ผู้หญิงสาวคนนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาได้เมื่อเขาเห็นหล่อนเดินผ่านไปในระยะที่เรียกได้ว่าใกล้ชิดมาก กลิ่นหอมโชยมาเข้าเข้าจมูก กลิ่นที่แตกต่างจากกลิ่นเหล้า...กลิ่นบรรยากาศของร้านเหล้า ที่ยกระดับจากร้านอาเฮียรินถนนมาเป็นห้องหับที่จัดตกแต่งด้วยบรรยากาศที่ดี อย่างที่นี่แต่งไว้เหมือนย้อนสมัยกลับคืนไปสู่กลิ่นไอของอเมริกายุคตื่นทอง
และผู้หญิงที่เพิ่งเดินผ่านไป หล่อนช่างแต่งตัวได้เข้ากับบรรยากาศของร้านดีแท้ๆ เหมือนคาวบอยสาว...สวมหมวกปีกก้างแสนเท่อีกด้วย
“เกสร...”
เสียงบอกเหมือนเขายังจ้องเอาอย่างสนใจแบบนั้น
“อะไรนะ” เขาหันกลับมาถามคู่สนทนา...หนุ่มลูกครึ่งหน้าตาออกเป็นฝรั่งเต็มร้อย แต่พูดไทยได้ชัดหากไม่เห็นตัวก็คงไม่มีใครยอมเชื่อว่านี่เป็นลิ้นฝรั่ง
“ชื่อเกสร”
บอกพร้อมกับยิ้มอย่างเข้าใจเป็นอันดี “สนใช่ไหม”
“ดูเท่ดี”
“เกสรเป็นผู้หญิงคนดัง”
“ชื่อเชย” เขาออกความเห็นบ้าง ผู้หญิงอย่างหล่อนน่าจะมีชื่อที่ดึงดูดมากกว่าชื่อเกสร...แต่ก็สั้นเรียกง่ายดีไม่เยิ่นเย่อ “ทำไม่รู้จัก”
“ก็บอกแล้วว่าเป็นคนดัง คนที่มาที่นี่รู้จักเกสรกันดีทั้งนั้น เธอเก่ง...มีฝีมือ และความสามารถเฉพาะตัวสูงอีกด้วย เสียอย่างเดียว หยิ่งเหลือร้าย...เห็นอย่างนั้นเถอะเธอไม่ชอบสุงสิงกับใครนะ”
แต่ผู้ชายล้อมหล่อนกันเป็นฝูง...ศราต้องใช้คำว่าฝูง...ถึงจะจำกัดความสิ่งที่เขามองไปเห็นนั้นได้ ถูงต้องใกล้ความจริงที่สุด หล่อนเป็นเหมือนเดือนในหมู่ดาว...หัวเราะของหล่อนดูแจ่มใส แม้จะไม่ได้เข้าไปใกล้เขาตระหนักได้ฉับพลันถึงเสน่ห์ของหล่อนยามแย้มปากออกหัวเราะ มันราวกับทำให้โลกสว่างขึ้นได้ อีกอย่างเพราะในนี้แสงสว่างมีจำกัดอยู่ด้วย
“คุณสนใจเธอมากนะ”
“ผู้ชายคนไหนไม่สนใจผู้หญิง...” ศราตอบยิ้มๆ เขายังเป็นผู้ชายปกติ ยังมีเลือดเนื้อมีหัวใจให้ไหวหวั่นไปได้กับเสน่ห์ดึงดูดเย้ายวนใจ “แต่คงจะได้แค่สน...เพราะเธออยู่ไกลแสนไกล...คนแปลกหน้า”
แล้วหลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับหล่อนอีกมากนัก เพียงจดจำชื่อของหล่อนได้ จำท่วงทีมีเสน่ห์ของหล่อนได้ เพราะเขามีเพื่อนที่ดีนั่งสนทนา มีแก้วเหล้าที่เติมเต็มด้วยเหล้าดีๆ สำหรับเวลาพักผ่อนของเขาที่หาได้ยากเย็นนัก สิ่งใดจะเป็นสุขกว่านี้ไปได้อีก
