ตอน 2

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

ฉันขยับตัวคว้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนหัวเตียงขณะที่เปลือกตายังคงไม่ขึ้น สิ่งที่ฉันไม่ชอบที่สุดคือการโดนขัดขวางเวลานอนเพราะวันไหนนอนไม่ครบแปดชั่วโมงมันสามารถทำให้ฉันอารมณ์บูดได้ตลอดทั้งวัน

การนอนไม่พอมันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ!

เฮอออ ไหนขอดูหน่อยว่าใครมันโทรมาปลุกฉันเนี่ย!!

“สวัสดี” ฉันกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ด้วยอารมณ์หงุดหงิดเต็มที่ อยากให้ปลายสายรับรู้ถึงความไม่พอใจที่เขาโทรมาในเวลาแบบนี้

(ตื่นได้แล้ว ไม่ไปเรียนหรือไง) เสียงทุ้มนุ่มอันคุ้นเคยของปลายสายทำให้ฉันตาสว่างทันทีพร้อมกับเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วราวกับว่าเป็นตุ๊กตาล้มลุก

“คีย์”

(เธอมีเรียนเช้านี่ เดี๋ยวไปรับ) คีย์พูดเสียงเรียบ

ไม่บ่อยเลยนะ...การที่เขาอาสามารับฉันแบบนี้ เขาอาจจะรู้สึกผิดเรื่องเมื่อคืนจริงๆ ก็เลยพยายามเอาใจฉันหรือเปล่า 

นี่ฉันคิดเข้าข้างตัวเองไปมั้ยนะ?

“ดะ เดี๋ยวสิ”

(ตามนั้นแหละ แล้วเจอกัน)

เฮ้ย! อะไรคือการพูดเองเออเองแล้วตัดสายทิ้ง

ฉันอยากจะร้องไห้ ถึงแม้จะรู้สึกดีใจที่เขาจะมารับก็เถอะ แต่วันนี้ฉันคิดไว้แล้วว่าจะโดดเรียนไม่ไปมหาวิทยาลัย เพราะเมื่อคืนกว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบตีสามแล้ว สภาพร่างกายฉันตอนนี้มันไม่ได้ต่างจากซอมบี้เลย แถมยังรู้สึกมึนหัวนิดหน่อยอีกต่างหาก อาการมันบ่งบอกว่าฉันพักผ่อนไม่เพียงพอ

ฮือ...ฉันอยากนอนต่อ~

อันที่จริงเมื่อคืนคีย์บังคับให้นอนค้างที่คอนโดฯ ของเขาเลยด้วยซ้ำ เขาเสนอให้ฉันนอนบนเตียงสบายๆ ส่วนเจ้าตัวจะเสียสละไปนอนที่โซฟาแทน แต่ฉันยืนยันนอนยันหนักแน่นว่าให้ตายยังไงก็จะกลับบ้านให้ได้ ถ้าเขาไม่ไปส่งฉันจะกลับแท็กซี่เองไม่มีทางนอนค้างคอนโดฯ เขาเด็ดขาด ถึงคีย์จะเป็นผู้ชายที่เรียกได้ว่าสุภาพบุรุษในสายตาฉันก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่ไว้ใจเขาจนถึงขั้นกล้านอนค้างอยู่ด้วยกันสองต่อสองหรอกนะ

ฉันไม่อยากประมาทกับสิ่งมีชีวิตที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ชาย

กระตุก~

เสียงข้อความเข้าทำให้ฉันหยิบมือถือขึ้นมาดูทันที

‘อ่อ ลืมบอกเวลาไป 7.30 ฉันจะไปถึงบ้านเธอ ห้ามสาย’

ฉันอ่านข้อความจบแล้วอ้าปากค้างอึ้งกับเวลาที่เขาบอก นี่เขาให้เวลาฉันทำธุระส่วนตัวแค่ครึ่งชั่วโมงเนี่ยนะ แค่อาบน้ำยังจะไม่พอเลย แล้วไหนจะต้องแต่งตัวทำผมอีก 

โหย! ไอ้คีย์บ้า 

เวลา 7.40 น.

