บทที่ ๑ ความรักของฮาโตริ เคนชิน
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2548
บุรุษชาวญี่ปุ่นวัย 55 ปี กำลังอยู่ในพิธีฌาปนกิจศพของสตรีที่เขาหลงรัก แต่ไม่อาจเอามาเป็นของตนได้อย่างอาลัยอาวรณ์ เพราะเธอผู้ล่วงลับไปแล้วนั้นมีเจ้าของอยู่แล้ว เจ้าของของเธอก็คือคู่ค้าทางธุรกิจคนสำคัญของเขานั่นเอง
เธอแต่งงานกับเจ้าของบริษัทเลิศอินเตอร์คอร์ปอเรชั่น ชีวิตของเธอดูน่าจะมีความสุขเพราะได้แต่งงานกับพ่อม่ายที่เพียบพร้อมอย่างประมาณ แต่ความจริงที่เขารู้และเห็นมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เธออยู่กับเขาด้วยความอดทน ทำงานเยี่ยงคนงานโดยไม่ปริปากบ่น เพราะเธอเป็นแม่ม่ายมีลูกติด เธออยากให้ลูกได้เรียน ได้กินอิ่มนอนหลับ ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อเหมือนในอดีต จึงต้องทนและอยู่อย่างเจียมตัว ไม่ได้มีความสุขกับความรักที่สามีมอบให้เลย เพราะเขารักแต่เธอ แต่ไม่ได้รักลูกของเธอเหมือนอย่างที่เคยรับปากเอาไว้
วันนี้เป็นวันสุดท้าย เป็นวันที่จะเผาร่างที่ไร้วิญญาณของเธอแล้ว แต่สามีของเธอก็ยังใจดำกับลูกเลี้ยง ไม่ยอมให้ลูกของเธอมายืนรวมกลุ่มกับเจ้าภาพ ภาพของหญิงสาวที่ยืนซบสามีและกอดลูกสาวตัวเล็กร้องไห้สะอึกสะอื้นห่างออกไปจากกลุ่มเจ้าภาพ ช่างเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจเหลือเกิน
หลังจากเผาศพเสร็จเรียบร้อย ฮาโตริ เคนชิน แห่งมามิยะกรุ๊ปก็เดินไปที่รถ เกือบจะถึงรถอยู่แล้วเขาก็หันไปเห็นลูกสาวของคนตายกำลังนั่งร้องไห้อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ จึงเดินไปหาเธอ เขาโค้งศีรษะรับไหว้จากสามีของเธอ และลูบศีรษะเด็กหญิงที่ทำตามบิดาอย่างเอ็นดู
“คุณหนู คุณฮาโตริมาหาครับ” สุภัคกระซิบบอกภรรยาที่เอาฝ่ามือปิดหน้าร้องไห้อยู่
ระพีเงยหน้าเปื้อนน้ำตาขึ้นมา “คุณลุง”
“ฉันเสียใจด้วยนะ”
“ขอบคุณนะคะคุณลุง ที่มาส่งแม่หนู” พร้อมยกมือไหว้อีกฝ่าย
“แม่เขาไปดีแล้ว ไม่ต้องเหนื่อยแล้ว อย่าร้องไห้เลยนะ”
“ค่ะ” คำปลอบโยนของบุรุษชาวญี่ปุ่นทำให้ระพีสะอื้นหนักยิ่งกว่าเดิม เธอรู้ว่าแม่เหนื่อยมากแค่ไหน เธอจึงอดทนมาตลอดเพราะไม่อยากให้ท่านเหนื่อยมากขึ้นอีก พ่อเลี้ยงไม่รักเธอ ไม่เคยให้ความอบอุ่นแม้แต่ทางคำพูดกับเธอ ส่วนน้องๆ ต่างพ่ออีกสองคนนั้นไม่ต้องพูดถึง น้องชายไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเธอ ส่วนน้องสาวนั้น ยามลับหลังมารดาก็มักจะด่าทอเธออย่างไร้เหตุผล “หนูจะพยายามค่ะคุณลุง”
