“เจอเธอครั้งแรกใจฉันก็สั่นไหว”
งานเดินแบบการกุศลประมูลเครื่องเพชรและอัญมณี
บนเวทีงานเดินแบบเครื่องเพชรสุดอลังการเหล่าดารา นางแบบมืออาชีพชื่อดังกำลังเดินแบบพร้อมชุดเครื่องเพชรอัญมณีล้ำค่าสีสันสวยงาม ที่ล้วนดึงดูดให้เหล่าไฮโซ เซเลบคนดังทั้งหลายต้องการประมูลมาไว้ในครอบครอง ด้วยความสวยงามของอัญมณีล้ำค่าที่หาได้ยาก
เมื่อการเดินแบบมาถึงช่วงไฮไลต์สำหรับชุดฟินาเลของงาน แสงไฟสปอร์ตไลต์สาดส่องไปยังร่างบางสมส่วน ใบหน้าสวยหมดจดงดงาม นัยน์ตากลมโตภายใต้แพขนตางอนงามที่ถูกปัดให้งอนและหนากว่าปกติ ริมฝีบางอวบอิ่มสีแดงรับกับชุดเดรสยาวเว้าหลัง Sexy ปนสวยหวาน บนลำคอขาวระหงมีเครื่องเพชรที่ประดับด้วยอัญมณีสีฟ้าชุดสุดท้ายกับท่วงท่าการเดินที่งดงาม ดึงดูดสายของผู้ชมทุกคู่ให้มองตรงมาที่เธอเพียงคนเดียว
แชะ แชะ แชะ
เสียงรัวชัตเตอร์ของนักข่าวต่างพากันกระหน่ำถ่ายรูป
“เอย อรนลิน”
คือชื่อของนางแบบสาวบนเวทีที่กำลังยิ้มสวยอวดฟันขาวต่อหน้าแขกทั้งหลายที่มาร่วมงาน ก่อนที่เธอจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปหลังเวทีทันทีที่ถึงเวลาตามที่ซักซ้อมเอาไว้
“คิณ ลูกดูสิ Blue Moon ชุดสุดท้ายที่หนูเอยใส่สวยมาก แม่ล่ะอยากได้จริง ๆ เลย”
เสียงคุณหญิงเอมอร พูดอย่างชื่นชมอัญมณีเม็ดงามที่เธออยากครอบครองเป็นเจ้าของเมื่อการแสดงจบลง
ข้าง ๆ กันนั้นมีชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาราวเทพบุตร ส่วนประกอบของโครงหน้าไม่ว่าจะเป็น ตา คิ้ว จมูก ริมฝีปากบางที่รับกันดี ทุกส่วนของใบหน้าไร้ที่ติ ราวกับเป็นงานประติมากรรมชั้นยอด หากจะกล่าวว่าเขาเป็นลูกรักของพระเจ้าที่ลงมาเกิดยังโลกมนุษย์ก็ไม่ผิดนัก เขาผู้นี้คือ...
“คิณ อัคนี”
ทายาทคนโตของสุริยวานิชกุลกรุ๊ป บริษัทยักษ์ใหญ่นำเข้ารถยนต์หรู และยังเป็นเจ้าของโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ที่มีสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย หากเทียบลำดับความรวยแล้วนั้น จัดได้ว่าอยู่อันดับต้น ๆ ของประเทศ
“มากี่รอบคุณแม่ก็ชมเครื่องเพชรชุดสุดท้ายทุกที แล้วก็จะประมูลมาจนได้ทุกครั้งนี่ครับ”
คนเป็นลูกตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ วันนี้เขาเพิ่งเดินทางกลับมาจากดูงานที่สาขาอิตาลี ยังไม่ทันได้พักก็ถูกคุณแม่ยังสาว อดีตนางแบบชื่อดังของเมืองไทยลากเขามาที่งานประมูลเครื่องเพชรนี้ทันที
“แหม รู้ทันอีกแล้วนะสมกับที่เป็นลูกแม่จริง ๆ เลยน้าเรา”
คุณหญิงเอมอรเอ่ยชมลูกชายด้วยความภาคภูมิใจนี่คือสิ่งที่เธอภูมิใจนำเสนอในงานค่ำคืนนี้มาก เพราะงานนี้เหล่าคนดังต่างมากันเพียบทั้งคนรู้จัก ทั้งเพื่อนเก่า พ่วงมาด้วยลูกสาว หลานสาวของเหล่าคนดังทั้งหลาย
คิณของเธอน่าจะมีเตะตาโดนใจลูกสาวบ้านไหนบ้างแหละน้า หุุหุ เธออยากอุ้มหลานจะแย่แล้วคุณแม่ยังสาวคิดอยู่ในใจเงียบ ๆ
ด้านหลังเวทีห้องแต่งตัวของเหล่านางแบบ
“แก คุณคิณมางานนี้ด้วยแหละ ตอนที่ฉันเดินผ่านหน้าเวทีฉันเห็นแวบ ๆ ตรงแถวด้านหน้ามากับคุณหญิงเอมอรน่ะ”
มะปรางนางแบบสาวหน้าหมวย หุ่นสวยเก๋ เมาท์กับเพื่อนนางแบบอย่างดีใจ ที่คุณคิณ นักธุรกิจรูปหล่อที่เป็นที่หมายปองของเหล่าดารา นางแบบ ไฮโซ ทั้งหลายมางานนี้ด้วย
“จริงดิแก ทำไมฉันไม่เห็นเลยอะ โอ๊ย เสียดายจัง อยากเห็นหน้าหล่อ ๆ ตัวเป็น ๆ ของคุณคิณบ้าง เห็นแต่ตามหน้าหนังสือนิตยสารมันไม่ทัชใจเลยอะแก”
น้ำเสียงแสดงความเสียดายอย่างชัดเจนจากมีนนางแบบร่างผอมเพรียวสร้างความสงสัยแก่เอยที่บังเอิญได้ยินบทสนทนาเข้า คิ้วสวยขมวดมุ่นด้วยความสงสัยในทันที
ใครกันนะ คิณ ทำไมวันนี้เธอได้ยินแต่ชื่อนี้นะ
ตอนนั่งแต่งหน้าพี่ ๆ ช่างแต่งหน้าก็เมาท์กันไปแล้วรอบหนึ่ง จนเธอได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ชื่อที่ถูกพูดถึงเหมือนจะ “ฮอต” กว่าดารา นายแบบชื่อดังแถวหน้าของเมืองไทยเสียอีก
“ตั้งแต่ตาม IG คุณคิณมา ฉันก็ไม่เคยเห็นเขาควงใครเลยนะตั้งแต่เรียนจบ รู้แค่ว่าเคยมีแฟนตอนเรียนมหา'ลัย แล้วก็เลิกรากันไปแล้ว”
มะปรางพูดถึงข้อมูลที่เธอรู้มาคร่าว ๆ ให้เพื่อนสาวฟัง
“นั่นสิแกแปลก ๆ เนอะ หล่อขนาดนี้แต่ไม่มีแฟน แต่วงในเขาเมาท์มาว่านางแบบรุ่นพี่ดัง ๆ ฮีฟาดเรียบนะจ๊ะฟาดแบบเช้ามาจบแยกอะ”
มีนเอ่ยถึงข้อมูลอีกด้านที่เธอเคยได้ยินนางแบบรุ่นพี่เล่าต่อๆกันมาอย่างออกรส
“เคยได้ยินพี่ส้มเมาท์ถึงรอบหนึ่ง ว่าลีลาดีมาก ฟินมาก เช้ามาพี่แกแทบไม่อยากจะออกจากห้องเลย”
มะปรางก็ไม่น้อยหน้าข้อมูลเด็ดที่เธอแอบได้ยินมาทำเอาทั้งสองสาวเพื่อนซี้ถึงกับรู้สึกอยากจะลิ้มลองรสชาติของคิณ อัคนีดูสักครั้งว่าจะเป็นเช่นดังที่ถูกเล่าขานมาหรือไม่
“แต่ก็อย่างว่าอะนะ คนแบบคุณคิณยากจ้ะที่ผู้หญิงจะเข้าถึงตัวได้ เคยได้ยินมาว่าบางคนที่ไปตามตอแยถึงกับถูกการ์ดหิ้วมาทิ้งหน้าโรงแรมจ้า”
มีนป้องปากเมาท์เสียงเบาให้ได้ยินกันสองคนแต่ถึงอย่างนั้น เอย ที่นั่งชิดติดกันก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน
“ฉันล่ะอยากขึ้นเตียงกับคุณคิณบ้างจริง ๆ ได้แค่ครั้งเดียวนี่จะไม่เสียใจเลยนะ เพราะ Body คุณเขาเพอร์เฟกต์มากอะแก ฮือ ฉันอยากได้”
มะปรางคร่ำครวญเพ้อฝันแบบไม่อายเพื่อนสาวข้าง ๆ เลยสักนิด
“แหม ยัยปราง ฉันก็ไม่ต่างกับแกหรอกย่ะได้สักครั้งจะเป็นพระคุณมากเลย ยอมตั้งแต่หน้าประตูเลยล่ะแกแซบขนาดที่คนในวงการเขาพูดถึงขนาดนี้ฉันก็อยากจะลองบ้างนะแก คิก คิก”
เสียงหัวร่อต่อกระซิกของสองสาวทำเอาเอยถึงกับอึ้งไปทันทีมันมีด้วยเหรอผู้ชายที่หล่อมากจนผู้หญิงอยากเสียตัวให้แบบวันไนต์น่ะ ไม่คิดอะไรมากขอแค่ได้ชื่นชมสักครั้งก็ยังดีมันมีแบบนี้ด้วยเหรอเอยได้แต่คิดด้วยความงุนงงสงสัยอยู่คนเดียวเงียบๆในใจ