เมื่อฉันเดินออกมาจากหน้าประตูบ้านก็พบกับใบหน้าหล่อเหลาของคีย์ที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว วันนี้เขาสวมเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนธรรมดาๆ แต่ทำไมมันถึงดูดีจัง

เหอะ น่าหมั่นไส้

“ช้าไปสิบนาที” เขาก้มหน้ามองนาฬิกาที่ข้อมือแล้วพูดกับฉันเสียงเรียบ

นี่คือคำทักทายแรกสำหรับการเจอหน้ากัน ฉันได้ยินแบบนั้นก็แทบอยากวิ่งเข้าไปตะกุยหน้าหล่อๆ ของคีย์เพื่อระบายอารมณ์ขุ่นเคืองที่มันคุกรุ่นอยู่ภายในใจของฉันจริงๆ 

จะตรงเวลาเกินไปไหม ให้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงฉันสามารถอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ถือว่าเทพแล้วนะ

แค่สายนิดสายหน่อยทำเป็นบ่น

“ขึ้นรถสิ เดี๋ยวสายหรอก”

ฉันหันไปทำหน้ามู่ทู่ใส่เขาก่อนจะเดินขึ้นมานั่งบนรถอย่างเงียบๆ ไม่อยากพูดหรือเถียงกับคีย์มากกว่านี้ ไม่อยากให้บรรยากาศเช้านี้มันแย่ แล้วก็ไม่อยากให้มาเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระด้วย

คีย์ขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ ฉันเหลือบตามองเขานิดหน่อยก่อนจะพูดขึ้นทำลายความเงียบภายในรถ

“วันนี้มาแปลกจัง” ฉันถามด้วยความสงสัยเพราะปกติเขาไม่เห็นจะสนใจอยากมารับฉันไปเรียนเลยนี่ มีแต่มารับไปเที่ยวในวันที่เราว่างตรงกันเท่านั้น

“ทำไม ไม่ชอบ?” เขาถามกลับ

“ก็เปล่า” ฉันตอบเสียงเบา เขาถามในสิ่งที่เขาเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว แน่นอนว่าฉันชอบมากและอยากให้เขามารับส่งฉันทุกวันเลยด้วยซ้ำ แต่มันไม่ใช่เรื่องปกติที่เขาทำแบบนี้ ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าการกระทำของเขาทำให้ในใจของฉันว้าวุ่นเต็มไปด้วยคำถามมากมาย

มันเป็นคำถามที่ไม่ควรพูดออกไป

และในเมื่อต่างคนต่างเงียบ…

“ไม่มีอะไรน่า ฉันก็แค่อยากเห็นหน้าเธอ” คีย์หันหน้ามามองฉันแวบหนึ่งแล้วยิ้มพร้อมกับยื่นมือซ้ายมาจับหัวฉันโยกเบาๆ อย่างอ่อนโยน

คำพูดของเขาทำให้ฉันสลัดความว้าวุ่นที่อยู่ในใจทิ้งได้ชั่วคราว แล้วหันไปส่งยิ้มให้เขา 

ดูภายนอกอาจจะเป็นรอยยิ้มที่สดใสดูมีความสุข แต่แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เลย ฉันไม่มีทางมีความสุขได้ถ้าคีย์ยังเป็นแบบนี้

“กินอะไรมาหรือยัง?” คีย์ถามต่อเมื่อเห็นฉันนั่งนิ่งไม่ได้พูดอะไรอีก

“คงจะกินทันหรอก ในเมื่อนายให้เวลาฉันเยอะขนาดนั้น” ฉันกลับเข้าสู่โหมดปกติก่อนจะตอบเขาไปอย่างประชดประชัน 

คือแบบใช้สมองคิดก่อนจะพูดสักหน่อยก็ดีนะ

เอาล่ะ...ในเมื่อตอนนี้มันเป็นเวลาที่เราสองคนอยู่ด้วยกัน ฉันจะพยายามไม่คิดถึงคนอื่นให้บรรยากาศมันเสียก็แล้วกัน 

