LOVE MARRIAGE วิวาห์รักพิศวาส
(พิมพ์ครั้งที่ 2 ฉบับปรับปรุง)
เรื่องนี้เคยตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์มาเเล้วนะคะ ประมาณ 5 ปีก่อนได้ค่ะ
ดังนั้นจึงเอามารีอัพให้อ่านค่ะ ฉบับนี้อาจะมีการปรับเปลี่ยนสำนวน เนื้อหาบางส่วนที่เคยตีพิมพ์ไปเเล้วให้ดีขึ้นนะคะ
โดนจะปรับเปลี่ยนสำนวน เเละฉาก NC เล็กน้อย เเต่ยังคำสำนวนอิโรติกไว้เช่นเดิม ทั้งไม่มีการเพิ่มเหตุการณ์ด้วยค่ะ
บทนำ
เสียงคุณครูสอนประจำคาบวิชาวิทยาศาสตร์ดังทั่วห้อง แต่ก็ไม่ได้เข้าผ่านหูของเด็กสาวร่างอ้วนท้วมที่ส่งสายตามองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลาด้วยใจเหม่อลอย แม้กระทั่งเสียงเข้มของคุณครูเรียกถึงสามครั้ง
“ชาลิสา !” เด็กสาวสะดุ้งขึ้น เธอหันมามองหน้าคุณครูประจำวิชาพร้อมก้มลงด้วยความรู้สึกผิด
“เธอเหม่ออะไร ถ้าไม่ตั้งใจเรียนอีกครั้งฉันจะให้ออกไปยืนหน้าห้อง” เสียงเข้มของคุณครูประจำวิชาดุ
“ค่ะ คุณครู” ชาลิวาก้มหน้ารับผิด แต่ทว่าสายตาสอดส่องก้มมองขวดคุกกี้ที่อยู่ใต้โต๊ะด้วยความชื่นชม ทลายความรู้สึกผิดออกไปจนหมดสิ้น เธอมองนาฬิกาข้อมือรอเวลาอีกไม่กี่นาทีที่จะหมดลง
กริ๊ง ๆ
เสียงออดดังขึ้นบ่งบอกถึงเวลาพักกลางวัน เด็ก ๆ ต่างพากันเดินออกจากห้องด้วยความเหนื่อยล้าจากการเรียนในคาบที่ผ่านมา ทุกคนตรงไปที่จุดเดียวกัน นั่นคือ โรงอาหาร เรียงรายหลายสิบร้าน แต่ละร้านอัดแน่นเต็มไปด้วยนักเรียนที่กำลังต่อแถวเพื่อซื้ออาหารกลางวันเป็นจำนวนมาก
ชาลิสาเด็กสาวรูปร่างอ้วนท้วม ผิวสีขาวอมชมพูอายุราว ๆ สิบห้าปี เดินมองหารุ่นพี่ที่อายุมากกว่าถึงสามปี ใบหน้าคมเข้มของเขาที่ยังตรึงใจและติดตาอยู่ไม่เลือนหาย เมื่อสองเดือนก่อนเธอพบเขาโดยบังเอิญในงานกีฬาสีของโรงเรียน ตั้งแต่นั้นก็ชอบเขา มองเขาด้วยความชอบทุกครั้ง
“ลิสามองใครน่ะ” เด็กสาวผู้เป็นเพื่อนหันไปถาม พลางส่งสายตามองไปทางที่เพื่อนสาวมอง
“ไม่มีอะไรหรอก” เธอตอบเลี่ยง ๆ
“อ้าวแล้วนี่จะไม่กินข้าวกลางวันหรือไง” ผู้เป็นเพื่อนถาม แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเธอเดินจากไปด้วยความรีบร้อนเรื่องอะไรบางอย่าง
ชาลิสาเดินออกมาจากโรงอาหารด้วยความรีบร้อน เธอมาดักรอรุ่นพี่ที่แห่งนี้ เมื่อรู้ว่าทุกเที่ยงเขาจะมาที่สนามบาส วันนี้ตั้งใจจะมอบของให้เขา คุกกี้ช็อกโกแลตถูกบรรจุใส่ขวดโหลอย่างดี พร้อมกับการ์ดเล็ก ๆ สีชมพูน่ารัก ๆ อยากให้รู้ว่าเธอชอบเขา
สายตาเธอสอดส่องมองเขาตลอดเวลาเพื่อที่จะรอรุ่นพี่เดินมายังสนามบาส ฯ ทันใดนั้นก็ปรากฏร่างสูงโปร่งที่เดินเข้ามายังสนาม แววตาของเธอเป็นประกายเมื่อมองเห็นเขา ร่างอ้วนท้วมของเธอรีบวิ่งเข้าไปหาเขาด้วยความตื่นเต้นอย่างทันที
สายตาเยือกเย็นของรุ่นพี่หนุ่มมองมายังเด็กสาวร่างอ้วนท้วมที่วิ่งเข้ามาหา เขาจึงส่ายหน้าอย่างรำคาญแล้วเดินหนีไป แต่ว่าเสียงเรียกของเธอทำให้เขาหยุดแล้วหันกลับไปมอง
“รุ่นพี่คะ เดี๋ยวค่ะ” ชาลิสาวิ่งเข้ามาหาเขา เธอก้มหน้าพลางสูดหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความเหนื่อย ก่อนจะเงยหน้าไปมองใบหน้าคมเข้ม ส่งสายตามาที่เธอ
“คือว่าฉันทำมาให้รุ่นพี่ค่ะ” เธอก้มหน้าพูดแล้วยกขวดคุกกี้ให้
“... ” เขามองขวดคุกกี้ในมือของเด็กสาวอ้วนท้วม ก่อนตัดสินใจรับมาด้วยความรำคาญ มือหนาเอื้อมไปรับขวดคุกกี้ ก่อนหันหลังเดินจากไป ใบหน้าของชาลิสายิ้มออกมาด้วยความเขินอาย ก่อนจะเดินกลับไปที่โรงอาหารอย่างร่าเริง
ช่วงเวลาเย็นหลังเลิกเรียน ชาลิสาก้าวออกจากห้องเรียนอย่างอารมณ์ดี เธอเดินเข้าไปทักเพื่อนสาวที่กำลังเดินอยู่ แต่แล้วสายตาก็ต้องสะดุดเข้ากับของบางสิ่งบางอย่างในมือเพื่อนสาวของเธอ คุกกี้ที่เธอให้รุ่นพี่เมื่อช่วงเที่ยงมาอยู่ในมือของรินดา เพื่อนของเธอ !