ทุกวันนี้ศรายังเป็นหนุ่มโสด...แต่ไม่ใช่จะ “สด” เสียเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเขาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ชายที่ยังเห็นความนุ่มนวลสวยงามของผู้หญิง และยังรู้ต่อด้วยความซาบซึ้งอันปั่นป่วนด้วยว่าชายกับหญิงคือความสวยงามที่ธรรมชาติประทานมาให้อย่างกลมกลืนที่สุดอีกด้วย
เขายังไม่กล้าจะเลือกผู้หญิงเป็นเพื่อนร่วมทางของชีวิตเพราะหน้าที่การงานที่มากมายและถิ่นที่อยู่ห่างไกลความเจริญออกไปยังหัวเมืองนั้น เขาไม่แน่ใจว่าจะมีผู้หญิงสักกี่คนยินดีที่จะไปใช้ชีวิตกับเขาที่นั่นได้
ชายที่รุมล้อมหล่อนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เหลืออยู่ตามลำพังแค่หล่อนกับชายอีกคนหนึ่ง ชายร่างสูงใหญ่แข็งแรงเขาเป็นคนหนุ่มวัยต้นสามสิบ ไม่ใช่หนุ่มหล่อเหลา แต่เป็นหนุ่มที่หน้าตาจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เกสรชอบเขา...และเขาก็ชอบหล่อนด้วย วัดจากความสัมพันธ์ที่ดำเนินมาด้วยดีเกือบจะสองปีเข้าไปแล้ว รอแต่เวลาที่เขาจะขอแต่งงานด้วย เกสรเชื่อว่าเขาจะต้องขอ
แต่คืนนี้เขาไม่เบิกบานเอาเสียเลย
และเกสรก็จับความรู้สึกของเขาได้หลังจากดื่มเหล้าไปแล้วแก้วหนึ่ง หล่อนรอให้เขาพูดขึ้นมาก่อนว่าเขามีเรื่องคับข้องใจหรือไม่ แต่เขาก็ไม่ยอมพูดตราบจนหล่อนต้องเริ่มต้น
“คุณมีอะไรในใจ”
“หือ...” เขาถาม แน่นอนว่าเขาไม่ได้ยินว่าหล่อนถามอะไร เกสรยิ่งสงสัยนัก เขาดูแปลกไปจริงๆ นั่นแหละ
“คุณเหม่อๆ นะ วันนี้ไม่เอาใจมาด้วยรึ”
“เอามา...ไม่เคยเอาไปทิ้งไว้ที่อื่น” เขาจ้องมองเฉพาะดวงหน้าหล่อนอย่างแน่แน่ว เกสรเป็นผู้หญิงสวยเข้มข็ง...แน่นอนว่าเขามองหล่อนครั้งใดปรารถนาในกายเขามันเดือดระอุ...และพล่านไปทั่งทุกเส้นเลือด ยากจะดับลงได้โดยง่าย แต่สองปี...มันนานโขอยู่ แต่เขาไม่เคยพาหล่อนไป “นอน” ได้เลยสักหน เห็นเกสรเป็นผู้หญิงเปรี้ยว แต่หล่อนกลับรักนวลสงวนตัวเป็นที่สุด...หล่อนเคยบอกกับเขาว่า
“จะมอบตัวให้ ก็อยากจะให้ถูกต้องตามประเพณีนะคะ เกสรชอบที่จะให้มันสวยงาม เกสรถูกเลี้ยงมาในครอบครัวที่ยึดถือจารีตประเพณี...หล่อนมักจะเรียกแทนตัวเองกับเขาว่า “เกสร”
อ่อนหวาน และอบอุ่นนุ่มนวลอย่างไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงมาดเปรี้ยวจี๊ด เมื่อดูจากลักษณะภายนอกอย่างหล่อนจะให้ความรู้สึกนุ่มลึกได้ถึงเพียงนั้น