“งั้นไปกินข้าวกัน” เขาตอบรับการประชดประชันของฉันด้วยรอยยิ้ม

มีอะไรน่าขำมากหรอ

“เอาที่สบายใจเลยค่ะ”

หลังจากนั้นประมาณห้านาทีเราสองคนก็ได้เข้ามานั่งในร้านขายข้าวใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนอยู่ ภายในร้านเป็นแบบเรียบง่ายไม่ได้หรูหราอะไร ราคาก็ไม่แพงมากด้วย ส่วนรสชาติอาหารก็ใช้ได้เลย ฉันรู้เพราะเคยมากินกับเพื่อนบ่อยพอสมควร

“เอาอะไร” ฉันหันไปถามคีย์เมื่อเราสองคนเข้ามานั่งประจำที่โต๊ะเรียบร้อย

“อืมมมม... ข้าวผัดกะเพราไข่ดาว” เขาทำท่าคิดนิดหน่อยก่อนจะสั่งอาหารสิ้นคิด

สงสัยไม่รู้จะกินอะไรแล้วมั้ง

“ข้าวผัดกะเพราไข่ดาวสองจานค่ะ” ฉันหันไปสั่งอาหารกับป้าคนขาย

“เดี๋ยวตอนเย็นฉันมารับนะ”

“ว่างหรอ” ฉันถามกลับทันทีพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาต้องเข้าไปคุมผับทุกวันไม่ใช่หรือไง

คีย์เป็นเจ้าของผับชื่อ END เลยต้องเข้าไปดูแลความเรียบร้อยเกือบทุกวัน เขาเรียนจบมหาวิทยาลัยเดียวกับฉันที่ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ เมื่อปีที่แล้วรู้สึกว่าจะจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ถึงเขาจะแก่กว่าฉันแถมยังมีงานการทำแล้วก็เถอะ แต่ยังไงสำหรับฉันเขามันไม่น่าเคารพนับถือเลย ฉันไม่เคยเรียกเขาว่า ‘พี่คีย์’ เลยสักครั้งตั้งแต่รู้จักกันมา

แค่คิดก็กระดากปากแล้วอ่ะ

“ว่าง เลยจะพาไปปาร์ตี้”

“อะไรกันคีย์ นายจะพาฉันไปเปิดตัวหรือไง?” ฉันถามอย่างสงสัย เขาคิดจะทำอะไรกันแน่ มีปาร์ตี้ก็หมายความว่าต้องมีเพื่อนของเขาไปด้วย แล้วฉันจะไปในฐานะอะไร หรือเขาคิดจะประกาศให้คนอื่นรู้เรื่องความสัมพันธ์ของเรา

“ข้าวผัดกะเพราสองจานมาแล้วค่ะ” เด็กเสิร์ฟถือจานข้าวมาว่างลงบนโต๊ะพอดี เป็นการตัดบทสนทนาได้ถูกจังหวะมาก

การที่สั่งอาหารเหมือนกันมันจะได้กินเร็วแบบนี้แหละ

“ขอบคุณค่ะ” ฉันหันไปยิ้มให้ก่อนที่เธอจะเดินจากไป

“กินข้าวเถอะ เดี๋ยวหายร้อนหมด” ฉันพูดอย่างเตรียมพร้อมที่จะกินเต็มที่ หิวจะตายอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่ได้ยินก่อนหน้านี้จะคิดว่าเป็นมุกตลกๆ ก่อนกินข้าวแล้วกัน

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

ในขณะที่คีย์กำลังตักข้าวเข้าปากก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาหยิบมันขึ้นมาดูก่อนจะขมวดคิ้วแล้วเงยหน้าขึ้นมองสบตากับฉัน

แววตาของเขาสื่อถึงความลำบากใจ

“เดี๋ยวมา” เขาพูดแค่นั้นก่อนจะลุกเดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอก

ฉันวางช้อนลงบนจากข้าวแล้วนั่งรอจนกว่าเขาจะคุยโทรศัพท์เสร็จ ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่โทรมาเป็นใคร

ถึงจะไม่เห็นว่าใครโทรมาหาเขา แต่ฉันก็พอจะเดาได้

เฮอออ

ฉันถอนหายใจออกมาเมื่อผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้วแต่คีย์ก็ยังไม่กลับมาสักที ฉันเลยตัดสินใจเดินออกจากร้านพร้อมกับจ่ายเงินค่าอาหารที่รับประทานไปได้เพียงแค่สามคำเท่านั้น ตั้งแต่เขาไปคุยโทรศัพท์ฉันก็หมดความรู้สึกหิวไปเลย เหมือนมีอะไรหน่วงๆ จุกแน่นอยู่ในท้องทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันหิวมากแท้ๆ

ฉันเดินออกมาจากร้านก็ไม่เจอรถของคีย์ที่เคยจอดอยู่ ฉันจึงเดินไปเรื่อยๆ บนถนนอย่างเหม่อลอย  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่เขาทำกับฉันแบบนี้ แต่มันก็ยังไม่ชินสักที

โดนทิ้งอีกแล้ว

ประโยคนี้มันดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัวไม่หยุด ทำไมฉันถึงไม่มีความสุขเหมือนคู่รักอื่นๆ 

ฉันอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ สมเพชกับความคิดก่อนหน้านี้ของตัวเองชะมัด 

มันเป็นฉันเองที่เลือกเดินมาทางนี้ 

ปริ๊น ปริ๊น ปริ๊นนนนน!!!!!!

“กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!”

ตอน 3

ฉันลืมตาขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่ขาข้างซ้าย  ฉันพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะก้มลงมองสภาพตัวเองจึงพบว่าเสื้อผ้าที่ใส่ตอนแรกได้กลายเป็นชุดของโรงพยาบาลไปแล้ว  

มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย

ฉันพยายามนึกถึงเหตุการณ์ตอนเช้า เหตุการณ์ล่าสุดที่จำได้คือโดนคีย์ทิ้งไว้ที่ร้านข้าว แล้วต่อจากนั้นก็เดินไปมหาลัย แล้ว...       

โอ๊ยยย ปวดหัวจัง      

ฉันมองสำรวจรอบห้องเพื่อหาโทรศัพท์มือถือของตัวเอง นี่ฉันสลบไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ อย่างน้อยตอนนี้ต้องโทรไปบอกพ่อก่อนที่ท่านจะเป็นห่วง เพราะพ่อรู้เวลาเรียนของฉันเป็นอย่างดี และคอยโทรเช็คตลอดว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ ฉันรู้ดีว่าท่านเป็นห่วงฉันมากแค่ไหน เลยไม่เคยแสดงท่าทางรำคาญเลยแม้แต่น้อย เวลาฉันจะไปเที่ยวก็เหมือนกันพ่อฉันไม่เคยห้ามนะ แต่ขอให้บอกว่าจะไปไหนกลับกี่โมงแค่นั้น หากเป็นตอนกลางคืนก็ต้องมีบอดี้การ์ดไปด้วย ซึ่งฉันก็ไม่ขัดข้องอะไร เพราะเขาก็คอยตามดูแลความปลอดภัยอยู่ห่างๆ ไม่ได้ปรากฏตัวให้คนรอบข้างตื่นกลัว ไม่งั้นมันจะดูเว่อร์วังและเป็นจุดเด่นเกินไปสักหน่อย  

พ่อฉันน่ารักใช่มั้ยล่ะ

"ตื่นแล้วเหรอ"

ฉันหันหน้ามองไปตามเสียงทุ้มที่ดังขึ้นทันทีด้วยความตกใจ      

“เป็นไงบ้าง" ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนฉันสามารถเห็นหน้าเขาได้ชัดเจน

ใบหน้าเรียบเฉยไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ เหมือนตอนที่เจอกันครั้งแรก ทำให้ฉันต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง

“พีท?” ฉันเรียกชื่อคนตรงหน้าออกไปเสียงเบา         

ฉันว่าฉันไม่ได้เห็นภาพหลอนนะ พีทเป็นเขาจริงๆ โลกกลมเกินไปไหม!