“อ้าว ลิสามาพอดีเลย มีอะไรจะให้” รินดาพูดแล้วยื่นขวดคุกกี้ให้
“เอ่อ...” ชาสิลามองขวดคุกกี้ในมือรินดา จุกจนพูดแทบไม่ออก คุกกี้ที่ตั้งใจทำมาให้รุ่นพี่ แต่กลับมาอยู่ในมือของรินดาได้ยังไง !
“เอาไปเหอะ พี่ตั้มให้ฉันมา เขาบอกว่าเพื่อนเขาไม่อยากได้ เห็นทีตอนแรกบอกว่าจะทิ้งด้วยนะ แต่พี่ตั้มเห็นแล้วเสียดายก็เลยเอามาให้ฉัน แต่ฉันไม่ชอบกินคุกกี้สักเท่าไหร่ ก็เลยเอามาให้ลิสา ฉันต้องรีบด้วย แม่มีงานเลี้ยง นี่ให้” รินดาพูดจบแล้วยัดคุกกี้ใส่มือของเธอก่อนจะรีบวิ่งไป แต่คนที่ถูกรับกลับไม่ได้ดีใจเลยสักนิด คุกกี้ที่เธอพยายามทำมาให้เขา แลกกับรอยแผลเป็นบนฝ่ามือที่โดนไฟลวก แต่เขากลับเอาไปให้คนอื่น สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมาอยู่ที่เธอ ใบหน้าเนียนขาวเต็มไปด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอ ความรู้สึกเจ็บได้ถมทับร่างกายของเธออย่างที่ไม่เคยเป็น
ชาลิสาค่อยๆ ก้าวออกมาจากตึกอย่างเหม่อลอยราวกับร่างไร้วิญญาณ สายตามองไปรถที่อยู่จอดตรงหน้า พร้อมกับคนขับรถที่รอรับเธออยู่ก่อนแล้ว
“คุณหนูเป็นอะไรหรือครับ” ลุงเชิดถามด้วยความเป็นห่วง พลางมองเห็นใบหน้าของเด็กสาวที่มีคราบน้ำตา แต่เธอกลับมองหน้าของลุงเชิดแล้วเดินขึ้นรถไปโดยไม่ตอบคำถาม
เวลาผ่านไปราวๆ สามชั่วโมงนับตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน ชาลิสาเก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ร่างอวบขดตัวอยู่ที่พื้นข้างเตียงนอน เสียงสะอื้นที่ร้องออกมาเป็นระยะค่อยๆ หยุดเงียบลง เมื่อประตูเปิดออกพร้อมกับร่างของใครบางคนที่คุ้นเคยเดินเข้ามาหา
หญิงสาวร่างอวบเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหาร เธอวางถาดอาหารลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ ก่อนจะเดินเข้ามาหาชาลิสาแล้วนั่งลงข้าง ๆ แม้ใบหน้าของเธอจะดูเหี่ยวย่นไปตามกาลเวลา แต่รอยยิ้มอ่อนโยนเวลามองมาที่ ชาลิสาก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“คุณหนูของนมเป็นอะไรไปคะ”
“แม่นม...เพราะว่า...ลิ...สาไม่สวย ใช่ไหมคะ...”
