“โอ...ภีมขา...ขอเป็นวันอื่นเถอะค่ะ พรุ่งนี้หนูดายังเหนื่อยไม่อยากตื่นเช้า”
หล่อนอ้อนเพื่อหาทางเลี่ยง บ้านโมเดิร์นสมัยนี้ก็เหมือนๆกันนั่นแหละ ว่างๆค่อยแวะไปดูก็ได้
“ผมอยากให้หนูดาไปดูว่าอยากได้อะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า อย่างห้องครัวผมไม่รู้ว่าหนูดาชอบแบบไหน และต้องใช้อะไรเป็นพิเศษสำหรับแม่ครัวฝีมือระดับเชฟอย่างหนูดา”
ดารุณีเดินคล้องแขนภีมะมาหยุดคุยริมสระน้ำฟากตรงข้ามสนามจัดงานเลี้ยง ยืนดูเพื่อนหนุ่มสาวจับคู่ออกไปยืดแข้งยืดขาเต้นตามจังหวะเพลงเร็วสนุกสนานสองสามเพลงก่อนจะเปลี่ยนเป็นเพลงหวานให้หลายคู่ออกไปลีลาศ
“หนูดาเชื่อว่าภีมต้องทำดีที่สุดแล้ว เอาไว้เข้าไปอยู่แล้วค่อยดูก็ได้ค่ะว่ามีอะไรควรเพิ่มเติมอีกบ้าง ภีมเห็นควรอะไรก็ทำไปเถอะค่ะ หนูนาไม่เรื่องมากนักหรอก”
ดารุณีบอกเอาใจ ต้องการหลีกเลี่ยงความจริงที่ตนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับข้าวของเครื่องใช้ในครัวหรือในบ้านเลย นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ดารุณียังไม่อยากแต่งงานเร็วๆนี้ ถ้าแต่งงานเข้าอยู่บ้านเดียวกันเมื่อไหร่ภีมะจะต้องรู้ความจริงว่าหล่อนไม่ได้เก่งเรื่องงานบ้านงานครัวอย่างที่คุยกับเขาไว้ โดยเฉพาะเรื่องการทำอาหารที่หล่อนมักจะคอยสมอ้างเอาจากนาราหรือหนูนาญาติผู้น้องที่มารดาเลี้ยงดูมาคู่กัน เพราะรายนั้นชอบทำอาหารและได้ร่ำเรียนมาอย่างเชี่ยวชาญ
“ถ้าอย่างนั้นอาทิตย์หน้าผมจะนัดหนูดาใหม่ก็แล้วกัน ผมอยากให้หนูดาไปช่วยเลือกต้นไม้ที่ชอบด้วยกัน จะได้เลือกเอามาปลูกในสวนหย่อมหลังบ้าน”
หญิงสาวเบือนหน้าออกมาทำหน้าเบ้ หล่อนไม่เคยสนใจต้นไม้หรือชื่นชอบดอกอะไรเป็นพิเศษ อย่างวันนี้ภีมะนำช่อบูเก้ ดอกกุหลาบสีแดงสดสวยงามมามอบให้หล่อนก็ว่ามันดูสวยดี แต่ไม่มีอะไรพิเศษมากกว่านั้น บางครั้งหล่อนก็เบื่อความช่างเอาใจแบบที่หล่อนไม่ต้องการอย่างเรื่องบ้านเรื่องต้นไม้เป็นต้น เพราะได้ชื่อว่าดารุณีลูกสาวคนเดียวของคุณหญิงเดือนเพ็ญไม่จำเป็นต้องลงมือทำอะไรด้วยตัวเองอยู่แล้ว
“หนูดาว่าจ้างคนตกแต่งสวนมาทำให้ดีกว่าค่ะ เขาจะรู้ว่าควรไม่ควรปลูกอะไรหรือต้องดูแลรักษายังไง”