“จำได้ก็ดี" เขาตอบฉันก่อนจะยกเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ มานั่งข้างฉันที่อยู่บนเตียง

“เกิดอะไรขึ้น" ฉันมองเขาอย่างหวาดหวั่น เห็นใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึกของเขาทีไร มันชวนให้รู้สึกขนลุกทุกที

“เธอเดินตัดหน้ารถฉัน" เขาพูดเสียงเรียบ

“...” ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อได้ฟังสิ่งที่พีทบอก ความรู้สึกกลัวแล่นเข้ามาจนคิดว่าหน้าตัวเองตอนนี้คงซีดเผือดเป็นไก่ต้มแน่ๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้ฉันจะปลอดภัยและไม่ได้เจ็บตัวอะไรมากก็เถอะ แต่มันทำให้รู้ว่าฉันอาการหนักแค่ไหน

นี่ฉันเดินเหม่อไม่มองทางจนเกือบโดนรถชนเลยนะ คงเป็นตอนที่ฉันกำลังเดินข้ามถนนไปฝั่งมหาวิทยาลัยนั่นแหละ เกือบจะไม่มีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้แล้วไง บทเรียนครั้งนี้ทำให้รู้ว่าต่อไปนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ฉันต้องมีสติให้มากขึ้นและจะไม่ประมาทแบบนี้อีก

“ดีที่เบรกรถทัน ไม่งั้นคงไม่ได้เจ็บแค่ขาแน่"

“งั้นเหรอ" ฉันตอบไปแค่นั้นก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหลากหลายในตอนนี้

ฉันเพิ่งรู้จักพีทไม่กี่วันมานี้เองถึงจะเคยได้ยินชื่อเขาผ่านหูอยู่บ้าง เหตุผลที่ทำให้ฉันได้เจอเขาคือเรื่องแหวนของฉันที่คีย์เอามันไปเป็นของพนันในการแข่งรถกับทายนั่นแหละ ซึ่งทายเป็นเพื่อนกับพีท วันที่ฉันขอร้องให้พี่ซันไปทวงแหวนคืนให้ เขาเองก็อยู่ที่นั่นด้วย

“ให้โทรบอกพี่สาวเธอมั้ย?” เขาพูดพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

เอ๊ะ เดี๋ยวนะ...นั่นมันมือถือของฉันนี่

“นี่มันของฉัน" ฉันชี้นิ้วไปที่มือถือของตัวเองที่อยู่ในมือเขา

“อ่าฮะ"

“เอาคืนมานะ" ฉันบอกแล้วพยายามเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์

“หึ" พีทแสยะยิ้มก่อนจะส่งมือถือให้ฉันแต่โดยดี

ฉันเกลียดรอยยิ้มแบบนี้ของเขาจริงๆ มันเหมือนมีบางอย่างที่ไม่น่าไว้ใจเลย

เมื่อกดดูโทรศัพท์ก็พบว่านี่มันเป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว แถมต้องตกใจกับสายที่ไม่ได้รับอีกร้อยห้าสิบสาย ของพ่อฉันร้อยสาย ส่วนที่เหลือเป็นสายของคีย์ ไม่ได้การฉันต้องรีบโทรหาพ่อด่วนก่อนที่บ้านจะแตกแล้วกลายเป็นเรื่องใหญ่ วันนี้ที่จริงฉันเลิกเรียนสามโมงนะ ถ้าคำนวณดีๆ แล้วปกติฉันก็คงกลับถึงบ้านประมาณสี่โมงกว่าๆ แต่นี่มันเลยเวลามามากแล้ว และที่สำคัญไปกว่านั้นคือการที่พ่อพยายามติดต่อฉัน แต่ฉันดันไม่ได้รับโทรศัพท์เนี่ยแหละ ไม่แน่ว่าตอนนี้พ่ออาจจะสั่งให้ทุกคนออกตามหาฉันกันอยู่ คิดได้ดังนั้นฉันจึงรีบกดโทรหาพ่อทันที