เสียงสะอื้นชาลิสาของนมฟังดูแล้วติดขัด แต่ถ้อยคำที่เธอพูดออกมาเต็มไปด้วยความน้อยใจและตัดพ้อ
“ไม่นะคะ คุณหนูของนมสวยเสมอ” แม่นมพูดพลางลูบผมสีดำเพื่อปลอบโยน แม่นมได้แต่มองคุณหนูอย่างสงสารและเอ็นดู ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร
“แม่นมโกหก ลิสาอ้วนจะตายไป” ชาลิสาพูดด้วยน้ำเสียงที่ตัดพ้อ
“ไม่หรอกค่ะ แม่นมจะโกหกคุณหนูทำไม คุณหนูน่ารักในแบบของคุณหนู” แต่คนฟังได้แต่นั่งนิ่งเงียบไม่ตอบใดๆ ทั้งสิ้น
“คุณหนูคะ รับประทานอาหารเย็นดีกว่า นี่ก็ดึกมากแล้วค่ะ” แม่นมพูดขึ้นพร้อมกับเดินไปหยิบถาดอาหารมาวางไว้บนเตียงของเธอ
“กินเถอะค่ะ เดี๋ยวคุณหนูจะไม่สบายอีกนะคะ” คนฟังได้แต่นั่งนิ่งเงียบแล้วเงยหน้าไปมองแม่นม ก่อนจะลุกขึ้นมารับประทานอาหาร แล้วอาบน้ำเข้านอน ทั้งที่หัวใจนั้นยังร้องไห้
เช้าวันรุ่งขึ้น ชาลิสาเดินเข้ามาภายในห้องเรียนมาด้วยดวงตาที่หมองคล้ำและแดงก่ำ รินดาเดินเข้ามาทักถามด้วยเสียงใส
“ลิสาเป็นไงบ้าง คุกกี้เมื่อวานที่ให้อร่อยไหม” คนถูกถามได้ฟังแล้วถึงกับต้องกำหมัดแน่นเพื่อระงับอารมณ์ไว้
“อืม อร่อยมากเลยล่ะ”
ช่วงเวลาที่ดูยาวนานผ่านพ้นไปของตลอดทั้งวัน เสียงออดดังขึ้นบ่งบอกว่าเวลาเรียนได้หมดลงแล้ว ชาลิสาเก็บของลงกระเป๋าแล้วเดินออกจากห้องทันที เธอเดินลงมายังบันไดและพบกับใครคนหนึ่ง ใบหน้าคมเข้มที่คุ้นเคย
รุ่นพี่ !
สายตาคู่สวยมองไปยังเขาที่เดินผ่านเธอไปแบบไม่สนใจ เธอตัดสินใจเดินเข้าไปหา แต่ว่ามีคนเดินเข้ามาหาเขาเสียก่อน หญิงสาวจึงหยุดชะงักลงเพื่อรอ
“ไงดล เมื่อวานเห็นตั้มบอกว่าแกให้คุกกี้มันเหรอ แปลกมาก ! แล้วให้มันทำไม ?” ผู้เป็นเพื่อนถามออกมาด้วยความสงสัย เขารู้ดีว่าคนอย่างภูวดลจะไม่รับของจากผู้หญิงคนไหนและจะไม่ให้ของใครสักเท่าไร
“เปล่าก็แค่ได้มาน่ะ ไม่ค่อยได้สนใจเท่าไร อันที่จริงก็ไม่อยากจะรับไว้เท่าไหร่” ภูวดลตอบด้วยน้ำเสียที่เรียบและไม่ค่อยใส่ใจ
“อ้าว ไม่อยากจะรับ ทำไมไม่ปฏิเสธเขาไป”
“รำคาญก็เลยรับมา”
“แล้วสวยไหม” ผู้เป็นเพื่อนถามอย่างอยากรู้ แต่คนตอบกลับตอบกลับมาว่า
“อ้วนแบบนั้นใครจะไปชอบลง อย่าไปสนใจเลย ไร้สาระ” เขาพูดจบแล้วเดินจากไป คนเป็นเพื่อนได้แต่ยืนส่ายหน้าแล้วเดินตามไป
ชาลิสายืนฟังได้แต่น้ำตาไหลพรากออกมา คำพูดที่ฟังแล้วทิ่มแทง เธอดูน่าเกลียดมากหรือ แล้วทำไมไม่พูดกันตรง ๆ ทำไมต้องพูดลับหลังแบบนี้ ในเวลานี้ภาพลักษณ์ของรุ่นพี่ที่เธอแอบชอบค่อย ๆ จางลงไป เหลือเพียงแต่ความเจ็บและความเกลียดเอาไว้
LOVE MARRIAGE วิวาห์รักพิศวาส
Chapter 1
รถยนต์คันหรูหยุดจอดลงใต้ชายคาบ้านหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่สีขาว ประตูรถถูกเปิดออกพร้อมกับปรากฏร่างระหงที่ก้าวเท้าออกมา หญิงสาวหยุดอยู่สักพักเพื่อมองก่อนจะเดินเข้าบ้าน สายตาคู่สวยมองไปยังสิ่งที่ยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน นานแล้วที่จากที่นี่ไป สี่ปีนับตั้งแต่เธอเรียนจบมัธยมหก ก็ตัดสินใจไปเรียนเมืองนอกทันที
ชาลิสาเดินขึ้นบันไดมายังหน้าห้องนอน สายตาจ้องมองไปยังกรอบรูปบนโต๊ะขณะสาวเท้าเดินไป รูปในอดีตเด็กสาวร่างอ้วนท้วมถ่ายภาพคู่กับบิดา
