก่อนจะถูปลายนิ้วนั้นที่ซี่ฟันด้านหน้าจนทั่ว จากนั้นก็อมปลายนิ้วเอาไว้แล้วค่อยๆ รูดนิ้วออกอย่างแผ่วเบา
‘มนตกานต์ ฤทธาอภินันท์’ ยิ้มให้กับเงาสะท้อนในกระจกอีกครั้ง เพื่อสำรวจว่าไม่มีเศษของเนื้อลิปสติกติดอยู่ที่ฟันซี่ไหนให้เธอต้องขายหน้าเวลาแจกรอยยิ้มสะท้านใจชาย และแน่นอนว่าสีแน่นติดทนขนาดนี้ ต่อให้จูบกันสัก 10 ครั้ง สีก็ยังสดชัดเจน
ร่างงามระหงก้าวลงจากรถญี่ปุ่นสีเขียวแปร๋นรุ่นใหม่ล่าสุดที่เธอซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเองเนื่องจากเรียนจบปริญญาตรีคณะสถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เพื่อความคล่องตัวยามมาใช้ชีวิตตามลำพังที่กรุงเทพฯ แม้แม่จะไม่เห็นด้วย ทว่าทุกสิ่งที่ทำตั้งแต่เริ่มสาวจนถึงตอนนี้ เธอตั้งใจ แม้จะขัดใจแม่นิดหน่อยแต่แค่พ่อสมยอมก็พอแล้ว และเธอก็ให้คำมั่นกับพ่อว่าเธอจะทำให้ได้
‘สิ่งที่ปรารถนา’ จะไม่ปล่อยให้หลุดมือ จะคว้ามาแนบใจ ไม่ว่าจะต้องให้เล่ห์กลใด หรือต้องใช้กลเม็ดเด็ดพรายแค่ไหน หากสิ่งนั้นจะทำให้เธอ ‘ได้’ เธอก็พร้อม เพราะสายเลือดแม่ค้าของแม่ที่แล่นพล่านอยู่ในตัวเธอร้องบอก
เมื่อ ‘ลงทุน’ ก็ต้องมีกำไร และการลงทุน 7 ปีเต็มของเธอ กำไรต้องคุ้มค่า
ภายในห้องประชุมที่สร้างเป็นชั้นลอยกรุกระจกโดยรอบ ‘จิณณ์ จิตติกรณรงค์’ มัณฑนากรหนุ่มหล่อวัย 38 ปี กำลังประชุมโปรเจกต์งานใหม่ที่เพิ่งได้มาสดๆ ร้อนๆ กับทีมงาน นั่นคือ งานออกแบบและตกแต่งร้านค้าในห้างสรรพสินค้า จำนวน 50 ร้านค้า
“เวลาสี่สิบห้าวัน ต่อห้าสิบร้านค้า ผมว่ามันเฉียดฉิวมากนะครับพี่ ผมยังไม่เห็นสถานที่จริง ไม่กล้ารับปาก เวลาทำงานจริงๆ ถ้าตัดช่วงออกแบบออกไป กว่าจะรอแบบผ่าน ผมว่าเหลือไม่เกินสามสิบวัน ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้พี่จิ๋วช่วยเสนอทางโครงการให้เผื่อเวลาให้เราหน่อย เผื่อไว้เหลือ ดีกว่าไม่ทันนะครับ”
‘ณัฐ’ ดีไซน์เนอร์หนุ่มเซอร์พูดกับจิณณ์ซึ่งเป็นเจ้านายและเป็นเจ้าของบริษัท เจ้านายที่อายุมากกว่าเขาเกือบ 10 ปี แต่จิณณ์กลับหล่อจัดชนิดไม่ว่าจะไปไหนด้วยกัน คนที่เป็นจุดเด่นสุดนั้นก็ไม่พ้นจะเป็นจิณณ์ไปทุกสถานที่
นอกจากคุณสมบัติหล่อมากรวยมากแล้วนั้น จิณณ์ยังเก่งจนทำให้ ‘JINN Design’ ได้รับความไว้วางใจให้ออกแบบและตกแต่งโครงการใหญ่ๆ หลายโครงการ บางครั้งงานเยอะและมีระยะเวลาจำกัด จิณณ์ก็ต้องขออนุญาตไม่รับงาน แต่จะแนะนำบริษัทของเพื่อนๆ ให้
นั่นยิ่งทำให้ณัฐรู้สึกชื่นชมจิณณ์มากขึ้น เพราะจิณณ์ไม่เหมือนบริษัทเก่าของเขาที่เลี้ยงงานไว้กับตัวเพื่อกินหัวคิว ประเภทรับงานมาก่อนและจ่ายต่อให้บริษัทอื่นทำ เพื่อกินค่าคอมมิชชั่น ทั้งที่จิณณ์ก็ทำแบบนั้นได้ โดยที่ลูกค้าไม่รู้ด้วยซ้ำ อาศัยความน่าเชื่อถือที่จิณณ์มี งานก็จะวิ่งชนไม่ขาด แต่จิณณ์ก็ไม่เคยทำ