ตุ๊ดด 

“พ่อคะ" ฉันแทบไม่ได้ฟังเสียงรอสายเลยด้วยซ้ำ เพราะปลายสายกดรับแทบจะทันที ทำให้รู้ว่าพ่อคงกำลังร้อนใจเป็นห่วงฉันอยู่แน่ๆ

(คาเฟียลูกอยู่ที่ไหนน่ะ!!! พ่อโทรไปเป็นร้อยสายแล้วไม่รับ เกิดอะไรขึ้น มีใครทำอะไรลูกหรือเปล่า บลาๆๆ ) พ่อพูดขึ้นเสียงดังลั่นทั้งที่ฉันยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรสักคำ

อือหือ เล่นพูดชุดใหญ่ขนาดนี้ ไม่มีโอกาสให้ฉันได้แทรกเสียงของตัวเองเข้าไปเลย

“เอ่อ พ่อใจเย็นๆ ก่อนนะ หนูสบายดี ขอโทษค่ะที่ไม่ได้รับโทรศัพท์นะคะ พอดีหนูลืมไว้ที่มหาวิทยาลัยค่ะ" ฉันเลือกที่จะพูดโกหกเพราะไม่อยากให้ท่านเป็นห่วงไปมากกว่านี้ อาการเจ็บขาแค่นี้เองไม่กี่วันก็คงหายแล้ว

แต่ความจริงแล้วลองฉันบอกว่าโดนรถชนขาเดี้ยงกลับบ้านไม่ได้ดูสิ มีหวังโดนสืบสวนอีกยาว เผลอๆ ต่อไปคงได้มีคนตามรับส่ง 

ฉันไม่อยากให้มันเป็นเรื่องใหญ่โต ในเมื่อตอนนี้ฉันก็ปลอดภัยดี

(ไอ้ลูกบ้านี่ ทำพ่อหัวใจจะวาย รู้มั้ยว่าพ่อเป็นห่วงมากกลัวว่าจะมีใครมาลอบทำร้ายลูกจนต้องสั่งให้ทุกคนออกไปตามหาลูก)

“แหะๆ ขอโทษค่ะ" 

(แล้วนี่ลูกใกล้ถึงบ้านหรือยัง)

“อะ อ่อ วันนี้หนูไม่กลับบ้านนะ ไปนอนที่คอนโดฯ ค่ะ" ขาเป็นแบบนี้คงต้องอยู่ห่างจากสายตาของพ่อสักพักล่ะนะ ปกติฉันก็ไม่ได้ค้างที่คอนโดฯ บ่อยหรอก ส่วนมากจะชอบกลับไปนอนบ้านมากกว่า ไม่รู้ว่าพูดไปแบบนั้นจะทำให้พ่อสงสัยหรือเปล่า แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา 

(แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร) พ่อถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยไว้ใจสักเท่าไหร่

“ค่าาา แน่ใจสิ" ฉันลากเสียงยาว และพยายามปรับน้ำเสียงให้สดใสที่สุด

(แล้วแต่ลูกแล้วกัน ดูแลตัวเองดีๆ มีอะไรก็โทรมาหาพ่อ) 

ฉันอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อได้ฟังประโยคเมื่อกี้ ความรู้สึกอุ่นวาบเอ่อล้นในหัวใจเมื่อสัมผัสได้ถึงความรักและความเป็นห่วงของผู้เป็นพ่อ