ก่อนที่เอยจะสะบัดศีรษะไล่ความคิดไร้สาระพวกนี้ออกไปเขาเป็นใครเธอยังไม่รู้เลยแล้วเธอจะไปยุ่งเรื่องของเขาทำไมกันละเนี่ยเอย
“น้อง ๆ คะ รอบต่อไปรอบประมูลเครื่องเพชรแล้วนะออกไปทีละคนตามคิวนะคะ”
พี่ ๆ ทีมผู้จัดงานตะโกนบอกน้อง ๆ นางแบบให้เตรียมตัวให้พร้อม สำหรับการโชว์เครื่องเพชรเพื่อให้เหล่าคนดังได้ประมูล
อีกด้านหนึ่งพี่ซินดี้ที่เป็นทั้งผู้มีพระคุณของเอยและพ่วงด้วยตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัวรีบบอกให้เอยเตรียมตัวทันที
“ยิ้มสวย ๆ ยิ้มหวาน ๆ นะเอยเอาให้สะกดคนดูทั้งห้องไปเลย”
สาวประเภทสองหน้าสวยที่ศัลยกรรมมาแล้วทั้งตัว รีบย้ำนางแบบของเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง งานนี้ใหญ่มาก โชคดีแค่ไหนแล้วที่เอยเด็กในสังกัดของเธอได้เดินฟินาเลปิดท้ายงาน ซึ่งจะเป็นบันไดอีกขั้นที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคต งานจะไหลมาเทมาต่อจากนี้ที่ดังอยู่แล้วก็จะดังมากยิ่งขึ้นไปอีก คิก คิก กะเทยภูมิใจค่ะ
“ทราบแล้วค่ะคุณแม่ นี่ยิ้มจนเหงือกแห้งไปหมดแล้วค่ะ”
เอยพูดพลางทำปากยื่นแบบเด็ก ๆ ส่งผลให้ได้รับค้อนวงใหญ่จากซินดี้กลับมาแทบจะทันที
“ให้เหงือกแห้งไปเลยค่ะลูกสาว เพราะงานนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยล่ะ ต่อไปงานจะไหลมาหาหนูแบบไม่ขาดสายเลยเชื่อแม่”
ซินดี้บอกเอยด้วยความมั่นอกมั่นใจเพราะเธอคิดว่าไม่ผิดจากที่เธอคิดเอาไว้แน่นอน วันนี้ลูกสาวของเธอส่องประกายโดดเด่นท่ามกลางผู้คนมากมายขนาดนี้ ไม่วายพวกผู้จัดละครเอย พวกเวทีเดินแบบเอย ถ่ายนิตยสารเอย ได้กรูกันเข้ามาจีบลูกสาวเธอไปโชว์ผลงานอีกเป็นแน่แท้
บนเวที
เอย อรนลิน ยืนโดดเด่นท่ามกลางแสงไฟสว่างไสวรอยยิ้มสวยโชว์ฟันซี่ขาวเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อนที่เธอจะแจกจ่ายรอยยิ้มสดใสไปทั่วทั้งงาน ส่วนพิธีกรหญิงหน้าตาดีข้าง ๆ เธอนั้น ก็ทำหน้าที่สาธยายความสวยงามเครื่องเพชรสุดหรูมูลค่าสูงบนตัวของเธออย่างไหลลื่น
“และแล้วก็มาถึงเครื่องเพชรชุดสุดท้ายแล้วนะคะทุกท่าน เครื่องเพชรชุดนี้คือ The Blue Moon อัญมณีทับทิมสีฟ้านั่นเองค่ะ เป็น The Best ของงานนี้เลยนะคะ”
“แสงเพชรงามแวววาวกระแทกตามากเลยค่ะเครื่องเพชรชุดนี้ออกแบบโดย มิสเตอร์ปีเตอร์สัน อาร์โตเรลูเน่ นักออกแบบชื่อดังของเรา ราคาประมูลเริ่มต้นที่ 20 ล้านบาท พร้อมแล้วเชิญทุกท่านประมูลได้เลยค่ะ”
ทันทีที่เสียงแนะนำชุดเครื่องเพชรของพิธีกรสาวจบลงบรรดาคนดังทั้งหลายก็ยกป้ายประมูลราคากันให้ควั่กอย่างไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายคุณหญิงท่านหนึ่งก็ยกป้ายราคาขึ้นมาที่ 45 ล้านบาททำเอาพิธีกรสาวตาโตเป็นอย่างมาก
“ว้าว คุณหญิงพิณทิพย์เสนอราคามาที่ 45 ล้านบาทนะคะทุกท่าน มีใครให้มากกว่านี้ไหมคะ”
พิธีกรสาวยิ้มพลางกวาดสายตาไปรอบ ๆ ห้องจัดงานปรากฏว่าเงียบ ไม่มีใครยกป้ายขึ้นมาอีกเลยจาก 20 ล้านมาจนถึง 45 ล้านบาท
“ถ้าอย่างนั้นดิฉันจะนับหนึ่งถึงสามนะคะถ้าไม่มีใครยกป้ายขึ้นอีกเครื่องเพชรชุดนี้จะตกเป็นของคุณหญิงพิณทิพย์ทันทีค่ะ”
ในขณะที่กำลังนับหนึ่งจะถึงสามอยู่นั่นเองป้ายประมูลราคาจำนวน 50 ล้านบาทก็ถูกยกขึ้นจากมือใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสวยงาม ภายใต้ชุด Suit ราคาแพงระยับที่ยกขึ้นมาทันทีที่พิธีกรสาวกำลังจะนับสาม
“ว้าว เซอร์ไพรส์มากเลยค่ะ 50 ล้านบาทจากคุณคิณ อัคนีค่ะทุกท่าน มีใครให้มากกว่านี้ไหมคะ?”
พิธีกรสาวถามอีกครั้งก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องจัดงานเพื่อรอลุ้นว่ามีใครจะสู้ราคาอีกไหม
ในขณะที่เอยมองตามแสงไฟที่สาดส่องไปยังผู้ชายที่พิธีกรเรียกเขาว่า
“คุณคิณ อัคนี”
วินาทีที่เผลอสบตากับดวงตาสีนิลคมกริบดวงตาคู่สวยของเอยก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยอย่างตกตะลึงในความหล่อเหลาของเขา
ใบหน้าหล่อคมคายไร้ที่ติ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากที่รับกันเหมาะเจาะกับโครงหน้าหล่อ และดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นที่กำลังจ้องมองมาทางเธอเช่นกัน เหมือนโดนมนต์สะกดเอาไว้เอยไม่สามารถที่จะละสายตาไปจากคิณ ได้เลย
หัวใจดวงน้อยเต้นแรงอย่างบ้าคลั่งราวกับว่ามีใครมาตีกลองรัวอยู่ในอกเธอพร้อมกับความรู้สึกสั่นไหวที่หัวใจอย่างรุนแรง ความรู้สึกแบบนี้เขาเรียกว่า
“ตกหลุมรักครั้งแรก” หรือเปล่านะ
จนกระทั่งเสียงพิธีกรหญิงดังขึ้นมาอีกครั้งถึงเรียกสติของเธอให้กลับคืนมาแทบจะทันที แต่หางตามิวายมองไปทางคิณ อัคนี อีกครั้งอย่างอดใจไม่ได้ซึ่งเขาเองก็จ้องมองเธอไม่ละสายตาไปจากใบหน้างดงามหมดจดนั้นเช่นกัน
“และแล้วเราก็ได้ผู้ชนะในการประมูลเครื่องเพชรที่เป็น The Best ในงานวันนี้ The Blue Moon ซึ่งตกเป็นของคุณคิณ อัคนี นั่นเองค่ะ ราคาประมูลอยู่ที่ 50 ล้านบาท ขอเชิญคุณคิณให้เกียรติมารับชุดเครื่องเพชรบนเวทีได้เลยค่ะ”
เสียงปรบมือดังขึ้นทันทีทั่วห้องจัดงานเพื่อแสดงความยินดีให้กับคนที่ประมูลเครื่องเพชรได้
ฮะ!! อะไรนะ คนอื่นที่ผ่านมาทำไมถึงให้ส่งมอบเครื่องเพชรให้กับบรรดาเลขาหรือเจ้าตัวหลังงานเลี้ยงเลิก แต่ทำไมชุดเครื่องเพชรที่อยู่บนคอของเธอถึงให้เจ้าของที่ประมูลได้มารับตอนนี้กับมือ ฮือ ยัยเอย แกจะไหวไหมใจเต้นแรงขนาดนี้เขาจะได้ยินไหมนะเอยคิดในใจอย่างหวาดหวั่นกับเจ้าของชื่อที่กำลังเดินขึ้นมาบนเวทีด้วยท่วงท่าสง่างามอย่างช้า ๆ
เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากพิธีกรบนเวทีคิณก็อดไม่ได้ที่จะต้องขึ้นไปรับชุดเครื่องเพชรตามมารยาทของการออกงานสังคม ปกติเขาไม่ค่อยชอบโชว์ตัวหรือสร้างจุดเด่นให้ใครพบเห็นมากเท่าไหร่นัก แต่เนื่องจากเสียงเรียกชื่อตนชัดเจนที่ดังก้องไปทั่วห้องจัดงานทำให้ต้องลุกขึ้นเดินช้า ๆ ไปบนเวทีอย่างเสียมิได้
“ขอเสียงปรบมือให้คุณคิณอีกครั้งค่ะทุกท่าน ที่ให้เกียรติประมูลเครื่องเพชรราคาแพงที่สุดในงานไปถึง 50 ล้านบาท”
เสียงพิธีกรสาวสวยยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่เอยแอบเห็นนะตอนที่คุณคิณ เดินผ่านหน้าพิธีกรคนสวยเพื่อมายืนเคียงข้างเธอ พิธีกรมีชะงักและเขินอายอย่างเสียอาการก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติเพราะตอนนี้คือบนเวทีที่ทุกคนสามารถมองเห็นหมดว่าใครทำอะไรบ้าง
ร่างสูงของคิณหยุดลงข้าง ๆ เอย อรนลินสายตาที่ทุกคนมองขึ้นมา บางคนอิจฉา บางคนชื่นชมหญิงสาวที่หน้าตาสวยงามราวกับภาพวาด กับชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพบุตร เมื่อยืนเคียงข้างกันแล้วเหมือนภาพวาดผลงานชิ้นโบแดงของนักจิตรกรชื่อดังระดับโลกก็ไม่ปาน
กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ราคาแพงจากร่างสูงข้าง ๆ เอย ทำเอาเธอเผลอสูดกลิ่นเข้าเต็มปอดด้วยความชื่นใจ ในขณะที่คนข้าง ๆ เธอขยับเข้ามาใกล้จนยืนแนบชิดกันแทบไม่มีช่องว่างให้สิ่งใดผ่านไปได้
หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำด้วยความตื่นเต้นและหวั่นไหวเดินแบบกับคนหล่อมาก็มากแสดงละครกับพระเอกชื่อดังมาก็เยอะ แต่กับผู้ชายที่ชื่อ คิณ อัคนี ทำเอาเธอเสียอาการค่อนข้างมาก
ร่างบางของเอยสั่นนิด ๆ อย่างประหม่าเมื่อมือของคนข้าง ๆ เผลอแตะโดนนิ้วมือเรียวสวยของเธอ เหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งปราดเข้ามาในร่างกายเธอสะดุ้งด้วยความตกใจก่อนจะรีบชักมือออกมาทันที
ในขณะที่คิณขมวดคิ้วน้อยๆอย่างแปลกใจกับอาการของหญิงสาวหน้าสวยข้าง ๆ ที่ออกอาการสะดุ้งเหมือนโดนของร้อน เธอกลัวเขาอย่างนั้นหรือ ตื่นเต้น ตกใจ หรืออะไร เขาคิดเงียบ ๆ ในใจ ก่อนที่ร่างบางของคนที่ยืนเคียงข้างกันจะยื่นกล่องเครื่องเพชรที่พนักงานถอดออกมาจากลำคอสวยเนียนระหงส่งมอบให้เขา
เขาหันตัวไปรับกล่องนั้นไว้นิ้วมือที่แตะถูกกันโดยไม่ตั้งใจทำให้เขามองสบตากับสาวสวยตรงหน้าที่แก้มแดงปลั่งระเรื่อราวกับลูกตำลึงสุกที่กำลังมองสบตากับเขาเช่นกัน ดวงตากลมโตฉายแววหวั่นไหวอย่างปิดไม่มิดคิณยกยิ้มมุมปากอย่างรู้สึกขำขันกับท่าทางเขินอายและประหม่าเล็กน้อยของเอย อรนลิน
“หึ แม่กระต่ายน้อยน่ารักดีนี่เรา”
เขาคิดในใจก่อนเสียงชัตเตอร์จะรัวกระหน่ำถ่ายรูปเขากับนางแบบสาวสวยที่ยืนเคียงข้างกันไม่หยุดและนั่นคือการพบกันครั้งแรกระหว่าง
“คิณ อัคนี และ เอย อรนลิน”
เป็นการพบกันที่ทั้งคู่ไม่อาจล่วงรู้เลยว่าหนทางข้างหน้าทั้งสองคนนั้นจะถูกผูกติดไว้ด้วยกันตลอดกาล
“First kiss”
เมื่อการประมูลเครื่องเพชรจบลงต่อไปก็เป็นงานเลี้ยงสังสรรค์พบปะพูดคุยกันของเหล่าคุณหญิงคุณนาย ไฮโซ เซเลบ ดาราทั้งหลายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรม คิณที่ไม่ชอบความวุ่นวายนี้จึงปลีกตัวออกมาสูบบุหรี่ที่ระเบียงข้างห้องจัดงานเงียบ ๆ คนเดียวโดยที่มีการ์ดสองคนยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกลในระยะที่สามารถมองเห็นเขาได้
“ว่าไงอิฐ แล้วนี่เราอยู่ไหนทำไมไม่กลับห้องสักทีเรื่องดื่มน่ะเพลา ๆ ลงบ้างเถอะ พี่กลัวโรคตับจะถามหาก่อนได้รับปริญญาเราน่ะสิ”
เสียงอบอุ่นอ่อนโยนของเอย อรนลินถูกส่งไปยังปลายสายพร้อม ๆ กับร่างบางที่ยังอยู่ในชุดเดินแบบในงานเดินออกมาจากมุม ๆ หนึ่งมายืนอยู่ข้าง ๆ คิณ เธอไม่รู้ตัวเลยว่าเธอไม่ได้อยู่คนเดียวตรงนี้ข้าง ๆ กันยังมีผู้ชายที่ตอนนี้สาว ๆ ในงานต่างตามหาเขากันให้ควั่กกำลังยืนพ่นควันสีเทาฟุ้งฟังการสนทนาของคนข้าง ๆ อย่างเพลิดเพลินเขาไม่ได้แอบฟังนะเสียงหวานหูของเธอมันดังเข้ามากระทบโสตประสาทของเขาเองต่างหาก
“แล้วเงินน่ะพอใช้ไหม ถ้าไม่พอให้บอกพี่รู้ไหมอย่าไปทำอะไรที่มันเสี่ยง ๆ พี่มีเราเป็นน้องชายคนเดียวนะพี่เลี้ยงไหว”
เสียงอบอุ่นอ่อนโยนชวนให้คนได้ยินรู้สึกรื่นหูยังคงถูกส่งไปที่ปลายสายเรื่อย ๆ
“ไม่หรอกพี่ไม่เหนื่อยหรอก งานพี่ไม่เห็นเหนื่อยเลยสบายมากสำหรับพี่”
เอยแสร้งทำเสียงร่าเริงสดใสอย่างกลบเกลื่อนเพื่อให้ปลายสายรู้ว่าเธอพูดความจริงทั้ง ๆ ที่บางครั้งถ่ายละครเธอแทบไม่ได้นอนด้วยซ้ำ บางงานก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัดเพื่อถ่ายละครหรือถ่ายแบบใครว่าเป็นดาราสบายกันล่ะ เหนื่อยไม่ต่างกับงานทั่วไปหรอกนะ
หึ คิณกระตุกยิ้มมุมปากอย่างรู้สึกขบขันคนข้าง ๆ จะห่วงความรู้สึกน้องอะไรขนาดนั้นเหนื่อยก็แค่บอกว่าเหนื่อยจะโกหกไปทำไม เหมือนเขาเวลาทำงานเหนื่อย ๆ ทีไรเขาก็จะกลับบ้านไปอ้อนคุณหญิงเอมอรตลอดเวลาทุกครั้งที่มีโอกาส
“อืม โอเคดูแลตัวเองด้วยนะ มีอะไรก็บอกพี่ คิดถึงอิฐนะ วันไหนพี่ว่างมากินข้าวด้วยกันนะ”
เมื่อเสียงหวานใสจบบทสนทนากับคนปลายสายลงและกำลังจะหันหลังกลับเข้าไปในงานก็เจอเข้ากับ ดนัย ไฮโซชื่อดังที่ขึ้นชื่อเรื่องเสือผู้หญิงยืนอยู่ข้างหลังเธอนี่เอง สายตาโลมเลียที่มองมาเต็มไปด้วยความหื่นกระหายอย่างไม่ปิดบังมือข้างหนึ่งควงแก้วไวน์ราคาแพงเล่นก่อนจะกระดกทีเดียวรวดจนหมดแก้ว
“ว่าไงจ๊ะน้องเอย คืนนี้ไปต่อกับพี่ได้ไหมเอ่ย? จะคิดราคาเท่าไหร่พี่พร้อมจ่ายไม่อั้น สำหรับเอยคนสวยแล้วพี่ยอมทุ่ม”
วาจาหยาบคายถูกส่งออกมาจากปากของผู้ชายที่มีเชื้อผู้ดีและเป็นถึงไฮโซทำเอา เอย อรนลิน รู้สึกสะอิดสะเอียนจนอยากอาเจียนเดี๋ยวนั้น สายตาที่มองตอบกลับไปยังดนัยฉายชัดถึงความรังเกียจไม่ปิดบัง ถึงเธอจะชอบเงินแต่เธอก็ไม่ใช่คนที่ยอมทำอะไรทุกอย่างเพื่อเงินขนาดนั้น โดยเฉพาะเรื่องแบบนี้!!!
“เอยว่าคุณดนัยไปหาคนอื่นเถอะค่ะ เอยแค่รับงานมาเดินแบบไม่ได้มาทำอย่างอื่นค่ะ”
เอยตอบกลับปฏิเสธเสียงแข็งดังฟังชัดอย่างต้องการตัดจบให้เขาเลิกยุ่งกับเธอเสียที
ในขณะที่คนข้าง ๆ ที่ยังคงพ่นควันสีเทาหม่นมวนที่สองยังคงยืนฟังอยู่เงียบ ๆ โดยที่ทั้งสองคนไม่ทันได้สังเกตเห็นเลยสักนิด
“ปฏิเสธเพื่อเรียกราคาเพิ่มเหรอ? พี่ให้ได้นะขอแค่เอยยอมไปกับพี่สองล้าน ห้าล้าน สิบล้านพี่ยังไหว ขอแค่ได้ชิมน้องเอยสักครั้งก็พอพี่ก็อยากจะรู้ว่าน้องเอยจะเด็ดสักแค่ไหนกันเชียว”
วาจาดูถูกที่ส่งมาครั้งที่สองทำเอาเอยอยากจะกรี๊ดออกมาเสียงดัง ๆ เหมือนตอนที่เธอเข้าฉากกับนางเอกตอนถ่ายทำละครแล้วยกมือขึ้นตะกุยหน้าหล่อ ๆ ที่ยื่นมาตรงหน้าด้วยความโมโห
เขาดูถูกเธอมากเกินไปแล้วปกติเธอจะตัวติดกับพี่ซินดี้ตลอดเวลาแต่ตอนนี้ซินดี้ติดคุยงานละครเรื่องใหม่กับรับงานถ่ายแบบอยู่ ทำให้เธอที่มีสายเรียกเข้าต้องขอตัวออกมาคุยโทรศัพท์ที่มุมหนึ่งเงียบ ๆ คนเดียวโดยที่ไม่คิดเลยว่าจะมีคนแอบตามมาตอแยเธอแบบนี้
ขณะที่กำลังตัวสั่นด้วยความโกรธแววตาฉายแววรังเกียจคนตรงหน้าไม่ปิดบังเอย อรนลินก็กำลังคิดว่า
เธอจะหนีจากเหตุการณ์บ้า ๆ นี้ไปได้ยังไงดี
คิณที่ยืนหันหลังให้คนทั้งคู่ก็เลือกที่จะหันมาเผชิญหน้ากับทั้งสองคนตรง ๆ เขาไม่ได้เสียมารยาท ที่ตรงนี้เขามาก่อนแต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเขาเองต่างหาก
ดวงตาคมนิ่งสุขุมสบเข้ากับดวงตากลมโตของเอยที่กำลังมองมาทางคิณเช่นกัน เขา...ผู้ชายตรงหน้าเธอยังดูน่าไว้ใจกว่าคนหัวงูข้างเธอเป็นไหน ๆ คิดได้ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดร่างบางพุ่งเข้ามากอดแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเอาไว้แน่นมือที่เกาะไว้สั่นจนคิณรับรู้ได้ว่าเธอกำลังรู้สึกโกรธและกลัวในเวลาเดียวกัน
“ขอโทษนะคะคุณดนัย แต่เอยมีนัดกับคุนคิณก่อนแล้วค่ะ”
เอยพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นก่อนจะบอกคนตรงหน้าที่เบนสายตามายังทิศทางที่เธอพุ่งเข้ามากอดแขนคิณเอาไว้มือบางกระชับกอดแน่นขึ้นเล็กน้อย ในขณะที่คนข้าง ๆ ก็ไม่ได้สะบัดออกหรือดึงมือออกแต่อย่างใดเขายังคงปล่อยให้เธอใช้เขาเป็นเกราะกำบังโดยที่ไม่คิดจะปฏิเสธดนัยเลยแม้แต่น้อย
เอยขอโทษนะคะคุณคิณเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็จริงแต่ขอร้องได้โปรดช่วยเอยคนนี้ด้วยเถอะนะคะ เอยได้แต่เอ่ยขอโทษและขอร้องคิณในใจเงียบ ๆ
“อ้อ ที่ปฏิเสธพี่เพราะจะไปกับคุณคิณสินะ หึ หัวสูงใช้ได้นี่เรา”
ดนัยลากเสียงยาวอย่างต้องการกวนโทสะเอยลิ้นพลันดันกระพุ้งแก้มด้วยความไม่พอใจที่แม่กวางน้อยเหยื่อของเขากำลังจะหลุดมือไป แต่เมื่อเขาสบตาเข้ากับสายตาคมที่นิ่งและดุดันที่จ้องมองมาเขาก็คิดว่าไม่ควรคิดที่จะเป็นศัตรูกับคนแบบ คิณ อัคนี
คน ๆ นี้นับว่าอายุยังน้อยก็จริงแต่เก่งกาจมากในเรื่องการบริหารธุรกิจจนได้รับรางวัลนักธุรกิจดีเด่นถึงสี่ปีซ้อนและเท่าที่รู้มาใครที่เลือกจะเป็นศัตรูกับ คิณ หมอนี่มันซัดไม่เลือกหน้าสักคน จะเด็กกว่าหรือผู้ใหญ่แก่คราวพ่อ คนแบบคิณ อัคนี ไม่เคยไว้หน้าใครทั้งนั้นหรืออีกนัยหนึ่ง...
หมอนี่มันเป็นมาเฟียในคราบนักธุรกิจต่างหากล่ะ
“โอเค โอเค งั้นพี่ไม่กวนละ ขอให้มีความสุขนะจ๊ะน้องเอย”
วาจาจาบจ้วงไม่ให้เกียรติถูกส่งมาตบท้ายก่อนที่ดนัยจะสาวเท้าเดินจากไปอย่างอารมณ์เสียขั้นสุดแต่ก็ต้องทนเก็บอาการเอาไว้
มือเล็กสั่นเทาที่เผลอจิกเล็บลงบนต้นแขนแกร่งของคิณรีบคลายออกจากท่อนแขนแข็งแรงนั้นทันทีราวกับว่ามันเป็นของร้อนที่แตะต้องไม่ได้ (แต่หนูไปกอดแขนพี่เขาก่อนนะลูก)
“เอ่อ เอยขอโทษนะคะที่เอาชื่อคุณคิณมาอ้างแบบนี้ เอยขอโทษจริง ๆ ค่ะ แล้วก็ขอบคุณนะคะที่ไม่สะบัดแขนเอยออกตอนนั้นเอยคิดอะไรไม่ออกจริง ๆ”
น้ำเสียงหวานใสเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิดก่อนที่ดวงตากลมโตจะสบตากับดวงตาสีนิลของคนตรงหน้าอย่างต้องการจะขอโทษที่ดึงเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
คิณเลิกคิ้วขึ้นสูงเล็กน้อยที่ได้ยินประโยคนี้ก่อนที่เขาจะกระตุกยิ้มมุมปากนิ้วเรียวสวยขยี้ก้นบุหรี่ลงกับระเบียงอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบ ๆ แต่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
“หึ งั้นขอค่าตอบแทนหน่อยแล้วกันเธอคงไม่ว่ากันนะ”
พูดจบก็ก้มหน้าลงมาหาคนตรงหน้าทันทีโดยที่ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ประมวลผล ริมฝีปากสีไวน์ก็ฉกเข้าที่ริมฝีปากสีพีชสวยนั้นโดยที่เอยไม่ทันได้ตั้งตัว ฟันสวยขบเม้มกลีบปากบางเบาจนเธอเผลอเปิดปากลิ้นร้ายก็รีบแทรกเข้าไปฉกชิมความหวานข้างในปากเธอทันที คิณยกมือขึ้นมาบังคับศีรษะของเอยให้อยู่ในทิศทางที่สามารถรับจูบของเขาได้อย่างถนัดถนี่
อืม หวานใช้ได้เลยนี่
ลิ้นร้ายยังคงไล่ต้อนลิ้นเล็กอย่างไม่ยอมรามือในขณะที่เอยตอบสนองคิณด้วยความเงอะงะอย่างคนไม่เคยมีประสบการณ์และยังคงตกใจที่อยู่ ๆ ก็โดนจูบแบบไม่ทันตั้งตัว
“จูบแรก” ของเธอ คุณคิณ อัคนี เอามันไปแล้ว!!
จูบมาราธอนนี้ไม่ได้มีช่องว่างให้เธอได้สูบอากาศเข้าปอดมากนัก เธอกำลังจะขาดอากาศหายใจจากความตะกละตะกลามของคนตรงหน้า มือเรียวบางทุบลงไปที่อกแกร่งนั้นหนึ่งที ก่อนที่คิณจะถอนจูบออกอย่างอ้อยอิ่งเขานึกเสียดายอยู่ไม่น้อย ดวงตาหวานฉ่ำที่มองสบตากับเขาดูเย้ายวนโดยที่เอยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอกำลังทำหน้าแบบนี้ใส่เขาอยู่
“นี่ถือเป็นคำขอบคุณจากเธอก็แล้วกันเพราะฉันไม่รับเป็นคำพูด แต่ขอรับเป็นการกระทำแทนแล้วกันนะสาวน้อย ขอบคุณนะสำหรับจูบแบบเด็กอนุบาลมันก็หวานดี”
คิณพูดจบก็กระตุกยิ้มแบบแบด ๆ ออกมาก่อนจะล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกงแล้วเดินเอื่อย ๆ เดินไปจากตรงนี้ทันที ทิ้งให้เอยยืนนิ่งอึ้งด้วยความเขินอายอยู่เพียงลำพัง กว่าจะรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่เธอโดนพรากจูบแรกไปร่างสูงของคิณก็หายลับไปจากสายตาของเธอแล้ว
“คะ คนบ้า นึกจะจูบก็มาจูบกันดื้อ ๆ แบบนี้เหรอ”
เอยแสดงท่าทีฮึดฮัดฟึดฟัดอย่างขัดใจอยู่คนเดียวมือบางยกขึ้นแตะที่ริมฝีปากที่ถูกบดจูบเมื่อครู่อย่างแผ่วเบาก่อนรอยยิ้มจะค่อย ๆ เผยออกมา
“จูบแรก” ของเธอถ้าเป็นเขาเธอก็ไม่นึกรังเกียจหรอกมั้ง
“ต๊าย ตาย ลูกสาวมาอยู่ตรงนี้เองแม่ตามหาตั้งนานรู้ไหม กำลังคุยงานอยู่ดีๆหันมาอีกทีลูกสาวหายไปแล้วตกอกตกใจหมดนึกว่าโดนใครคาบไปกินแล้วซะอีก”
เสียงร้องวีดว้ายอย่างตกใจของซินดี้ดังขึ้นทันทีที่เห็นหน้าลูกสาวสุดที่รักของเธอ
“เปล่าหรอกค่ะ พอดีอิฐโทรมาเอยเลยออกมาคุยโทรศัพท์ข้างนอก”
ไม่ได้โดนคาบไปกินหรอกค่ะแค่โดนผู้ชายจูบแบบไม่ทันตั้งตัวเฉย ๆ เธอคิดในใจเพียงเงียบ ๆ คนเดียว
“เฮ้อ แม่ล่ะโล่งอก เราน่ะมันอ่อนต่อโลกกลัวจะโดนใครเขาล่อลวงไปน่ะสิ”
ซินดี้ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ลูกสาวยังอยู่ดีไม่มีบุบสลายตรงไหน
ซะที่ไหนกันล่ะ!!!
“เรากลับกันเถอะค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้วเอยเหนื่อยจังเลย ปวดขาด้วยใส่ส้นสูงนาน”
ร่างบางรีบอ้อนซินดี้ทันทีเธออยากพักผ่อนกายและใจมากเธอโดนผู้ชายจูบจนหัวใจดวงน้อย ๆ หวั่นไหวไปหมดใจเธอไม่ไหวแล้วตอนนี้
“กลับก็กลับแต่ต้องเข้าไปลาผู้หลักผู้ใหญ่ในงานกันก่อน ไปลามาไหว้น่ะจำไว้นะเอยนะ ไปงานไหนเราต้องมีสัมมาคาราวะ รู้จักบอกกล่าวผู้หลักผู้ใหญ่นะลูกนะคนเขาจะได้รักเอ็นดูเรา”
ซินดี้เอ่ยปากสอนลูกรักอย่างต้องการให้เอยจำขึ้นใจถึงมารยาทที่ดีงามสังคมที่เธออยู่ยิ่งนอบน้อมมากเท่าไหร่เธอก็จะอยู่ในวงการนี้ได้นานมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อกลับเข้ามาในงานเพื่อร่ำลาผู้ใหญ่เอยกับซินดี้ก็เจอเข้ากับคุณหญิงเอมอรที่กำลังจะกลับเช่นกันข้างกายเธอมีร่างสูงสมส่วน Body เพอร์เฟกต์โครงหน้าหล่อเหลาเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายยืนอยู่เคียงข้างกัน
เอยไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงหน้าตาดีขนาดนี้เพราะขนาดคุณหญิงเอมอรผู้เป็นมารดาถึงแม้อายุจะล่วงเข้าวัย 50 กว่าปีแล้ว แต่ยังคงความสวยที่มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าสมัยสาว ๆ นั้นคือสวยมาก ๆ แน่นอนว่าหล่อได้แม่มานี่เอง เอยคิดในใจพลางหลบสายตาคมที่มองมาเธอแสร้งมองไปทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนอาการหวั่นไหวที่เกิดขึ้นกับเธอ
“ตกลงตามนั้นนะจ๊ะหนูซินดี้ เดี๋ยววันนัดหมายถ่ายงานฉันจะให้เลขาโทรมาแจ้งหนูอีกทีนะ”
คุณหญิงเอมอรยิ้มอย่างดีใจเมื่อเธอดีลงานถ่ายแบบโปรโมตห้างและโรงแรมไว้กับซินดี้ผู้จัดการส่วนตัวของเอย นางแบบสาวที่เธอถูกตาต้องใจอยากให้มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับทางห้างและโรงแรมโดยตกลงสัญญากันที่หนึ่งปี
“ได้ค่ะคุณหญิงขา ซินดี้กับน้องเอยดีใจมากเลยค่ะที่ได้ร่วมงานกับสุริยวานิชกุลกรุ๊ป”
ซินดี้จีบปากจีบคอชื่นชมบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างดีใจเหมือนบุญหล่นทับมากเลยงานช้างมากงานนี้
“โอเคจ้ะ งั้นฉันกลับก่อนนะหนูดีใจที่จะได้ร่วมงานกันนะหนูเอย”
ยิ้มอย่างใจดีถูกส่งไปให้สาวสวยรุ่นลูกในขณะที่เอยกระพุ่มมือไหว้ลาอย่างนอบน้อม สวยจริง ๆ เลยเด็กคนนี้ทำไมนะทำไมตาคิณถึงไม่สนใจน้องเลย นี่อยากได้เป็นลูกสะใภ้แม่มากเลยถูกใจอยากได้คนนี้แต่ลูกไม่เล่นด้วยเลย (คุณแม่ขาเขาไปจูบกันมาจนปากเปื่อยแล้วค่ะ)
ดวงตาคู่สวยฉายแววเสียดายนิด ๆ ที่ลูกชายเมินเฉยต่อสาวสวยตรงหน้าก่อนที่คุณหญิงเอมอรจะควงแขนลูกชายเดินจากไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าดวงตาสีนิลคู่คมสบตากับสาวสวยจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมาพอดี ก่อนที่คิณจะยิ้มมุมปากแล้วเดินตามแรงลากของมารดาไปทิ้งให้ร่างบางหัวใจเต้นแรงตึกตักอยู่ข้าง ๆ ซินดี้ ราวกับหัวใจของเธอถูกผู้ชายที่เดินจากไปกระชากติดมือไปด้วยอย่างไรอย่างนั้นเลย
กองถ่ายละคร
“เพราะแก แกแย่งทุกอย่างไปจากชีวิตฉัน ๆ เกลียดแก นังฟ้าใส กรี๊ด”
เอยถลาเข้าไปตบหน้าผู้หญิงตรงหน้าด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธก่อนที่เธอจะจิกหัวขึ้นมาแล้วง้างมือขึ้นตบอีกครั้งด้วยความโกรธเกรี้ยวพร้อมกับผลักจนร่างบอบบางกระเด็นไปกระแทกกับพื้นหินปูน ดวงตาที่เต็มไปด้วยโทสะจ้องมองร่างบางบนพื้นด้วยสายตาเกลียดชัง
“คัต โอเค ดีมากครับทั้งสองสาว”
เสียงผู้กำกับกองละครเอ่ยคัตพร้อมเตรียมตัวถ่ายทำฉากต่อไปทันที
“พี่ข้าวเจ็บไหมคะ เอยขอโทษนะ โดนหน้าหรือเปล่าคะเนี่ย”
ร่างบางรีบถลาเข้าไปหา ขวัญข้าว นางเอกละครที่เธอกำลังถ่ายทำอยู่ทันทีเผื่อฉากเมื่อครู่ที่อาศัยมุมกล้องมือเธออาจจะพลั้งเผลอพลาดไปโดนนักแสดงสาวรุ่นพี่เข้า
“สบายมากจ้ะเอย ไม่โดนอะไรเลยคิดมากไปได้น่า เล่นด้วยกันมากี่เรื่องแล้วไม่เคยจำได้สักทีว่า เอย อรนลิน เล่นผิดคิว มีแต่นางเอกคนอื่นที่ตั้งใจผิดคิวกับเราซะมากกว่า”
ขวัญข้าวเอ่ยเย้านักแสดงรุ่นน้องอย่างเห็นอกเห็นใจ เอยเพิ่งดังจากบทนางเอกร้าย ๆ ที่ส่งผลให้เธอดังเป็นพลุแตก แฟนคลับเธอมีมากมายทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ แล้วไหนจะผู้ชายทั้งในและนอกวงการที่คอยตามขายขนมจีบให้ทุกวี่ทุกวันนั่นอีก นั่นเลยทำให้อาจจะไม่เป็นที่พอใจของนางเอกคนดังหลายคนที่อยู่ ๆ นางเอกบทร้ายหน้าใหม่ดังเทียบรัศมีตนเอยจึงมักจะโดนแกล้งอยู่บ่อย ๆ
“แหมพี่ข้าว กับบางคนที่ตั้งใจผิดคิวมาเอยก็แกล้งผิดคิวกลับบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ ก็แค่นั้นเอง ใครน้าเป็นคนสอนเอยให้สู้คนใช่พี่ข้าวไหมน้า ขอบคุณนะคะที่รักและเอ็นดูเอยมาตลอดเลย”
ใบหน้าสวยยิ้มหวานให้นักแสดงรุ่นพี่ก่อนที่เอยจะกอดแขนเรียวแล้วซบลงบนไหล่อย่างรักใคร่ ถ้าไม่มีขวัญข้าวนางเอกดาวเด่นของวงการบันเทิงที่เป็นเพื่อนสนิทกับซินดี้คอยผลักดันเธอและแนะนำเธอกับผู้กำกับ คนเขียนบทเธอคงเดินมาไม่ถึงจุด ๆ นี้หรอก
“เอย มีพรสวรรค์ทางด้านนี้นะถึงเอยจะเพิ่งเข้าวงการ แต่การแสดงสำหรับเอยพี่ให้สิบเต็มสิบไม่หักเลยจ้ะ เพราะเอยเก่งพี่ถึงอยากสนับสนุนให้เอยได้ดี พัฒนาตัวเองต่อไปนะน้องรักของพี่”
ขวัญข้าวยกมือขึ้นลูบผมคนที่ยืนกอดแขนเอนหัวซบไหล่เธออย่างรักใคร่ เอย เป็นเด็กที่น่าสงสารมากสำหรับเธอพ่อแม่ตายหมดเพราะอุบัติเหตุ ทิ้งเธอให้อยู่กับน้องชายเพียงลำพัง เด็กอายุ 18 ปีที่ต้องดิ้นรนหาเงินมาใช้หนี้แทนพ่อแม่แถมมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เข้าเรียนพร้อมเด็กวัยเดียวกัน
เอยเพิ่งเข้าปี 1 ตอนอายุ 21 ตอนที่พอจะลืมตาอ้าปากได้แล้วซึ่งชีวิตของเอยไม่ได้ต่างจากเธอก่อนที่จะเข้าวงการเลย เธอต้องปากกัดตีนถีบวิ่งของานทำจนมีวันนี้และตอนนี้เธอมีทุกอย่างแล้ว เธอแค่อยากจะสนับสนุนคนดี ๆ แบบเอยให้มีอนาคตที่ดี ๆ เช่นกัน
“ปะ วันนี้หมดคิวถ่ายกันแล้วเราไปหาของกินอร่อย ๆ ที่ห้าง S กันดีกว่าพี่เลี้ยงเอง อ๊ะ ห้ามปฏิเสธพี่เด็ดขาดชวนทีไรเกรงใจทุกทีไม่เอาสิคนกันเองทั้งนั้นปะ”
ขวัญข้าวรีบเอ่ยขึ้นเบรกคนข้าง ๆ ที่กำลังตั้งท่าจะอ้าปากปฏิเสธอย่างรู้ทันก่อนที่เธอจะจูงมือเอยไปเปลี่ยนชุดที่ห้องแต่งตัว
ห้าง S
สองสาวนางเอกกับนางร้ายใส่หมวกสวมแว่นตาเพื่อพรางตัวจากจากบรรดาแฟนคลับด้วยความนิยมของทั้งคู่ถ้าจะเปิดเผยหน้าตาพวกเธอคิดว่าคงไม่ได้กินข้าวแน่ ๆ คงได้แต่มานั่งถ่ายรูปแจกลายเซ็นยิ้มจนเหงือกแห้งแทนมากกว่า ทั้งสองจูงมือกันขึ้นมาชั้นสี่ของห้างที่เป็นโซนอาหาร ก่อนที่ทั้งคู่จะหยุดอยู่หน้าร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังร้านหนึ่ง ในขณะที่กำลังมองหาโต๊ะว่างอยู่นั่นเองก็มีเสียงซุบซิบดังขึ้นไม่ไกลมากนัก
“เอ๊ะ!! แก ๆ นั่นใช่พี่ขวัญข้าวไหมอะ”
“เห้ย แกใช่เลย พี่ขวัญข้าวนี่นา ฮือ ฉันอยากถ่ายรูปกับพี่เขาอะ”
“นั่นน้องเอยนี่ กรี๊ดตัวจริงขาวมากตัวเล็กมากอะแก”
“แกพี่เอยมากินข้าว ฉันอยากถ่ายรูปกับพี่เอย”
เสียงพูดคุยกรี๊ดกราดดังขึ้นใกล้ ๆแต่ก็ไม่มีใครเข้ามารบกวนเวลาส่วนตัวของสองสาวเลยสักนิดเพราะทุกคนรู้ดีว่าตอนนี้คือเวลาพักผ่อนของพวกเธอ
“สวัสดีค่ะคุณขวัญข้าว คุณเอย ยินดีต้อนรับค่ะ”
พนักงานต้อนรับยิ้มกว้างพร้อมกล่าวต้อนรับอย่างดีใจที่สองดาราชื่อดังมาทานอาหารที่นี่
“สวัสดีค่ะ ข้าวขอโต๊ะที่เป็นส่วนตัวหน่อยนะคะ ขอแบบมุมที่ไม่มีใครเลยยิ่งดีเราสองคนหิวมากตอนนี้”
ขวัญข้าวทำหน้าออดอ้อนพนักงานต้อนรับให้รู้ว่าตอนนี้เธอหิวมากจริง ๆ
“ได้ค่ะคุณขวัญข้าวตามดิฉันมาเลยค่ะ”
พนักงานต้อนรับผายมือเชิญดาราสาวสวยทั้งสองคนก่อนที่จะเดินนำทั้งคู่ไปที่โซน VIP สำหรับลูกค้าที่มีระดับทั้งหลาย ซึ่งมีโต๊ะที่นั่งอยู่เพียงสี่ห้าโต๊ะเท่านั้นในระยะไม่ใกล้ไม่ไกลกันจนเกินไป โดยที่ในบริเวณนั้นมีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วหนึ่งโต๊ะ ทั้งคู่สวมชุด Suit แบรนด์ดังระดับโลก ข้าง ๆ มีบอดีการ์ดของทั้งคู่ยืนขนาบข้างอย่างละสองคนพวกเขาน่าจะมาคุยธุรกิจกันมากกว่า เอยคิดในใจก่อนจะนั่งลงเมื่อพนักงานผายมือเชิญให้เธอนั่งอีกครั้ง
แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาเพื่อเตรียมจะสั่งอาหารกับพนักงานที่ยืนรอรับรายการอาหารอยู่เอยกลับชะงักไปด้วยความตกใจเมื่อผู้ชายที่นั่งตรงข้ามกับฝั่งของเธอก็คือคุณคิณ อัคนี ดวงตากลมโตสบตากับตาคมสีนิลสวยอย่างไม่หลบเลี่ยง
แวบหนึ่งที่เอย อรนลิน เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวทำไมเขาถึงหล่อขนาดนี้นะ งื้อ ยัยเอยแกจะตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ไม่ได้นะ สมองคิดแบบนั้นแต่สายตากลับเอาแต่จ้องหน้าหล่อเหลาของคิณไม่กระพริบเลยสักนิด
ในขณะที่คิณเลิกคิ้วเล็กน้อยเขาไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอเธออีกครั้งด้วยซ้ำแม่กระต่ายน้อย หึ มุมปากพลันยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ดูเหมือนเขาจะเจอเรื่องที่ถูกใจขึ้นมาซะแล้วสิ
“เอยจะกินอะไรก็สั่งเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจพี่”
ขวัญข้าวที่กำลังไล่ดูเมนูอาหารเอ่ยบอกเอยแต่กลับไร้เสียงตอบรับจากคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามทำเอาขวัญข้าวถึงกับรีบละสายตาจากเมนูอาหารตรงหน้าทันที
“เอย ยัยเอยได้ยินพี่ไหมเนี่ย”
ขวัญข้าวเอ่ยเรียกเอยเสียงดังพอสมควรจนเอยถึงกับสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ
“เหม่ออะไรเนี่ย แล้วจ้องใครอยู่ล่ะนั่น”
ขวัญข้าวถามเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองตามทิศทางที่เอยจ้องมองอย่างต้องการรู้ว่าอะไรกันที่ทำให้เอย อรนลิน เหม่อจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวกันนะ
“ฮั่นแน่ แอบมองคุณคิณ อัคนี เหรอเราน่ะ”
ขวัญข้าวเอ่ยแซวคนตรงหน้าอย่างล้อเลียนเมื่อมองไปทางนั้นก็มีแต่คุณคิณ อัคนี นี่นาที่นั่งตรงข้ามกับเอยพอดี
“เปล่าสักหน่อย พี่ข้าวมั่วแล้วเอยมองรอบ ๆ ร้านต่างหากล่ะ ร้านเขาตกแต่งได้คลาสสิกดีเนอะ”
เอยเฉไฉไปเรื่องอื่นอย่างหน้าตาเฉยตากลมโตหลบสายตาขวัญข้าวที่จ้องมองเธออย่างจับผิดไม่วางตา ทำเป็นมองบรรยากาศรอบ ๆ ร้านไปเรื่อย แต่ก็ไม่วายหันไปเจอสายตาคมกริบจากคุณคิณ อีกรอบหนึ่งทำเอาเธอรีบหันกลับมาแทบไม่ทัน
“ชอบคุณเขาเหรอ ถามจริง”
ขวัญข้าวนั่งท้าวคางเอ่ยถามเอยด้วยสีหน้าที่จริงจังมาก
“เปล่านี่คะ ไม่ได้ชอบสักหน่อยเขาก็แค่หน้าตาดีตรงตามสเปคที่สาว ๆ ชอบแค่นั้นเอง”
เอยก้มหน้าลงตอบเสียงอุบอิบโดยที่ไม่ยอมสบตาขวัญข้าวสักนิดแค่นั้นขวัญข้าวก็เดาเรื่องราวตรงหน้าออกหมดแล้ว
“แล้วเราจะโกหกพี่ทำไมเนี่ย ชอบก็ไม่เห็นเป็นไรพี่ยังปลื้มเขาเลย คุณคิณ อัคนี ทายาทนักธุรกิจหมื่นล้าน ห้างที่เรามานั่งอยู่นี่ก็ของคุณเขา หน้าตาก็ดีหล่อกว่าดาราในวงการซะอีกเป็นนักธุรกิจอายุน้อยที่เก่งมากปีนี้เขาอายุแค่ 26 ปีเองส่วนเรื่องผู้หญิงนั้น...”
ขวัญข้าวแสร้งเงียบเพื่อรอดูปฏิกิริยาของคนตรงหน้าที่พอเธอเงียบเอยก็รีบเงยหน้าขึ้นมาทันตาเห็น ขวัญข้าวอมยิ้มน้อย ๆเมื่อเอยของเธอรู้จักชอบใครเข้าแล้วล่ะสิ
“เรื่องผู้หญิงอะไรล่ะคะพี่ข้าว?”
เอยถามต่ออย่างต้องการรู้โดยที่ลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะบอกกับขวัญข้าวไปว่าไม่ได้ชอบเขาสักหน่อยแล้วทำไมเธอถึงอยากรู้เรื่องของเขากันล่ะเอย
“ไหนบอกว่าไม่ชอบเขาไง แล้วอยากจะรู้เรื่องของเขาไปทำไม”
ขวัญข้าวยังคงไม่ยอมเอ่ยส่วนที่เธอค้างเอาไว้ก่อนหน้านี้ออกมาเธอกำลังแกล้งจับผิดคนตรงหน้าอยู่ใบหน้าสวยยิ้มอย่างล้อเลียนเอยเต็มที่
“ก็...รู้ไว้บ้างก็ดีนี่คะ เผื่อวันข้างหน้าได้ร่วมงานกันจะได้ทำตัวถูก”
เอยตอบไปก็ทำหน้าซื่อตาใสอย่างไม่รู้ไม่ชี้กับเหตุผลที่ยกมาอ้างนั้น แต่อาการลุกลี้ลุกลนแล้วไหนจะสายตาหลุกหลิกนั่นก็ยังคงหนีไม่พ้นสายตาจับผิดของขวัญข้าวอยู่ดี
“เราโป๊ะแล้วล่ะยัยเอย อย่ามาโกหกพี่นี่ดูออก”
ขวัญข้าวพูดยิ้ม ๆ อย่างรู้ทันว่าคนตรงหน้าโป๊ะแตกแล้ว นี่ใคร ขวัญข้าวนะจ๊ะเอยไม่มีทางรอดพ้นสายตาที่ผ่านโลกมามากของเธอได้หรอก
“เฮ้อ แย่จัง โดนจับได้ซะแล้วเรา พี่ข้าวก็ดูคุณคิณสิคะ หล่อขนาดนั้นใครบ้างจะไม่ชอบ เอยยอมรับก็ได้ว่ามีหวั่นไหวบ้างอารมณ์มันแบบใจเต้นแรงเวลาที่เจอหน้าเขาหรืออยู่ใกล้ๆเขา”
เอยยอมจำนนแต่โดยดีเมื่อไม่สามารถโกหกดารารุ่นพี่ได้อีกต่อไป ก่อนที่เธอจะสารภาพออกมาอย่างหมดเปลือก เธอกับขวัญข้าวสนิทกันมากพอที่จะเล่าเรื่องส่วนตัวให้กันฟังโดยไม่มีเรื่องปิดบัง เพราะขวัญข้าวรู้จักเธอดีพอ ๆ กับพี่ซินดี้ที่รู้จักเธอมาตั้งแต่เธอยังไม่ได้เข้าวงการด้วยซ้ำ
“เรื่องผู้หญิงน่ะเขาไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนหรอกนะไม่เคยควงใครออกงานสังคมด้วยนอกจากคุณเอมอรคุณแม่กับอีกคนพี่จำชื่อไม่ได้อะลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกันมาก ๆ ส่วนเรื่องนั้นก็เห็นว่ามีบ้างแหละตามประสาผู้ชายแต่ไม่เคยเห็นว่ามีใครกล้าแสดงความเป็นเจ้าของคุณเขาสักคน ได้ยินมาว่าคุณเขาโหดพอตัวไม่แคร์ผู้หญิงหน้าไหนทั้งนั้น”
ขวัญข้าวเอ่ยเสียงกระซิบกระซาบพอให้ได้ยินกันสองคนถึงผู้ชายที่ชื่อคิณ อัคนี ที่นั่งอยู่โต๊ะข้าง ๆ
“เขาเจ้าชู้เหรอคะ”
เอยถามออกมาด้วยความรู้สึกที่เจ็บแปลบในใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้รับรู้ว่าเรื่องผู้หญิงเขาก็พอตัวคงฟาดมาเยอะล่ะสิ
เอ๊ะ แล้วเธอจะรู้สึกแย่กับเขาไปทำไมล่ะเนี่ยในเมื่อเธอไม่ได้เป็นอะไรกับเขาสักหน่อย บ้าจริงเอย
“ก็ไม่นะ ได้ยินว่าไม่เคยจีบใครควงใครหรือให้ความหวังกับใคร เพียงแต่ผู้หญิงที่เข้ามาหาเขาก็หวังจะจับนั้นแหละ แต่คุณเขาไม่เล่นด้วย เขาเก่งนะมองขาดตั้งแต่ธุรกิจมาจนถึงผู้หญิงเลยล่ะ มันอาจจะเป็นข้อตกลงแบบวินวินทั้งคู่ก็ได้มั้งนะพี่คิดว่า”
ขวัญข้าวเล่าออกไปตามที่เธอรู้มาบ้างเพราะรู้จักคนในวงการเยอะ เรื่องพวกนี้จึงมักจะกลายมาเป็นหัวข้อสนทนาของสาวๆที่แอบชอบเขาอีกอย่างคุณคิณ อัคนี ก็ดังมากในวงการดารานางแบบดังเรื่องกินตับผู้หญิงน่ะนะ
“รู้ดีจังเลยนะคะพี่ข้าวเนี่ย ใต้เตียงคุณคิณหรือยังไง คิก คิก”
เอยถามขวัญข้าวอย่างล้อเลียนก่อนจะหัวเราะน้อย ๆ ออกมาเอาจริงตอนนี้พี่ข้าวเธอเหมือนก็อตซิปดารามาก
“ก็ FC ไงจ๊ะ พี่นี่ FCตัวแม่เลยนะ เคยเห็นผ่านตาในหน้านิตยสารธุรกิจ กับเคยเห็นตอนที่เขามาให้สัมภาษณ์รายการหนึ่งที่สตูดิโอใกล้ ๆ กัน พี่ว่าเขาเก่งนะอายุยังน้อยแต่กลับทำรายได้ระดับหมื่นล้าน พี่ก็แค่ชื่นชมเขาเท่านั้นแหละให้ชอบคงไม่ไหว เอาเป็นว่าอยู่ในระดับแค่ปลื้มเป็นพอ ว่าแต่เราเหอะ ชอบเขาจริงดิ”
ขวัญข้าวที่กำลังพูดถึงคิณ อัคนีอยู่ดี ๆ ก็วกกลับมาหาเอยจนเธอตั้งตัวแทบไม่ทัน
“เอาจริง ๆ ก็ชอบนะคะแต่คงยากเขารวยซะขนาดนั้น อีกอย่างหน้าตาก็หล่อราวกับเทพบุตรคนเดินดินแบบเอยไม่อาจเอื้อมไปคว้าเขามาครอบครองหรอกค่ะ ถึงจะคว้าได้จริง ๆ ก็คงได้แค่ตัวชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะดาราที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักแบบเอยเขาคงไม่มาสนใจหรอกค่ะ”
รอยยิ้มน้อย ๆ ถูกส่งไปยังดาราสาวรุ่นพี่เธอเจียมตัวเสมอว่าเธอเป็นใครต่อให้เธอชอบเขามากแค่ไหนมันก็คงจะไกลเกินที่จะฝัน
ยังไม่ทันที่สองสาวจะได้พูดคุยกันต่ออาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟพอดี สองสาวหยุดการสนทนาไว้แค่นั้นก่อนจะทานอาหารพร้อมคุยเล่นกันเรื่องทั่ว ๆ ไปอย่างสนุกสนาน ในขณะที่โต๊ะของเธออาหารพร่องไปจนเกือบหมด แต่โต๊ะข้าง ๆ ที่ห่างออกไปอาหารกลับเหลือเกือบเต็มโต๊ะ นาน ๆ ทีถึงจะเห็นคุณคิณ ทานสักครั้งหนึ่ง
“โอ๊ย อิ่มจังเลยน้ำหนักจะขึ้นไหมเนี่ยดูสิมีแต่เมนูหนัก ๆ แต่ก็ช่างมันเถอะปล่อยผีวันหนึ่งเนอะ”
เสียงหวานใสของขวัญข้าวโอดครวญก่อนจะยักไหล่ประมาณว่าช่างมันเถอะ
“ไม่เห็นอ้วนตรงไหนเลย เอยเห็นพี่ข้าวกินจุแค่ไหนก็ไม่เคยอ้วนไม่เหมือนเอย นิด ๆ หน่อยน้ำหนักแทบพุ่งอยากกินขนมหวานใจแทบขาดพี่ซินดี้ก็ห้าม”
หน้าสวยมุ่ยลงเมื่อคิดถึงยามหิวขนมหวานแล้วถูกซินดี้สั่งห้ามเด็ดขาด
“อาชีพแบบเราต้องผอมตลอดเวลาจ้ะ อดทนนะเอยได้ผู้รวยเมื่อไหร่ ออกจากวงการไปเลยได้กินแน่ของหวาน”
ขวัญข้าวพูดหยอกเอยอย่างขำ ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะออกมาพร้อมกันด้วยรอยยิ้มที่สดใส
“กลับกันเถอะค่ะพี่ข้าว เอยรบกวนเวลาพี่ข้าวนานแล้วแค่มาเลี้ยงข้าวนี่ก็เกรงใจจะแย่”
เอยชวนข้าวกลับที่พักเพราะนี่ก็ดึกแล้วเธอไม่อยากถึงห้องดึกมากนักอีกทั้งเธอเกรงใจดาราสาวรุ่นพี่ด้วยที่อุตส่าห์มาเลี้ยงมื้อเย็นเธอ
เมื่อออกมาจากร้านอาหารจนถึงลานจอดรถสองสาวก็แยกย้ายกันกลับทันทีเพราะต่างคนต่างขับรถของตัวเองมา เอยเปิดประตูรถ mini cooper สีแดงลูกรักของเธอก่อนจะขึ้นนั่งประจำที่คนขับ เธอกดปุ่มสตาร์ตรถแต่พยายามกดอย่างไรก็สตาร์ตไม่ติดสักที เธอลองสตาร์ตอยู่สักพักสุดท้ายเมื่อเปล่าประโยชน์ร่างบางจึงก้าวลงจากรถก่อนที่จะล็อกรถให้เรียบร้อยมือบางหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าใบเล็กขึ้นมาโทรหาศูนย์ดูแลรถทันที
เมื่อคุยเสร็จเรียบร้อยและตกลงให้ศูนย์มาลากรถกลับไปซ่อมในวันพรุ่งนี้เธอก็ต้องหาทางกลับบ้านเองแล้วล่ะซึ่งกว่าจะเสร็จเรียบร้อยก็กินเวลาไปเกือบสี่ทุ่มแล้วเธอกวาดสายตามองรอบ ๆ บริเวณลานจอดรถด้วยสายตาหวาดระแวง
ทำไมมันช่างเงียบเหงาอย่างนี้กันนะดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ ก็เหลือรถเพียงไม่กี่คันที่จอดอยู่ เพราะชั้นที่เธอมาจอดรถคือชั้น VIP จึงไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านสักเท่าไหร่
เอาล่ะเธอต้องไปรอ Taxi ที่หน้าห้างก่อนเป็นอันดับแรกขณะที่กำลังจะก้าวหันหลังกลับไปยังประตูทางเข้าซึ่งอยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกล หูก็พลันได้ยินเสียงเหมือนฝีเท้าคนเดินตามมา เมื่อเธอหยุดเสียงนั้นก็หยุดแต่เมื่อเธอก้าวเดินต่อไปเสียงนั้นก็ตามเธอมาติดๆ ใจเธอหายวาบด้วยความกลัว เอยไม่รอช้าเธอรีบก้าวต่อไปและออกตัววิ่งไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าที่รวดเร็วทันที
ไม่รู้คนหรือผีเอยขอวิ่งก่อนแล้วกัน
ปึก
เอยตั้งหน้าตั้งตาวิ่งมาแบบไม่ลืมหูลืมตาเธอก็ชนเข้ากับอะไรแข็ง ๆ สักอย่างด้วยแรงปะทะที่มหาศาลอาจทำให้เธอกระเด็นไปนั่งท่าสวย ๆ อยู่บนพื้นหากแต่มีมือแกร่งของใครบางคนคว้าเอวเธอเอาไว้เสียก่อนท่านั่งสวยๆที่เธอวาดเอาไว้จึงพลันหายไปจากมโนสำนึกทันที
ร่างบอบบางหอมกรุ่นถลาเข้าสู่อ้อมกอดของคน ๆ นั้นทันทีก่อนที่หน้าสวยจะซุกซบลงบนอกแกร่งที่หอมกรุ่นด้วยน้ำหอมราคาแพง เอยรีบเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายที่เธอวิ่งมาชนด้วยความไม่ตั้งใจดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก อ๊ะ นี่มันคุณคิณนี่
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
เสียงหัวใจของเธอทำงานทันทีเหมือนรู้ว่าเธอกำลังตกอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายที่เธอแอบชอบ
“เธอเป็นอะไรมากไหม แล้วนี่หนีใครมา”
เสียงทุ้มนุ่มน่าฟังเอ่ยถามพลางเลิกคิ้วด้วยความสงสัยเธอกำลังหนีใครมาหรือจะรีบไปไหนถึงได้วิ่งมาเร็วจนเบรกแทบไม่ทันแบบนี้แล้วยังไม่ยอมมองทางอีก
“เอ่อ คือ เอยรู้สึกเหมือนมีใครแอบตามมานะคะ ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหนีท่าเดียวเลยมัวแต่วิ่งไม่ทันมองทางเลยชนคุณคิณเข้า เอยขอโทษด้วยนะคะขอโทษจริงๆค่ะ”
เอ่ยขอโทษอย่างรู้สึกผิดเจอกันทีไรมีแต่เรื่องเลยคราวก่อนก็รอบหนึ่งแล้วรอบนี้ก็ยังจะวิ่งมาชนเขาอีกไม่มีความทรงจำดี ๆ เหมือนในละครที่เวลาพระเอกนางเอกเจอกันแบบจังหวะมันได้เลยสักนิด ในละครนั้นช่างแสนละมุนส่วนเธอกับเขามีแต่จังหวะนรกทั้งนั้น ร่างบางคิดในใจเงียบ ๆ ก่อนจะคิดขึ้นได้ว่าเธอยังอยู่ในอ้อมกอดของเขาเธอจึงรีบผละออกแทบจะทันทีทำเอา คิณ ถึงกับชะงักไปเล็กน้อยที่เธอถอยห่างออกจากเขาอย่างกะทันหัน
“แล้วนี่เธอกำลังจะไปไหน”
คิณเอ่ยถามสาวสวยตรงหน้าด้วยความสงสัยเมื่อเธอออกมาจากร้านอาหารตั้งนานแล้วตอนนี้เธอน่าจะไปนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงนอนมากกว่าที่จะมาวิ่งไม่ดูทางบนห้างแห่งนี้
“พอดีรถเอยแบตเตอรีหมดน่ะค่ะ สตาร์ตยังไงก็ไม่ติดเลยโทรแจ้งศูนย์เขาจะมาลากรถวันพรุ่งนี้ เอยเลยว่าจะกลับเข้าไปด้านหน้าห้างแล้วโทรเรียก Taxi มารับน่ะค่ะ”
เสียงหวานใสตอบคนตรงหน้าให้หายสงสัยข้องใจว่าทำไมตอนนี้เธอถึงยังไปไม่ถึงไหนสักที
“ให้ฉันไปส่งไหม กลับ Taxi มันอันตรายนะ นี่ก็ดึกมากแล้วด้วยคนสมัยนี้ไม่น่าไว้ใจเกิดเป็นอะไรขึ้นมากลางทางไม่มีใครช่วยได้นะ”
คิณเอ่ยเตือนเอยด้วยความหวังดีพร้อมกับเสนอตัวช่วยเหลือผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว ดึกขนาดนี้จะให้กลับคนเดียวโดยที่ไม่สนใจเลยเขาก็ดูจะเป็นคนใจร้ายเกินไปนะ
“เอ่อ ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ เอยเรียก Taxi กลับเองดีกว่าเผื่อคุณคิณมีธุระที่ต้องไปทำต่อจะเป็นการรบกวนเวลาคุณคิณเปล่าๆ”
เอ่ยปฏิเสธออกไปเสียงเบาหวิวภายในใจแสนเสียดายที่เสียโอกาสในการใกล้ชิดชายหนุ่มตรงหน้าไป แต่เอยก็แสร้งยิ้มหวานให้เขาเพื่อบอกว่าไม่เป็นไรเธอกลับเองได้
“หึ ฉันไม่มีธุระต่อที่ไหน จะมีก็แค่แวะไปส่งเธอกลับห้องโดยสวัสดิภาพแค่นั้นแหละ”
คำบอกกล่าวที่เป็นเชิงบังคับกลาย ๆ ว่าเขาจะไปส่งเธอให้ได้ทำให้เธอไม่ลังเลที่จะตอบรับความช่วยเหลือจากเขาทันทีในรอบนี้ ปฏิเสธน้ำใจผู้ใหญ่หลายรอบมันไม่ดีนะพี่ซินดี้สอนมา
“โอเคค่ะ ไปส่งเอยก็ไปส่ง รบกวนด้วยนะคะคุณคิณ”
เอยยิ้มหวานให้ด้วยความจริงใจที่เขามีน้ำใจไปส่งเธอกลับคอนโด
“ไนต์ เจ พวกนายกลับไปได้เลยเดี๋ยวฉันแวะไปส่งเอยก่อนเจอกันพรุ่งนี้ที่บริษัท”
คิณบอกลูกน้องสองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนที่เขาจะเดินนำหน้าเอยไปที่รถ Bugatti Sport สีดำราคาเกือบร้อยสามสิบล้านที่จอดอยู่ข้างหน้าชิดทางเข้า คิณเดินไปเปิดประตูรถให้เอยขึ้นนั่งก่อนที่เขาจะอ้อมไปทางฝั่งคนขับเมื่อเข้ามานั่งในรถเรียบร้อยแล้วคนสวยที่นั่งตัวเกร็งข้างๆเขากลับลืมคาดเข็มคัด คิณเลยเหวี่ยงตัวเองมาอีกฝั่งหนึ่งเอยที่นั่งอยู่ชะงักทันทีก่อนที่เธอจะรีบเอ่ยถามเขาด้วยความตกใจ
“คุณคิณจะทำอะไรคะ”
เขาเล่นเหวี่ยงตัวมาฝั่งเธอแบบนี้ทำให้เอยคิดดีไม่ได้เลยหัวใจดวงน้อยเต้นตึกตัก ๆ กับความใกล้ชิดนี้ กลิ่นกายหอมอ่อน ๆ ของบุรุษเพศลอยมาแตะจมูกเธอจนเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอดส่วนใบหน้าของเขาก็อยู่ชิดติดหน้าเธอในระยะประชิด ลมหายใจหอมกรุ่นราดรดอยู่ข้าง ๆ ซอกคอเธอทำเอาเอยรู้สึกว้าวุ่นใจไปหมด ยิ่งใกล้ยิ่งหวั่นไหวอะเคยได้ยินเปล่า งื้อ ใจเต้นแรงขนาดนี้เขาจะได้ยินไหมนะ
“ปกติขับรถไม่คาดเข็มขัดเหรอครับ?”
คิณไม่ได้ตอบคำถามของเอยแต่เขากลับตั้งคำถามเธอกลับแทน ก่อนที่เขาจะย้ายตัวเองกลับไปนั่งประจำที่คนขับเมื่อคาดเข็มขัดให้สาวสวยข้าง ๆ เรียบร้อยแล้ว
“เอ่อ เอยลืมไปเลยค่ะ ตื่นเต้นไปหน่อยที่ได้นั่งรถราคาแพง”
เอยตอบกลับเสียงเบาอย่างรู้สึกอายที่เผลอปล่อยไก่ออกมาต่อหน้าเขา
คิณกระตุกยิ้มมุมปากน้อยๆก่อนที่เขาจะค่อย ๆ ออกรถเพื่อไปส่งเธอที่คอนโดในขณะที่คนข้างกายเขาคอยชวนเขาคุยไม่หยุด เสียงหวานเจรจาเจื้อยแจ้วตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่เขาเพิ่งรู้วันนี้ก็คือ เอย อรนลิน พูดเก่งมาก เธอสามารถชวนเข้าคุยได้หลากหลายเรื่องราว คุยเรื่องนี้อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นอีกเรื่องซะอย่างนั้นแต่ก็ดีที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้ไม่เงียบเหงาอย่างที่คิด
เมื่อรถสปอร์ตคันหรูแล่นมาจอดเทียบหน้าฟุตบาททางเข้าคอนโดของเอยเสียงหวานใสของคนข้าง ๆ ก็เอ่ยขึ้นเพื่อขอบคุณคิณ
“เอยขอบคุณคุณคิณมากนะคะ ที่เสียสละเวลามาส่งเอยแทนที่จะได้กลับไปพักผ่อน วันหลังถ้าหากมีอะไรที่เอยพอจะตอบแทนได้ก็บอกนะคะ”
จบประโยคใบหน้าหวานละมุนของคนข้างกายคิณก็ฉีกยิ้มแป้นโชว์ฟันขาวที่เรียงตัวสวยก่อนที่เอยจะยกมือไหว้ขอบคุณที่เขามาส่งเธอที่คอนโด
“ตอนนี้เลยไหมล่ะครับ”
ไม่ทันที่เอยจะได้เอ่ยถามว่าอะไรยังไงคนหล่อข้างกายเธอก็ยื่นริมฝีปากสีไวน์มาจรดลงที่ริมฝีปากสีพีชของเธอ ก่อนที่เขาจะแช่เอาไว้สักครู่แล้วผละตัวออกไป รอยยิ้มกระชากใจสาว ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาในขณะที่แววตาเขาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างร้ายกาจ
“Goodnight Kiss นะครับ นี่ถือเป็นค่าตอบแทนก็แล้วกัน”
เสียงของเขาที่ดังขึ้นมาเหมือนเรียกสติเธอที่กำลังจ้องหน้าเขาอยู่ด้วยความรู้สึกมึนงง ใบหน้าสวยแดงระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ก่อนที่เอยจะเปล่งเสียงออกไปอย่างขัดเขินปนโมโหนิด ๆ
“คนบ้า ใครที่ไหนเขาเรียกค่าตอบแทนเป็นจูบกันเล่า”
เอยไม่รอให้คิณได้พูดอะไรอีกต่อไปเธอก็ชิ่งเปิดประตูออกแล้ววิ่งหนีเข้าไปในคอนโดของเธอทันที หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตัก ตึกตัก ทั้งที่ห้ามใจตัวเองไว้ว่าอย่าไปหลงเสน่ห์คนแบบเขาเพราะเขาอยู่ไกลเกินเอื้อมที่เธอจะคว้าได้แต่ใจเจ้ากรรมก็กลับหวั่นไหวเสียนี่ แต่บางทีเธอก็อยากลองจะเป็นซินเดอเรลลาเหมือนในนิทานบ้างที่ได้เต้นรำกับเจ้าชายในฝัน แล้วพอถึงเวลาเที่ยงคืนเสียงนาฬิกาดังขึ้นทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิมแต่เธอคงได้แค่ฝันเพียงเท่านั้น
มือบางยกขึ้นแตะริมฝีปากรอยจูบบางเบายังคงตราตรึงไม่เลือนหายสงสัยคืนนี้เธอคงหลับฝันดี ได้ใกล้ชิดแค่นี้เธอก็พอใจแล้วสำหรับเอย อรนลิน คนที่แอบหลงรักเขา คิณ อัคนี
ลับหลังร่างบางคิณที่ยังไม่เคลื่อนรถจากไปก็ยกยิ้มมุมปากน้อยๆใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนที่เขาจะเคลื่อนรถออกไปเพื่อเดินทางกลับคอนโดที่พักทันที วันนี้ได้แกล้งแม่กระต่ายน้อยพอหอมปากหอมคอก็สนุกดี เรื่องงานที่หนักอึ้งอยู่ในหัวสมองเหมือนถูกปลดล็อกคลายออกไปเพียงแค่ได้จูบปากนุ่ม ๆ นั้น