แต่งานโปรเจกต์นี้ไม่เหมือนทุกครั้ง เพราะจิณณ์ได้โซนร้านค้าฝั่ง A ส่วนบริษัทคู่อาฆาตของจิณณ์ได้โซนร้านค้าฝั่ง B ทั้งสองฝั่งมีจำนวนร้านค้า 50 ร้านเท่ากัน สินค้าก็คล้ายกัน เพราะโซนร้านค้าจะอยู่บริเวณประตูทางออกจากห้างสรรพสินค้าทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา นั่นทำให้ณัฐต้องคิดหนัก
เพราะถ้าทำได้ทันเวลาและงานออกมาดีเยี่ยม นั่นคือคำชื่นชมจะพรั่งพรู แต่หากงานออกมาด้อยและเสร็จช้ากว่าอีกฝ่าย นั่นจะกลายเป็นตัวชี้วัดว่า ‘JINN Design’ เป็นบริษัทอันดับรองจาก ‘เลิฟลี่ ดีไซน์’
ซึ่งเขาไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย เพราะที่นั่นเป็นบริษัทเก่าที่เขาจากมาและเป็นทั้งกิจการของครอบครัว แต่เขาเลือกที่จะออกมาเรียนรู้งานของบริษัทอื่น เพราะไม่อยากตกอยู่ใต้อาณัติของพี่ชาย เมื่อกินอุดมการณ์คนละอย่าง เขาก็ขอมาเติบโตนอกบ้านจะดีกว่า
คนหล่อที่ยืนอยู่หัวโต๊ะ มือขวากอดอก นิ้วมือซ้ายเกลี่ยริมฝีปากตัวเอง ใบหน้าเรียบครุ่นคิด ขณะดวงตาคมเข้มจ้องมองพนักงานแต่ละคนของเขาอย่างประเมินเหตุผล เพราะเขาต้องตัดสินใจวันนี้
“พี่จิ๋วคิดว่ายังไงล่ะครับ” ณัฐถาม สายตามองเจ้านายอย่างเกรงใจ
“ถ้าพี่บอกว่าพี่จะสู้ นายจะสู้กับพี่มั้ยณัฐ นายจะลำบากใจหรือเปล่า”
จิณณ์มองหัวหน้าทีมดีไซน์ เขาต้องการคำตอบ และต้องการสื่อความมั่นใจ ความเข้มแข็งของตัวเองให้กับลูกน้อง ไม่อยากให้ผลการตัดสินใจของเขากลายเป็นปัญหาครอบครัวของณัฐ
“สู้ครับพี่ พี่จิ๋วว่ายังไงผมก็ว่าอย่างนั้น ผมเดินออกมาแล้ว ผมจะเติบโตด้วยตัวผมเอง”
จิณณ์พยักหน้าเมื่อได้ยินคำยืนยันหนักแน่น
“ดี แล้วคนอื่นล่ะ คิดว่ายังไงบ้าง อาร์ตกับขิมมีปัญหาอะไรมั้ย ภานุ ใหญ่ พี่นา ทุกคนพร้อมจะสู้มั้ย สี่สิบห้าวัน ห้าสิบร้าน”
ดวงตาคมเข้มมอง ‘อาร์ต’ ดีไซน์เนอร์หน้าตี๋ซึ่งเป็นคู่บัดดี้กับณัฐ ‘ขิม’ สาวทอมบอยหน้าหวานหนึ่งในทีมดีไซน์ที่ลุยงานกับเขามาตั้งแต่เปิดบริษัท ‘ภานุ’ หนุ่มใต้หน้าเข้มผู้จัดการโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ‘ใหญ่’ หนุ่มหล่อเกาหลีเจ้าหน้าที่การตลาดที่ตัวไม่ใหญ่สมชื่อ และ ‘วีนา’ สาวทึนทึกลูกพี่ลูกน้องของเขาที่เข้ามาช่วยดูแลเรื่องบัญชีและการจัดซื้อ เจ้าหน้าที่หลักๆ ของ ‘JINN Design’ มีอยู่เท่านี้
ส่วนออฟฟิศด้านล่างนั้นก็จะเป็นนักศึกษาฝึกงาน 3 คน แม่บ้าน 1 และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย 1 พนักงานที่เหลืออีกประมาณ 50 คน จะประจำอยู่ที่โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งภานุเป็นผู้รับผิดชอบควบคุมดูแลทั้งหมด