ใช่แล้ว... นั่นเป็นเพียงอดีต เด็กสาวในภาพคืออดีตเมื่อหกปีก่อน หลังจากที่ถูกรุ่นพี่ปฏิเสธอย่างเยือกเย็น เธอไม่เคยลืมเขา ผู้ชายที่ไร้หัวใจคนนั้น ทั้งที่หลายปีผ่านมาก็พยายามที่จะลืมแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็ได้แต่หลอกตัวเองว่าเธอลืมเขาแล้วจริง ๆ
สายตาหยุดจ้องมองของสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนตู้โชว์ขนาดกลาง ขวดคุกกี้ที่เธอเคยให้ใครบางคน ใครคนนั้นที่ไม่เคยเห็นค่าแม้แต่น้อย มือเรียวเอื้อมหยิบขวดคุกกี้ขึ้นมามองด้วยความเจ็บปวดก่อนจะวางลงที่เดิม ถึงแม้คุกกี้จะถูกเททิ้งไปแล้ว แต่เธอก็ยังอยากจะเก็บขวดแก้วไว้เพื่อเตือนใจเธอ ทั้งที่รู้ว่ายังคงลืมเขาไม่ได้
ก๊อกๆ ก๊อก ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับประตูถูกเปิดออก ปรากฏร่างหญิงวัยกลางคนร่างอวบเดินเข้ามาหา
“คุณหนูคะ คุณหญิงท่านให้มาตามคุณหนูไปพบค่ะ” แม่นมพูดก่อนเดินออกจากห้องไป ชาลิสาได้แต่ถอนหายใจแล้วเดินตามลงไป
“แม่ว่าอะไรนะคะ !” หญิงสาวอุทานออกมาเสียงดันด้วยความตกใจพลางลุกขึ้นจากโซฟา เมื่อได้ยินแม่เลี้ยงพูดออกมา
“ใช่แล้ว แม่ขอโทษ” ชลรินดา ผู้เป็นแม่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด มองไปยังลูกเลี้ยงของเธอ
เธอเองก็เป็นหญิงที่ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ เนื่องจากมีปัญหาทางด้านมดลูก ดังนั้นเธอรักชาลิสาเหมือนกับเป็นบุตรแท้ แต่เพราะว่า ในเวลานี้ครอบครัวก็เกือบล้มละลายดีที่ สหรัฐผู้เป็นเพื่อนของสามีได้ยื่นข้อเสนอให้ โดยการยกบุตรสาวให้แต่งงานกับบุตรชายของเขา
“หมายความว่ายังไง จะให้ลิสาแต่งงานกับลูกชายคุณสหรัฐ เพื่อรักษาธุรกิจเอาไว้” เธอแทบทรุดทั้งยืน จะให้เธอแต่งงานกับคนที่เธอไม่รักเพื่อธุรกิจของครอบครัว
“แม่ขอโทษ แต่พ่อของลูกเล่นหุ้นผิดจนเกือบล้มละลาย ดีที่คุณสหรัฐเพื่อนของคุณพ่อยื่นมือเข้ามาช่วย” ผู้เป็นแม่กล่าวบอก แต่ชาลิสาถึงกับยืนอึ้งตัวเธอแทบชาไปทั้งตัว
“ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือคะ ทำไมต้องให้แต่งงาน เราผ่อนผันกับเขาก็ได้นี่คะ” เธอถามแสดงความคิดเห็นพร้อมค่อยๆ นั่งลงอีกครั้ง
“คือพ่อของลูกคุยแล้วแต่ทางนั้นเขาไม่ยอม” ชลรินดาพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า
“ทำไมล่ะคะ”
“ช่วยเถอะนะ ตอนนี้พ่อเครียดอยู่ ถ้าอาการกำเริบจะไม่ดีนะ”
ชาลิสานั่งเงียบอยู่นานเพื่อใช้เวลาตัดสินใจ
“ตกลงค่ะ ถ้าทำเพื่อคุณพ่อ”
เธอไม่อยากจะให้บิดาลำบากใจ ยิ่งถ้าแล้วบิดาเธอมีอาการเป็นโรคหัวใจล้มเหลวอยู่ เธอยังไม่อยากขึ้นชื่อว่าเป็นลูกอกตัญญู
“ขอบคุณนะจ๊ะลูกแม่ เดี๋ยวแม่จะไปหาพ่อก่อน ลูกไปพักผ่อนเถอะ” ชลรินดาพูดจบแล้วลุกเดินจากไป เหลือแต่เพียงชาลิสาที่นั่งปลงอยู่กับชีวิตของเธอ
ชลรินดาเดินออกจากห้องรับแขกมาเพื่อไปหาสามีเธอที่อยู่ห้องทำงาน เธอเดินเปิดประตูเข้าไป พลางถอนหายใจอย่างสงสารชาลิสาที่ต้องมารับหน้าที่และภาระของครอบครัว สามีของเธอที่นั่งทำงานอยู่บนโต๊ะทำงานค่อยเงยหน้าขึ้นมามองผู้เป็นภรรยา
“คุณคะ แบบนี้จะดีเหรอคะ ฉันสงสารลูกนะคะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด
“ผมเข้าใจ แต่มันไม่มีทางเลือก...” เขาวางมือจากงานแล้วเดินเข้ามาโอบไหล่ของผู้เป็นภรรยา สีหน้าของผู้เป็นภรรยาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
“แต่ว่า...”
