ฉันกำลังคิดว่าตัวเองเป็นเด็กผู้หญิงที่เกิดมาพร้อมกับความอับโชคมากที่สุดในโลก และฉันก็คิดว่าแม่ตัวเองกำลังจะเป็นบ้า ...เพราะคิดว่าสาเหตุที่ฉันเป็นเยี่ยงนี้มันมาจากคุณไสยที่ฝังรกรากอยู่ในตัว
“แม่หมอเจ้าคะ ช่วยเอาของออกจากตัวลูกสาวเดี๊ยนด้วยนะเจ้าคะ เดี๊ยนทนไม่ไหวแล้ว“
“ข้ารู้แล้ว เดี๋ยวขออัญเชิญเจ้าแม่เข้าทรงร่างก่อน โอม~ มะงองมะแงง...”
ฉันนอนมองผู้หญิงวัยกลางคนที่มีศักดิ์เป็นมารดาบังเกิดเกล้านั่งลุ้นด้วยสีหน้ากังวล สายตาจับจ้องไปยังหญิงชราที่นุ่งขาวห่มขาว หรือที่คนแถวนี้รู้จักกันในนาม “ยายเมี้ยน” เจ้าแม่ร่างทรงที่ขึ้นชื่อเรื่องการไล่ผี และเพราะเหตุผลนี้นี่แหละที่ทำให้แม่ต้องลากสังขารพาฉันมานอนแบ็บบนเขียงรอชำแหละ ท่ามกลางชาวบ้านนับสิบที่อยากเห็นพิธีคลายคุณไสย ซึ่งฉันก็ไม่อาจทราบได้ว่าพิธีที่ว่านี่เชื่อถือได้หรือไม่
เพียงเวลาไม่นาน หลังจากท่องคาถาจบ ร่างเหี่ยวๆ แห้งๆ ของหญิงชราก็สั่นระริกอย่างกับเกิดแผ่นดินไหวไม่ต่ำกว่าสิบริกเตอร์ พร้อมกับท่องคาถาบางอย่างงึมงำอยู่คนเดียวอีกระลอก ก่อนจะเบิกตาโพลงแล้วชี้นิ้วอันสั่นเทามาทางฉันที่นอนอยู่ตรงหน้า
“ข้ารู้...ข้าเห็น หึๆ...“
“เห็นอะไรเจ้าคะแม่หมอ“ แม่ส่งเสียงถาม ดวงตาเบิกโพลงด้วยความอยากรู้เสียเต็มประดา
“ข้าเห็น...ข้าเห็น! หึๆ“
แต่ยัยป้าหมอนี่กลับไม่ให้คำตอบ ได้แต่หัวเราะหึๆ แทน เฮ้อ~ ดูก็รู้แล้วว่าหลอกลวงน่ะ แม่นี่ก็เชื่ออะไรงมงายชะมัด
“เห็นอะไรคะ แม่หมอเห็นอะไรคะ!”
“ข้าเห็น... ข้าเห็นลูกเจ้าโดนของ”
แม่หมอว่าพลางชันขาข้างหนึ่งขึ้น มือทั้งสองจีบหมากแล้วกลั้วหัวเราะในลำคอ ทำให้ฉันอดไม่ได้โพล่งถามออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความท้าทาย
“โดนของอะไรเหรอคะแม่หมอ...”
แม่หมอชะงักกึก เบิกตาโพลงมองฉันที่บังอาจขัดการวางท่าทางขลังของแก ก่อนจะตวาดแว้ดดังลั่น
“บ๊ะ! บอกว่าโดนของก็โดนของสิ จะถามทำไมว่าของอะไร เดี๋ยวเจ้าแม่ก็พิโรธเสียนี่!”
จ้าๆ ไม่ถามก็ได้ แค่สงสัยก็กลายเป็นผิดซะงั้น =_=
พอสิ้นเสียงแม่หมอ แม่ก็รีบแทรกขึ้นทันทีราวกับกลัวว่าจะโดนแย่งพูด
“แล้วมีวิธีแก้มั้ยคะ”
“หึๆ มีสิ...”
“มีเหรอเจ้าคะ วิธีไหนเหรอเจ้าคะ”
“ก็แค่...”
ว่าแล้วยัยแม่หมอจอมลวงโลกก็เบนสายตามาทางฉันอย่างเจ้าเล่ห์ ขณะที่แม่ก็ส่งเสียงถามไม่หยุด
“แค่อะไรคะแม่หมอ”
“หึๆ ก็แค่...ต้องหาคู่หมั้นให้ลูกเจ้าเท่านั้นเอง...”
ว่าไงนะ!
“แม่คิดอะไรอยู่ถึงจะหาคู่หมั้นให้ยัยคริสตัลเนี่ย!”
เสียงแหวจากปากพี่ชายสุดที่รักที่ฉันคลานตามก้นออกมาเกิดดังลั่นห้องนั่งเล่นทันทีที่ฟังเรื่องเล่าทั้งหมดจากปากของผู้เป็นมารดา ด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าทำไมคนของบริษัทจัดหาคู่ถึงได้ยกโขยงมากันเต็มบ้าน
งานนี้ฉันรอดตายจากการรุมทึ้งของทีมแม่สื่อแม่ชักที่พยายามนำเสนอแฟ้มประวัติชายหนุ่มมากหน้าหลายตามาให้พิจารณา เพราะพี่คริสเตียนไล่ตะเพิดจนแตกฮือกันไปคนละทาง และคงเพราะเขาเพิ่งกลับมาจากฝึกงานเป็นพิธีกรรายการเรียลลิตี้ผีที่ประเทศจีนด้วยกระมัง ใบหน้าคมคายที่ทำให้สาวๆ หลงมานักต่อนักถึงได้ยับยู่ยี่เสียจนเตารีดก็เอาไม่อยู่ เฮอะ ก็แน่ล่ะ กลับมาเหนื่อยๆ ยังไม่ทันได้พักก็เจอคุณนายประจำบ้านหางานให้ต้องปวดหัวอีกยกใหญ่ ไม่หงุดหงิดก็แปลกล่ะ...