ดารุณีเสนอ ใจจริงอยากจะปฏิเสธตรงๆ แต่เกรงใจที่ภีมะได้ทำดีกับตนมาสม่ำเสมอ แต่หล่อนก็ไม่อยากออกไปตากแดดตากลมเดินดูต้นไม้ใบหญ้าให้เสียแรงเสียเวลาเดินช้อปปิ้ง ซื้อสินค้าตามห้างหรูติดแอร์เย็นฉ่ำ ด้วยที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบตามใจของรัฐมนตรีนัททีกับคุณหญิงเดือนเพ็ญที่เห็นว่าเป็นลูกสาวคนเดียว ลูกสาวอยากได้อะไรพ่อแม่ก็สรรหามาประเคนให้อย่างไม่เคยขัดใจ จะมีก็เรื่องเดียวเกี่ยวกับการเล่าเรียนที่รัฐมน ตรีนัททีต้องขีดเส้นตายว่า...ถ้าไม่เรียนให้จบอะไรสักอย่าง ก็จะตัดเงินค่าใช้จ่ายให้เหลือแค่ห้าพันบาทต่อเดือน ด้วยเหตุผลเชิงประชดประชันลูกสาวว่า...คนไม่มีความรู้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมายอะไร มีติดกระเป๋าไว้เป็นค่าขนมก็พอ เพราะจะไม่รู้ว่าต้องซื้อหาสิ่งใดมาใช้ให้เหมาะสมกับความจำเป็น อยากได้อะไรก็ให้จดรายการมาให้พ่อแม่พิจารณาก่อน แล้วจะให้เงินไปซื้อหามาตามที่พ่อแม่เห็นควร...ซึ่งทำให้คุณหญิงเดือนเพ็ญต้องวิ่งเต้นฝากฝังลูกสาวเข้าเรียนโรงเรียนเลขานุการ พร้อมกับจ้างครูมาสอนพิเศษด้านภาษาต่างประเทศและจ้างครูมาติวสอนพิเศษเฉพาะวิชาเคี่ยวเข็นกันจนเรียนจบออกมา
“อึม...เอาอย่างนั้นก็ได้ ผมจะหาบริษัทรับตกแต่งสวนมาทำทั้งหน้าบ้านหลังบ้าน ถ้าหนูดาอยากได้อะไรเป็นพิเศษก็บอกได้นะ”
“ค่ะ หนูดาบอกแล้วไงคะ ว่าหนูดาไม่เรื่องมาก ภีมอยากทำอะไรก็ทำเถอะค่ะ อุ๊ยเพลงใหม่ขึ้นแล้วเราไปเต้นรำกันดีกว่า เพลงนี้เป็นเพลงที่หนูดาชอบซะด้วย”
ดารุณีไม่อยากคุยเรื่องน่าเบื่อของภีมะอีก จึงดึงแขนเขาเดินกลับมายังสนามงานเลี้ยง แล้วพาเข้าฟลอร์เต้นรำทำนองเพลงคลาสสิกที่คู่หนุ่มสาวชื่นชอบเพราะเป็นโอกาสเดียวที่พวกเขาจะใกล้ชิดกันต่อหน้าสาธารณชนได้
หล่อนคล้องแขนรอบลำคอแข็งแรงของภีมะซบหน้าลงอิงอกกว้างทรงพลังที่หล่อนกำลังชั่งใจว่า...จะแต่งงานอยู่กินกับเขาไปจนตลอดชีวิตได้หรือไม่ เพราะยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ภีมะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของหล่อนได้...