ฮาโตริหยิบนามบัตรส่งให้หญิงสาวด้วยความเศร้าใจ “ถ้ามีปัญหาอะไรก็โทรหาฉันได้ตลอดนะ ไม่ต้องเกรงใจ ถือซะว่าฉันเป็นพ่อของเธอนะ บอกฉันได้ทุกเรื่อง รับปากฉันสิระพี” เพราะสังหรณ์ใจไม่ดี เขาจึงสั่งกำชับเธออย่างหนักแน่น
ระพีรับนามบัตรของเขาไว้ ซาบซึ้งในน้ำใจที่เขาหยิบยื่นให้ น้ำใจที่เธอไม่เคยได้รับจากพ่อเลี้ยง ถึงแม้เขาจะไม่เคยตีไม่เคยด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ก็มักจะเหน็บแนมด้วยคำพูดลับหลังมารดาอยู่เสมอ
“รับปากฉันสิหนูระพี” ฮาโตริย้ำอีกครั้ง
“ค่ะคุณลุง”
ผ่านไปเจ็ดปีหลังจากครั้งนั้น ฮาโตริไม่ได้รับการติดต่อใดๆ จากลูกสาวของสตรีที่แอบรักเลย วันนี้เขาเดินทางมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง จุดประสงค์หลักคือเพื่อพบเธอโดยเฉพาะ เพราะอยากรู้ว่าเธออยู่สุขสบายเพียงใด เมื่อได้รับโทรศัพท์เรียนเชิญจากประธานแห่งเลิศอินเตอร์คอร์ปอเรชั่น ที่ปัจจุบันยังมีหุ้นส่วนอยู่ในมามิยะประเทศไทยโดยตรง จึงรับปากทันทีอย่างไม่ลังเล
“คุณลุงไม่จำเป็นต้องมาก็ได้นี่ครับ แค่งานเลี้ยงครบรอบบริษัทของคุณประมาณ ให้ผมไปแทนก็ได้”
ฮาโตริ เคนชิน มองหน้าหลานชายแท้ ๆ เพียงคนเดียวของตนพร้อมกับคลี่ยิ้มอ่อนโยน
“ลุงไม่ได้อยากมาร่วมงานหรอกนะ แต่ลุงมีจุดประสงค์อื่นที่สำคัญกว่านั้นต่างหาก ลุงถึงได้ถ่อสังขารมานี่ไง”
“จุดประสงค์อะไรครับ บอกผมได้หรือเปล่า”
“ได้สิ ลุงไม่คิดจะปิดบังแกอยู่แล้ว ลุงแค่อยากมาเห็นหน้าลูกสาวของผู้หญิงที่ลุงเคยรักว่าเธออยู่สุขสบายดีไหม แค่นี้แหละ”
“แค่นี้เองเหรอครับเหตุผล” ไคมองผู้เป็นลุงอย่างไม่อยากเชื่อสักเท่าไหร่ ส่วนเรื่องราวของสตรีไทยที่ท่านเคยหลงรักก็พอได้ยินมาจากท่านบ้างแล้ว จึงไม่แปลกใจอะไร
“ก็เธอไม่ติดต่อมาหาลุงเลยนี่นา ลุงก็ต้องมาดูให้เห็นกับตาหน่อยสิ บอกตรงๆ ว่าลุงไม่มั่นใจเลยว่าคุณประมาณจะอุปการะเธอต่อไปอีก”
“คุณประมาณเขาคงไม่ใจดำกับลูกเลี้ยงขนาดนั้นหรอกครับคุณลุง”
“ถ้าเราไม่มีประโยชน์ร่วมกัน เขาคงไม่ดีกับเราแบบนี้หรอก” ถ้าหลานชายเคยเห็นแบบที่เขาเห็นคงจะไม่พูดแบบนี้
“เอาไว้ดูกันวันงานก็แล้วกันนะครับ ว่าลุงจะคิดถูกหรือผิด”
“อือ ว่าแต่วันนี้แกว่างนักเหรอ ทำไมถึงมารับลุงได้ล่ะ”
“ทำไมคุณลุงถามผมแบบนี้ล่ะครับ จะว่างหรือไม่ว่างยังไงผมก็ต้องมารับลุงของผมด้วยตัวเองสิครับ จะให้คนอื่นมาแทนได้ยังไง”
“แกช่างเป็นหลานที่กตัญญูรู้คุณเสียจริง”
คนถูกชมขมวดคิ้วนิดๆ มองหน้าลุงที่กำลังอมยิ้มด้วยสายตาสงสัย ไม่แน่ใจว่านั่นคือคำชมหรือคำพูดประชด
“ไค”
“ครับ”
“ถ้าสิ่งที่ลุงกังวลเป็นเรื่องจริง แกต้องช่วยลุงนะ”