แต่ทว่าท่ามกลางความหงุดหงิดของลูกชาย แม่กลับชำเลืองมองสีหน้าบูดบึ้งของพี่คริสเตียนเล็กน้อย ก่อนจะตวัดขาขึ้นไขว่ห้างแล้วจีบปากเปล่งเสียงออกมาด้วยท่วงท่าสบายๆ
“กลับมาถึงบ้านได้ก็เสียงดังเชียวนะ แล้วจะยังมาวุ่นวายธุระของแม่จนเสียงานเสียการอีก เสียมารยาทเสียจริงเจ้าลูกคนนี้”
“ธุระที่ว่าของแม่นี่คือการหาคู่หมั้นให้ยัยคริสตัลเหรอครับ จะบ้าไปกันใหญ่แล้ว!”
“เอ๊ะ! แม่ก็แค่หวังดีกับยัยคริสเท่านั้นเอง ดูน้องเราสิ จู่ๆ จากเด็กน่ารักๆ ก็กลายเป็นแบบนี้ ทั้งๆ ที่แม่พาไปอาบน้ำแร่แช่น้ำนมไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วก็ยังอยู่ในสภาพนี้ อีหรอบนี้โดนของแน่ๆ”
“ผมก็เห็นยัยนี่เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่ครับ แม่อย่างมงายหน่อยเลย“
“ตาคริสเตียน!”
แม่ขึ้นเสียงอย่างชักมีน้ำโหขึ้นมาบ้าง ปกติแม่จะเรียกเราทั้งคู่ว่า “คริส” เฉยๆ แต่คราวนี้เรียกเสียเต็มยศ บ่งบอกให้รู้ว่างานนี้ไม่ตายก็อย่าหวังจะได้โต = = แล้วสงครามน้ำลายระหว่างแม่และพี่ชายก็บังเกิด โดยมีฉันนั่งคั่นกลาง ฟังทั้งคู่แผดเสียงใส่กันข้ามหัวฉันไปมา เพียงครู่เดียวแม่ก็ตบะแตก หยิบแก้วน้ำมาเขวี้ยงใส่พี่คริสเตียน ทำเอาทั้งฉันทั้งพี่คริสเตียนต้องค้อมตัวลงเพื่อหลบโดยอัตโนมัติ
“ผมพูดเรื่องจริงมันผิดตรงไหนเหรอครับ”
พอพี่คริสเตียนตั้งหลักได้ก็ย้อนกลับอย่างไม่รักตัวกลัวตาย ฉันล่ะอยากจะหายตัวไปจากตรงนี้เสียเดี๋ยวนั้น ยิ่งเหลือบไปเห็นหน้าแม่ที่พยายามเก็บกลั้นอารมณ์สุดฤทธิ์ด้วยแล้วก็ยิ่งมั่นใจได้เลยว่า หากแม่สวมวิญญาณนางพญามีดบินเมื่อไหร่ พี่คริสเตียนโดนเจี๋ยนไม่เหลือซากแน่
ทว่าโชคยังเข้าข้างพี่คริสเตียน ที่แม่ทำเพียงพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะเชิดใส่อย่างไม่ไยดี
“เฮอะ แม่ไม่เถียงกับแกแล้ว ไม่รู้ล่ะ ยังไงแม่ก็ยังยืนยันคำเดิม แม่จะไม่ยอมเห็นยัยคริสในสภาพนี้อีกแล้ว”
“ผมก็เบื่อที่จะต้องเถียงกับแม่แล้วเหมือนกัน และผมก็ยังยืนยันที่จะคัดค้านการดูตัวอะไรนี่ด้วย ยัยคริส มากับพี่”
พี่คริสเตียนหันมาคว้าแขนฉันให้ลุกขึ้นเดินตามแรงลากของเขาไป จนแม่ที่มัวแต่เชิดหน้าอยู่ตั้งตัวไม่ทันจึงได้แต่ตะโกนไล่หลังอย่างโมโห
“คริสเตียน! แกจะพาน้องไปไหนน่ะ กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!”