คืนนี้เขามีความต้องการในตัวเกสรเป็นอันมาก บางทีเขาอาจจะล่วงเกินหล่อนด้วยเรี่ยวแรงของผู้ชายที่แข็งแรงกว่า...เพราะรู้ว่าเขาอาจจะต้องสูญเสียเกสรไปไกลแสนไกล หากเพียงแต่หล่อนระแคะระคายว่า...เขากำลังถูกพ่อ แม่จับหมั้นหมายกับหญิงคนหนึ่ง หญิงที่ร่ำรวยล้น...หญิงที่พ่อแม่เขาเห็นว่าจะเอาเงินมาต่อเงินเพื่อการค้าที่เป็นปึกแผ่น...เกสรไม่ใช่ผู้หญิงจากครอบครัวร่ำรวย ครอบครัวของหล่อนคือครอบครัวคนระดับกลางพอมีพอกิน และไม่ได้ทำการค้าอันใดอีกด้วย พ่อกับแม่ไม่เคยบังคับเขามาก่อน แต่คราวนี้เป็นคำขอร้องที่เขาอึดอัดอยู่
เพราะเขาก็อยู่ในวงการธุรกิจ เขาต้องการเงินทุนแน่นหนาป็นทุนที่จะขยับขยายธุรกิจได้
เขาไม่ได้รักหญิงคนนั้น แต่เขาก็ยินดีจะแต่งงานกับหล่อน เชิดชูยกย่องหล่อนให้เป็นเมียแต่ง เป็นแม่ของลูก แต่เขาก็ยังต้องการเกสรไว้เคียงข้างกายอีกคนหนึ่ง มีทางเดียวที่จะได้ตัวเกสรเอาไว้ นั่นคือผูกมัดหล่อนเสียก่อน...เมื่อเกสรเป็นของเขาแล้ว ถึงเขาจะต้องแต่งงาน เกสรก็ยังจะต้องเป็นของเขา
นางบำเรอ...ที่เกสรจะได้เป็น แล้วเขาก็จะให้คำสัญญาสุภาพบุรุษกับหล่อนว่าเขาจะไม่ทอดทิ้งหล่อน จะรักหล่อนมากกว่าจะรักเมียแต่งผู้ร่ำรวยของเขา เกสรเป็นผู้หญิงที่ยังยึดติดกับจารีตประเพณีดังที่หล่อนบอกย้ำอยู่ทุกบ่อย เกสรจะไปไหนไม่รอดอีกหากตกเป็นของเขาแล้ว
นึกแล้วรินทร์คมก็ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่ม กระดกทีละแก้วเดียวให้เหล้าหมดไม่มีเหลือ มันไม่ใช่วิสัยการดื่มของเขาที่เกสรคุ้นเคย หล่อนจึงจับตามองเขา...แน่ใจว่าเขามีเรื่องตกค้างอยู่ในใจ
“รินทร์...”
จับมือเขาไว้ก่อนที่เขาจะยกแก้วเหล้าขึ้นอีก หลังจากเติมเหล้าลงจนเต็มปรี่
“อย่าเพิ่งดื่ม พูดกันก่อน” น้ำเสียงของหล่อนอ่อนโยนนัก
“มีอะไรก็บอกเกสรซิ”
“บอกแล้ว เกสรจะช่วยผมได้แค่ไหนเชียว”
“พูดอย่างนี้ดูถูกกันนี่นา”
“จริงๆ นะ เกสรช่วยผมไม่ได้ ถ้าผมบอก เกสรอาจจะด่าผมเปิดเปิง”
เกสรพูดจาไพเราะอ่อนหวานได้ดีเท่าๆ กับยามโกรธที่หล่อนจะหาคำด่าทอมาได้เผ็ดร้อนนัก...มีทั้งภาคของนางฟ้าและนางแม่มดร้ายที่หล่อนเองก็เคยยอมรับอย่างหน้าชื่นว่านั่นคือหล่อน
“บอกมาซิ สัญญาว่าจะไม่ด่า”
หล่อนให้สัญญา แต่รินทร์คมก็ยังมองหล่อนอย่างกริ่งเกรงอยู่นั่นเอง
“สัญญาก็เป็นสัญญาซิ รินทร์”
หล่อนอายุยี่สิบห้า...เด็กกว่าเขาห้าปี แต่เกสรไม่เคยเรียกเขาว่า “พี่” แต่มีน้ำเสียงเรียกขานเขาอย่างอบอุ่นและรักใคร่ว่า “รินทร์” เฉยๆ