“พี่จิ๋วครับ”
อาร์ตยกมือขึ้นเหมือนนักเรียนขออนุญาตครูพูด ซึ่งก็ได้รอยยิ้มเอ็นดูปนขำขันจากเพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อสายตาคมเข้มตวัดมอง แต่ละคนก็หุบยิ้ม นั่งตัวตรงตั้งใจฟังอาร์ตพูด
“ว่าไงอาร์ต”
“ผมว่าสี่สิบห้าวันทันนะครับ เริ่มนับตั้งแต่วันทำสัญญาจัดจ้างอาทิตย์หน้า เท่ากับว่าเรามีเวลาเพิ่มขึ้นห้าวัน ห้าสิบวัน ห้าสิบร้าน ผม ณัฐ ขิม แบ่งกันคนละสิบห้าร้าน อีกห้าร้านผมจะให้น้องพนักงานใหม่ลองทำดู ทำไปพร้อมๆ กัน ถ้าผลงานน้องดี เราก็จะได้เร็วขึ้นอีก แต่ถ้างานน้องไม่ผ่าน เราก็จะได้มีเวลาแก้ทัน สิบห้าร้านผมขอเวลาหนึ่งอาทิตย์”
อาร์ตพูดพลางมองหน้าณัฐกับขิมดังจะขอคำสนับสนุนว่าอีก 2 คนก็ทำได้เช่นกัน แต่ขิมกลับทำหน้าเหลอหลาเหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่อาร์ตพูด
“อะไรของเอ็งว่ะอาร์ต น้องพนักงานใหม่ที่ไหน มีแต่น้องฝึกงาน และขอบอกเลยว่าน้องยังทำไม่ได้แน่ เอ็งกับพี่ณัฐเอาไปคนละสิบเจ็ดร้าน ส่วนข้าสิบหก แค่นี้ก็ลงตัว ใช่มั้ยคะพี่จิ๋ว”
จิณณ์พยักหน้าเห็นด้วยกับขิม “สรุปทีมดีไซน์ขอเวลาหนึ่งอาทิตย์ใช่มั้ย โรงงานจะมีเวลาประมาณสี่สิบห้าวันทำงาน หลังจากแบบอนุมัติ ภานุทันมั้ย”
“ทันครับคุณจิ๋ว ผมจะให้พนักงานเช็กวัตถุดิบคงคลังทั้งหมด และก็เตรียมสั่งวัตถุดิบหลักที่ต้องใช้ เซ็นสัญญาปุ๊บ ก็พร้อมสั่งของได้เลยครับ ส่วนที่ขาดเหลือ เดี๋ยวคำนวณเพิ่มเติมอีกที แต่ผมขอให้ทีมดีไซน์ส่งแบบชิ้นงานที่อนุมัติแล้วให้ผมทุกวัน ตัวไหนเสร็จส่งมาได้เลยครับ ถ้าวัตถุดิบในคลังมี ผมก็จะจ่ายไปทำล่วงหน้า จะได้ทันกัน”
“เริ่มติดตั้งร้านแรก หลังเซ็นสัญญาหนึ่งสัปดาห์ได้มั้ย”
เสียงทุ้มทรงอำนาจของจิณณ์เอ่ยถาม ทว่าปลายน้ำเสียงกลับเจือไปด้วยความเกรงใจในตัวลูกน้อง ดวงตาคมเข้มมองตรงไปยังผู้จัดการฝ่ายการผลิต นี่คือหนึ่งในกลยุทธการปกครองลูกน้อง ความเกรงอกเกรงใจ ความเชื่อใจ ต่อผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่า จะทำให้คนผู้นั้นมีความมั่นใจ กล้าตัดสินใจ และมุ่งมั่นทำตามสิ่งที่เขาต้องการได้ทุกอย่าง เพราะคำตอบที่เขาต้องการมีทางเดียว
“ได้ครับคุณจิ๋ว สู้กันครับ”
ภานุชูกำปั้นสู้ๆ ทำให้คนอื่นๆ หันมาชูกำปั้นสู้ๆ ด้วยเช่นกัน
“โอเค งั้นเป็นอันว่าเราจะวางแผนทำงานกันตามนี้นะ ใหญ่กับเจ้นาโอเคมั้ย”
“ผมไม่มีปัญหาครับพี่จิ๋ว ถ้าแผนงานวางตามนี้ ผมก็จะประสานลูกค้าใหม่ทันทีครับ โปรเจกต์ที่ติดต่อมาตอนนี้ก็จะมีฟิตเนส ร้านเบเกอรี่ และก็เพ็ทช็อปครับ พี่จิ๋วอยากให้มาต่อแผนประมาณช่วงไหนครับ”
“อืม...”