แต่ก็อย่างที่เห็น พี่คริสเตียนไม่สนใจเสียงตะโกนของแม่เลยสักนิด เพราะตอนนี้พี่แกลากฉันมาที่รถแล้วจัดแจงโยนฉันเข้าไป ก่อนจะรีบวิ่งมาเข้าประจำที่คนขับแล้วบึ่งรถออกไปด้วยความรวดเร็ว
“พะ...พี่คริสเตียนจะพาหนูไปไหนคะ”
และแล้วโอกาสที่ฉันได้มีบทพูดก็เริ่มขึ้นสักที คนถูกถามเหลือบหางตามามองฉันนิดๆ ก่อนจะกลับไปตั้งใจขับรถต่อ
“พี่จะพาเราไปอยู่ที่หอพักที่พี่เช่าทิ้งไว้ ไปอยู่จนกว่าแม่จะล้มเลิกความคิดบ้าๆ นี่ละกัน เฮอะ บ้าหรือเปล่า จู่ๆ จะให้ลูกสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะหมั้น ประสาทชะมัด”
ความจริงฉันก็เห็นด้วยกับพี่ชายนะ แต่ว่า...เรื่องเรียนฉันล่ะ ฉันจะไปเรียนยังไง ในเมื่อหอพักที่ว่าของพี่คริสเตียนอยู่ห่างจากโรงเรียนฉันเป็นโยชน์ๆ แบบนี้ -_-;
ดูเหมือนว่าพี่คริสเตียนจะอ่านสายตาของฉันออก เพราะเขาเหยียดยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูดออกมา
“ไม่ต้องห่วงเรื่องเรียนหรอก เดี๋ยวพี่จัดการให้ ย้ายๆ มันไปเลยโรงเรียนเนี่ย ยิ่งอยู่ห่างจากบ้านเท่าไหร่เราก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น ขืนแม่มาเจอคงโดนลากกลับไปหาคู่ดูตัวอีกแน่”
ฉันพยักหน้ารับทราบนิดๆ แล้วเสมองวิวนอกรถ ก่อนจะหลับตาลงให้ความทรงจำเก่าๆ ย้อนฉายอยู่ในหัวอย่างไม่รู้จักจบสิ้น แทนที่ภาพความสับสนวุ่นวายในวันนี้อย่างระอาใจ
หลังจากแวะซื้อเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ให้ฉันและขับรถต่อมาอีกไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมง ในที่สุดเราทั้งคู่มาถึงที่หมายสักที พี่คริสเตียนนำฉันออกจากรถลงไปยืนรับลมเย็นๆ ยามหัวค่ำด้วยอารมณ์เปี่ยมสุข ฉันตามลงมาอย่างเหนื่อยใจพลางมองตึกข้างหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ก่อนที่คนพามาจะแนะนำขึ้นประหนึ่งภาคภูมิใจเสียเหลือเกิน
“นี่คือหอพักที่พี่แอบมาเช่าไว้เอง เป็นไงบ้าง ถูกใจล่ะสิ”
ฉันอยากจะเสยคางพี่ตัวดีนัก แต่ก็ทำได้แค่เหลือบมองตึกสามชั้นตรงหน้า มันเป็นสถานที่ที่ไม่น่าเรียกว่าหอพักได้เลย มันดูวังเวงจนน่าขนลุกยังไงไม่รู้ แถมรอบๆ ก็ไม่มีบ้านคนเลยสักหลัง ข้างขวาเป็นบึงน้ำที่มีหญ้าขึ้นรก ข้างซ้ายก็เป็น...เอ่อ...ป่าช้าจีน บรรยากาศช่างชวนให้ฉันออกไปหาไก่กินเสียเหลือเกิน
ให้ตายสิ พี่คริสเตียนบ้ารึเปล่าที่มาเช่าห้องที่นี่ = =;
แต่ก็ช่างเหอะ อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้ที่แม่หามาให้แล้วกัน
“เข้าไปข้างในกันเถอะ พี่ชักจะเพลียแล้ว ขับรถมาทั้งวันยังไม่ได้พักเลย”
ดูพี่คริสเตียนจะคุ้นเคยกับคนที่นี่เป็นอย่างดี เพราะตั้งแต่เดินเข้ามา ไม่ว่าลุงยาม แม่บ้าน ยันคนที่เช่าห้องอยู่ในตึกนั้น ต่างเข้ามาทักทายพร้อมกับของฝากเล็กๆ น้อยๆ ติดไม้ติดมือเต็มไปหมด
“อ่ะ นี่กุญแจสำรอง ส่วนนี่เบอร์โทรของป้าคนดูแลหอนะ มีอะไรโทรไปหาได้ ตั้งแต่พรุ่งนี้พี่ต้องบินกลับไปถ่ายรายการที่จีนต่อ โทษทีที่ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อน”
“อืม...หนูอยู่ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง”
พี่คริสเตียนยิ้มให้ฉันเล็กน้อยก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้ผุๆ อย่างแรง
แคร่กๆ เอี๊ยดอ๊าดๆ
บอกฉันหน่อยเถอะว่ามันจะไม่พังครืนลงมาน่ะ = =;
“เอ่อ...ของมันเก่าแล้วก็อย่างนี้แหละ พี่ขอนอนก่อนนะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า ด้านหลังหอพักมีร้านค้าอยู่ ถ้าหิวก็ไปหาซื้ออะไรกินได้”
พอแก้ตัวให้เตียงของตัวเองเรียบร้อยก็หันหลังให้ฉันทันที ไม่นานเสียงกรนสะเทือนโลกก็ดังเสียดโสตประสาทฉันจนรู้สึกปวดหัวตึ้บๆ ฉันจึงตัดสินใจเดินลงมานั่งเล่นด้านล่างตึก พลันเสียงจากกระเพาะน้อยๆ ก็ดังโครกคราก
อ๊ะ จริงสิ ตั้งแต่ออกมาจากบ้านยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนี่นา ไปหาอะไรประทังชีวิตหน่อยก็แล้วกัน
ครืดๆ
ฉันเดินลากรองเท้าแตะไปเรื่อยๆ โดยมีจุดหมายคือร้านค้าด้านหลังหอพัก แต่ด้วยความไม่ชำนาญเส้นทางและไม่เห็นว่าจะมีทางไหนทะลุไปด้านหลังได้เลย จึงจำต้องเดินเลาะป่าช้าจีนไปเท่านั้น หากว่าความหิวไม่เข้ามาระรานกระเพาะล่ะก็ ให้ตายฉันก็ไม่เดินมาหรอก รบกวนดวงวิญญาณเปล่าๆ เผลอๆ จะคิดว่าฉันเป็นพวกเดียวกันแล้วลากไปอยู่ด้วย แค่คิดก็หลอนแล้ว ว่าแต่...ร้านค้ามันอยู่ตรงไหนล่ะเนี่ย?