“ช่วยอะไรครับ อย่าบอกนะว่าจะให้ผมตามหาพวกเขา... เฮ้อ! ผมไม่อยากจะทำหรอกนะครับ แต่เพื่อคุณลุงผมจะยอมก็แล้วกัน” ลุงก็เปรียบเสมือนพ่อของเขา เพราะเขาเสียพ่อไปตั้งแต่ยังอยู่ในท้องของแม่ ดังนั้นอะไรที่ทำให้ท่านสบายใจได้เขาก็อยากจะทำ
ก๊อก ๆ ๆ
“ขออนุญาตสักครู่นะคะครูเกตุ” คุณครูประจำห้องแนะแนวใช้ไม้เรียวที่ถือติดมือเคาะประตูห้องเรียนเพื่อให้สัญญาณครูที่กำลังสอน
“เชิญค่ะ”
“สุภัครพี เลิกเรียนแล้วไปหาครูที่ห้องแนะแนวด้วยนะ”
“ค่ะคุณครู”
“ขอบคุณค่ะครูเกตุ” ครูแนะแนวหันไปขอบคุณครูผู้สอนแล้วเดินจากไป
“คุณครูเรียกหนูทำไมเหรอคะ” หลังจากจบคาบเรียน เด็กสาววัยสิบเจ็ดก็มาพบครูที่ห้องแนะแนว
“นั่งสิ เธอยังอยากทำงานอยู่ไหมสุภัครพี”
“อยากค่ะคุณครู” เด็กสาวตอบรับทันที
“เธอจะไม่ถามหน่อยเหรอว่างานอะไร”
“ไม่ค่ะ ถ้าคุณครูหาให้ก็แสดงว่าเป็นงานที่เชื่อถือได้อยู่แล้ว”
นงนุชคลี่ยิ้ม พยักหน้าคล้อยตามคำพูดของลูกศิษย์คนโปรด เธอรู้จักเด็กคนนี้มานานก่อนที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ และสนิทชิดเชื้อกับพ่อแม่ของอีกฝ่าย รู้เรื่องราวทุกอย่างพอประมาณ และยังกำความลับสำคัญเอาไว้อีกเรื่องหนึ่งด้วย
บทที่ 2 พนักงานพาร์ตไทม์
“เพื่อนของครูที่เป็นผู้จัดการโรงแรม เขาต้องการพนักงานพาร์ตไทม์ เธอสนใจไหม” ถ้าเป็นก่อนหน้านี้สักปี เธอคงไม่ต้องเรียกคุยกับเด็กคนนี้ที่โรงเรียน เพราะบ้านอยู่ติดกัน แต่หลังจากมารดาของเธอเสียไปแล้ว พ่อของเธอที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจและเป็นคนเอาการเอางานก็ใจสลาย กลายเป็นคนขี้เมาหยำเป วัน ๆ เอาแต่ดื่มแล้วก็นั่งร้องไห้ จนธุรกิจเจ๊งไม่เป็นท่า บ้านก็ถูกธนาคารยึดจนต้องย้ายไปอยู่ห้องเช่าแทน
“สนใจค่ะคุณครู แต่หนูต้องทำอะไรบ้างคะ”
“เป็นบริกร ทำงานในห้องอาหาร เริ่มงานหกโมงครึ่ง เลิกสี่ทุ่มครึ่ง เขาให้สามร้อย รวมอาหารด้วยหนึ่งมื้อ คิดว่าทำได้ไหม”
“ได้ค่ะ จะให้หนูเริ่มงานวันไหนคะ”
“ถ้ามีงานเขาจะโทรมาตามเอง เดี๋ยวครูจะเอาเบอร์โทรของเธอให้เพื่อนครูไว้ก็แล้วกัน”
“แต่หนูไม่มีโทรศัพท์นะคะคุณครู” พูดจบโทรศัพท์ก็ถูกยื่นมาวางไว้ข้างหน้าของเธอ
“สามีครูเพิ่งซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้เป็นของขวัญวันเกิด ครูยกเครื่องนี้ให้เธอ ครูซื้อซิมใหม่ใส่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว”
เด็กสาวเผลอยิ้มอย่างยินดี แต่ก็รีบหุบลงและส่ายหน้าปฏิเสธ มันไม่ใช่ของเธอ เธอไม่ควรดีใจ
“คุณครูอย่าให้หนูฟรี ๆ เลยนะคะ ขายให้หนูดีกว่า แต่หนูไม่มีเงินให้คุณครูทีเดียวหรอกนะคะ หนูทำงานได้แล้วค่อยผ่อนให้คุณครูได้ไหมคะ”