อีกครั้งที่จิณณ์กอดอก และใช้นิ้วมือคลึงริมฝีปากล่างของตัวเอง แต่สายตามองณัฐ เพราะต้องการให้เขาเป็นคนตอบ
“อีกสิบวันล่ะกันใหญ่ ให้เคลียร์งานนี้ให้จบก่อน แต่ขอรายละเอียดคร่าวๆ ด้วยนะ เพราะถ้างานนี้จบเร็วก็จะออกแบบให้เลย ขอข้อมูลทั้งสามรายที่ติดต่อมาเลยนั่นล่ะ จะได้ช่วยกันดู”
ณัฐตอบพลางชำเลืองมองปฏิกิริยาของอาร์ตและขิง เมื่อทั้งสองคนไม่ค้านอะไร ณัฐจึงหันไปพยักหน้าให้กับจิณณ์ คือความหมายว่าไม่มีอะไรต้องห่วง เขาผ่านไปได้แน่
“โอเคนะทุกคน มีใครสงสัยอะไรอีกมั้ย ถ้าไม่มีเดี๋ยวเราจะได้ไปดูหน้างานกัน เจ้นาล่ะว่าไง จะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ”
จิณณ์มองญาติผู้พี่ที่นั่งหน้ามุ่ยจดอะไรยุกยิกในสมุด เหมือนไม่ใส่ใจที่พวกเขาพูดสักนิด แต่จิณณ์ก็รู้ว่าวีนาใส่ใจ เพียงแต่หล่อนกำลังหงุดหงิดกับบางสิ่ง
“ว่าไงเจ้นา จะถามมั้ย”
วีนาเหลือบสายตามองเจ้านายหนุ่มรูปหล่อ ที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้องของเธอ แต่จิณณ์ก็ขยันสร้างเรื่องปวดหัวให้เธอไม่เว้นแต่ละวันเช่นกัน สร้างเรื่องมากมายจนเธอ ‘ทึนทึก’ อยู่แบบนี้
“โอเค ไม่พูดก็ไม่พูดนะ บอกตรงว่ากลัว...”
จิณณ์พูดติดตลก แต่วีนาไม่ขำ เธอยังคงหน้ามุ่ย เพราะก่อนจะเข้าห้องประชุม เธอเพิ่งถูกคู่ควงคนล่าสุดของจิณณ์โทรศัพท์มาวีนแตก เพราะจิณณ์ไปอ้างว่า ‘เมียหึง’ และเมียของจิณณ์ก็เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเธอ
“นายทำฉันอีกแล้วนะนายจิ๋ว... ฉันไปเป็นเมียนายตั้งแต่เมื่อไหร่”
น้ำเสียงเข่นเครียดของวีนาทำให้ณัฐอ้าปากค้าง อาร์ตกับขิมหันมองกันแบบเอ๋อๆ ภานุสำลักน้ำ และใหญ่ก็หันมองวีนาก่อนจะขยับตัวออกห่างจากรังสีอำมหิตนั้น มีเพียงจิณณ์คนเดียวที่ยังคงยืนยิ้มทำหน้าตาไม่รู้ไม่ชี้
“เจ้นากับพี่จิ๋ว... เป็น...”