ฉันเดินวนในป่าช้านั้นอยู่นานจนเริ่มรู้สึกตัวว่า...หลงทางซะแล้ว เพราะยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ ทางก็ยิ่งรกขึ้น แถมฮวงซุ้ย (หลุมศพคนจีน) ก็มากขึ้นเรื่อยๆ ฉันจึงตัดสินใจเดินย้อนกลับมาทางเดิม แต่ทันทีที่หันกลับมาก็ต้องหนักใจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เนื่องจาก เอ่อ...จำทางกลับไม่ได้ = =;;
ด้วยความเหนื่อยผสมกับความหิวทำให้ฉันทรุดนั่งลงบนพื้นอย่างอ่อนแรง ซวยจริงๆ เลยให้ตาย เมื่อเช้าก็เกือบจะโดนแม่หาสามีให้ ตกกลางคืนยังมาหลงป่า (ช้า) อีก สวรรค์โปรดส่งใครก็ได้มานำทางลูกกลับออกไปที เพลียจะตายอยู่แล้ว!
สิ้นคำอธิษฐานต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ในใจก็มีดวงไฟสีส้มสว่างวาบไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่ฉันอยู่มากนัก ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าย่ำใบไม้แห้งพร้อมกับเสียงพูดคุยกัน
โฮกกก รอดตายแล้ว!
“ทำไมเตี่ยต้องให้เราสองคนเข้ามาเอาของที่โรงเจเก่าด้วยก็ไม่รู้ น่ากลัวจะตายชัก”
“เงียบๆ น่า เดี๋ยววิญญาณบรรพบุรุษก็ตกใจตื่นมาบีบคอแกหรอก รีบๆ เดินแล้วรีบๆ ออกไป เฮียก็ไม่อยากอยู่ในนี้นานเท่าไหร่หรอก”
เสียงพูดคุยนั่นเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับดวงไฟสีส้มที่คาดว่าคงจะเป็นไฟฉายวาดไปวาดมา
ริมฝีปากฉันอ้าออกโดยอัตโนมัติเพื่อเรียกให้คนช่วย แต่น้ำเสียงที่ลอดออกมามันช่างแผ่วเบาเหลือเกิน สงสัยเป็นเพราะหิวข้าวแน่ๆ
“ช่วย...ช่วยด้วย...ช่วยฉันด้วย....”
สวบๆ กึก!
จู่ๆ เสียงฝีเท้าก็เงียบหายไปกลายเป็นเสียงกระซิบของผู้ชายดังขึ้นมาแทน
“ฮะ...เฮีย มะ...เมื่อกี้ได้...ยะ...ยินอะไรมั้ย....”
“ไม่เห็นได้ยินอะไรเลย หูฝาดแล้ว”
“ตะ...แต่ผมได้ยิน...จะ...จริงๆ นะ”
“ช่างหัวแกเถอะ รีบๆ เดินตามมาเร็วๆ เข้า”
พลันร่างของทั้งคู่ก็เปลี่ยนทิศทางไปทางอื่นแทน สงสัยเสียงฉันคงจะไม่ดังพอสินะ อีกคนเลยไม่ได้ยิน ดีล่ะ งั้นคงต้องพูดให้ดังกว่านี้หน่อยแล้ว
“ช่วย...ด้วย...ช่วยฉันด้วย....”
“เฮีย...ผมได้ยินอีกแล้ว...เสียงนั้น....”
“แกเลิกเกาะหลังเฮียเป็นลิงก่อนได้มั้ย รำคาญจะแย่ แล้วก็อย่าเรียกอีก เฮียไม่เห็นจะได้ยินอะไรเลย”
“แต่ผมได้ยินนะ...”
“หุบปาก!”
เสียงคุยกันของคนที่สวรรค์ส่งมาเงียบไปอีกครั้ง ก่อนเสียงฝีเท้าจะหันเหทิศไปทางอื่น ทำไมถึงไม่ได้ยินฉันนะ หรือยังพูดไม่ดังพอ เอ๊ะ! หรือจะหูตึง อย่างนี้ต้องให้ได้สัมผัสทั้งรูป รส กลิ่น เสียงแล้วสินะ =..=
ฉันรวบรวมแรงที่ยังพอเหลืออยู่ดันตัวลุกขึ้นแล้วส่งเสียงเรียกสองคนที่กำลังจะเดินจากไปพลางกวักมือหย็อยๆ ช่วยอีกแรง
“อย่าเพิ่งไป...พาฉันไปด้วย...”
สวบๆ กึก!
ชายสองคนนั้นชะงักฝีเท้าลงอีกครั้ง ก่อนจะคุยกันเองโดยไม่สนใจฉันที่ยืนอยู่ข้างหลังเลยสักนิด
“เมื่อกี้แกได้พูดอะไรหรือเปล่า”
“มะ...ไม่ได้พูดอะไรเลยนะเฮีย ฮือๆ ผมไม่ได้พูด...YOY”
“ละ...แล้ว เอ่อ...เมื่อกี้เสียงใคร....”
สองคนนั้นยืนมองหน้ากันไปมาอย่างเค้นหาคำตอบ ฮึ่ย~ ชักจะโมโหขึ้นมานิดๆ แล้วนะ ทำไมถึงไม่ให้ความสนใจฉันบ้างเลย พวกบ้า!