“ค่ะ รักพ่อนะ" ฉันพูดไปยิ้มไปก่อนจะกดตัดสายจบบทสนทนา

หลังจากวางสายจากพ่อแล้ว ฉันก็รู้สึกตัวว่ากำลังตกเป็นเป้าสายตาของใครบางคน ซึ่งในห้องมีแค่พีทเท่านั้น เขาที่นั่งอยู่ข้างๆ จ้องฉันแบบตาไม่กะพริบ สายตาแวววาวแบบนั้นต้องการจะสื่ออะไรกันแน่ มันแปลกๆ นะ

“จะจ้องอีกนานมั้ย" ฉันถามออกไปพร้อมกับสบตากับเขาอย่างรอคำตอบ

“หึ" สิ่งที่เขาทำคือหัวเราะออกมาน้อยๆ แล้วเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉันนั่งขมวดคิ้วไม่เข้าใจกับการกระทำของเขาอยู่คนเดียว

...เวลาผ่านไปประมาณสิบนาที พีทก็กลับมาอีกครั้ง

“ฉันจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เธอแล้ว กลับบ้านเลยมั้ย" เขาที่เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ว่างเปล่ากับใบหน้าเรียบเฉย ต่างจากตอนที่ออกจากห้องไปก่อนหน้านี้เลย

เฮอ เขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังคุยกับก้อนน้ำแข็งอยู่

“ค่าๆ" ฉันตอบพร้อมกลอกตาไปมาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ฉันเห็นหน้าพีทที่ไร้ความรู้สึกแบบนั้นแล้วทำให้ฉันหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว ตามจริงฉันไม่เป็นอะไรมากเลยนะแค่เจ็บขาเหมือนจะเคล็ดไม่นานก็หาย คุณหมอเลยอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลได้ ส่วนอาการมึนๆ อาจจะเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ

และตอนนี้ฉันได้มาอยู่หน้าคอนโดของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย ด้วยความช่วยเหลือของพีทที่อาสาขับรถมาส่ง แล้วยังต้องมาคอยตามดูแลฉัน แถมจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้อีก และยังมาส่งฉันถึงที่คอนโด ฉันแอบรู้สึกไม่ดีนิดหน่อยเพราะความจริงแล้วเขาไม่ผิดสักนิดแต่เป็นฉันเองที่เดินเหม่อไม่มองทางให้ดี 

ใจดีไม่สมกับหน้าตาเลยจริงๆ

“ขอบคุณนะ" ฉันมองหน้าเขาแล้วพูดอย่างตั้งใจเพราะรู้สึกอย่างที่พูดออกไปจริงๆ เขาทำดีกับฉันทั้งที่มันไม่จำเป็นเลยสักนิด

“ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร" เขาพูดเสียงเรียบก่อนจะลงจากรถแล้วเดินมาเปิดประตูให้ฉัน

หมับ!

“อ๊ายยย ทำบ้าอะไรของนาย!!” ฉันร้องออกมาอย่างตกใจและขมวดคิ้วชักสีหน้าไม่พอใจสุดขีดก่อนจะกำหมัดแน่นแล้วทุบเข้าที่หน้าอกพีทไปสองทีอย่างแรงหวังให้เขาปล่อยฉันลง แต่ดูเหมือนร่างสูงจะไม่สะเทือนกับการกระทำของฉันเลยสักนิด มีอย่างที่ไหนอยู่ๆ ก็มาช้อนตัวฉันขึ้นไปอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยไม่พูดหรือถามความสมัครใจของฉันสักคำ

“อย่าอวดเก่ง เดินเองไหวหรือไง?” เขาก้มลงมองสบตากับฉันด้วยสายตาที่ทำให้ฉันเถียงอะไรไม่ออก  

ก็จริงอยู่ที่เดินเองไม่ไหว ตอนอยู่โรงพยาบาลยังต้องใช้รถเข็นในการนำพาฉันไปขึ้นรถของพีทเลย เพราะขาซ้ายข้างเดียวแท้ๆ ทีแรกไม่นึกว่ามันจะเป็นหนักขนาดนี้ ตอนอยู่บนเตียงมันก็ไม่เจ็บปวดอะไรมากมายสักหน่อย แต่พอได้ลุกขึ้นยืนเท้าแตะพื้นแค่นั้นแหละ ฉันก็รู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันทีทำให้ยืนไม่อยู่เกือบล้มลงไปกองอยู่กับพื้นถ้าพีทไม่เข้ามาประคองฉันไว้ทัน หน้าฉันคงจูบกับพื้นหน้าโรงพยาบาลไปแล้ว