“เอาไปเถอะ เก็บไว้ครูก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี” นงนุชยืนยันหนักแน่น “ทำงานได้เงินแล้วซื้อข้าวมันไก่มาฝากครูสักห่อก็พอ”
“ค่ะคุณครู ขอบคุณค่ะ”
“ถ้าได้ทำงานแล้วก็ตั้งใจทำให้ดีล่ะ เพราะถ้าเราขยันเขาจะจ้างเราตลอดเลยนะ”
“ค่ะคุณครู”
2 ปีผ่านไป
มงคลมองหญิงสาวที่ทำงานพาร์ตไทม์อยู่กับตนมาประมาณสองปีแล้ว จากการแนะนำของเพื่อนสนิทที่เป็นครูโรงเรียนเก่าของเธอ เขาเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเธอจะอดทนได้ขนาดนี้ แต่ก็เข้าใจว่าเป็นเพราะสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ แล้วยังต้องคอยดูแลพ่อขี้เมาอีกหนึ่งชีวิต จึงเมตตาเธอเป็นพิเศษ และเธอก็เป็นเด็กดีสมกับที่เขาให้ความเมตตา
“ครีม”
“ค่ะผู้จัดการ”
“จะกลับแล้วเหรอ”
“ค่ะ ผู้จัดการมีงานอะไรให้หนูทำหรือเปล่าคะ บอกมาได้เลยค่ะ” เธอถามผู้จัดการใหญ่ของโรงแรมอย่างกระตือรือร้น
“ไม่มีหรอก แต่เดี๋ยวลุงก็จะกลับแล้วเหมือนกัน รอสักครึ่งชั่วโมงได้ไหม เดี๋ยวลุงแวะไปส่งที่บ้านให้” เมื่อไม่มีพนักงานคนอื่นอยู่แถวนั้น เขาก็พูดจาเป็นกันเองกับเธอมากขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูนั่งรถเมล์ไปเองดีกว่า คุณลุงจะได้ตรงกลับบ้านไปพักผ่อน ไม่ต้องวกรถไปมาให้เสียเวลา” เธอไม่อยากรบกวนเขา เพราะต้องแวะซื้อข้าวไปให้พ่อที่เอาแต่เมาเหล้าหลังจากเสียแม่ไป
“แต่ข้างนอกฝนตกนะ”
“หนูพกร่มมาค่ะ แล้วป้ายรถเมล์ก็อยู่ใกล้ ๆ นี้เอง ถ้าไม่มีอะไรแล้วหนูลากลับเลยนะคะ”
“อือ เดินทางปลอดภัยนะ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะคุณลุง” หญิงสาววัยสิบเก้าหย่อน ๆ ยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่.. เดินมาถึงทางออกสำหรับพนักงานก็ต้องทำหน้านิ่ว หญิงสาวเปิดกระเป๋าหยิบร่มแล้วกางลุยฝนออกไป เธออยากกลับถึงบ้านให้เร็วที่สุดเพราะเป็นห่วงบิดา
ขณะที่กำลังเดินออกมาตามทางเดินด้านหลังของโรงแรมอยู่นั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งโดยบังเอิญ ตอนแรกกะจะเดินหนีให้เร็วเพราะความกลัว แต่เมื่อสังเกตดี ๆ ก็เห็นความผิดปกติ ด้วยความเป็นคนขี้สงสัย และความรู้สึกบอกว่าเขากำลังเดือดร้อน จึงตัดสินใจเดินเข้าไปหาแต่ก็ทิ้งระยะห่างพอสมควร
“มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ” แล้วก้มลงเก็บแฟ้มที่เปียกฝนกับกระดาษอีกหลายใบที่หล่นกระจายบนพื้น “ของคุณหรือเปล่าคะ”