“ผะ...ผมว่า เรารีบออกไปจากที่นี่กันเหอะ”
“อืม... ฮะ...เฮียเห็นด้วย”
สิ้นข้อเสนอของผู้ชายที่ได้ยินเสียงฉัน ทั้งคู่ก็ตั้งท่าเตรียมจะวิ่ง แต่ฉันไม่ปล่อยให้พวกนายทิ้งฉันไปหรอกย่ะ ฉันรวบรวมแรงที่มีเหลือทั้งหมดวิ่งไปกระโดดเกาะหลังคนที่อยู่ใกล้ที่สุดแล้วเกี่ยวขาเข้ากับเอวเขาแน่นทันที เจ้าของแผ่นหลังกว้างสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะตามมาด้วยคนข้างๆ ที่อ้าปากค้างแล้วชี้นิ้วอันสั่นเทามายังฉัน
“ฮะ...เฮีย...O_o!!”
“พาฉันไปด้วย...ฮือๆ...”
ฉันแสร้งทำเป็นบีบน้ำตาให้น่าสงสารพลางช้อนตาขึ้นมองหน้าหมอนั่นผ่านเส้นผมที่ปรกลงบังตา แสงสว่างจากไฟฉายทำให้ฉันมองเห็นหน้าคนที่กำลังชี้นิ้วมาที่ฉันรางๆ ชายหนุ่มหน้าตาออกแนวตี๋เชื้อสายจีน ผมเซ็ตตั้งชี้เป็นหัวหนาม ตอนนี้เบิกตาโตยิ่งกว่าไข่ห่าน ใบหน้าขาวนวลของเขาซีดอย่างกับไก่ต้ม ริมฝีปากแดงเริ่มซีดพร้อมกับเหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นเต็มหน้า
ฉันไถคางขึ้นไปเกยบนไหล่ของคนที่ฉันกำลังเกาะหลังอย่างยากลำบากเพราะหมอนี่สูงซะเหลือเกิน แถมผมรากไทรสีแดงของเขาก็ทิ่มหน้าทิ่มตาฉันจนรำคาญ เขาพยายามเหลือบหางตามามองฉันอย่างยากลำบาก หน้าตาของเขาไม่ได้ต่างจากตาหัวหนามสักเท่าไหร่ แต่ดูแล้วหล่อกว่าโข พอเห็นฉัน เขาก็เกร็งตัวแข็งทื่อพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
“หยะ...หยาง ตัว...ตัวอะไรเกาะหลังเฮีย...”
ตาหัวหนามที่อ้าปากค้างอยู่ไม่ได้ตอบอะไรแต่เบะปากคล้ายจะร้องไห้แทน
“บอกมาเร็ว! ตัวอะไรเกาะหลังเฮีย!”
นายหัวแดงตะคอกถามเสียงดังขึ้นเมื่อไม่ได้คำตอบ แต่ดูเหมือนคนที่ถูกถามวิญญาณจะออกจากร่างไปแล้ว ฉันเลยอาสาเป็นคนพูดแทน
“พา...ฉันออกไปที...ช่วยฉันด้วย....”
“อึก!” นายหัวแดงสะอึกไปเล็กน้อยพลางชี้นิ้วมาที่ฉันโดยไม่หันมามองสักนิด
“หยะ...หยาง แกแค่ตอบว่า...ใช่หรือไม่พอนะ ขะ...ข้างหลังเฮียนี่...คนใช่มั้ย...”
“ม่ายยย TOT”
คำตอบที่ได้ทำให้เขากลืนน้ำลายดังเอื๊อก ก่อนจะเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
“งะ...งั้นก็แสดงว่า....”
“ขะ...ข้างหลังเฮีย... ผี! TOT”
“อ๊ากกก! =O=“
ไม่ใช่โว้ยยย!
บทที่ 3
ไม่รู้ว่าฉันโชคดีหรือโชคร้ายที่บ้าดีเดือดกระโดดขึ้นหลังอีตาหัวแดง โดยหารู้ไม่ว่าอีตานั่นกลัวผีจนขึ้นสมอง (ถึงจะเข้าใจผิดก็เถอะ) แถมฉันก็ไม่ถนัดขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าเสียด้วยสิ เพราะปกติแล้วฉันพูดไม่เก่งนัก ยิ่งถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ปริปากเลย จนบางครั้งแม่กับพี่คริสเตียนยังคิดว่าฉันเป็นใบ้
แต่กระนั้นก็เถอะ หมอนั่นกับอีตาหัวหนามอีกคนก็แบกฉันออกมาจากป่าช้านั่นได้ล่ะ แม้ว่าจะต้องโดนกระแทกจากศอกหรือแรงเหวี่ยงจนร่วงก้นจ้ำเบ้ากับพื้นก็ตาม สรุปแล้วการตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ฉันสะบักสะบอมอยู่ไม่น้อย
“มันจะไม่มีได้ไง ก็พี่เคยเห็นอยู่นี่นา ไอ้ร้านค้าเนี่ย”
และนี่คือเสียงพี่คริสเตียนที่เถียงเรื่องที่ตั้งของร้านค้าไม่ยอมหยุดตั้งแต่ที่ฉันพาร่างประหนึ่งหนีตายจากสงครามกลับมายังหอพักเมื่อคืน