“บอกมาเลย เกสรกำลังฟังอยู่”
“เกสร...ผมอยากนอนกับคุณ”
“อะไร”
เกสรเสียงหลงเกือบจะไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน
“ผมอยากนอนกับเกสร”
“ผมอยากนอนกับเกสร”
รินทร์คมบอกย้ำ
ในขณะที่เกสรกำลังทำหน้าเหลอ ดวงตาขยายกว้างเหมือนไม่อยากเชื่อว่ารินทร์คมจะแจ้งความปรารถนาของเขาออกมาอย่างเปิดเผย
“พูดผิด พูดใหม่ก็ได้นะ รินทร์...เกสรไม่ว่าคุณแน่”
“นั่นคือความต้องการของผมคืนนี้ ให้ผมได้ไหมล่ะเกสร...รู้ไหม” เสียงเขาพึมพำแผ่วเบาลง “ผมกำลังเดือดอยู่ข้างใน...ถ้าเกสรไม่กรุณา คืนนี้ผมอาจจะนอนไม่หลับ”
เกสรสัญญากับเขาแล้วว่าจะไม่ด่า หล่อนกล้ำกลืนความรู้สึกที่เหมือนจะผิดหวังขึ้นมาพร้อมกับผะอืดผะอม หล่อนจะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งไปเมื่อหล่อนเกิดความรู้สึกที่ยอมรับไม่ได้
“เกสรอยากไปห้องน้ำ...” หล่อนลุกขึ้น...ดวงตาเผือดลง เช่นเดียวกับแววผิดหวังในดวงตายาวรีของหล่อน “เดี๋ยวมา”
หล่อนอยากอาเจียน...ให้ความรู้สึกข้างในมันดีขึ้นมาบ้าง
ศรากำลังจะเดินเข้าห้องน้ำชายซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับห้องน้ำหญิงกำแพงติดกัน เขาได้เห็นผู้หญิงชื่อเกสรหน้าซีดขาวกำลังจะเดินเข้าไป สีหน้าของหล่อนเหมือนคนไม่สบาย ยังจะก้าวเดินเร็วๆ เหมือนหล่อนกำลังวิ่งหนีมาจากอะไรบางอย่างก็ทำให้เขาแส่ที่จะมองหล่อน จนหล่อนรู้สึกได้
เกสรชะงักนิดหนึ่ง...หล่อนกำลังมีความรู้สึกไม่ดีเลยเมื่อถูกมอง ภาคนางแม่มดร้ายของหล่อนก็ระอุขึ้นมาเหมือนคนพาลไม่มีผิด
“มองอะไร”
หล่อนถามรวนๆ และทำให้ศราต้องเหลียวมองรอบตัว ว่าเสียงห้วนๆ แบบนั้นหล่อนกำลังพูดกับใคร
“คุณนั่นแหละมองอะไร”
“ผมรึ” ศราจิ้มอกตัวเอง...เขาไม่นึกเคืองหล่อนเลยมีแต่ความขบขันแกมเอ็นดูเสียมากกว่า กับชุดแต่งตัวของหล่อนที่ดูเหมือนบ้าเลือด...ชายหนุ่มไม่คุ้นเคยกับแฟชั่นที่แต่งแข่งขันกันเอาจริงเอาจังของคนหนุ่มสาวที่เข้าผับ...เขาเองหากมาเป็นหล่อนคงไม่กล้าใส่ชุดแบบนี้เดินออกจากบ้าน...กางเกงรัดรูปตรงสะโพกและปลายขาบานออกเหมือนกางเกงขี่ม้า เสื้อสวมทับในกางเกง และมีเสื้อกั๊กสวมทับด้วยเหรียญตรามากมายนอกเสื้อ...แถมด้วยสายคาดที่เอว...และรองเท้าบูทอีกคู่หนึ่ง
หล่อนกำลังทำท่าเป็นคาวบอยหญิงที่หาเรื่อง...