“ครับ” ไคตอบหญิงสาวแต่ก็ไม่สามารถขยับไปไหนได้ เพราะเขาเพิ่งสะดุดล้มด้วยความรีบร้อน ทำให้ข้อเท้าข้างหนึ่งซ้น ต้องกระโดดกระต่ายขาเดียวมาหลบฝนอยู่ตรงมุมนี้ ครั้นจะกระโดดเข้าไปในตึกก็กลัวจะพลาดจนบาดเจ็บเพิ่มอีก “ผมจะโทรหาเลขาให้มารับ แต่โทรศัพท์ดันแบตหมด คุณพอจะมีโทรศัพท์ให้ผมขอยืมใช้หน่อยไหมครับ”
“โทรศัพท์มีค่ะ แต่ไม่มีเงินให้โทรออก ขอโทษด้วยนะคะ” ถ้าเธอไม่ได้โทรยืมเงินกับเครือข่ายไปแล้ว เธอก็จะโทรยืมให้เขาอยู่หรอก เธอรู้สึกผิดที่ช่วยเหลือเขาไม่ได้เลย เขาคงจะเป็นแขกของทางโรงแรมแน่ ๆ “คุณพักอยู่ที่นี่เหรอคะ”
“ครับ ผมเป็น”
“ขึ้นมาเลยค่ะ”
ไคตกใจเล็กน้อยเมื่อหญิงสาวหันหลังให้โดยที่ไม่ฟังเขาพูดให้จบก่อน “ทำไมเหรอครับ”
“ขึ้นขี่หลังฉันเลยค่ะ เดี๋ยวฉันพาคุณไปส่งที่ห้องเอง”
“อะไรนะครับ!” ไคตกใจกับความคิดของหญิงสาว เพราะเธอตัวเล็กกว่าเขามาก เขาสูง 183 หนักเกือบ 80 แล้วเธอล่ะ ดู ๆ ด้วยสายตาแล้วน่าจะสัก 160 ไม่เกินนี้แน่ หุ่นแบบนี้..หนักเต็มที่ไม่น่าเกิน 55 กิโล เธอคิดได้ยังไง อยากหลังหักหรือไง หรืออยากจะพาเขากลิ้งกลางสายฝนพรำแบบนี้อีกรอบ
“ฉันรู้นะคะว่าคุณคิดอะไรอยู่ แต่ฉันแข็งแรงนะคะ ขึ้นมาเลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ”
เห็นเธอยืนยันหนักแน่นก็เกิดอยากจะลองแกล้งดูสักตั้ง เขาจึงค่อย ๆ โถมตัวแนบกับแผ่นหลังบอบบาง ไขว้แขนเข้าหากันแล้วค่อย ๆ ผ่อนน้ำหนักลงไปจนหมดก่อนจะเอาขาขึ้น
“ไหวแน่นะครับคุณ”
“ไหวสิคะ ฉันนับหนึ่งถึงสามแล้วคุณยกขาขึ้นมาเลยนะคะ หนึ่ง สอง สาม ฮึบ.. หนักใช่เล่นเลยนะคะ” เธอยังมีอารมณ์กลั้วหัวเราะแม้ภาระบนหลังจะหนักหน่วงจนแทบทรุด แต่เมื่อเธอฮึดสู้ ปลุกพลังยักษ์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวขึ้นมา ก็รู้สึกว่าพอทนไหว “ฉันจะพาคุณไปขึ้นลิฟต์ที่ลานจอดรถนะคะ เพราะมันใกล้สุด ฉันจะได้พักตอนอยู่ในลิฟต์ด้วย เก็บแรงไว้แบกคุณต่อรอบสองตอนถึงชั้นที่พักไงคะ”
ชายหนุ่มผู้บริหารมามิยะในประเทศไทยอยากหัวเราะกับความคิดของหญิงสาว เธอโง่หรือว่าจิตใจดีจนเกินเหตุกันแน่ ถ้าเป็นเขา เขาจะไม่ทำแบบนี้เด็ดขาด แต่จะไปตามพนักงานโรงแรมที่เป็นผู้ชายมาช่วยแทน เขามองซีกหน้าละมุนที่ชื้นเหงื่อหรือฝนก็ไม่แน่ใจ รู้สึกอยากจะยื่นมือไปเช็ดให้เธอขึ้นมาดื้อ ๆ
“ปล่อยผมลงก่อนก็ได้นะ” เขาบอกกับเธอเมื่อไปถึงหน้าลิฟต์ “ผมนับถือคุณจริง ๆ ตัวก็เล็กนิดเดียวแต่แบกผู้ชายตัวโตอย่างผมได้” เขาชวนเธอคุยขณะรอให้ลิฟต์มารับ
“ฉันมียักษ์อยู่ในตัวค่ะ เวลาอยากทำงานใช้แรงก็ปลุกมันขึ้นมา”
“คุณทำงานอยู่ที่นี่เหรอ”
“ค่ะ แต่ไม่ใช่พนักงานประจำหรอกนะคะ มาทำพาร์ตไทม์เฉพาะเวลาที่ฝ่ายจัดเลี้ยงต้องการพนักงานเพิ่ม ลิฟต์มาแล้วค่ะ คุณเขย่งเข้าไปได้ไหมคะ”