ชายหนุ่มใบหน้าหล่อคมเข้มตามเชื้อสายชาวฮอลันดาของผู้เป็นปู่ทวดของมารดา เขาดูสง่างามอยู่ในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มกับเสื้อเชิ้ตสีขาวและเนกไทผ้าไหมลายทางสีฟ้าสดใส ช่วยขับให้ผิวค่อนข้างขาวของเขาให้มีเสน่ห์ชวนมองมากขึ้น
ร่างสูงยืนเด่นอยู่หน้าแท่นพิธี โดยมีเพื่อนเจ้าบ่าวสองคนยืนเยื้องด้านหลังอยู่ไม่ห่าง จะผิดแปลกก็จากสีหน้าของทุกคนที่ควรจะยิ้มแย้มแจ่มใส กลับเคร่งเครียดแสดงถึงความวิตกกังวลและร้อนใจไม่ต่างกัน
แต่ไม่กี่นาทีต่อมา สามชายหนุ่มต่างลอบถอนใจโล่งอก เมื่อเสียงดนตรีเปิดตัวเจ้าสาวเริ่มบรรเลง หลังจากเลยเวลามาเกือบยี่สิบนาที โดยมีประกายคมเข้มจากดวงตาสีดำสนิทของผู้เป็นเจ้าบ่าวมองจับจ้องอยู่กับตัวเจ้าสาวในชุดราตรีผ้าไหมสีขาวเรียบหรูดูไม่คุ้นตา
ชายหนุ่มอมยิ้มด้วยคิดว่าความตื่นเต้นเป็นผลทำให้มองผิดเพี้ยน เห็นร่างงามเจ้าสาวของเขาดูเล็กและบอบบางมากกว่าเก่า แม้จะอยากเห็นใบหน้างามและสบตากับเจ้าสาวในเสี้ยววินาทีนี้ แต่ไม่อาจกระทำได้ตามใจปรารถนา เพราะใบหน้าเจ้าสาวถูกผ้าคลุมลูกไม้โปร่งบางสองชั้นบดบัง เขาต้องอดใจรอจนผู้ส่งตัวนำเจ้าสาวเข้ามายืนหน้าแท่นพิธีและถอยออกให้เขาเข้าไปยืนแทนที่
ภีมะพยายามรวมสมาธิฟังบาทหลวงอ่านคัมภีร์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ ขณะเกิดความข้องใจกับชุดเจ้าสาวที่เขาจดจำได้ว่าเป็นผ้าลูกไม้สีพีชทรงเข้ารูปเลิศหรูที่สั่งตรงจากประเทศฝรั่งเศสราคานับแสนบาท หากเปลี่ยนเป็นผ้าไหมสีขาวกระจ่างทรงต่อใต้อกส่งให้ผู้สวมใส่ดูน่ารักแบบสาวอ่อนวัยแปลกตาไป แต่ไม่สามารถสอบถามได้จนช่วงเวลาสำคัญพิธีกล่าวคำปฏิญาณและการสวมแหวนบนนิ้วนางที่สวมถุงมือลูกไม้บอบบางผ่านพ้นไป จึงเปิดผ้าคลุมหน้าออกตามธรรมเนียมการจุมพิตเจ้าสาว
ภาพตรงหน้าสะกดภีมะให้ต้องยืนตะลึงนิ่งงัน เจ้าสาวแสนสวยน่ารักที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานี้ ไม่ใช่ดารุณีคนรักผู้ตกปากรับคำแต่งงานกับเขา และก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยปากกล่าวอะไร เจ้าสาวก็เขย่งกายขึ้นพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาแตะริมฝีปากอิ่มอันอ่อนนุ่มจุมพิตแผ่วบนปลายคางแล้วจูงมือเขาไปยังโต๊ะที่บาทหลวงเชื้อเชิญให้เซ็นชื่อในใบรับรอง โดยเขาต้องจำยอมทำตามทุกอย่างจนขั้นตอนสุดท้าย เพราะบิดามารดาเข้ามากระซิบขอร้องไม่ให้เขากระทำเรื่องขายหน้าต่อแขกเหรื่อที่มาในงาน เขาพยายามเก็บกลั้นความสงสัยและคำถามมากมายมาจนงานพิธีศักดิ์สิทธิ์ในโบสถ์ผ่านพ้นไป