“ผมไม่เคยเห็นผู้หญิงแบบคุณ” ศราบอกตามที่เขาคิดอยู่...ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งได้กลิ่นหอมน้ำหอมจากตัวหล่อน...กลิ่นดอกฝิ่น...เขาคุ้นกลิ่นน้ำหอมนี้อยู่บ้าง เพราะศราเป็นคนนิยมน้ำหอมเป็นของกำนัลผู้หญิงเสมอๆ
หล่อนเหมาะกับกลิ่นนี้เสียเหลือเกิน...ไม่เหมาะกับกลิ่นของทีโรส...หวานชื่นแบบดอกกุหลาบ หรือกลิ่นจัสมินเยือกเย็นแบบดอกมะลิ...ดูห้าว...เปรี้ยว และร้อนแรงชวนหลงใหลให้มึนเมาแบบดอกฝีน นั่นถูดต้องกับตัวหล่อนที่สุดแล้ว
คำตอบนั้นทำให้เกสรชะงักไปได้เหมือนกัน
แล้วหล่อนสะบัดหน้าพรืดเดินเข้าห้องน้ำไป เมื่อความรู้สึกปั่นป่วนจากในท้องกำลังตีขึ้นมาจนถึงคอหอยแล้ว
ศราหัวเราะหึๆ เบาๆ กับตัวเอง
ผู้หญิงกรุงเทพฯ ยุคใหม่ คือผู้หญิงในแบบฉบับที่เขาไม่ค่อยจะคุ้นเคยมากนัก ดูพวกหล่อนก้าวไกลเกินกว่าเขาจะคาดคิดได้
เขาเดินเข้าห้องน้ำ จัดการปลดเปลื้องให้ตัวเอง
แค่กำแพงกั้นเท่านี้...เมื่อชายหนุ่มล้างมือ เขาแน่ใจว่าได้ยินเสียงอาเจียนจากอีกด้านหนึ่งของกำแพง
ดื่มจนอาเจียน...
เขาสะบัดมือให้น้ำกระจาย เดินมาอังมือใต้เครื่องเป่าลมร้อนๆ เขาก็ยังได้ยินเสียงอาเจียน
ชายหนุ่มเดินออกจากห้องน้ำ...เขาชะโงกหน้าเลยไปในห้องน้ำหญิงตรงอ่างล้างมือ หน้ากระจกเงาบานยาวนั้นว่างเปล่าไม่มีคน...ประตูห้องน้ำสองห้องก็เปิดอญู่ ปิดอยู่เพียงห้องเดียว
คาวบอยหญิงเกสรคงอยู่ในห้องที่ปิดประตูนั่น
เขาลังเล
แล้วก็ตัดสินใจได้...เขาอาจจะแส่มากเกินไปก็เป็นได้
“คุณ...”
ชายหนุ่มไปตบประตูเรียก...เสียงข้างในเงียบกริบไป
“เป็นอะไรหรือเปล่า”
ประตูเปิดผลัวะออกมาพอดี ดวงหน้าซีดๆ แม้จะมีสีเครื่องสำอางบนเปลือกตาและบนริมฝีปาก แต่ผิวหน้าของหล่อนไม่เข้ม...มันจืดจนซีด...
หล่อนใช้แขนเสื้อปาดริมฝีปาก...ผู้หญิงกับกิริยาที่ดูง่ายๆ แล้วหล่อนก็ยืนพิงขอบประตูด้านหนึ่ง “ห้องน้ำหญิง เข้ามาทำไม”
“ผมได้ยินเสียงโอ๊กอ๊าก...คุณอาเจียน...เมามาก หรือว่า...” เขามองกวาดลงมาจากใบหน้า “ท้อง?”
นั่นทำให้เกสรร้อนหน้า เรียกสีเลือดกลับมาได้รวดเร็วทันใจนัก
หล่อนชี้นิ้วไปที่ประตูทางออก
“ไปเดี๋ยวนี้เลย ออกไป...แส่”
ชายหนุ่มยกไหล่เล็กน้อย “ผมพกบัตรนั่นเสมอนะเกสร”
เขาก้มศีรษะลงนิดหนึ่ง แล้วถอยหลังห่างออกไปหล่อนไม่แปลกใจที่เขาได้รู้จักชื่อของหล่อน ก็จะเป็นอะไรไป...ชื่อหล่อนสำหรับคนที่นี่เป็นเรื่องปกติธรรมดา...เหมือนที่หล่อนรู้จักชื่อคนอื่นๆ นั่นแหละ...