“ได้ครับ แล้วมาทำบ่อยไหม” เขาตอบรับ แล้วเริ่มชวนคุยต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในลิฟต์
“ค่อนข้างบ่อยนะคะ เพราะที่นี่ได้รับความนิยมมาก ก็เลยมีงานเลี้ยงต่อเนื่อง เต็มเกือบทุกห้องตลอด”
“แล้วทำไมไม่มาทำประจำล่ะ”
“ฉันยังเรียนหนังสืออยู่ค่ะ”
“อ๋อ เป็นนักเรียนนี่เอง คุณชื่ออะไร ผมชื่อไค เคนชิน เป็นคนญี่ปุ่น”
บทที่ 3 ไค เคนชิน
“ฉันชื่อสุภัครพี... นามสกุลสนิทศรีศิลป์ค่ะ” เธอลังเลอยู่สักพักว่าจะบอกนามสกุลด้วยหรือไม่ แต่ในเมื่อเขาบอกมาแล้วก็เลยบอกบ้าง
“นามสกุลคุณคุ้นหูผมมากเลย” ไคขมวดคิ้วมุ่น พยายามนึกว่าเคยได้ยินหรือรู้จักกับใครที่นามสกุลนี้ แต่ก็นึกไม่ออก และเสียความมั่นใจสุด ๆ ที่เธอไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับการแนะนำตัวของเขา เขาเป็นถึงเจ้าของโรงแรมที่เธอทำงานอยู่นะ เธอไม่คุ้นบ้างเลยเหรอ
“อาจจะแค่คล้ายมั้งคะ คนจน ๆ แบบฉันไม่เคยรู้จักคนต่างชาติหรอกค่ะ” เธอกดลิฟต์ค้างแล้วหันหลังให้เขาเมื่อลิฟต์มาถึงชั้นที่เขากด นับหนึ่งถึงสามให้จังหวะเขาเหนี่ยวขาขึ้น
...เมื่อมาถึงห้องพักของเขาเธอก็ร้องอุทานอยู่ในใจ เพราะมันกว้างขวาง โอ่อ่า เรียกว่าอลังการแบบสุด ๆ เป็นบุญตาสำหรับเธอเหลือเกินที่ได้ย่างกรายเข้ามา
“ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์แบกยักษ์อย่างผมมาส่งถึงห้องพัก” ไคบอกกับหญิงสาวที่แบกเขามาส่งถึงโซฟา “นั่งพักดื่มอะไรสักหน่อยสิ”
“ไม่ดีกว่าค่ะ คุณถึงห้องปลอดภัยฉันก็ดีใจแล้ว ฉันลากลับเลยก็แล้วกันนะคะ” สุภัครพียกมือไหว้ชายหนุ่มที่เพิ่งสังเกตว่าทั้งหล่อและบุคลิกดีอย่างนอบน้อม ส่งยิ้มสดใสให้กับเขาแล้วหมุนตัวเดินจากไป พอพ้นออกมาจากห้องก็รีบยกมือนวดบริเวณบั้นเอว “สงสัยต้องจัดยาแก้ยอกสักเม็ดแล้วเรา”
ไคขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่ออยู่ดี ๆ หญิงสาวที่เขาแอบมองผ่านกล้องวงจรปิดที่ติดไว้ทั่วทั้งชั้นส่วนตัวชั้นนี้ เดินกลับมาเคาะประตูห้อง
“ครับ” เขาขานรับทั้งที่ข้างนอกไม่ได้ยิน รีบกระโดดกระต่ายขาเดียวไปเปิดประตู “อ้าว! ลืมอะไรเหรอครับ” เขาแกล้งทำเป็นตกใจที่เธอกลับมา
“เปล่าค่ะ แต่ฉันเพิ่งนึกได้ว่าลืมถามอาการบาดเจ็บของคุณ อยากให้ฉันตามหมอให้ไหมคะ หรือจะให้พยาบาลเบื้องต้นก่อนไหม”
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมโทรบอกเลขาก็ได้ ขอบคุณมาก ๆ” เธอทำให้เขาซาบซึ้งในความมีน้ำใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็รีบโทรนะคะ ถ้าอาการหนักจะได้รีบไปโรงพยาบาล ฉันไปก่อนนะคะ” เธอฉีกยิ้มกว้างแล้วโค้งศีรษะให้เขา “คุณเป็นคนญี่ปุ่นที่พูดไทยได้ชัดมากค่ะ” ชูนิ้วโป้งก่อนจะเดินจากไปจริง ๆ
ชายหนุ่มเจ้าของโรงแรมอมยิ้มกับอาการโก๊ะ ๆ ของหญิงสาว มองเธอเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ จนลับตาจึงปิดประตู
“สุภัครพี สนิทศรีศิลป์ นามสกุลทำไมถึงคุ้นนักนะ” เขากระโดดขาเดียวไปที่โซฟา เปิดสมุดโทรศัพท์หาเบอร์ของเลขาแล้วโทรออกด้วยโทรศัพท์ภายในห้องพัก
“บอสจะกลับไปพักที่โรงแรมหรือกลับบ้านคะ” เลขาวัยสามสิบสี่ปีนามว่ามัณฑนา ถามเจ้านายที่เด็กกว่าสองปีอย่างนอบน้อม เมื่อนั่งรถออกจากโรงพยาบาล
“ถ้าคุณลุงไม่อยู่ผมก็ไม่อยากกลับบ้านหรอก” เขาเบื่อที่จะกลับไปบ้านที่เคยเป็นเรือนหอเรือนรักของลุงกับภรรยาของท่าน เพราะเบื่อที่จะเจอกับญาติ ๆ ฝ่ายมารดาของภรรยาท่าน ที่ขยันวนเวียนไปหาเหมือนกับที่นั่นเป็นมูลนิธิ “กลับโรงแรมดีกว่าคุณมัน”
“ค่ะบอส บอสคะแล้วเรื่องงานจะเอายังไงดีคะ จะให้มันหอบไปให้ที่โรงแรมไหมคะ”
“ไม่ต้องหรอกคุณมัน วันหยุดสองวันนี้ผมว่าจะรักษาตัวให้เต็มที่ วันจันทร์ก็คงจะดีขึ้น เพราะแค่เคล็ดเท่านั้น”
“ถ้าอย่างนั้นมันก็ต้องโทรยกเลิกนัดคุณปฐพี”
“อือ” ไคตอบรับในลำคอ “คุณมันไปแทนก็ได้นี่ ตีกอล์ฟเก่งอยู่ไม่ใช่เหรอ” เขาพูดยิ้ม ๆ จงใจแซวเลขาสาว ที่รู้จักกันมาตั้งแต่เริ่มมาบริหารงานในประเทศไทยเมื่อสิบปีก่อน เพราะรู้ว่าเธอกำลังคบหาดูใจกับบอร์ดผู้บริหารคนหนึ่งของมามิยะไทยแลนด์
“มันเก่งแต่งานเลขาค่ะ งานอื่นได้แต่ติดตามเท่านั้น” เลขาสาวย้อนบอสหนุ่มพร้อมกับรอยยิ้มอย่างรู้เท่าทัน
“น่าจะหัดเอาไว้นะ อีกหน่อยจะได้เป็นคุณนายคอยออกรอบกับสามี”
“อย่าพูดถึงเรื่องอนาคตเลยค่ะบอส มันยังไม่รู้เลยว่ามันจะไปไกลถึงตอนนั้นหรือเปล่า” เธอตอบแบบสบาย ๆ ไร้ความกังวล
“คุณมันเป็นผู้หญิงเก่งนะ คุณสิทธิโชคเขาโชคดีที่มีคนรักอย่างคุณมัน ถ้าเขาทิ้งคุณมันผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรดีแล้ว”
“มันอาจจะเป็นฝ่ายทิ้งคุณโชคก่อนก็ได้ค่ะบอส” เลขาสาวตอบพร้อมกับรอยยิ้ม
“นั่นสินะ ผมก็ลืมคิดไป” บอสหนุ่มหยอกกลับเลขา มองไปที่ริมถนนมืด ๆ แล้วก็นึกถึงหญิงสาวตัวเล็กนุ่มนิ่มที่เสียสละหลังให้เขาขี่ “เออคุณมัน ผมมีเรื่องจะให้จัดการหน่อย”
“เรื่องอะไรคะบอส”
“ผมอยากได้ประวัติของพนักงานพาร์ตไทม์ที่ชื่อสุภัครพี สนิทศรีศิลป์ เธอทำงานอยู่ที่โรงแรมเรานี่แหละ จัดการให้ผมหน่อยนะ”
“ได้ค่ะ ด่วนไหมคะบอส” หญิงสาวจดรายละเอียดลงในสมุดบันทึก และถามถึงความสำคัญเพื่อที่จะจัดอันดับการทำงาน “เอ๊ะ!”