“เชื่อผม ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น” ผู้เป็นสามีพูดปลอบให้กำลังใจ เขารู้ดีว่าชลรินดาถึงแม้ไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิดของชาลิสา แต่เธอก็ยังรักชาลิสาเหมือนลูกสาวแท้ๆ หลายปีมานี้จิตใจเขาดีขึ้นหลังจากภรรยาคนเก่าเสียชีวิตลงเพราะอุบัติเหตุเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เขาแทบเหมือนคนที่ไร้วิญญาณ จนกระทั่งเขามาพบกับชลรินดา เธอเป็นผู้หญิงที่สดใสคนหนึ่ง เขาและเธอใช้เวลาศึกษากันและกันจนกระทั่งตกลงใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน
“ฉันหวังว่าจะเป็นอย่างที่คุณพูดค่ะ” เธอพูดแล้วซบลงในอ้อมอกของเขาที่ยังอบอุ่นไม่เคยเปลี่ยน
บรรยากาศภายในห้องประชุมโรงแรงระดับห้าดาวแห่งหนึ่งใจกลางเมือง อัดแน่นเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด พนักงานทุกคนต่างนั่งนิ่งเงียบ
“ทำไมถึงมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น !” ชายหนุ่มตวาดอย่างโมโห คนในห้องประชุมต่างพากันก้มหน้าไม่กล้าตอบด้วยความกลัว
“ฉันถามทำไมไม่มีใครตอบ !”
“ เอ่อ เป็นความผิดพลาดของฉันเองค่ะ ที่ไม่ตรวจสอบให้ละเอียด” หญิงสาวพนักงานฝ่ายบัญชีเงยหน้าขึ้นมาพูด แต่เธอก็ต้องก้มหน้าลง เพราะสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธได้จ้องมองมาที่เธอ
“ทำงานสะเพร่าแบบนี้ คุณว่าผมควรจะจ้างงานคุณอีกอย่างงั้นเหรอ ! คุณควรพิจารณาตัวเองใหม่ได้แล้วคุณพัชนิญา” เสียงชายหนุ่มพูดออกมาอย่างเยือกเย็น เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปจากห้องประชุมด้วยอารมณ์หงุดหงิด เจ้าของชื่อที่ฟังได้แต่นิ่งเงียบกลั้นน้ำตาไว้
ภูวดลทิ้งตัวลงเก้าอี้อย่างอ่อนล้า หลังจากที่เขาเดินออกจากห้องประชุมด้วยความโมโห เพราะความไม่รอบคอบของพนักงาน ทำให้ยอดเงินในเดือนนี้ของโรงแรมเขาขาดทุนเกือบสิบล้าน
นับตั้งแต่เขามาบริหารการแทนบิดาเมื่อสามปีก่อนไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ โรงแรมของเขาไม่เคยขาดทุนเว้นแต่จะมีพวกยักยอกเงิน
ชายหนุ่มคิดและยิ้มอย่างมีเล่ห์ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อโทรหาใครบางคน เพื่อเช็คเรื่องบางอย่างที่เขาอยากรู้ ภูวดลวางโทรศัพท์ลงทันทีที่คุยเสร็จ ก่อนก้มหน้าอ่านเอกสารต่อ
เสียงประตูถูกปิดลงพร้อมร่างหญิงสาวร่างอรชรที่เดินเข้ามาหาเขาในชุดเกาะอกสีแดง เผยให้เห็นอกอวบขาวที่ล้นออกมาจากชุดสวย พิมพ์ดาราเดินเข้ามาหาเขาและนั่งอยู่บนโต๊ะทำงาน ก่อนโน้มตัวลงมาเพื่อมองชายหนุ่ม
ชายหนุ่มละสายตาจากเอกสารที่เขาทำอยู่ขึ้นมามองเธอ ร่องอกของหญิงสาวพยายามจะให้เขาเห็นเพื่อยั่วยวน เขามองเธอพร้อมลุกเดินมาหาเธอ หญิงสาวยันกายขึ้นแล้วหันมาหาชายหนุ่ม
“คิดถึงจังค่ะ ที่รัก” พิมพ์ดาราพูดพร้อมยกมือลูบใบหน้าเข้ม ภูวดลจับมือของเธอลงและดึงเข้ามาจูบ ลิ้นหนาของเขาตวัดและบดจูบอย่างเร้าร้อน เธอเองก็จูบตอบเขาเช่นกัน มือเรียว ๆ ค่อยเอื้อมไปโอบไหล่ ก่อนที่แผ่นหลังของเธอจะถูกดันลงแนบกับโต๊ะทำงานเขา
มือหนาเลื่อนไปตามขาเรียวยาวที่นวลไร้ที่ติเพื่อปลุกเร้าเธอ ก่อนจะค่อยลูบเข้าไปข้างในเนื้อกลีบกุหลาบ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาทำหน้าที่ปลุกอารมณ์หล่อนมากขึ้นเข้าไปอีก ชายหนุ่มสลัดชุดเกาะอกสีแดงออกแล้วโยนร่วงลงไปอยู่ที่พื้น
“อืม” เสียงหวานเซ็กซี่ครางออกมาเบา ๆ ปลุกอารมณ์ดิบของเขา เขาจ้องมองใบหน้าของพิมพ์ดาราที่เซ็กซี่ ก่อนจะอุ้มเธอไปไว้ที่โซฟาทั้งที่ปากของเธอและเขายังจูบกันดูดดื่ม
“ฉัน...อยากได้คุณนะคะ” เสียงหวานกระเส่าของเธอเชิญเขา
ภูวดลตอบรับโดยการถอดกางเกงออก ก่อนจะพรมจูบไปที่ท้องแบนราบของเธอ เสียงครางหวานครางตอบรับเขาเป็นอย่างดี ขาเรียวสวยถูกจับแยกออกและยกขึ้น ก่อนแทรกความแข็งแกร่งเข้าหาเธอทันที