น่าอายชะมัด ต้องมาถูกผู้ชายอุ้มขึ้นคอนโดฯ ตัวเองเนี่ย

สุดท้ายฉันก็ยอมปล่อยให้เขาพาเดินไปเรื่อยๆ อย่างหมดทางเลือก ในเมื่อสภาพร่างกายมันฟ้องอยู่แล้วนี่ จะทำอะไรได้ ทว่าระหว่างทางก็พบกับสายตาอยากรู้อยากเห็นของคนที่เดินสวนกัน กลายเป็นการบังคับให้ฉันต้องซุกใบหน้าลงกับหน้าอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขาเพื่อหลบสายตาพวกนั้น เป็นครั้งแรกที่ฉันอยากให้ตัวเองมีพลังพิเศษสามารถล่องหนได้หรือไม่ก็ขอผ้าคลุมของโดราเอม่อนก่อนได้ไหม ฉันจะได้ไม่ต้องรู้สึกอับอายกับสายตาของคนอื่นแบบนี้

ความเงียบเข้าปกคลุมรอบกายราวกับที่นี่มีแค่ฉันกับพีทเท่านั้น กลิ่นน้ำหอมแบบผู้ชายเข้าปะทะกับจมูกของฉันมันทำให้ฉันมึนๆ นิดหน่อย มันเป็นความรู้สึกที่ฉันเองก็ไม่รู้อธิบายยังไง แล้วไหนจะความอบอุ่นแปลกๆ ที่สัมผัสได้จากร่างสูงที่โอบอุ้มฉันไว้ 

ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองที่มันเต้นผิดจังหวะขึ้นมา ผู้ชายคนนี้อันตรายเกินไปแล้ว ไม่อยากจะยอมรับหรอกนะ แต่ตัวเองก็ย่อมรู้ตัวเองดีที่สุด 

“ชั้นไหน” เขาก้มหน้าลงมาถามฉัน

ฉันหลุดออกจากภวังค์ความคิดทันทีเมื่อได้ยินเสียงเขา ขณะที่สมองเหมือนจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ 

“บนสุด” ฉันพยายามเรียกสติของตัวเองให้กลับมาแล้วตอบเขาเสียงเบาบาง 

โอ๊ยยย! รู้สึกเหมือนตัวเองโดนมนต์สะกดบางอย่างที่ทำให้มึนงงสมองไม่สั่งการ

“ห้องไหน”

“ห้องนั้น” ฉันชี้ไปที่ห้องของตัวเอง

ตอนนี้อยากออกห่างจากพีทให้เร็วที่สุด การอยู่ใกล้เขาแค่ไม่กี่ชั่วโมงมันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ และไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงก็ไม่รู้

เพียงไม่กี่อึดใจเขาก็พาฉันมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องของตัวเองเรียบร้อย ฉันจึงหยิบคีย์การ์ดที่อยู่ในกระเป๋าออกมาเปิดห้องทันที ดีนะที่เขาชนฉันแล้วยังมีแก่จิตแก่ใจนึกถึงสัมภาระของฉันด้วย เก็บมาให้ครบไม่มีตกหล่นเลยสักชิ้นเดียว

“หายไปไหนมา!!”

ฉันเบิกตากว้างเมื่อเปิดประตูห้องออกมาแล้วพบว่ามีผู้ชายร่างสูงอีกคนยืนมองฉันด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความขุ่นเคือง รอบตัวเขามันเหมือนมีรังสีบางอย่างแพร่กระจายออกมาจนฉันรู้สึกขนลุก สัญชาตญาณของฉันมันบอกให้รีบอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดแบบด่วนที่สุด

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED