1
บ้านอัครธนากุลวันนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย แต่ที่เปลี่ยนคงจะเป็นผู้ถือครองสิทธิ์ ซึ่งบัดนี้หาได้เป็นของสองหนุ่มพี่น้องตระกูลอัครธนากุลไม่ รัฐกฤตญ์กับณิชาภรรยาสุดที่รักมีครอบครัวที่อบอุ่น ใช้ชีวิตบั้นปลายที่เหลืออย่างมีความสุขอยู่ที่ร้านอาหารริมทะเลพัทยา รัฐศาสตร์กับกัญติญาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ญี่ปุ่น เนื่องจากรัฐศาสตร์ต้องดูแลพรรคพยัคฆ์มังกรสืบทอดต่อจากอิเซตังผู้ล่วงลับ อลันและประดับดาวใช้ชีวิตอยู่ที่อิตาลีมีลูกด้วยกันสามคนเป็นชายสองหญิงหนึ่ง กิจการทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นของรัฐกฤตญ์กับรัฐศาสตร์ จึงอยู่ในความดูแลของรัฐภาคย์ชายหนุ่มวัยสามสิบสี่ปี ทายาทคนเดียวของรัฐศาสตร์
ร่างสูงใหญ่ที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง ใบหน้าเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ มือทั้งสองข้างไขว่คว้ากลางอากาศ ปากหนาพึมพำอะไรบางอย่าง...บางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจของเขา
“อย่าไป...อย่าไป...นีน่า”
ในความฝันเขาเห็นหญิงสาวที่เขารักและกำลังจะแต่งงานด้วย จูงมือชายคนหนึ่งแล้ววิ่งจากเขาไปอย่างสิ้นเยื่อใย เธอหันมาส่งยิ้มบางๆ ให้กับเขา มือนุ่มกระชับแน่นอยู่ในฝ่ามือใหญ่ของชายอีกคน...ผู้ชายที่เขาไว้ใจมากคนหนึ่ง เพื่อนสนิทของเขา...ศวิชญ์ ร่างของทั้งคู่วิ่งออกห่างไปอย่างเชื่องช้า ทั้งสองหันมายิ้มให้เขาอย่างไม่รู้สึกผิดกับการกระทำของตน เขาเจ็บหนึบที่หัวใจ มือหนาพยายามคว้าร่างของนิรมล ทว่าเธออยู่ไกลเกินเอื้อมมือถึง
“นีน่า...”
เขาสะดุ้งสุดตัวดีดตัวลุกขึ้นนั่ง ฝันอีกแล้ว...เมื่อไหร่ฝันร้ายนี้จะหมดสิ้นไปเสียที หรือว่าเขาจะต้องจมอยู่กับฝันร้ายนี้ไปตลอดชีวิต ความเสียใจที่อัดแน่นถูกขับออกมาเป็นความเคียดแค้น เมื่อนึกถึงต้นตอของเรื่องทั้งหมด ศวิชญ์คนที่เขาอยากฆ่ามากที่สุดในชีวิต แต่เขาไม่มีทางเจ็บฝ่ายเดียวแน่ ในเมื่อทำอะไรต้นตอไม่ได้ เขาก็ยังมีตัวตายตัวแทนอยู่ในกำมือ
ภายในรอบรั้วอาณาเขตของบ้านอัครธนากุล บ้านหลังเล็กที่มีเนื้อที่เพียงยี่สิบตารางวา เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวรัตนากาลมากว่าสองปี จากเดิมที่เคยอยู่บ้านหลังใหญ่มีเนื้อที่กว่าสี่ไร่ แต่พอหลังจากวันนั้น...วันที่ทายาทคนโตของรัตนากาล นำพาความเจ็บช้ำและแค้นเคืองมาสู่หัวใจของรัฐภาคย์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ครอบครัวที่เคยมั่งคั่งมีเงินทองใช้สอยไม่ขาด ต้องพังครืนลงมาในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ กลายมาอยู่บ้านเท่ารูหนู เงินทองขัดสน และความเจ็บปวดและเสียใจจึงบังเกิดขึ้นในตระกูลรัตนากาลตั้งแต่นั้นมา
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในห้องนอนห้องเล็กๆ ที่เบียดเสียดกันนอนถึงสามคนดังขึ้นหลายครั้ง ลลิลหญิงสาววัยยี่สิบสามปีลุกขึ้นอย่างงัวเงีย เอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ที่แผดเสียงดังไม่หยุด มีคนเดียวเท่านั้นที่โทรศัพท์มาในยามวิกาลเช่นนี้
“มาหาฉันเดี๋ยวนี้”
เสียงก้องตวาดลั่นกระทบกับโสตประสาทหูของหญิงสาวอย่างจัง เธอรับคำเสียงเบา ร้อนผ่าวที่ขอบตาขึ้นมาทันทีทันใด เมื่อไหร่หนอที่เขาจะรู้จักคำว่าให้อภัยเสียที ลลิลลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่ให้อีกสองชีวิตตื่นขึ้นมากลางดึก เดินไปหยิบเสื้อคลุมสีชมพูที่มีรอยฉีกขาด ทว่าถูกเย็บซ่อนอย่างปราณีตนำขึ้นมาสวมทับชุดนอนที่มีร่องรอยของการเย็บอยู่หลายแห่งเช่นกัน มือเล็กเปิดและปิดประตูบ้านหลังเล็กที่เป็นที่พักพิงอย่างเบามือ ก่อนจะเดินไปยังตึกใหญ่ สถานที่จองจำร่างกายและหัวใจของเธอ
“ชักช้าอยู่ได้...ฉันเรียกเธอตั้งนานแล้วนะ?”
เสียงใหญ่ตวาดถามลั่นห้อง ร่างบางที่เดินเข้ามาสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ จะมีวันไหนบ้างที่เขาจะพูดดีกับเธอ...ไม่มีเลยสักวัน
“ลูกหว้าก็มาทันทีที่พี่รัฐเรียกนะคะ”
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพี่ แล้วยืนหัวโด่อยู่ได้ ไม่รู้จักหน้าที่หรือไง ฉันไม่ได้เรียกเธอมาให้มายืนก้มหน้าดูพื้นนะ”
ลลิลเดินเข้าไปหาร่างใหญ่ที่กึ่งนั่งกึ่งนอนที่เตียง ปลดชุดคลุมสีชมพูดออกจากร่างกายเมื่อเดินมาหยุดที่ริมขอบเตียง ก่อนจะปลดชุดนอนในเวลาต่อมา โดยมีสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้นสุดแค้นจ้องมองตาไม่กะพริบ ร่างงามถูกกระชากเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่ม รัดแน่นจนกระดูกแทบหักกลาง ตามด้วยริมฝีปากหนาที่ฉกจูบอย่างไร้ความปราณี บดเคล้าและขบกัดกลีบปากอิ่มตามแรงแค้นที่ฝังแน่น
มือใหญ่จับหมับที่ทรวงอกขนาดเร้าใจอย่างหนักมือ บีบขยำจนเจ้าของเกิดความรู้สึกเจ็บ ยอดอกถูกนิ้วมือแกร่งดึง บดบี้อย่างไม่กลัวสาวเจ้าจะเจ็บช้ำ เพราะความเจ็บของเธอคือความสุขที่แสนวิเศษของเขา รัฐภาคย์ผละจากเรียวปากอิ่ม มือหนาผลักร่างเล็กให้นอนราบไปบนเตียง ส่วนตัวเขาลุกขึ้นยืนปลดชุดนอนออกจากร่างกาย เพื่อลงโทษตัวประกันสาวตามแบบฉบับของเขา
ชายหนุ่มเอนกายตะแคงนอนเคียงข้างหญิงสาว ทาบฝ่ามือร้อนๆ ไปที่ทรวงอกเคล้นสลับขยำขยี้จนแทบจะแหลกคามือ เรียวปากบางถูกบดจูบอีกครา รุนแรงแต่ทว่ามีความเร่าร้อนแฝงเข้ามาเป็นระยะ ปลายลิ้นหนาพยายามตวัดรัดเกี่ยวลิ้นนุ่มที่หลีกหนีเขาอย่างลนลานไม่กล้าสนองจุมพิตของเขา ทำให้คนจูบรู้สึกรำคาญ
“จูบตอบฉัน”
เขาสั่งเสียงเข้มชิดปากนุ่ม เธอรู้ว่าหากขัดใจเขา ผลที่ได้รับจะเป็นอย่างไร ผลตอบรับนั้นไม่เพียงแต่เธอเท่านั้น ยังส่งผลกระทบกับสมาชิกในครอบครัวของเธอทุกคนด้วย หลังจากที่ปากหนาได้รูปประกบจูบลงมาอีกครั้ง แทรกซอนปลายลิ้นเข้ามาอีกครา เธอจึงตวัดปลายลิ้นพันเกี่ยวแลกรัดกับลิ้นหนาอย่างเจนจัดทันที สองปีที่ผ่านมาหญิงสาวเรียนรู้วิชาจากอาจารย์หนุ่มผู้ร้อนในเกมพิศวาส ทุกอย่างทุกกระบวนท่า เธอทำในสิ่งที่เขาร้องขอและสั่งการ จำต้องทิ้งความเขินอายที่มีอยู่ในใจ เพื่อทุกคนที่เธอรัก
ลำคอหอมกรุ่นถูกเขาดูดซับความหอม และขบเม้มจนเกิดรอยแดงกระจายไปทั่ว ยิ่งคิดถึงเรื่องของพี่ชายของหญิงสาวมากเท่าไหร่ ร่องรอยแห่งการตีตราแค้นเกิดขึ้นมากเท่านั้น เธอเจ็บระคนเสียวซ่านไหลวนไปมาในร่างกาย
ปากหนาหุ้มงับยอดอกที่พุ่งชูชันหายเข้าไปในปาก ดูดกลืนจนปานสีอ่อนหายเข้าไปในปากร้อนชื้น ความรู้สึกของลลิลนั้น มีทั้งความเจ็บและความกระสันเสียว แยกแยะไม่ออกว่าความรู้สึกไหนที่มีมากกว่ากัน รัฐภาคย์ทำเช่นนี้กับยอดอกทั้งสองข้าง ในขณะที่มืออีกข้างเลื่อนต่ำลง
ปลายนิ้วใหญ่ชำแรกแทรกผ่านเข้าไปในกลีบสาว สัมผัสกับน้ำหวานที่ไหลซึมออกมาเพียงน้อยนิด เขาไม่สนใจว่าเธอจะพร้อมสำหรับเขามากแค่ไหน ปลายนิ้วขยับเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ นิ้วโป้งเคล้นคลึงจุดกระสันไปด้วย เพิ่มสภาวะการตื่นตัวทางเพศให้กับลลิลมากขึ้นไปอีก ทรวงอกและกลีบสาวถูกชายหนุ่มที่ไม่เคยเห็นค่าในตัวเธอถูกรุกรานอย่างหนักหน่วง สาวเจ้าบิดเร้าร่างกายกระเถิบหนีเป็นบางจังหวะ เพราะทนรับความเจ็บของปลายนิ้วที่กระแทกเข้าหาไม่ได้ ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดของหญิงสาวขาดตอน ขึ้นคร่อมร่างสาวด้วยร่างหนาของเขา ส่งความยิ่งใหญ่ที่พร้อมจะสร้างความทุกข์กายแต่ทว่าสุขใจ ล่วงล้ำเข้าไปในกลีบสาวแทนที่ปลายนิ้ว
2
“โอ๊ย!!...คุณรัฐ...ลูกหว้าเจ็บ”
ลลิลร้องครางออกมาด้วยความเจ็บ ร่างกายแทบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เอวสอบขยับกายเข้าออกอย่างหนักหน่วงและรุนแรง มือใหญ่ขยำเต้าทรวงจนแทบจะหลุดออกจากร่างกาย ลลิลลืมไปว่ายามที่ตัวเองร้องของความเห็นใจ ร้องครางด้วยความเจ็บปวด พายุอีกหลายเท่าตัวจะสาดซัดใส่ร่าง และมันก็เป็นจริงดั่งที่เธอคิดไว้
“โอ๊ย!!...คุณรัฐ”
แรงจังหวะที่กระชั้นเข้าหาเร็วกว่าทอร์นาโด แรงกว่ารถยนต์สองคันที่แล่นประสานงากัน เธอเจ็บจนน้ำตาแทบเล็ด น่าแปลกที่ความเจ็บมันมาพร้อมกับความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เธอยอมรับว่า เกิดขึ้นทุกครั้งที่หลับนอนกับเขา...ความสุขแบบเจ็บๆ
ชายหนุ่มถอนกายแกร่งออก หมุนพลิกร่างบางให้นอนคว่ำหน้า รั้งบั้นท้ายสวยกลมกลึงให้ขึ้นสูง แยกเรียวขาทั้งสองข้างให้ออกกว้าง สอดกายเข้าไปในกลีบสาวอีกครั้งทางด้านหลัง ทะลุทะลวงเข้าหาอย่างแรงจนลลิลสะดุ้งกาย ปลดปล่อยเสียงครางออกมา รัฐภาคย์ขยับร่างกายด้วยจังหวะที่เร่าร้อน ดุดัน มือใหญ่ทั้งสองข้างเคล้นบั้นท้ายขาวกลมกลึงอย่างมันมือ ใช้ปลายฝ่ามือตีกระตุ้นเป็นบางครั้ง
“พี่รัฐ...พี่รัฐ”
หญิงสาวชินปากกับคำว่าพี่มากกว่า เพราะเป็นคำที่เรียกเขามาตั้งแต่วัยเด็ก แต่ทว่าตอนนี้คำๆ นี้ถูกสั่งห้ามไม้เรียกโดยเด็ดขาด เธอร้องครางรับจังหวะที่เขาโถมร่างกายเข้าหา ท่วงท่านี้ทำให้ร่างกายของเขาแทรกผ่านอย่างลึกล้ำที่สุด ความมันส์เกินคำบรรยายจึงเกิดขึ้นในกายหนุ่ม แม้ว่ากลีบสาวของเธอนั้นจะผ่านการร่วมรักนับครั้งไม่ถ้วน ทว่าภายในยังคงกระชับตึงแน่นไม่เสื่อมคลาย แรงถาโถมที่ไม่มีวันสิ้นสุดจึงบังเกิดขึ้น เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังพร้อมกับเสียงครางของหญิงสาวที่พรั่งพรูออกมาอย่างต่อเนื่อง ประสานกับเสียงครางต่ำของรัฐภาคย์ที่ดังเป็นจังหวะตามแรงขยับกายเช่นกัน
“พี่รัฐ”
หญิงสาวยังไม่ยอมลดละที่จะปลดปล่อยเสียงครางกระเส่า ตามด้วยเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาเกือบพร้อมๆ กัน เมื่อปลายทางแห่งความสุขได้กระจายเต็มดวงหน้า ความสุขอาบซ่านในร่างกาย ถาโถมเข้ามาในหัวใจที่บอบช้ำ...สุขสมทว่าเจ็บร้าว
ฝ่ามือเล็กทั้งสองข้างทำหน้าที่รับน้ำหนักตัว ตามแรงกระแทกกระทั้นของเขา มือใหญ่จึงเอื้อมมาด้านหน้า กอบกุมทรวงอกที่กระเพื่อมไหวอย่างเมามัน ปลายนิ้วมือข้างหนึ่งจับที่ปลายคางมนให้หันหน้ามาด้านข้าง ร่างกายใหญ่โน้มกายต่ำลงมาประกบจูบปากนิ่มที่หอมหวาน ในขณะที่เอวสอบยังคงทำหน้าที่ตามเดิม
เวลาผ่านไปชั่วครู่สะโพกใหญ่กระโจนจ้วงเต็มแรงอีกหลายครั้ง ทั้งมือและเอวทำงานพร้อมกันอย่างแข็งขัน เขาหยุดการกระทำทุกอย่าง ถอนกายออกจากกลีบสาว พยุงร่างกายสาวที่อ่อนระทวยมานั่งคุกเข่าที่ริมเตียง กดแผ่นหลังบางให้ก้มต่ำ บั้นท้ายงามงอนลอยขึ้นสูง เขาสอดกายล่วงผ่านอีกครั้งโดยที่เขาอยู่ในลักษณะยืนริมเตียง
เสียงห้าวที่ดังครางต่ำ ร้องครวญด้วยความเสียวสะท้านในกาย สายน้ำที่กำลังพุ่งทะยานแตกกระจายออกมา ทำให้ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ปากสั่น เหงื่อผุดพรายอาบไปทั่ว กรามทั้งสองข้างบีบเข้าหากันแน่น ความคับแคบที่เขาทะยานเข้าหา รัดกายแกร่งโอบล้อมจนเขาอดรนทนไม่ไหว สาดกระหน่ำร่างกายเข้าออกอย่างเร่าร้อน เร่งเร้าจนหาจังหวะจะโคนไม่ได้ มือใหญ่ทาบวางที่เตียงนอนในลักษณะคร่อมร่างเล็ก เพื่อส่งตัวเองได้อย่างถนัดขึ้น แผ่นหลังเนียนสวยสัมผัสกับกล้ามเนื้อของแผ่นอกที่เสียดสีไปมา
“พี่รัฐ...พี่รัฐ”
เธอร้องครางยาวกรีดร้องออกมาอย่างสุขสม และนั่นทำให้ความอดกลั้นของเขาแตกออกมา สายนทีอุ่นร้อนพุ่งออกมาดั่งสายลาวาที่เชี่ยวกราก สิ้นสุดบทรักบทที่หนึ่งของคืนนี้
ชายหนุ่มเริ่มบทสวาทอีกบทต่อทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา เขาทำราวกับว่าเธอคือสิ่งมหัศจรรย์ทางเพศ แม้จะเกลียดมากแค่ไหน แต่ไม่เคยหยุดนิ่งบทรักแค่ครั้งเดียว ลลิลต้องทนแบกรับความเชี่ยวกรากของสายน้ำและแรงอารมณ์เคียดแค้นต่ออีกราวสามชั่วโมง ทุกอย่างจึงจบสิ้นลง
“ออกไปได้แล้ว พรุ่งนี้อย่าลืมขึ้นมาหาฉันที่ห้อง ไป!!”
รัฐภาคย์ตวาดไล่อย่างไม่มีเยื่อใย หลังจากที่แสงอรุณเริ่มขึ้นเหนือพื้นพิภพ ลลิลพยุงกายที่อ่อนล้าก้าวลงจากเตียง หยิบเสื้อผ้าที่กองอยู่ที่พื้นมาสวมใส่ เดินออกไปจากห้องนอนของคนที่แสนจะใจร้ายทั้งน้ำตา
ลลิลเดินทางออกจากบ้านในเวลาเจ็ดนาฬิกาตามปกติ ท่าทางของเธอในเช้าวันนี้อิดโรยอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเมื่อคืนกว่าเธอจะออกมาจากห้องของรัฐภาคย์ก็ปาเข้าไปเกือบห้านาฬิกา ได้พักผ่อนเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น ก็ต้องตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน แม้ว่าจะเหนื่อยล้ามากเพียงใด สาวหัวใจเพชรไม่เคยย่อท้อและสิ้นหวัง เพราะทุกอย่างที่เธอทำทั้งหมดเพื่อคนที่รักทั้งสิ้น หวังไว้ว่าสักวันรัฐภาคย์จะรู้จักคำว่าให้อภัย แต่ดูเหมือนว่าวันนั้นมันจะอยู่ไกลเหลือเกิน
ระหว่างที่เธอนั่งรถประจำทางสายหลัก ได้มีชายคนหนึ่งทรุดนั่งลงที่นั่งที่ว่างอยู่ ก่อนที่มือหนาของชายคนนั้นจะจับนิ่งที่มือของเธอ ทำให้ลลิลตกใจเป็นอย่างมากพยายามดึงมือกลับ แต่ทว่ามือใหญ่นั้นกลับจับแน่นมากกว่าเก่า หญิงสาวทำอะไรไม่ถูกเมื่อตัวเองถูกลวนลามบนรถประจำทาง ตั้งท่าจะร้องเรียกให้คนช่วย ทว่าเสียงที่หญิงสาวคุ้นเคยดังออกมาจากปากของชายคนนั้น ชายคนที่สวมหมวกปิดบังหน้าตาของตัวเอง
“ลูกหว้า พี่เอง” ศวิชญ์รีบกระซิบบอกข้างหูน้องสาวทันที
“พี่โหน่ง...พี่โหน่งจริงๆ ด้วย พี่โหน่งไปอยู่ไหนมาคะ รู้หรือเปล่าว่าแม่กับลูกหว้าเป็นห่วงพี่มากแค่ไหน?” น้องสาวยิงคำถามใส่พี่ชายทันที ตอนแรกเธอแทบจะจำพี่ชายไม่ได้เลย เนื่องจากผิวของพี่ชายจากผิวขาวเหลือง ตอนนี้เปลี่ยนไปสีค่อนข้างเข้มอย่างคนทำงานกลางแดดจ้า
“ไปหาที่คุยกันดีกว่านะ พี่อยากคุยกับลูกหว้า”
“ได้สิ อีกสองป้ายจะถึงสวนสาธารณะ เราคุยกันที่นั่นสะดวกกว่านะพี่”
“อืม...เอาอย่างนั้นก็ได้”
อีกประมาณสิบนาทีสองพี่น้องจึงลงจากรถประจำทาง เดินตรงเข้าไปในสวนสาธารณะทันที ก่อนจะมองหาม้านั่งที่พอจะลับตาคน และเริ่มการสนทนาทันที
“พี่โหน่งไปอยู่ที่ไหนมาพี่?...สบายดีหรือเปล่า?...ขาดเหลืออะไรมั้ย?...แล้วพี่นีน่าล่ะพี่เป็นยังไงบ้าง?” ลลิลเอ่ยถามพี่ชายเป็นชุด
“พี่ไปอยู่เหมืองแห่งหนึ่งทางภาคใต้อยู่กับนีน่า ตอนนี้นีน่ามีลูกกับพี่หนึ่งคนนะเป็นผู้ชาย” ศวิชญ์พูดด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความดีใจ เมื่อนึกถึงลูกชายเพียงคนเดียวของเขา
“จริงเหรอพี่ คุณแม่รู้คงดีใจที่มีหลานชาย”
ลลิลพูดด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเห็นรอยยิ้มที่เขาไม่ได้เห็นมานานแล้ว นานเหลือเกิน เขารู้สึกผิดเป็นอย่างมาก ที่ทำให้ลลิลต้องมีสภาพเป็นของเล่นของเพื่อนสนิทคนนี้...รัฐภาคย์
3
ตั้งแต่วันนั้นวันที่เขาตัดสินใจพานิรมลหนีไปใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมา เขาเดินทางกลับมาที่บ้านของเขาอีกครั้ง หลังจากที่พานิรมลหนีลงไปภาคใต้ พอมาถึงเขาต้องได้รับข่าวร้ายว่า บ้านที่ปลูกมาจากน้ำพักน้ำแรงของบิดามารดา บริษัทประดับยนต์ที่กำลังจะเจริญก้าวหน้าไปในระดับโลกต้องพังครืนลงมาในเวลาไม่กี่วัน เนื่องจากออเดอร์ที่ลูกค้าสั่ง ได้ยกเลิกหมดทุกราย รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่าสามร้อยล้านบาท อีกทั้งต้องแบกรับค่าต้นทุนที่สูง ค่าลูกจ้างที่มีนับร้อย การที่ลูกค้ายกเลิกออเดอร์ทำให้การเงินของบริษัทขาดสภาพคล่อง เจ้าหนี้ต่างมาทวงถามเงินกันเนืองแน่นบริษัท
รัฐภาคย์ยื่นมือเข้าช่วย โดยการซื้อทรัพย์สินทุกอย่างในราคาต่ำสุด บ้านและที่ดินที่น่าจะได้มากกว่าห้าสิบล้าน รัฐภาคย์ให้เพียงสิบล้านบาท บริษัทที่อยู่ในสภาวะย่ำแย่หนี้สินรุงรัง ถูกขายต่อด้วยราคาสามสิบล้านบาท รวมทั้งสองอย่างครอบครัวของเขาได้เงินเพียงสี่สิบล้านบาท พอจ่ายค่าลูกจ้าง แต่ไม่พอจ่ายค่าหนี้สิน รัฐภาคย์จึงยื่นข้อเสนอให้ลลิลมาเป็นของเล่นคลายเหงา เพื่อแลกกับการล้มละลาย ลลิลยอมอย่างไม่ข้อเกี่ยงงอน เพื่อบริษัทและเพื่อครอบครัวที่เธอรักยิ่ง ส่วนตัวเขากลับหนีไปมีความสุขกับนิรมล ไม่สนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร เขามีความสุขในขณะที่ลลิลทุกข์อย่างแสนสาหัส
“ลูกหว้ากับแม่และอ้อเป็นไงบ้าง?”