ชายหนุ่มเริ่มเร่งจังหวะเร็วขึ้นจนคนที่อยู่ใต้ก็แอนสะบั้นรับเขาอย่างชำนาญ เสียงของเธอและเขาครางกระเส่าออกมา เมื่อเขาและเธอใกล้ถึงจุดสุดยอด ชายหนุ่มขยับตัวออกจากหล่อนเพื่อหลั่งข้างนอกทันที
เสียงหายใจหอบของเขาและเธอดังขึ้น ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วหยิบเสื้อผ้าที่กระจายอยู่สวมใส่ก่อนหันมาหาหญิงสาวที่นอนอยู่บนโซฟา
“ลุกขึ้นแล้วใส่เสื้อผ้าซะ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แล้วเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานเช่นเดิม พิมพ์ดาราได้แต่มองเขาด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาแต่ว่าประตูถูกเปิดเข้ามาซะก่อน
เสียงเปิดประตูพร้อมกับปรากฏร่างหญิงสาวสูงวัยเดินเข้ามา แต่แล้วก็ต้องอึ้งเมื่อเห็นร่างอรชรเปล่าเปลือยยืนอยู่มองมาที่เธอด้วยความตกใจไม่แพ้กัน เธอจึงรีบสวมใส่เดรสของเธอโดยเร็ว
“คุณแม่ !” ภูวดลมีสีหน้าตกใจ
“นี่มันอะไรกัน ตาดล !” ผู้เป็นแม่เอ่ยถามด้วยความโกรธ
“เอ่อ...” ชายหนุ่มอ้ำอึ้งตอบไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าแม่จะมา เขาเดินไปหาแต่ต้องหยุดชะงักลงอยู่ข้างหล่อน
“เอานังผู้หญิงคนนี้ออกไป !”
LOVE MARRIAGE วิวาห์รักพิศวาส
Chapter 2
“เอานังผู้หญิงคนนี้ออกไป !” สุชารัตน์พูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามระงับความโกรธ พลางส่งสายตาจิกไปหาหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างลูกชาย
“น่าอาย ฮึ โรงแรมฉันไม่ใช่ที่หล่อนควรจะมา ถึงหล่อนจะเป็นนางแบบ หล่อนเองก็ไม่ต่างจาก...ผู้ดีเข้าไม่ทำกันหรอก !”
“ว่าแต่ลูกชายของคุณแม่ก็ชอบด้วยสิคะ” พิมพ์ดาราตอบพร้อมยิ้มหวานกลับมาพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ภูวดลเพื่อควงแขนของเขา ก่อนจะพูดต่อไปว่า “ว่าแต่เพิ่งจะรู้นะคะ ว่าผู้ดีเขาพูดกันอย่างนี้” เธอพูดแล้วยิ้มเย้ยหยันให้ สุชารัตน์เมื่อเห็นสีหน้าของเธอเดิมที่เต็มไปด้วยความโกรธอยู่แล้วยิ่งหนักเข้าไปใหญ่
“นังคนชั้นต่ำ ! ออกไปเดี๋ยวนี้”
“คุณแม่ขา ผู้ดีค่ะ อย่าทำสันดานเหมือนคนชั้นต่ำแบบหนูสิคะ” เธอตอบกลับ แววตาของหล่อนเต็มไปด้วยความเหยียดหยามคนตรงหน้า
“ออกไปก่อน ลูซี่” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ ๆ เมื่อรู้ว่าถ้าเธออยู่ต่อวันนี้คงไม่จบเท่านี้แน่ แต่คนข้างกายเขามองด้วยแววตาที่ไม่พอใจ ก่อนจะเดินออกไปโดยส่งสายตายิ้มหวานให้สุชารัตน์
“แล้วพบกันใหม่นะคะคุณแม่” หล่อนพูดแล้วยิ้มก่อนเดินสะบัดออกไป สุชารัตน์ได้แต่จิกหางตามองนางแบบสาวจนเดินออกจากห้องไป แล้วหันมามองลูกชายของเธอด้วยสีหน้าที่โกรธจัด
“ตาดล !”
“คุณแม่ครับ นั่งก่อนแล้วค่อย ๆ พูดก็ได้ครับ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อนและส่งสายตาหวานมาให้ผู้เป็นแม่
“ไม่นงไม่นั่ง แล้วอย่ามาทำสายตาแบบนี้ด้วย เหมือนพ่อแก่ไม่มีผิด” สุชารัตน์ยืนด่าว่าลูกชายของเธอ ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจออกมา อย่างทุกครั้งที่โดนกล่าวว่าและพานถึงบิดาทุกครั้ง
“โธ่ แม่ครับ ก็แค่ระบายอารมณ์น่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก” ภูวดลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบๆ แต่คนเป็นแม่หันมามองทันที
“ฮึ! รอเอาไว้แกมีเมียเมื่อไร แกจะรู้” คนเป็นแม่กล่าวแล้วหันหน้าหนี ใช้ผู้หญิงเป็นที่ระบายอารมณ์มีที่ไหนกัน
“ไม่ต้องรอหรอกคุณ” เสียงที่แทรกขึ้นมาพร้อมกับชายหนุ่มรุ่นใหญ่ ใบหน้าถึงแม้จะมีรอยเหี่ยวย่นตามอายุ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความหล่อลดน้อยลง
“คุณ//พ่อ”
“คุณมาที่นี่ทำไม ไหนบอกว่าไม่สบาย” สุชารัตน์ถาม เธอมองใบหน้าผู้เป็นสามีที่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“มาบอกข่าวดีให้คุณ” สหรัฐผู้เป็นสามีพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ก่อนจะเดินเข้าไปหาลูกชายของเขาพร้อมนั่งลงที่โซฟาแล้วพูดขึ้นว่า “แต่เป็นข่าวร้ายสำหรับแก เจ้าดล !”