แต่หล่อนแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักชื่อเขา และยังไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อนอีกด้วย
เขาเป็นคนแปลกหน้าสำหรับที่ผับนี้...ผับเล็กๆ บรรยากาศอบอุ่น สังสรรค์ของคนกลุ่มเล็กๆ ที่เวียนว่ายอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน...เขาเป็นคนใหม่ที่เพิ่งจะเคยมา...เจอหน้ากันก็ทำให้หล่อนหงุดหงิดได้ใหญ่หลวง...อาการผะอืดผะอมกลับคืนมาอีก เกสรเลยผลุบเข้าไปห้องน้ำอีกครั้ง
ไม่มีอะไรให้หล่อนอาเจียนนอกจากน้ำขมๆ หล่อนกำลังกดชักโครก และดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อกั๊กด้านใน จังหวะเดียวกันกับได้ยินเสียงหัวร่อต่อกระซิกจากภายนอกและเสียงฝีเท้า
“คืนนี้คนแน่นจัง...”
เสียงหนึ่งเอื้อนเอ่ย “โต๊ะแทบจะไม่มีให้นั้ง”
“ไปนั่งกับคุณรินทร์คมซิ เห็นนั่งหง่าวอยู่คนเดียว”
นั่นทำให้เกสรชะงักมือที่จับลูกบิด เมื่อคำพูดของคนด้านนอกพาดพิงถึง
รินทร์คม หล่อนรู้ว่ารินทร์คมเป็นหนุ่มโสดเนื้อหอม สาวๆ หลายคนชม้อยตามองเขา และยั่วยวนให้ท่าเขา
และเคยทำให้หล่อนโมโหหลายหน เกสรไม่ชอบให้ผู้หญิงคนไหนมาทำแบบนั้นกับรินทร์คม...พอๆ กับที่รินทร์คมเองก็ไม่ชอบให้พวกหนุ่มๆ มามองเกสรด้วยแววตาปรารถนา...และเกี้ยวพาหล่อนด้วยวาจา
“คืนนี้ยัยเกสรคงไม่ได้มา”
“รู้แล้วมั้ง” อีกเสียงบอกต่อ “ป่านนี้อาจจะนั่งร้องไห้กระซิกๆ ผิดหวังขี้มูกโป่งไปก็ได้”
คนข้างนอกพูดอะไร เกสรไม่เห็นจะเข้าใจสักนิด
หล่อนสะดุดใจที่จะฟังต่อเอาไว้
“แน่แล้วรึ ที่พ่อแม่คุณรินทร์คมเขาจะให้ลูกชายแต่งงานกับลูกสาวเจ้าพ่อนั่นน่ะ”
“แน่แล้วรึ ที่พ่อแม่คุณรินทร์คมเขาจะให้ลูกชายแต่งงานกับลูกสาวเจ้าพ่อนั่นน่ะ”
เกสรมือสั่น...พอๆ กับเนื้อตัวที่ไหวสั่นเมื่อได้ยินชัดเจน หล่อนแทบจะไม่เชื่อหูตัวเอง
“แน่ซิ พี่ชายฉันเขาทำงานอยู่กับเจ้าพ่อนั่นน่ะ...ทางฝ่ายหญิงน่ะจัดเตรียมชุดเจ้าสาวแล้ว เห็นว่าผ้าไหมจากเมืองนอก...แล้วยังเครื่องเพชรอีกชุดใหญ่ที่ไม่ได้ซื้อในประเทศนะจ๊ะ โน่น...สั่งมาจากอัมสเตอร์ดัม ก็โคตรพ่อน่ะรวยล้นฟ้า ดีไม่ดีงานนี้ทางคุณรินทร์จะเป็นฝ่ายรับสินสอดทองหมั้น...ผู้หญิงไม่ได้ค่าน้ำนม”