“นี่มันอะไรกันครับ”
เขาเริ่มโวยวาย หลังจากถูกบิดามารดาเดินขนาบข้างตัวเขากับเจ้าสาวพามายังรถเบนซ์ของคู่บ่าวสาว คุณภมรรุนหลังลูกชายเข้านั่งในรถขณะบอกเสียงเครียด
“เดี๋ยวถึงบ้านค่อยคุยกันเถอะภีม”
“ใจเย็นนะลูก”
คุณกรองแก้วเอื้อมมาจับมือลูกชายบีบเบาๆเป็นการปลอบใจนางเองก็ตกใจไม่น้อยเมื่อรู้ความจริงจากคุณหญิงเดือนเพ็ญ
“เจ้าสาวของผมหายไปไหน”
ภีมะมองกราดทุกคนในครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาวที่พากันเข้ามานั่งอยู่พร้อมหน้าในเรือนหอหลังใหญ่ที่เขาอุตส่าห์ทำงานหนักสร้างมันเอาไว้อยู่ร่วมกับหญิงสาวคนรักที่เขาเลือกเป็นเจ้าสาวเข้าพิธีแต่งงานวันนี้ แต่เขากลับต้องเข้าพิธีบนแท่นศักดิ์สิทธิ์กับหญิงสาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นญาติสาวของดารุณีที่เขาไม่คาดคิดว่าจะเข้ามายุ่งเกี่ยวในชีวิต
“อย่าเพิ่งเอะอะไปเลยตาภีม มานั่งลงก่อนเถอะ”
คุณภมรเข้ามาโอบไหล่บุตรชายพาไปนั่งบนโซฟาตรงข้ามกับครอบครัวเจ้าสาว ซึ่งมีคุณหญิงเดือนเพ็ญกับคุณพินิจน้องชายและสาวน้อยผู้สวมรอยมาเป็นเจ้าสาวตัวแทนนั่งหน้าซีดเจื่อนอยู่
“ทางเราต้องขอโทษค่ะ ดิฉันเสียใจจริงๆที่หนูดามาทำกับคุณภีมอย่างนี้”
คุณหญิงเดือนเพ็ญสุดจะกลั้นน้ำตาร้องไห้โฮออกมา ด้วยความเสียใจต่อการกระทำของลูกสาวคนเดียวที่สร้างความขายหน้าต่อมารดาบิดาและญาติผู้ใหญ่ นางเองก็ตกใจไม่ต่างจากตัวเจ้าบ่าวหรือครอบครัวของเขาที่รู้ว่าเจ้าสาวมาหายตัวไปกลางงานอย่างนี้
“ผมกับคุณหญิงก็เพิ่งรู้จากเพื่อนเจ้าสาวก่อนหน้าจะเข้าพิธีไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนี่เอง ยังไงก็ต้องขอโทษคุณภมรกับคุณกรองแก้วด้วย”
ท่านรัฐมนตรีนัททีกล่าวต่อจากภรรยา เมื่อเขารู้ว่าเจ้าสาวหายไปก็พยายามโทรติดต่อลูกสาว แต่ดูเหมือนดารุณีจะปิดมือถือทุกเบอร์ที่หล่อนใช้ ซึ่งพิธีสำคัญกระชั้นชิดเข้ามาเขาจึงเห็นด้วยกับภรรยาและน้องชายเรื่องการเปลี่ยนตัวเจ้าสาว
“หนูดาประสบอุบัติเหตุหรือครับ เป็นอะไรมากหรือ เปล่าครับ”
ภีมะใจหาย เมื่อเห็นน้ำตาของผู้เป็นมารดาเจ้าสาว เขาจึงคาดเดาว่าดารุณอาจจะประสบอุบัติเหตุเจ็บตัวถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลจึงมาเข้าพิธีแต่งงานไม่ได้