“เฮ้ย! ไม่ใช่ ไม่ได้เป็น” คำพูดอ้ำอึ้งของขิมทำให้จิณณ์รีบปฎิเสธแต่วีนาที่ลุกขึ้นพรวดกลับทำให้ทุกสิ่งหยุดนิ่ง
“เป็น! นายไปบอกนังนั่นได้ยังไงว่าฉันเป็นเมียนาย นาย... นาย... นายจิ๋ว! ฉันจะฟ้องอี๊”
“ไม่นะเจ้นา โธ่เจ้! เรื่องแค่นี้เอง” จิณณ์เริ่มอยู่ไม่เป็นสุขเมื่อวีนางัดไม้ตายมาใช้ เรื่องนี้จะให้รู้ถึงหูแม่เขาไม่ได้เด็ดขาด
“แค่นี้ยังไง แค่นี้ฉันก็ขึ้นคานอยู่แล้ว นี่นายยังจะไปบอกนังพวกนั้นว่าฉันเป็นเมียเก็บของนาย นายทำกับฉันอย่างนี้ได้ยังไงนายจิ๋ว ฉันจะฟ้องอี๊ นายจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่นายทำ”
“ไม่เอาน่าเจ้นา อย่าฟ้องม้านะ”
ขณะที่สองพี่น้องเถียงข้ามโต๊ะประชุมกันไปมา เหล่าพนักงานทั้ง 5 ก็ได้แต่นั่งยิ้มแหย ไม่ได้อยากฟัง แต่ลุกไปไหนไม่ได้ แต่เมื่อวีนาบอกว่าจิณณ์ต้องรับผิดชอบ ขิมก็หูผึ่ง ถลาเข้าไปกระซิบกับอาร์ตในทันที
“รับผิดชอบอะไรวะอาร์ต พี่จิ๋วต้องแต่งงานกับเจ้นาเหรอว่ะ”
“ไม่ใช่!”
จิณณ์และวีนาที่ตะโกนออกมาพร้อมๆ กัน พร้อมจ้องมาที่ขิมอย่างเอาเรื่อง ทำให้ขิมยิ้มแหย อยากจะแทรกร่างลงไปใต้โต๊ะ เพราะคำพูดราวกระซิบ แต่สองคนก็ยังได้ยิน ก่อนที่ทั้งคู่จะหันไปปะทะกันต่อ
“โธ่เจ้... เดี๋ยวผมเคลียร์เอง เจ้ไม่ต้องกังวลหรอกน่า ผมก็แค่บอกน้องมุกคนเดียว ไม่มีใครรู้เรื่องนี้หรอก”
“อ๋อใช่สิ! นายบอกน้องมุกคนเดียวว่าฉันเป็นเมีย แต่ที่นายบอกน้องอิ๋วสาวไฮโซว่าฉันเป็นแม่ยายจอมจุ้นชอบมาเฝ้านายที่ออฟฟิศแทนเมีย บอกน้องเก๋ว่าฉันเป็นพี่เมียที่ชอบหวงผัวน้องสาว จนยัยน้องเก๋มันโทร. มาว่าฉันว่าหวงผัวน้องไว้กินเอง ไหนจะยัยน้องกิ๊บ เชอร์รี่ กล้วย ส้ม อ้อย มะละกอ ของนายอีก ฉันทนไม่ไหวแล้วนะ คราวนี้ฉันจะไม่ยอม ฉันจะฟ้อง!”
“ใจเย็นก่อนน่าเจ้ เดี๋ยวเราค่อยเคลียร์กันนะ ขอผมพาเจ้าพวกนี้ไปดูหน้างานก่อนนะ เดี๋ยวค่อยคุยกันนะเจ้ เฮ้ย! พวกนาย ลุกขึ้นสิ! พี่รีบ เร็วๆ เข้า!”