“ไม่เห็นจะมีเลย เมื่อวานหนูเดินหาก็เจอแต่ป่าช้า”
“มันต้องมีสิ พี่เคยเห็นอยู่แวบๆ”
“...ไม่มีซะหน่อย” ฉันเถียงกลับ
“งั้นเราไปดูกันว่ามีหรือไม่มี พอได้ข้อสรุปแล้วเดี๋ยวพี่กลับมาส่งละกัน อีกไม่กี่ชั่วโมงพี่ต้องไปแล้ว เดี๋ยวต้องรีบมาเตรียมตัวขนของอีก ไปๆ ขึ้นรถ”
พี่คริสเตียนบึ่งรถออกไปทางถนนเส้นใหญ่แล้วอ้อมไปทางซอยเล็กๆ ข้างหลังป่าช้า ไม่ถึงสิบนาทีก็เริ่มเห็นที่หมายอยู่ข้างหน้ารางๆ แต่พอเข้าไปใกล้เรื่อยๆ ก็ปรากฏว่าสถานที่ที่เข้าใจมาตลอดว่าเป็นร้านค้าแท้จริงแล้วคือวัดจีน และเยื้องๆ กันคือโรงเจหลังเล็กๆ มองไกลๆ จะเหมือนกับร้านขายของชำ
สายตาดีเหลือเกินนะพี่ชายฉัน ว่าแต่...ทำไมย่านนี้ถึงได้มีทั้งวัด มีทั้งป่าช้าเต็มรูปแบบเลยล่ะ -_-^
พอเห็นว่าสถานที่ข้างหน้าไม่ใช่ร้านค้าอย่างที่เข้าใจ พี่คริสเตียนจึงหัวเราะแก้เก้อก่อนจะดึงความสนใจไปที่เรื่องอื่นแทน
“อะ...เอ่อ เราลงไปเดินเล่นกันสักหน่อยดีกว่า จู่ๆ พี่ก็นึกอยากทำบุญขึ้นมา แหะๆ”
“(_ _)+”
“ยะ...อย่ามองพี่อย่างนั้นเซ่ คนเรามันก็ต้องมีผิดพลาดกันได้ เอ้า ลงๆ ไปได้แล้ว”
“(_ _)+”
“บอกว่าอย่ามองแบบนี้ไงเล่า!”
พอลงจากรถพี่แกก็เดินดุ่มๆ ไม่หันกลับมาสนใจสักนิด คลาดสายตาแวบเดียวเดินหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ครั้นจะให้ฉันฝ่าวงล้อมผู้มีจิตศรัทธาที่ยืนรอทำบุญอยู่ประเดี๋ยวก็จะตกใจรูปลักษณ์ฉันจนบุญแตกกระเจิงซะหมด ฉันจึงเปลี่ยนทิศตรงไปที่หลังวัด จนลับตาผู้คนพอสมควรจึงหยุดพัก แต่พอสำรวจรอบๆ ดูดีๆ ก็พบว่า...
โฮกกก นี่มันห้องเก็บป้ายชื่อคนตายนี่นา! แถมยังมีโลงไม้ทั้งกลางเก่ากลางใหม่วางเรียงซ้อนกันเต็มไปหมด โอ้ววว รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกเลยให้ตาย!
ทำเป็นบ่นไปงั้น แต่ก็ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นข้างๆ คอนโดมิเนียมโลงศพ ด้วยความที่ห้องนี้ปูพื้นกระเบื้องและมีหน้าต่างเปิดอยู่หลายบาน อากาศโดยรอบจึงเย็นสบายเหมาะสำหรับการเอนหลังมาก ไม่ทันไรร่างอันอ่อนระโหยโรยแรงจากการพักผ่อนไม่พอเพราะเหตุการณ์เมื่อคืนก็ทำให้ฉันเอนตัวพิงโลงโดยอัตโนมัติ ก่อนริมฝีปากจะขยับฮัมเพลงอย่างสำราญใจ
“หื่อ ฮื้อ~ เจ้า...คือทายาท...คนต่อปาย~อัยๆๆ”
เอ่อ...จะว่าเป็นเพลงเดียวที่ฉันจำได้ก็ได้นะ ร้องไปพลางกระดิกนิ้วเท้าไปอย่างสบายอุราได้สักพัก เจ้าที่ที่นี่คงจะรำคาญเต็มทนจึงดลบันดาลให้โลงศพที่เรียงซ้อนกันอยู่โค่นครืนลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ครืน~ โครม!
โลงศพที่ตั้งอยู่บนสุดก็ดันร่วงลงมาครอบร่างฉันเสียมิดชนิดไม่ให้ตั้งตัวได้ทันอย่างประจวบเหมาะ โดยไม่กระแทกส่วนต่างๆ ของร่างกายแต่อย่างใด ประหนึ่งเจ้าที่ที่นี่ตั้งใจดลบันดาลอย่างไรอย่างนั้น แต่ก็ช่างเหอะ... ยกโลงบ้าๆ นี่ออกจากตัวก่อนที่จะมีใครมาเห็นดีกว่า
“ฮึบ!”
คิดพลันรวบรวมลมปราณก่อนจะออกแรงดันแผ่นไม้ตรงหน้าให้ยกขึ้น ทั้งๆ ที่มันเกือบจะพ้นตัวฉันอยู่แล้ว ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้น ทำให้ฉันต้องรีบชักมือกลับ ปล่อยให้โลงนี่ครอบร่างต่อไป
“อ้าว ใครมาเล่นในนี้เนี่ย ให้ตายเถอะ เพิ่งจะเรียงเสร็จไปเมื่อเช้านี้เอง!”