“อะไรเหรอคุณมัน”
“นามสกุลไงคะ บอสไม่คุ้นบ้างเหรอคะ”
เขาคุ้นสิ ถึงได้ขอประวัติ แต่ก็ไม่พูดออกไปเพราะอยากทดสอบสมองของเลขาตัวเอง “ทำไมเหรอคุณมัน”
“ก็บอสเคยให้มันช่วยตามหาผู้หญิงที่ชื่อ.. เดี๋ยวนะคะ” เลขาสาวเปิดหาในสมุดบันทึกที่จัดไว้เป็นหมวดหมู่อย่างมีระเบียบ “ระพี สนิทศรีศิลป์ค่ะ บอสบอกให้มันตามหาที่อยู่ของเธอเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว จำได้ไหมคะ”
“ผมก็ว่าคุ้น ๆ นะคุณมัน แต่นึกไม่ออกจนคุณมันพูดนี่แหละ ถ้าอย่างนั้นผมขอเป็นเรื่องด่วนที่สุดก็แล้วกัน” หลังจากตามหามานานแรมปี บางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสของเขา เธอคนนี้อาจจะเป็นกุญแจตัวสำคัญก็ได้.. สุภัครพี รพี.. รอหน่อยนะครับคุณลุง ผมอาจจะมีของขวัญวันเกิดสุดพิเศษ มอบให้คุณลุงในวันเกิดครบรอบ 65 ปีก็ได้
“ครีม ปีใหม่มีโปรแกรมไปไหนหรือเปล่า”
“ถ้าที่โรงแรมไม่โทรตามก็ไม่มีนะ จีนมีอะไรหรือเปล่า” สุภัครพีที่อยู่ในชุดนักศึกษาของมหาวิทยาลัยตอบเพื่อน
“ไปเที่ยวกับที่บ้านเราไหม พวกเราจะไปทะเล จองที่พักเอาไว้แล้ว”
“จีนไปเที่ยวเถอะ เราคงไปไม่ได้หรอก เผื่อที่โรงแรมโทรมา ช่วงเทศกาลแบบนี้เงินดีด้วยสิ”
“ทำแต่งาน พักบ้างสิ”
“จีนก็รู้ว่าเราพักไม่ได้” พ่อเธอยิ่งนับวันก็ยิ่งร่างกายเสื่อมโทรม แต่ก็ไม่ยอมเลิกกินเหล้าสักที แล้วไหนจะค่ากินค่าอยู่ ค่าเทอมค่าเล่าเรียน ยังโชคดีที่กู้รัฐได้ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่มีโอกาสมาถึงจุดนี้
“กะแล้วว่าต้องได้ยินประโยคนี้ ถ้าอย่างนั้นเอานี่ไป” อารยาวางกระเป๋าที่หิ้วลงมาจากรถให้เพื่อน
“ขอบใจจ้ะ” สุภัครพีกล่าวโดยไม่ต้องเปิดกระเป๋าดูก็รู้ว่ามันคือหนังสือการ์ตูน หนังสือนิยาย เพราะที่บ้านเพื่อนเป็นสำนักพิมพ์และยังมีโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง เวลาที่มีหนังสือปกใหม่เข้ามา เธอก็จะเอาเล่มตัวอย่างหรือเล่มปรู๊ฟมาให้อ่านฟรีตลอด “ขอบใจมากนะ พรุ่งนี้เราเอากระเป๋ามาคืนให้นะ”