“ข่าวอะไรครับ” ภูวดลถามแล้วมองใบหน้าของผู้เป็นบิดาที่มีรอยยิ้มผิดปกติพลางสงสัยในใจ เรื่องอะไรที่ทำให้ถึงกับต้องมาเอง
“นั่นสิ ข่าวดีอะไรของคุณ ทำไมไม่ไปพูดกันที่บ้าน”
“งานแต่งงานของแกไง เจ้าดล” สหรัฐพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบๆ แต่คนฟังทั้งสองคนเมื่อได้ยินก็ตกใจไม่ต่างกัน
“แต่งงาน !” ชายหนุ่มร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ พลางมองสีหน้าของผู้เป็นบิดาที่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข แต่ใบหน้าของเขากับแสดงความโกธรออกมาทันที
“หมายความว่า หนูลิสา...” ผู้เป็นภรรยาเอ่ยขึ้น มองหน้าสามี
“ใช่หนูลิสาเพิ่งกลับมา ตามที่เราตกลงกันไว้...”
“ตกลงอะไรกันครับ ? แล้วทำไมต้องให้ผมแต่งงานด้วย !” ชายหนุ่มแทรกถามขึ้นทันที
“คุณอทิตยวัฒน์เพื่อนของพ่อ สมัยยังหนุ่มเขาเกือบล้มละลายเพราะถูกหลอกเล่นหุ้นเมื่อเดือนก่อน พ่อเห็นเขาเดือดร้อนก็เลยยื่นมือเข้าไปช่วย” สหรัฐพูดไปพลางเดินมานั่งที่โซฟาโดยมีสุชารัตน์และภูวดลนั่งลงด้วย
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับผม” ภูวลดถามพลางมองอย่างไม่เข้าใจ
“ก็ข้อตกลงระหว่างการช่วยเหลือนะ เขายกลูกสาวให้แต่งงานกับเรา” สุชารัตน์พูดเสริม ชายหนุ่มเมื่อได้ยินแล้วก็ถามขึ้นอย่างโมโหทันที
“เอาลูกสาวตัวเองแลกกับเงิน ฮึ !” ชายหนุ่มพูดแล้วยิ้มออกมา ใจคิดเพียงว่าผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานก็ไม่ต่างจากหญิงขายตัวที่เอาเงินแลกมา
“อย่าคิดในทางที่เสียหายกับหนูลิสาเขาแบบนั้น แม่กับพ่อเป็นคนขอเอง” สุชารัตน์กล่าวดักความคิดของบุตรชาย
“เอาล่ะ พ่อก็มาบอกเราเท่านี้ งั้นเดี๋ยวพ่อไปซื้อของข้างนอกก่อน” สหรัฐพูดบอกลาแล้วลุกขึ้นจากโซฟาหันเดินออกไป
“ผมไม่แต่ง !” ชายหนุ่มพูดออกมาอย่างทันที ผู้เป็นบิดาหันหลังกลับมามองบุตรชาย
“แกกล้าปฏิเสธคำสั่งฉันหรือไง เจ้าดล !” ผู้เป็นบิดาพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดแล้วเดินออกจากห้องไป สุชารัตน์มองหน้าของผู้เป็นลูกชายที่มีสีหน้าไม่พอใจแล้วเดินตามออกไป เหลือเพียงแต่ชายหนุ่มที่ยืนนิ่งด้วยความโกรธ
ฮึ ! ในเมื่ออยากแต่งนักฉันก็จะสงเคราะห์ให้
แสงอาทิตย์เริ่มตกดิน ชายหนุ่มละสายตาจากแฟ้มงานบนโต๊ะก่อนจะทิ้งตัวลงเพื่อพิงเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า เขาเหลือบมองนาฬิกาบนโต๊ะทำงานที่บอกเวลา ตลอดเวลาทั้งวันนั่งแต่ทำหน้าเครียดเรื่องที่จะต้องแต่งงานจนไม่เป็นทำงาน ถึงเวลาแล้วที่ควรจะผ่อนคลายซะบ้าง
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากโต๊ะและเดินออกจากห้องไปทันที
“คุณดลจะกลับแล้วหรือคะ” ชนาภาเลขาส่วนตัวของภูวดลเอ่ยทักขึ้น เมื่อเห็นเจ้านายของเธอเลิกงานเร็วผิดปกติ
“ผมอยากจะออกไปผ่อนคลายซะหน่อย ถ้าคุณกลับผมฝากเก็บเอกสารบนโต๊ะด้วยละกัน” ชายหนุ่มพูดแล้วเดินจากไป
ชนาภาได้แต่มองเจ้านายจนลับสายตาไป
เธอส่ายหน้ามองเจ้านายแล้วถอนหายใจออกมาและคิดอย่างเห็นใจ