เสียงแหบห้าวดังขึ้นอย่างหัวเสีย ก่อนเสียงฝีเท้าจะดังเข้ามาใกล้ตรงที่ฉันนอนอยู่เรื่อยๆ ฉันพยายามนอนให้นิ่งไม่ไหวติงมากที่สุด เจ้าของเสียงจะได้ไม่รู้ว่าต้นเหตุที่ทำให้โลงคว่ำคือฉันคนนี้ (-_-)/ แต่บรรยากาศภายในโลงมันไม่เอื้ออำนวยให้ฉันดำรงชีวิตอย่างเงียบๆ ต่อได้ เพราะยิ่งอยู่ในนี้นานเท่าไหร่ก็เหมือนใจจะขาดรอนๆ สุดท้ายฉันจึงตัดสินใจที่จะยกโลงนี้ออกอีกครั้ง แต่พอยกมือขึ้นทำท่าจะดันปุ๊บ โลงไม้ที่ครอบอยู่ก็กลับถูกยกออกปั๊บ
ผู้ชายหน้าตี๋ ผมแดงแจ๋ ผิวขาวผ่องแบบหนุ่มเกาหลีมองมาที่ฉันอย่างอึ้งๆ ตาสบตา ใจประสานราวกับต้องมนต์... แต่ดูสีหน้าหมอนี่ที่เริ่มซีดเผือดทีละน้อยแล้ว ท่าจะต้องมนต์ดำมากกว่ามนต์เสน่ห์แฮะ
แต่เดี๋ยว! ฉันว่าฉันจำหมอนี่ได้นะ ถ้าระบบเซลล์สมองไม่ประมวลผลพลาด ก็หมอนี่แหละที่ช่วยฉันออกมาจากป่าช้าเมื่อคืนนี้ ถึงแม้เขาจะดูไม่ค่อยเต็มใจช่วยเท่าไหร่ก็เถอะ แต่ก็ถือว่าเป็นผู้มีพระคุณล่ะ อย่างนี้ต้องขอบคุณเสียหน่อยแล้ว
แต่พอฉันขยับปากขึ้นนิดหนึ่งกะจะเอ่ยขอบคุณ หมอนี่ก็อุทานขึ้นมาทันใด
“อ๊ะ...อ๊ะ...อ๊า!”
“หือ?”
“อ๊า...โอ้ววว! =O=;;”
“อืม...อือฮึ”
บทสนทนาทางสายตากับเสียงอุทานตอบโต้กันไปมาประหนึ่งว่ารู้ความหมายของกันและกัน แต่อันที่จริงแล้วไม่ได้รู้เรื่องเลยสักนิด
หมอนั่นแหกปากร้องลั่นก่อนจะปล่อยมือจากโลงให้มันลงมาครอบฉันเหมือนเดิม
“อ๊ากกก =O=“
ตึง!
โอ๊ยยย! ขอบโลงมันกระแทกข้อเท้าฉันนะ! ปล่อยมาได้ไม่ดูเลยอีตาบ้า!
ด้วยความเจ็บผสมกับความโมโหทำให้ฉันผลักโลงออกจากตัวอย่างแรง ก่อนจะเด้งตัวขึ้นนั่งแล้วหันไปมองคนที่ฝากรอยช้ำไว้ช้าๆ แล้วค่อยๆ คลานเข้าไปหาเนื่องจากเจ็บข้อเท้าจนยืนไม่ไหว
ครืดๆ
ฉันคลานโดยใช้ขาข้างที่ไม่เจ็บดันให้ตัวไถลไปข้างหน้า มือทั้งสองข้างวางแปะบนพื้นเลียนแบบตุ๊กแก ผมยาวมันเยิ้มที่ไร้การสระล้างมาสองวันร่วงลงมาปรกหน้าจนมองทัศนียภาพไม่ชัด แต่ก็พอเห็นได้รางๆ ว่าผู้ชายตรงหน้าถอยหลังกรูดจนไปติดข้างฝาแล้ว
“นาย...ทำฉันเจ็บนะ...”
ครืดๆ
ว่าพลางกระดึ๊บๆ เข้าไปหาอีตาหัวแดงเรื่อยๆ จนถึงปลายเท้าของเขา เขายังคงอ้าปากค้างด้วยความตะลึงก่อนที่ขาทั้งสองข้างจะสั่นพั่บๆ เป็นเจ้าเข้า
“ฉะ...ฉันไม่ได้ทำอะไรเธอเลยนะ! อย่าเข้ามานะเฟ้ย!”
เฮอะ! ทำไมจะไม่ได้ทำ ก็เมื่อกี้นายเป็นคนปล่อยโลงมากระแทกข้อเท้าฉันจนยืนไม่ไหวนี่นา!
“นาย...ทำ...”
“ฉันไม่ได้ทำ!”
ทั้งๆ ที่ฉันยืนยันว่าเขาเป็นคนทำให้ฉันเป็นแบบนี้ หมอนี่ก็ยังคงปฏิเสธเสียงแข็งพลางทำท่าจะหนี แต่ฉันไม่ยอมให้นายหนีไปไหนได้หรอกย่ะ
หมับ!
ฉันเอื้อมมือไปจับข้อเท้าเขาแล้วยึดไว้แน่นทันที นายหัวแดงที่ก้าวขาหนีไปได้ข้างหนึ่งชะงักหันกลับมามองด้วยสีหน้าที่ยากเกินบรรยาย ประมาณว่า...กลัวหรือวิงวอนขอชีวิตก็ไม่รู้ กระนั้นฉันก็ไม่ยอมปล่อย พลางไถตัวเอาหน้าเข้าไปแนบหน้าแข้งที่มีสาหร่ายยุ่บยั่บอย่างแนบชิดสนิทสนมยิ่งกว่ากาวตราช้าง
“อ๊ะ! ปล่อยนะโว้ย!”