เสียงหัวเราะครื้นเครงกันข้างนอก เกสรกัดริมฝีปากรวบรวมกำลังใจอย่างแรงกล้าที่จะเปิดประตูออกไปให้ได้
“ผู้ชายได้ค่าน้ำกามไง”
ประโยคนั้นทำให้เกสรหูอื้อ...หล่อนรู้สึกว่าเสียงหัวเราะคึกคักที่ได้ยินเหมือนเสียงค้อนกระหน่ำลงไปจนสุดแรงบนความรู้สึกของหล่อนเอง
แล้วหล่อนก็เปิดประตูออกมาจนได้ เงาของหล่อนไปปรากฏอยู่ในกระจกที่พวกสาวๆ สามคนนั่นได้มองเห็นแล้วก็ทำหน้าแบบเดียวกันไปหมด คือเจื่อน ด้วยนึกไม่ถึงว่าเกสรที่พวกหล่อนพูดถึงจะอยู่ในห้องน้ำนี้ด้วย
เกสรไม่ได้พูดสักคำหนึ่ง หล่อนเดินไปที่อ่าง
หนึ่งในสามสาวเบี่ยงตัวหลบออกให้เกสรล้างมือ และบ้วนปาก เกสรทำสิ่งเหล่านี้ด้วยอาการสงบ หล่อนไม่ได้พูด ไม่ได้เอะอะโวยวาย...และอย่างช้าๆ เมื่อหล่อนเงยหน้าขึ้นมองสบกับดวงตาสามคู่จากกระจกเงา
แววตาของหล่อนวาววับ...หากปืนที่คาดเอวเอาไว้ตรงสะโพกเป็นปืนจริง หล่อนอาจจะชักมันออกมายิงพวกนังสามคนที่ปากไม่มีหูรูดนี่ไปแล้วแน่ๆ แต่เกสรทำก็คือแค่มอง...แล้วเดินผ่นไปเฉยๆ หน้าเชิด หลังไหล่ยืดตรง...อาการผะอืดผะอมหายไปหมดสิ้น
ทิ้งเอาไว้แค่ความรู้สึกใหม่เอี่ยมที่เข้ามาแทนที่ นั่นคือความรู้สึกโกรธ หล่อนโกรธรินทร์คม เขาไม่เคยบอกหล่อนเลย...เขาเก็บเงียบเอาไว้ เขาคงจะรู้ตัวแล้วว่าเขาจะต้องแต่งงาน
และเขาก็ยังมีหน้ามากล้าขอหล่อน “นอน” ด้วย
รินทร์คมทิ้งตัวลงนั่งใหม่อีกหนเมื่อเห็นเกสรกำลังเดินมา เขากำลังจะลุกไปตามหล่อน เพราะเกสรหายไปนานแล้ว พอดีกับหล่อนเดินมาให้เห็น พอเข้ามาใกล้เห็นสีหน้าและแววตาของหล่อนแล้ว รินทร์คมก็ยะเยือกหล่อนกำลังโกรธมาแน่ๆ ...เขาจำต้องระมัดระวังตัวเอาไว้ก่อน ยามโกรธของเกสรเหมือนผู้หญิงคนอื่นที่ไหนกันเล่า หล่อนจะกลายเป็นพายุลูกย่อมๆ ได้ทันที อย่างไม่กริ่งเกรงว่าหล่อนจะตกเป็นขี้ปากใครบ้างด้วย หล่อนเป็นตัวของตัวเองยามโกรธที่ยับยั้งได้ยาก
“เกสร...” เขาเรียกหล่อน เอาความนุ่มนวลเข้าลูบประโลม แต่เกสรไม่ยอมยิ้ม หล่อนทิ้งตัวลงนั่งหน้าเครียดจัด
“บอกมานะ” รินทร์ ว่าคุณจะแต่งงานกับลูกเจ้าพ่อคนไหน...”