ลำคอของศวิชญ์ตีบตันขึ้นมาทันทีเมื่อเอ่ยถามคำถามนี้ รู้ดีว่าครอบครัวของเขาคงไม่มีความสุขแน่นอน เขารู้นิสัยเพื่อนสนิทคนนี้ดี...ดีก็ดีใจหาย ถ้าร้ายขึ้นมาต่อให้หน้าอินทร์หน้าพรหมก็ไม่เว้น เป็นคำถามที่งี่เง่ามาก ศวิชญ์คิดในใจ
“สบายดีพี่โหน่ง...พี่รัฐเค้าดูแลแม่กับลูกหว้าแล้วก็อ้อเป็นอย่างดี เค้าให้เราอยู่บ้านหลังเล็กที่อยู่ด้านหลังของตึกใหญ่ไงพี่...พี่โหน่งคงจำได้ เค้าส่งเสียงอ้อเรียนหนังสือด้วยนะ ตอนนี้อยู่ปีสองแล้ว”
อ้อคือน้องสาวคนเล็กของบ้านมีนามว่ากชกร ตอนนี้ศึกษาอยู่ในระดับชั้นปริญญาตรีปีสอง ลลิลแสร้งยิ้มเพื่อให้ศวิชญ์สบายใจ แม้ว่าในความเป็นจริงตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง พี่ชายเองก็พอจะรู้ว่าน้องสาวโกหก แค่อยากพูดให้เขาสบายใจมากกว่า
“ถ้าพี่ดีขึ้นกว่านี้ พี่จะมารับพวกเราไปอยู่ด้วย จะได้พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งหนึ่ง”
มันจะมีวันนั้นหรือ วันที่อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา รัฐภาคย์คงไม่ยอมปล่อยให้ครอบครัวของเขาอยู่อย่างมีความสุขแน่นอน ศวิชญ์ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ไปสมัครงานที่เหมืองยังใช้ชื่อปลอมนามสุกลปลอม คอยปิดปังตัวเองด้วยการสวมหมวก อำพรางตัวเองไม่ให้ลูกน้องของรัฐภาคย์ที่ออกตามหาเขาได้เจอะเจอ ไม่เช่นนั้นชีวิตของเขาต้องดับสูญเป็นแน่
“ค่ะพี่โหน่ง ลูกหว้าจะรอวันนั้น”
หญิงสาวพูดปลอบใจตัวเองและพี่ชาย รู้เต็มอกว่าไม่มีวันนั้นแน่นอน ถ้าหากรัฐภาคย์ยังไม่รู้จักคำว่าให้อภัยและปล่อยวางความทุกข์ทั้งหมดที่อยู่ในตัวของเขา ลลิลมองหน้าพี่ชายนิ่ง สีหน้าของพี่ชายคล้ายกับว่ามีเรื่องในใจ แต่ไม่สามารถพูดออกมาได้
“มีอะไรหรือเปล่าคะพี่โหน่ง?” หญิงสาวตัดสินใจถาม
“คือว่า...คือว่า”
เป็นการตัดสินใจที่ยากยิ่งของศวิชญ์ อีกด้านเขาคือลูกของแม่ เป็นพี่ชายของน้องสาวที่น่ารักสองคน อีกด้านเขาเป็นพ่อของลูกเป็นสามีของนิรมล เขาจะเลือกให้ความสำคัญกับสิ่งไหนมากกว่า เป็นเรื่องที่เขาตัดสินใจยากมากที่สุด ทว่าเขาจำเป็นต้องตัดสินใจ
“มีอะไรคะพี่โหน่ง?” น้องสาวผู้แสนดีถามย้ำอีกครั้ง
“คือว่าพี่อยากได้เงินสักสามหมื่น ลูกหว้าพอจะหาให้พี่ได้มั้ย?”
ศวิชญ์ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากน้องสาว ดวงตากลมโตใสซื่อเบิกกว้าง เงินสามหมื่นถ้าเป็นเมื่อก่อนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเธอเลย แต่ว่าตอนนี้มันเป็นสิ่งที่ไกลเกินตัวเธอมากที่สุด ลำพังเงินเดือนที่หญิงสาวทำอยู่ทุกวันนี้เจ็ดพันบาท ยังไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ดีที่ว่าค่าที่อยู่ค่ากินทั้งหมด รัฐภาคย์เป็นคนออกให้โดยการให้น้องสาวไปรับปิ่นโตที่ตึกใหญ่สามมื้อ รวมทั้งค่าเล่าเรียนของน้องสาว แต่สิ่งที่เขาขอเป็นการแลกเปลี่ยนนั้น คือร่างกายของเธอ
“พี่จะเอาไปทำอะไรพี่โหน่งตั้งสามหมื่น?” หญิงสาวอดถามไม่ได้
“คือว่าลูกชายของพี่ไม่ค่อยสบาย ต้องใช้เงินมาก หมอบอกว่าต้องใช้เงินสามหมื่นเป็นค่ารักษา จะใช้บัตรสามสิบบาทก็ไม่ได้ เพราะถ้าใช้รัฐต้องรู้แน่ๆ ว่าพี่อยู่ที่ไหน พี่จนปัญญาจริงๆ ถึงได้ขึ้นมาขอความช่วยเหลือลูกหว้า รู้ทั้งรู้ว่าลูกหว้าไม่มี”
ศวิชญ์ปดออกไปคำโต ลูกชายของเขาไม่ได้ป่วย ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น แต่ที่เขาอยากได้เงินสามหมื่นบาท เป็นเพราะนิรมลต้องการซื้อของใช้อำนวยความสะดวกในบ้าน อย่างเช่นโทรทัศน์ ชุดเครื่องเสียง และอีกหลายรายการที่อยากได้ นิรมลข่มขู่เขาว่าถ้าไปขอเงินน้องสาวไม่ได้ เธอจะหนีเขาไปให้ไกลแสนไกล ความรักที่มีต่อนิรมลทำให้เขาละความกลัวตาย ขึ้นมาหาน้องสาวที่กรุงเทพฯ ดักรอดูความเคลื่อนไหวของลลิลตั้งแต่เมื่อวาน พอรู้ว่า
ลลิลต้องมาขึ้นรถประจำทางที่ป้ายนี้ จึงมาดักรอและขึ้นตามน้องสาวมาโดยที่หญิงสาวไม่รู้ตัว
ลลิลหลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของพี่ชาย ทำให้เธอต้องคิดหนักอีกรอบ หลานชายไม่สบายหรือนี่ มิน่าล่ะ ศวิชญ์ถึงกล้าเสี่ยงขึ้นมาที่นี่ทั้งๆ ที่รู้ว่าคนของรัฐภาคย์มีมากกว่าสับปะรดเสียอีก เพราะความรักลูกนี่เอง
“พี่โหน่งต้องการใช้เงินวันไหนคะ?”
“พี่อยากได้ไม่เกินพรุ่งนี้เย็น” ลลิลอึ้งไปอีกรอบหลังจากที่ได้ยินระยะเวลาที่พี่ชายกำหนด
“แล้วถ้าลูกหว้าหาได้ จะเอาไปให้พี่โหน่งที่ไหนคะ?”
“พรุ่งนี้พี่จะรออยู่ที่ป้ายรถเมล์ฝั่งขากลับ ลูกหว้าเอาเงินใส่ถุงทำทีเป็นทิ้งขยะ แล้วพี่จะทำตัวเป็นคนเก็บของเก่า ไปรื้อหาของในถังขยะแค่นี้เอง”