จิณณ์หันไปเร่งเร้าให้ณัฐ อาร์ต และขิม รีบลุกขึ้น หวังจะไปให้พ้นจากวีนา ขอแค่ได้ออกไปจากห้องประชุม เดี๋ยวเขาค่อยโทรศัพท์มาชักแม่น้ำทั้งประเทศให้วีนาคลายโมโหเอง และลูกน้องก็รู้งาน รีบลุกขึ้นเก็บข้าวของบนโต๊ะโดยด่วน แม้จะเกร็งๆ กับรังสีอำมหิตของวีนา แต่การไปให้พ้นจากจุดนี้น่าจะดีสุด แต่ก่อนที่ทุกคนจะออกไป เสียงเคาะประตูจากด้านนอกก็ดังขึ้น
จิณณ์ตวัดสายตามองนักศึกษาสาวร่างเล็กที่ยืนทำหน้าหวาดๆ อยู่ด้านนอก เพราะเขาดีไซน์ห้องประชุมให้เป็นห้องกระจกไม่เว้นแม้กระทั่งประตู เพื่อให้ทีมงานมีความคิดที่กว้างไกล บางงานที่คิดไม่ออก แต่เมื่อได้มองเห็นสิ่งภายนอก อาจได้ไอเดียใหม่ๆ มาต่อยอดได้ตลอดเวลา ดังนั้นกฎของการใช้ห้องประชุมก็คือ ‘ห้าม’ ขึ้นมารบกวนหากการประชุมยังไม่สิ้นสุด ถ้ามีเรื่องด่วนให้ส่งข้อความเข้าโทรศัพท์เพื่อได้รับอนุญาตก่อน แต่ครั้งนี้เขาคงต้องขอบคุณ
“อ้าว... น้องนาย มีอะไรเหรอครับ ถึงต้องมาตามพี่จิ๋วถึงบนนี้”
“เอ่อ...”
นักศึกษาสาวเปลี่ยนสีหน้าหวาดๆ เป็นเอ๋อน้อยๆ เมื่อเจ้าของบริษัทฯ มาเปิดประตูให้ด้วยตัวเอง ทั้งที่ควรจะดุ แต่เจ้านายกลับยิ้มแย้มราวกับอารมณ์ดีหนักหนา แถมยังแทนตัวเองว่า ‘พี่’ อีกด้วย และเมื่อมองไปยังทีมดีไซน์ ทุกคนก็พยักหน้าให้เธอพูดในสิ่งที่ตั้งใจมา
“ว่าไงละครับ มีอะไร ถ้าไม่พูด พี่จิ๋วต้องไปล่ะนะ ไปพวกเรา” ประโยคหลังนั้นจิณณ์หันไปพูดกับทีมดีไซน์ พยายามจะพาตัวเองออกจากจุดนี้ให้เร็ว
“เอ่อ... มีคนมาขอพบคุณจิ๋วค่ะ แต่หนูส่งข้อความมาสักพักแล้วนะคะ แต่... แต่คุณจิ๋วยังไม่ได้อ่าน...”
น้องนายพูดตะกุกตะกัก เพราะเธออาจถูกดุได้ที่ไม่ทำตามขั้นตอนที่เจ้านายวางไว้ มาฝึกงานที่นี่ได้หนึ่งเดือนแล้ว แม้จะยังไม่เห็นว่าเจ้านายดุพนักงานคนไหนจริงจัง แต่กิตติศัพท์เรื่องความเฮี้ยบในงานของจิณณ์ก็สวนทางกับความหล่อ จนทำให้เธอไม่กล้าแหยมแม้จะสำรวจความหล่อของเจ้านายตรงๆ สักครั้ง
“อืม... ไม่เป็นไร แล้วเขาชื่ออะไรล่ะ”
“เธอไม่ได้บอกชื่อค่ะ แต่บอกว่านัดไว้แล้ว”
ถ้าในเวลาปกติ เขาคงต้องส่งน้องนักศึกษาฝึกงานคนนี้ไปให้วีนาอบรม ฐานที่ไม่รอบคอบในการทำงาน เพราะสิ่งที่ควรทำคือถามชื่อและรายละเอียดของคนที่มาติดต่อให้ครบถ้วน ไม่ต่างจากนิทาน ‘หมาใต้ถุนศาลา’ คนที่ละเอียดรอบคอบเท่านั้นจึงจะเก็บรายละเอียดของลูกหมาที่คลอดใหม่ได้ครบ และน้องนักศึกษาคนนี้ก็ควรจะได้รับการชี้แนะพื้นฐานการทำงานที่ถูกต้อง เพื่อตัวของน้องเองในอนาคต แต่ในเวลานี้คงต้องจัดการเรื่องเฉพาะหน้าไปก่อน
“ผู้หญิงเหรอ แล้วใครนัดเอาไว้...”
จิณณ์หันไปมองทีมดีไซน์ ภานุ และใหญ่ ทุกคนส่ายหน้าว่าไม่ได้นัด จิณณ์จึงค่อยๆ มองไปยังวีนาที่ยังคงหน้ามุ่ย แต่ก็เชิดหน้าไปอีกทาง นั่นก็แปลว่าไม่มีใครในที่นี้นัดเอาไว้