เขาผงะไปพิงพนัก หน้าตื่น ว่าจะเก็บเป็นความลับไว้ก่อน และจะค่อยๆ ปะเหลาะบอกกับหล่อนทีละน้อย
แต่ยังไม่ทันได้บอก เกสรไปรู้มาจากไหนกัน...หรือจากห้องน้ำ สถานที่กระจายข่าวอย่างดีของที่นี่
“เกสร ฟังผมก่อน”
“บอกมา” เสียงหล่อนเน้นเกรี้ยว... “จะปิดบังไปถึงไหน”
“ลูกสาวคุณอารี...” เสียงตอบจากรินทร์คมแผ่วเบา จะสบตากับหล่อนก็รู้สึกหวาดๆ คืนนี้คนเต็มผับนี้เสียด้วย “เกสรคนเยอะนะ” เขาบอกเหมือนจะเตือนสติหล่อน
“ทำไมไม่บอกเกสรแต่แรก ทำไม...แล้วที่ชวนเกสรไปนอนด้วยคืนนี้คุณมีเจตนาอะไรกันแน่...ก็จะมีเมียแต่ง...จะเก็บเกสรเอาไว้ทำอะไร...เมียน้อย เมียลับ นางบำเรอ จะให้เกสรเป็นแบบนั้นใช่ไหม...” เสียงหล่อนดังขึ้น
รินทร์คมพยายามจุ๊ปากห้ามแต่ไม่สำเร็จ เกสรหยุดตัวเองไม่ได้อีกแล้ว ผิดหวังก็มาก เสียใจก็มากและโกรธก็ใช่จะยิ่งหย่อนไปกว่ากันอีก
“คุณสบประมาทเกสร...ทุเรศ...” หล่อนเค้นเสียงออกมากราดเกรี้ยว ไม่มีน้ำตาสักหยด...ทั้งที่ความน้อยใจแกมผิดหวังก็มากล้นอยู่
หล่อนโกรธมากกว่าจนน้ำตาไม่มีให้ไหล “จะไปแต่งก็ไปเลย...ไปให้พ้น...”
หล่อนลุกขึ้นยืนพรวดพราดขึ้นมา
“เกสร”
รินทร์คมเสียงหลง ผู้คนเริ่มหันมามอง เพราะเสียงเกสรกลบเสียงอื่นลงได้
“จะมีเมียก็ไปนะ แล้วจะหาเมียเก็บที่ไหนก็ไปหา แต่ไม่ใช่เกสรคนนี้” หล่อนประกาศก้อง หล่อนจะไม่ยอมเป็นเมียน้อยใครเป้นอันขาด “เราขาดกันแค่นี้”
คว้าแก้วเหล้าเอามาไว้ในมือได้...เกสรยกมันชูสูงขึ้นมา หล่อนทำท่าเหมือนจะยกดื่ม...แต่เปล่า หล่อนคว่ำแก้วลงรินน้ำเหล้าให้ตกลงเป็นสาย และที่เหลือหล่อนสาดเข้าใส่ดวงหน้าของรินทร์คมจนดวงตาของเขาพร่าพราย เห็นเพียงเงาพร่าเลือนของเกสรกำลังเดินเร็วๆ ออกไปทางประตูด้านหน้า
ภาพนั้นทำให้ศราพลอยหันมามอง เขาได้ยินเสียงของเกสร เสียงหล่อนไม่เบา
คู่สนทนาของเขาบอกลา เมื่อลุกขึ้นยืนเพราะคืนนี้ความสนุกสนานจบสิ้นลงไปแล้ว ศราจะต้องกลับบ้าน นานทีที่เขาเข้ากรุงเทพ เขายังต้องแวะไปเยี่ยมเยียนครอบครัว...ไปให้เห็นหน้าว่า เขายังมีชีวิตอยู๋ยังไม่ได้ลับหายตายจาก
“คงจะถูกขัดใจ”
“ถึงขนาดนั้นเชียว มิต้องพะเน้าพะนอเอาใจอยู่ยี่สิบสี่ชั่วโมงเรอะ”
“ปีหนึ่งมีสามร้อยหกสิบห้าวัน วันหนึ่งมียี่สิบสี่ชั่งโมงเอาคูณเข้าไปดีกว่า เกสรชอบแบบนั้น...ชอบความนิ่มนวล...ชอบสิ่งสวยงาม อะไรที่ผิดหูผิดตา...เกสรไม่ชอบและจะอาละวาดทุกทึ รินทร์คมหาเรื่อง”
“ใครนะ”
“รินทร์คม...แฟนของเกสร...คั่วกันมานานเกินกว่าปีแล้ว...รินทร์คมกำลังจับงานชิ้นใหญ่ใช้เงินมากมายเกี่ยวกับพวกเรียล เอสเตธ” พอลหมายถึงธุรกิจเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง “เกสรอาจจะเป็นประชาสัมพันธ์ให้กับโครงการรินทร์คม...และจะทำแคมเพลญน์ให้กับโครงการอีกด้วย เกสรเก่งมากเกี่ยวกับการเป็นก๊อบปี้ไรเตอร์...ฝีมือเฉียบระดับแนวหน้า...คนรุ่นใหม่...พวกยัปปี้ไฟแรง”