นายหัวแดงสะบัดขาข้างที่มีฉันเกาะแน่นราวกับปรสิตไปมาจนหัวฉันโยกไปตามแรงของเขา
“นะ...นาย...ทามช้านนน”
ด้วยความที่ฉันไม่ได้อยู่นิ่งๆ ทำให้น้ำเสียงสั่นคลอนไปตามการเคลื่อนไหว แต่ฉันก็ยังคงเรียกร้องอธิปไตยให้ตัวเองเต็มที่
“ก็บอกว่าไม่ได้ทำไง!”
ผัวะ!
จู่ๆ ฉันก็รู้สึกถึงแรงมหาศาลกระแทกเข้ามาที่จมูกอย่างจัง ความเจ็บปวดอีกระลอกทำให้ฉันต้องคลายมือจากขาของผู้ชายตรงหน้ามาคลำจมูกตัวเอง ก่อนจะสัมผัสได้ถึงของเหลวสีแดงที่ไหลซึมออกมาจากโพรงจมูกแล้วทะลักออกมาท่วมมือ
แหมะ
เลือดสีแดงข้นหยดแหมะลงบนพื้นมากมายราวกับเขื่อนแตก มะ...เมื่อกี้...หมอนี่เตะฉัน! เลือดกำเดาพุ่งเป็นน้ำตกไนแองการาเลย บ้าเอ๊ย!
ฉันโมโหยิ่งกว่าเดิม สะบัดมือออกจากการประคบจมูกเด้งผลุงขึ้นโดยลืมความเจ็บที่ข้อเท้าไปสิ้น แล้วเหลือบตามองคนตรงหน้าที่ผงะไปด้วยความอาฆาตเหลือคณา ก่อนจะยื่นมือไปข้างหน้าเตรียมจะบีบคอขาวเนียนของชายที่อยู่ตรงหน้าเต็มที่
“นาย...ทำฉัน...”
“มะ...ไม่ได้ตั้งใจ... T^T” เขาว่าพลางโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
ตอนนี้ฉันไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ใจมันประสงค์อยากจะลงทัณฑ์หมอนี่ให้ไปปรโลกยิ่งนัก ลืมไปหมดแล้ว บุญคงบุญคุณอะไร! ไม่มี้!
“นายทำฉัน...นาย...ทำ...ฉัน!”
พอฉันขึ้นเสียงใส่อย่างเหลืออด ตาหัวแดงนี่ก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันที ก่อนจะพนมมือไหว้ฉันปลกๆ
“ฮือๆ อยากได้อะไรจะทำบุญไปให้ อย่าจองเวรจองกรรมกันเลย TOT”
“หึ...” ฉันแสยะยิ้มออกมากับคำพูดวิงวอนที่น่าสมเพชของหมอนี่ สติสัมปชัญญะเลือนหายไปและไม่รีรอที่จะพุ่งเข้าไปบีบลำคอขาวๆ ของเขา แต่อีตาหัวแดงกลับคืนสติได้ทัน เขาเอี้ยวตัวหลบฝ่ามืออรหันต์แล้วรีบดันตัวขึ้นยืนและ...
“บอกว่าจะทำบุญไปให้ไงเล่า!”
พลั่ก!
“อั้ก!”
...ยกขาถีบเข้าที่ท้องฉันอย่างสวยงาม
“ฮือๆ แล้วจะทำบุญไปให้นะ”
สิ้นเสียงก็เห็นหลังไวๆ ของหมอนั่นวิ่งหายไปกับสายลม
ฮึ่ย~ สาบานเลยว่าฉันจะไม่ยกโทษให้นายแน่ กลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะอีตาบ้า!
สรุปแล้วฉันต้องกลับมาหาพี่คริสเตียนที่กำลังทำบุญบริจาคโลงศพในสภาพดุจผีสาวอาฆาตวิญญาณหลอน ทำเอาคนทั้งวัดกรีดร้องอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่พี่คริสเตียนเองก็ยังผงะไป ก่อนจะรีบเข้ามาหาเมื่อตระหนักได้ว่านี่คือน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง -_-
“โอ๊ย พี่ตกใจหมด ไปทำอีท่าไหนล่ะเนี่ย เลือดกำเดาถึงได้พุ่งเป็นน้ำตกแบบนี้” พี่คริสเตียนถามหลังจากกลับมาถึงห้องพัก
“อยากรู้มากมะ...”
น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ของฉันทำให้พี่คริสเตียนเลิกตอแยทันใด ก่อนจะสั่งโน่นนี่อีกชุดใหญ่
“เอ่อ...งั้นช่างเถอะ พี่ไปก่อนนะ ทีมงานมารอกันหมดแล้ว มีอะไรบอกป้ากิมได้เลยนะ ส่วนเรื่องโรงเรียนพี่จัดการให้แล้ว พรุ่งนี้ก็เริ่มไปเรียนได้เลย ดูแลตัวเองดีๆ ละกัน”
“...อือ”
พี่คริสเตียนโบกมือลาก่อนจะลากกระเป๋าออกไป โดยไม่ลืมกำชับป้ากิมซึ่งเป็นเจ้าของหอพักให้ดูแลเรื่องโรงเรียนให้ฉัน พูดง่ายๆ คือพี่คริสเตียนจ้างป้ากิมมาเป็นผู้ปกครองชั่วคราวของฉันน่ะ