เสียงเพลงที่เปิดดังสนั่นก้องไปทั่วผับในย่านตัวเมืองแห่งหนึ่ง ร่างเย้ายวนและร่างสูงใหญ่ของหญิงและชายที่สะบัดสะโพกเต้นกันอย่างเมามัน ภูวลดเดินเข้ามาในร้านสายตาของหญิงสาวมากมายจ้องมาทางเขา เขาหันหน้าหนีอย่างรำคาญพลางกวาดสายตามองหาใครบางคน ทางโต๊ะริมมุมด้านขวา ก่อนจะเดินเข้าไปหา
ชายหนุ่มลูกครึ่งดวงตาสีนิลนั่งจิบไวน์อยู่พร้อมกับแขนอีกข้างได้โอบกอดสาวสวยไว้ พลางส่งสายตาเหลือบมองเพื่อนที่กำลังเดินมาพอดี
“ดล !” แพทริก เชสเฟเดส เขายืนขึ้นเพื่อต้อนรับ
ภูวดลเดินเข้ามานั่งที่โซฟาเงียบๆ
ชายหนุ่มลูกครึ่งมองสีหน้าของเพื่อนที่ไม่ค่อยสบอารมณ์จึงเอ่ยถาม“นายเป็นอะไรมา ทำไมทำหน้าอย่างกับคนเบื่อชีวิต”
หญิงสาวบริการเดินเข้ามานั่งข้างเขาก่อนที่จะเข้าไปซบไหล่ แต่เขากลับผลักออกอย่างไม่สนใจ หล่อนจึงมองหน้าด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะเดินลุกจากโต๊ะ เดินไปรับแขกรายอื่น
ภูวดลนั่งนิ่งเงียบไม่ตอบ เอื้อมมือหยิบแก้วเบียร์ขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะเติมเพิ่มแล้วดื่มเข้าไป แพทริกได้แต่มองอย่างงงๆ
“มีเรื่องอะไร ทำไมเอาแต่ดื่มแบบนี้ อย่าบอกนะว่านายอกหัก”
คนถูกถามมองหน้าอย่างทันที ถ้าถูกหักอกไม่มานั่งดื่มอย่างนี้หรอก
“อย่ารู้เลยจะดีกว่า ฉันไม่อยากพูดถึงมันสักเท่าไหร่” ภูวดลพูดแล้วยกขึ้นดื่ม ด้วยความเสียอารมณ์
“ขนาดนั้นเลยหรือ นายทำท่าอย่างกับว่ากำลังจะมีเมียอย่างงั้นแหละ” แพทริกพูดขึ้นอย่างลอย ๆ แต่คนฟังถึงกับวางแก้วอย่างทันที เขารู้ว่าภูวดลเป็นพวกหวงความโสด นับตั้งแต่เขารู้จักภูวดลแค่ผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าแฟนเป็นตัวเป็นตนยังไม่มีเลยจะมีก็แต่คู่นอนเท่านั้น
“ก็เออสิ !” ภูวดลพูดออกมาทันที
ภูวดลกำลังจะแต่งงาน !
แพทริกเมื่อได้ยินภูวดลเอ่ยตอบกลับมาเขาก็หัวเราะออกมาอย่างทันที “ไปทำใครท้องเอาไว้ล่ะ”
“บ้าหรือไง ฉันจะไปทำใครท้องให้เดือดร้อนตัวเองทำไม” ชายหนุ่มตอบกลับมาอย่างหัวเสีย
“อ้าวแล้ว...”
“ฉันถูกบังคับให้แต่งงานต่างหากล่ะ” คนฟังถึงกับอึ้งอย่างทันตา
“ใครบังคับ?”
“ก็จะใครซะอีก” แพทริกพยักหน้าเข้าใจความหมายอย่างทันที คงเป็นเพราะบิดาของภูวดลที่บังคับให้แต่ง แต่จะบังคับทำไมในเมื่อไม่มีเหตุให้บังคับ เว้นแต่อยากให้หยุดอยู่ที่เพียงผู้หญิงคนเดียว
“พ่อกับแม่บอกว่าลูกหนี้ยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย อีกอย่างลูกหนี้ที่ว่าเป็นเพื่อนของพ่อฉันเอง...” ภูวดลเล่าให้ฟัง
คนฟังได้แต่ฟังแล้วยิ้มขำออกมา
กรรมตามสนองแล้วล่ะมั้งงานนี้
“ฮึ แต่ถึงยังไงซะ คิดหรือว่าฉันจะยอมรับ” ภูวดลพูดขึ้น รอยยิ้มของเขาดูหน้ากลัว แพทริกได้แต่มองแล้วส่ายหน้าเพียงอย่างเดียว
“แล้วนายจะทำยังไง ในเมื่อนายก็ต้องแต่งงานกับเธอคนนั้นอยู่ดีนั่นแหละ” คนถูกถามได้แต่เหยียดยิ้มออกมา
“ในเมื่ออยากแต่ง ฉันก็จะแต่ง แต่ก็เป็นเพียงเมียที่กอดแต่ทะเบียนสมรสไว้เท่านั้นแหละ”
แพทริกได้แต่ถอนหายใจออมา เขาสงสารผู้หญิงที่จะต้องแต่งงานกับภูวดลคงจะโชคร้ายที่สุดแน่ เพราะนอกจากจะไม่ได้รับความรักแล้วยังจะถูกเหยียดหยามอีก